- หน้าแรก
- ความยิ่งใหญ่ของข้าถูกเปิดเผยโดยสวรรค์
- บทที่ 29: รีบตีข้าเลย
บทที่ 29: รีบตีข้าเลย
บทที่ 29: รีบตีข้าเลย
บทที่ 29: รีบตีข้าเลย
ราตรีเยือน...
ลู่เสวี่ยฉีจ้องมองเย่ฉางเฟิงเขม็ง
สายตาเย็นเยียบของนางราวกำลังแผดเผาเขาด้วยคำถามที่ส่งตรงมาจากจิตวิญญาณ
เมื่อได้ยินคำถามนั้น เย่ฉางเฟิงถึงกับชะงักไปเล็กน้อย
เขามองดูหญิงสาวที่ท่าทางเหมือนหุ่นยนต์ไร้อารมณ์ผู้นี้ แต่กลับสัมผัสได้ถึงความน้อยใจที่ซ่อนอยู่ลึกๆในแววตานั้น แถมยัง...ได้กลิ่นน้ำส้มสายชูลอยมาจางๆ
นี่คือ...อาการหึงหวงสินะ?!
เย่ฉางเฟิงคลี่ยิ้มออกมาบางเบา
วูบ...
ประจวบเหมาะกับสายลมยามค่ำคืนพัดผ่านมาพอดี
เส้นผมสลวยข้างแก้มของหญิงสาวปลิวไสว กลิ่นหอมอ่อนๆลอยมาแตะจมูก
เย่ฉางเฟิงยกมือขึ้นช่วยทัดผมให้หญิงสาวอย่างเบามือ แล้วเอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"แม้ข้ากับเจ้าจะเข้าสำนักมาในปีเดียวกัน แต่ข้าก็ยังชอบเรียกเจ้าว่าศิษย์พี่หญิงมากกว่า
“เพราะ...เจ้าคือลู่เสวี่ยฉี”
ดวงตาที่แสนจะเจ้าชู้คู่นั้นกระพริบปริบๆส่งสายตาหวานเชื่อม
ใบหน้าสวยของลู่เสวี่ยฉีแดงระเรื่อขึ้นทันตา
นางเข้าใจความหมายที่เย่ฉางเฟิงต้องการจะสื่อแล้ว
เขาชอบเรียกนางว่าศิษย์พี่หญิง ไม่ใช่เพราะเขาชอบคนที่เป็นศิษย์พี่ แต่เป็นเพราะ...นางคือศิษย์พี่คนนั้น
"ส่วนเรื่องศิษย์พี่หลิงเอ๋อร์นั้น..."
เย่ฉางเฟิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ
"ตอนที่ข้าเพิ่งเข้าสำนัก ข้าแสดงพรสวรรค์ออกมาได้ไม่เลว จึงทำให้ท่านอาจารย์และอาจารย์หญิงแบ่งความรักความเอ็นดูมาให้ข้าบ้าง และตอนนั้นศิษย์พี่หลิงเอ๋อร์ก็ยังเด็กอยู่"
"นางเลยคิดไปเองว่าท่านอาจารย์กับอาจารย์หญิงไม่รักนางแล้ว"
พูดไปพูดมา เย่ฉางเฟิงก็นึกถึงเด็กหญิงขี้แยในวันวาน เขาอดหัวเราะออกมาไม่ได้
"เอาเป็นว่า ข้าเห็นนางเป็นน้องสาวคนหนึ่งเท่านั้นแหละ"
ได้ยินเช่นนั้น ลู่เสวี่ยฉีก็พยักหน้าอย่างครุ่นคิด
จริงๆแล้วนางอยากจะพูดสักประโยคหนึ่ง…
เจ้าเห็นนางเป็นน้องสาว? แต่นางอาจจะไม่ได้เห็นเจ้าเป็นพี่ชายก็ได้นะ!
ทว่า...สุดท้ายนางก็เลือกที่จะเก็บคำพูดเหล่านั้นไว้ในใจ
"เสวี่ยฉี"
ทันใดนั้น เสียงเรียกที่ฟังดูแปลกหูและแฝงความพิเศษบางอย่างก็ดังขึ้นข้างหู
ได้ยินเสียงนั้น ร่างบอบบางของลู่เสวี่ยฉีสั่นสะท้านเบาๆ
นางหันขวับกลับไปมองเย่ฉางเฟิงที่นั่งอยู่ข้างๆส่งสายตาค้อนขวับอย่างน่าเอ็นดู ราวกับจะถามว่า ทำไมจู่ๆถึงเรียกข้าแบบนี้?
และสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ...
"เจ้ารู้ไหมว่าข้าเห็นเจ้าครั้งแรกเมื่อไหร่?" เย่ฉางเฟิงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
"เห็น?"
ลู่เสวี่ยฉีชะงักไปเล็กน้อย
"อย่าบอกนะว่าเจ้า..."
"ถูกต้อง" เย่ฉางเฟิงหัวเราะเบาๆ
"สองปีก่อน ตอนที่ข้าเพิ่งทะลวงผ่านขอบเขตซ่างชิงใหม่ๆ…กลางดึกคืนหนึ่ง ข้าแอบหนีออกจากยอดเขาไผ่ใหญ่ แล้วดันหลงทางไปโผล่ที่ยอดเขาไผ่เล็กเข้า สุดท้ายข้าก็เห็นเจ้านั่งบำเพ็ญเพียรอยู่บนลานชมจันทร์..."
เมื่อความจริงถูกเปิดเผย ใบหน้าของลู่เสวี่ยฉีก็แดงก่ำยิ่งกว่าเดิม
นางเข้าใจความหมายของสิ่งที่เย่ฉางเฟิงพูดมาทั้งหมดดี
มันก็คือ...การสารภาพรัก
แต่นางไม่รู้ว่าจะตอบกลับอย่างไรดี
ทว่า...สิ่งเดียวที่นางรู้แน่ชัดคือ นางไม่ได้รังเกียจเย่ฉางเฟิงเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำ เมื่อได้ยินเขาพูดเรื่องพวกนี้ ในใจกลับรู้สึกหวานละมุนอย่างประหลาด
ชั่วขณะหนึ่ง บรรยากาศเริ่มเงียบสงบลง
…..
เย่ฉางเฟิงได้พูดสิ่งที่ควรพูดไปหมดแล้ว
เขารู้นิสัยของลู่เสวี่ยฉีดี จึงไม่ได้บีบคั้นให้นางต้องตอบรับอะไร เพราะเขารู้ดีว่าหญิงสาวคนนี้หนีเขาไม่พ้นแน่
"เจ้า..."
ลู่เสวี่ยฉีเม้มปากแน่น
นางเงยหน้าขึ้นสบตากับเย่ฉางเฟิงที่นั่งอยู่เคียงข้าง ทั้งสองอยู่ใกล้กันมากจนแก้มแทบจะแนบชิด
"พรุ่งนี้เจ้าจะทำอย่างไรกับการประลองเจ็ดยอดเขา?"
"ก็สู้ไปตามปกตินั่นแหละ ติดหนึ่งในสี่ก็พอแล้ว" เย่ฉางเฟิงยักไหล่สบายๆ
ระดับพลังที่เขาเปิดเผยให้คนภายนอกรับรู้คือ หยูชิงขั้นที่หก
ขนาดจางเสี่ยวฝานที่มีพลังแค่ขอบเขตหยูชิงขั้นที่สี่ยังติดหนึ่งในสี่ได้ เขาที่มีพลังขอบเขตหยูชิงขั้นที่หก จะติดหนึ่งในสี่ก็คงไม่เป็นที่สะดุดตาเกินไปนัก
"อ้อ..." ลู่เสวี่ยฉีพยักหน้ารับรู้
แต่ในใจนางกลับรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมต่อเย่ฉางเฟิงเอาเสียเลย
เพราะระดับพลังที่แท้จริงของเขาสูงส่งขนาดนั้น ตำแหน่งชนะเลิศควรจะเป็นของเขาต่างหาก
เย่ฉางเฟิงอ่านความคิดของหญิงสาวออก เขายิ้มบางๆแล้วกล่าวว่า
"ถ้าเจ้าคิดว่ามันไม่ยุติธรรมกับข้า งั้นเจ้าก็พยายามคว้าตำแหน่งชนะเลิศมาให้ได้สิ แบบนี้ก็ยุติธรรมแล้ว..."
"หือ?"
แม่สาวหุ่นยนต์เอียงคอทำหน้าสงสัย นางจ้องมองเย่ฉางเฟิงแล้วถามซื่อๆ
"ทำไมถ้าข้าชนะเลิศถึงจะยุติธรรมกับเจ้าล่ะ?"
เย่ฉางเฟิงยิ้มอ่อนโยน เอ่ยตอบท่ามกลางสายลมยามค่ำคืน เสียงนุ่มทุ้มก้องอยู่ในหูของหญิงสาว
"ก็เพราะว่า...ชัยชนะของเจ้า ก็คือชัยชนะของข้าไงล่ะ"
วินาทีนั้น ลู่เสวี่ยฉีอึ้งไปอย่างสมบูรณ์แบบ
ชัยชนะของนาง...คือชัยชนะของเขา?
นี่...นี่หมายความว่าพวกเขาสองคนเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่แบ่งแยกงั้นหรือ?
ใบหน้าของลู่เสวี่ยฉีร้อนผ่าว นางไม่ได้เอ่ยแย้งใดๆอย่างที่ควรจะเป็น เพียงแค่ส่งเสียง 'อื้ม' ตอบรับในลำคอเบาหวิว
จากนั้น ดูเหมือนนางจะกลัวว่าเย่ฉางเฟิงไม่ได้ยิน
นางจึงรวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้น แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ข้าจะคว้าตำแหน่งชนะเลิศมาให้ได้!"
นางจะต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้
เพราะว่า—นางต้องการจะแบ่งปันเกียรติยศแห่งชัยชนะร่วมกับเขา
"ดีมาก"
เด็กหนุ่มชุดขาวพยักหน้ายิ้มๆ
เขานั่งขดตัวอยู่บนขั้นบันไดมุมหนึ่งร่วมกับหญิงสาว ทั้งสองอาบไล้แสงจันทร์เคียงคู่กัน ปล่อยใจไปกับสายลมและบทสนทนา...
"แล้วถ้าเกิดเราสองคนต้องมาเจอกันเองล่ะ?" ลู่เสวี่ยฉีเริ่มกังวล
ในเมื่อเย่ฉางเฟิงบอกว่าจะติดหนึ่งในสี่ เขาก็ต้องทำได้แน่ และนางเองก็มีพลังถึงขอบเขตหยูชิงขั้นที่เก้า ย่อมต้องผ่านเข้ารอบลึกๆจนอาจต้องมาเจอกับเย่ฉางเฟิง ถึงตอนนั้นจะทำอย่างไรดี?!
"อืม..."
เย่ฉางเฟิงทำท่าครุ่นคิด
"ถ้าเราบังเอิญมาเจอกันจริงๆเจ้าก็จัดการซัดข้าให้เต็มที่เลย ถือซะว่าให้ข้าช่วยตรวจสอบว่าการฝึกฝนของเจ้าก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว"
"ห๊ะ?!"
ลู่เสวี่ยฉีตะลึงงัน
นางคาดไม่ถึงเลยว่าเย่ฉางเฟิงจะพูดแบบนี้
แต่พอลองคิดดู...ระดับพลังของเย่ฉางเฟิงจวนเจียนจะทะลวงผ่านขอบเขตซ่างชิงช่วงปลายอยู่แล้ว
ต่อให้นางทุ่มสุดตัว ก็ยังไม่แน่ว่าจะทำอันตรายเขาได้ ดังนั้น...นางจึงพยักหน้า "ตกลง"
ดวงตาของหญิงสาวผู้เย็นชาเป็นประกายวาววับด้วยความกระตือรือร้น
ดูเหมือนนางจะอยากประมือกับเย่ฉางเฟิงจริงๆเสียด้วย?
เห็นท่าทางนั้น เย่ฉางเฟิงก็ได้แต่ยิ้มขื่นๆ
ทั้งสองยังคงนั่งเคียงคู่กันบนขั้นบันได อาบแสงจันทร์และรับลมเย็นๆไปเรื่อยๆจนกระทั่ง...เย่ฉางเฟิงเอื้อมมือไปกุมมือเรียวบางของลู่เสวี่ยฉีอีกครั้ง
แม่สาวหุ่นยนต์ตัวแข็งทื่อ
ใบหน้าแดงก่ำ พยายามดึงมือออกเบาๆแต่ก็สู้แรงเขาไม่ได้...สุดท้ายก็ปล่อยเลยตามเลย ยอมให้เขากุมมือไว้อย่างนั้น
ราตรี...เริ่มดึกสงัดลงเรื่อยๆ
เย่ฉางเฟิงรู้สึกผ่อนคลายและมีความสุข
ชีวิตแบบนี้แหละที่เขาโหยหา น่าเสียดายที่อนาคตของโลกใบนี้ช่างวุ่นวายเหลือเกิน
อืม...เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตสงบสุขแบบนี้ต่อไป เขาตั้งใจว่าจะกวาดล้างความไม่สงบทั้งปวงให้สิ้นซาก
เพียงเท่านี้ เขาก็จะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเสียที
สิบปีลับดาบคมกริบ คมกล้ายังมิเคยได้ลอง วันนี้ชักออกมาให้ท่านชม ผู้ใดมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจบอกมา
เด็กหนุ่มหันกลับมามองคนข้างกาย
พบว่าหญิงสาวได้เอนศีรษะซบลงบนไหล่ของเขา และผล็อยหลับไปอย่างไม่รู้ตัวเสียแล้ว...
(จบตอน)