เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 48 จุดสูงสุดแห่งซ่างชิง! คัมภีร์สวรรค์! และการรู้แจ้ง!

บทที่ 48 จุดสูงสุดแห่งซ่างชิง! คัมภีร์สวรรค์! และการรู้แจ้ง!

บทที่ 48 จุดสูงสุดแห่งซ่างชิง! คัมภีร์สวรรค์! และการรู้แจ้ง!


บทที่ 48 จุดสูงสุดแห่งซ่างชิง! คัมภีร์สวรรค์! และการรู้แจ้ง!

ภายในถ้ำอันมืดมิดและอับชื้น

เสียงหยดน้ำตกกระทบพื้นดังก้องมาจากส่วนลึก…

ติ๋ง...ติ๋ง...

ดาบเทียนหยาเปล่งแสงสีน้ำเงินครามเรืองรองออกมาจางๆขับไล่ความมืดมิดโดยรอบ

อาศัยแสงสว่างนั้น...เย่ฉางเฟิงจึงพอมองเห็นสภาพแวดล้อมโดยรอบได้อย่างคร่าวๆ

ไม่ต้องสงสัยเลย...ที่นี่คือ 'ถ้ำหยดโลหิต' อย่างแน่นอน

ก่อนหน้านี้ ตอนที่เขากับลู่เสวี่ยฉีถูกคลื่นยักษ์ซัดจมหายลงไป

เขาก็แอบคิดเล่นๆว่า จะลองปล่อยตัวไปตามกระแสน้ำดู เผื่อว่าจะได้พบกับถ้ำหยดโลหิตหรือไม่?

นึกไม่ถึงว่า...จะได้พบเข้าจริงๆเสียด้วย

เย่ฉางเฟิงก้มหน้าลงมอง

ลู่เสวี่ยฉีกำลังนอนซบอยู่ในอ้อมอกของเขา ดวงตาคู่สวยกระพริบปริบๆจ้องมองอะไรบางอย่างอยู่

“เจ้ามองอะไรอยู่รึ?” เย่ฉางเฟิงเอ่ยถามด้วยความขบขัน

ได้ยินดังนั้น ดรุณีน้อยผู้เย็นชาก็เอียงคอเล็กน้อย แล้วกระซิบตอบเสียงแผ่ว

“ข้ากำลังดูว่าเจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”

“ข้าจะบาดเจ็บได้อย่างไรกัน?”

“กลับกัน เจ้างูทมิฬนิลกาฬนั่นต่างหากที่เกือบจะถูกดาบข้าฟันตายคาที่”

เเม้พละกำลังกายเนื้อไม่อาจเทียบชั้นกับสัตว์อสูรดึกดำบรรพ์อย่างงูทมิฬนิลกาฬได้

แต่เขามีวิชา…พลังระดับซ่างชิงขั้นปลายสามารถสลายแรงกระแทกส่วนใหญ่ทิ้งไปได้อย่างง่ายดาย ย่อมปลอดภัยหายห่วง

ส่วนลู่เสวี่ยฉีนั้นก็ได้รับการปกป้องจากเขาเป็นอย่างดี…แม้แต่ผมสักเส้นก็ไม่หลุดร่วง

ลู่เสวี่ยฉีพยักหน้ารับรู้ นางเริ่มกวาดตามองสภาพแวดล้อมรอบตัวด้วยความสงสัย

“พวกเรา...”

“นี่พวกเราติดอยู่ในถ้ำหรือ?”

“กลัวหรือเปล่า?”

ลู่เสวี่ยฉีส่ายหน้า

นางเงยหน้าขึ้นมองเด็กหนุ่ม พลางหวนนึกถึงภาพเหตุการณ์ที่เย่ฉางเฟิงเอาตัวเข้าปกป้องนาง

แววตาที่เคยเย็นชาพลันละลายกลายเป็นสายน้ำอันอ่อนโยน ดุจระลอกคลื่นในฤดูใบไม้ร่วงที่ส่องประกายระยิบระยับ แฝงไว้ด้วยความรักใคร่บางเบา

“มีเจ้าอยู่ด้วย ข้าไม่กลัว”

น้ำเสียงใสกังวานของนางทำให้คนฟังถึงกับชะงักงัน

เย่ฉางเฟิงจ้องมองนางตาค้าง ใครกันที่บอกว่า ‘ยัยหนูฉี’ ไม่ประสาเรื่องความรัก?

เขาหัวเราะเบาๆก่อนจะลุกขึ้นจูงมือน้อยๆของนาง เดินทอดน่องมุ่งหน้าสู่ส่วนลึกของถ้ำหยดโลหิตอย่างสบายอารมณ์

“ไปกันเถอะ”

“ที่นี่น่าจะเป็นคลังสมบัติของนิกายหลอมโลหิต”

“ลองเข้าไปดูซิว่าจะมีของดีอะไรให้เราเก็บเกี่ยวบ้าง”

เย่ฉางเฟิงจูงมือลู่เสวี่ยฉีมาหยุดที่ริมสระน้ำลึกภายในถ้ำ

จากนั้นเขาก็หยิบก้อนหินขึ้นมาสองสามก้อน แล้วดีดนิ้วยิงหินเหล่านั้นพุ่งลงไปในสระน้ำ

“ครืนนน!”

ภายใต้สายตาอยากรู้อยากเห็นของลู่เสวี่ยฉี

ช่องทางลับอันมืดมิดพลันเปิดออกที่ผนังถ้ำไม่ไกลนัก เย่ฉางเฟิงพาลู่เสวี่ยฉีเดินเข้าไปในทางลับ

เบื้องหน้าปรากฏทางแยกสองทาง บนผนังของทางแยกหนึ่งมีตัวอักษรสลักไว้ว่า...

[ฟ้าดินไร้เมตตา มองสรรพสิ่งเป็นเพียงหุ่นฟาง!]

เมื่อเห็นประโยคนี้ เย่ฉางเฟิงไม่ลังเลที่จะจูงมือลู่เสวี่ยฉีเดินเข้าไปในทันที

‘คัมภีร์สวรรค์ เล่มที่ 1’ อาจกล่าวได้ว่าเป็นเล่มที่สำคัญที่สุดในบรรดาคัมภีร์ทั้งห้าเล่ม

เพราะมันเปรียบเสมือนแม่บทแห่งคัมภีร์สวรรค์ทั้งมวล ภายในเล่มนี้ได้บันทึกเนื้อหาบางส่วนของอีกสี่เล่มที่เหลือเอาไว้

หากผู้ใดสามารถบรรลุความเข้าใจในคัมภีร์เล่มแรกนี้ได้ การทำความเข้าใจคัมภีร์สวรรค์เล่มต่อๆไปก็จะราบรื่นดุจสายน้ำไหล

เย่ฉางเฟิงและลู่เสวี่ยฉีเดินลึกเข้าไปตามทางลับ

เมื่อถึงสุดทาง กลับว่างเปล่าไร้สิ่งของมีค่าใดๆมีเพียงห้องศิลาเงียบสงบห้องหนึ่งที่เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรเท่านั้น

สายตาของเย่ฉางเฟิงกวาดมองไปรอบๆก่อนจะสะดุดเข้ากับตัวอักษรโบราณอันลึกลับซับซ้อนที่สลักอยู่เต็มผนัง

[ฟ้าดินไร้เมตตา มองสรรพสิ่งเป็นเพียงหุ่นฟาง!]

“ตูม!”

วินาทีที่เนื้อหาของคัมภีร์สวรรค์เล่มที่หนึ่งหลั่งไหลเข้าสู่ห้วงความคิด เย่ฉางเฟิงรู้สึกราวกับพลังภายในกายสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

ลู่เสวี่ยฉีที่อยู่ข้างกายก็มีอาการเช่นเดียวกัน

สติปัญญาและความเข้าใจของนางนั้นไม่ธรรมดา มิเช่นนั้นนางคงไม่อาจฝึกฝนจนถึงขั้นสูงสุดของระดับ ‘หยูชิง’ ได้ภายในเวลาเพียงห้าปี

บัดนี้...เมื่อลู่เสวี่ยฉีได้จดจ้องข้อความในคัมภีร์สวรรค์ ความตื่นตะลึงก็บังเกิดขึ้นในใจของนางอย่างไม่อาจห้าม

เพราะ...นางค้นพบว่าสัจธรรมในคัมภีร์สวรรค์นี้ กลับมีบางส่วนที่สอดคล้องกับหลักการของวิชา ‘ไท่จี๋เสวียนชิงเต้า’ แห่งนิกายชิงหยุนอย่างน่าประหลาด!?

นี่...นี่มันเป็นไปได้อย่างไร?!

คัมภีร์สวรรค์เล่มนี้ไม่ใช่ของนิกายมารหรอกหรือ?

ลู่เสวี่ยฉีหันไปมองเย่ฉางเฟิงด้วยความสับสนงุนงง

“อย่าเพิ่งสนใจเรื่องอื่น” เย่ฉางเฟิงเอ่ยเตือนสติ “ตั้งสมาธิจดจำมันไว้ให้แม่นยำก่อน”

“อืม”

ลู่เสวี่ยฉีรีบดึงสติกลับมา

นางรู้ดีว่านี่คือวาสนาครั้งสำคัญที่หาได้ยากยิ่ง ดังนั้น นางจึงละทิ้งความสงสัยทั้งปวง แล้วนั่งขัดสมาธิลงข้างกายเย่ฉางเฟิง เริ่มต้นทำความเข้าใจในคัมภีร์สวรรค์เล่มที่หนึ่งอย่างตั้งใจ

“วูบ!”

สัจธรรมแห่งฟ้าดินอันลึกล้ำพิสดารหลั่งไหลเข้าสู่สมอง

เย่ฉางเฟิงรู้สึกราวกับจิตวิญญาณของเขากำลังก้าวเข้าสู่สภาวะกระจ่างใสอันไร้ขอบเขต

ความลึกลับซ้อนความลึกลับ ประตูแห่งความมหัศจรรย์ทั้งปวง

การรู้แจ้ง?

เขาเข้าสู่สภาวะแห่งการรู้แจ้งอีกครั้งแล้ว!

“ครืน!”

ในชั่วขณะนั้น พลังฟ้าดินรอบด้านต่างพากันหลั่งไหลมารวมตัว

การบำเพ็ญเพียรในระดับ ‘ซ่างชิง’ นั้น หัวใจสำคัญอยู่ที่การรู้แจ้งเห็นจริง การกำหนดลมหายใจดูดซับพลังปราณเป็นเพียงเรื่องรอง

เพราะเมื่อใดที่เข้าสู่สภาวะรู้แจ้ง...พลังปราณฟ้าดินจะหลั่งไหลเข้ามาหาเจ้าเองโดยธรรมชาติ

“วิ้ง!”

เย่ฉางเฟิงดูดซับพลังฟ้าดินไปพร้อมๆกับทำความเข้าใจสัจธรรมในคัมภีร์

เขาใช้หลักการอันลึกล้ำเหล่านี้ค่อยๆเรียบเรียงความเข้าใจที่สั่งสมมาตลอดหลายปี ไม่ว่าจะเป็นความเข้าใจในวิชาไท่จี๋เสวียนชิงเต้า หรือวิถีแห่งดาบของตนเอง...

เวลาล่วงเลยผ่านไปเนิ่นนาน

เย่ฉางเฟิงไม่อาจรู้ได้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด

เขารู้เพียงว่าจิตใจของเขาใสกระจ่าง สัจธรรมแห่งฟ้าดินอันไร้ที่สิ้นสุดถาโถมเข้าใส่ราวกับเกลียวคลื่น เขาดื่มด่ำแหวกว่ายอยู่ในมหาสมุทรแห่งความรู้ กลิ่นอายรอบกายค่อยๆแผ่ขยายออกไปทีละน้อย...

“ตูม!”

ไม่นานนัก พลังปราณในกายของเขาก็สั่นสะเทือนขึ้นอีกครั้ง

ระดับซ่างชิงขั้นสูงสุด?

เขาทะลวงผ่านระดับพลังได้อีกแล้ว!

ภายในวันเดียว ทะลวงผ่านถึงสองขั้นติดต่อกัน?

ความเร็วในการฝึกฝนเช่นนี้ หากคนภายนอกล่วงรู้เข้า คงต้องอ้าปากค้างจนกรามแทบหลุด

นี่คือระดับซ่างชิงของจริง….แต่กลับทะลวงผ่านสองขั้นในวันเดียวเนี่ยนะ?!

เรื่องนี้แม้แต่เย่ฉางเฟิงเองยังคาดไม่ถึง

แม้ว่าการฝึกระดับซ่างชิงจะเน้นที่การรู้แจ้งเป็นหลัก แต่ทว่า...การทะลวงสองขั้นในวันเดียวก็ดูจะเร็วเกินไปหน่อย

เย่ฉางเฟิงตรวจสอบร่างกายตนเองคร่าวๆก็พบว่าการเลื่อนระดับต่อเนื่องนี้ไม่ได้ส่งผลเสียใดๆและไม่มีอาการรากฐานไม่มั่นคงแต่อย่างใด

เพราะในเมื่อระดับซ่างชิงเน้นการรู้แจ้ง...

การที่เขาทะลวงผ่านได้ ก็หมายความว่าเขาได้ ‘บรรลุ’ ในสิ่งที่ควรบรรลุอย่างถ่องแท้แล้ว ย่อมไม่มีทางเกิดปัญหาเรื่องพลังไม่เสถียร

“ฟึ่บ!”

เย่ฉางเฟิงค่อยๆลืมตาขึ้น

เขาผ่อนลมหายใจระบายความขุ่นมัวออกมาเบาๆแล้วหันไปมองลู่เสวี่ยฉีที่อยู่ข้างกาย พบว่านางยังคงหลับตาบำเพ็ญเพียรอยู่อย่างสงบ

เห็นดังนั้น เย่ฉางเฟิงจึงไม่ได้เร่งรัด

เขานั่งรออยู่อย่างเงียบเชียบ ใช้เวลาว่างนี้ลอบมองใบหน้าด้านข้างอันงดงามและสงบนิ่งของดรุณีน้อย

จุ๊ๆ...

น่าขโมยหอมแก้มชะมัด

….

“วูบ!”

ทันใดนั้นเอง

พลังฟ้าดินโดยรอบพลันเกิดความโกลาหล

กระแสพลังมหาศาลไหลบ่าเข้าหารู่เสวี่ยฉีอย่างไม่ขาดสาย ก่อตัวเป็นวังวนพลังปราณขนาดใหญ่อย่างรวดเร็ว

“นี่คือ...กำลังจะทะลวงเข้าสู่ระดับซ่างชิงแล้วรึ?”

เย่ฉางเฟิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ถึงกับตกใจมากนัก

เพราะพรสวรรค์ของลู่เสวี่ยฉีนั้นยอดเยี่ยมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ลำพังโดยไม่มีตัวช่วยโกงอย่างคัมภีร์สวรรค์ นางยังสามารถฝึกฝนจนถึงระดับซ่างชิงได้ภายในสิบปี

เพียงข้อนี้ข้อเดียวก็พิสูจน์ทุกอย่างได้ชัดเจน

และในตอนนี้...เมื่อมี ‘คัมภีร์สวรรค์ เล่มที่ 1’ ซึ่งเปรียบเสมือนแม่บทแห่งสรรพวิชามาช่วยส่งเสริม

การที่ลู่เสวี่ยฉีจะทะลวงเข้าสู่ระดับซ่างชิงได้ จึงเป็นเรื่องที่แน่นอนราวกับตอกตะปูบนแผ่นไม้

“ตูม!”

กลิ่นอายรอบกายของลู่เสวี่ยฉีทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ในที่สุด...พลังปราณฟ้าดินก็หดตัวลงฉับพลัน แรงกดดันอันแผ่วเบาแต่ทรงพลังแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วห้องศิลา

ระดับซ่างชิง!

…..…

จบบทที่ บทที่ 48 จุดสูงสุดแห่งซ่างชิง! คัมภีร์สวรรค์! และการรู้แจ้ง!

คัดลอกลิงก์แล้ว