- หน้าแรก
- วิวาห์ท่านเสนาบดีในยุคข้าวยากหมากแพง ฮูหยินมงคลนำพาความรุ่งเรือง
- บทที่ 13 จับตะพาบในนา
บทที่ 13 จับตะพาบในนา
บทที่ 13 จับตะพาบในนา
หลังจากกินข้าวเสร็จ ฉู่เยว่และลู่ซิงเหอก็พากันออกไปที่ทุ่งนา
สองพี่น้องลู่ซิงผิงและลู่ซิงอันล้างจานเสร็จ ก็คว้าตะกร้าเดินอ้อมไปทางชายป่าเพื่อหาผักป่าและสมุนไพรไปด้วยในตัว ส่วนหยุนชุ่ยเหอก็นั่งตัดเย็บเสื้อผ้าอยู่ที่บ้าน หวังจะเร่งมือตัดชุดให้ฉู่เยว่ให้เสร็จไวๆ
เมื่อฉู่เยว่กับลู่ซิงเหอมาถึงที่นาของครอบครัว ก็เห็นลู่ต้ากุ้ยกำลังก้มๆ เงยๆ ซ่อมคันนาส่วนที่ขาดแหว่งอยู่ เป็นภาพความขยันที่หาดูได้ยากยิ่ง
เห็นดังนั้น ฉู่เยว่จึงเขย่งเท้ากระซิบถามลู่ซิงเหอ "ท่านพี่ เมื่อเช้าท่านจัดการกับเขาอย่างไรหรือ?"
"ลู่ต้ากุ้ยกลัวท่านลุงของเขา เมื่อวานก่อนกลับบ้าน ข้าเลยแวะไปหาผู้ใหญ่บ้านเรื่องนี้" ลู่ซิงเหอตอบ
ผู้ใหญ่บ้านเคยได้รับหมูป่าจากครอบครัวเขาไป ดังคำที่ว่า 'กินของเขา ปากย่อมอ่อน' อีกทั้งเรื่องนี้ลู่ต้ากุ้ยเป็นฝ่ายผิดแต่แรก ผู้ใหญ่บ้านจึงไม่มีเหตุผลที่จะไม่เข้าข้างลู่ซิงเหอ
ลู่ต้ากุ้ยมองเห็นทั้งสองเดินมาแต่ไกล เมื่อเช้าเขาเพิ่งถูกท่านลุงซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านด่าเปิงมาหมาดๆ ความโกรธแค้นจึงยังคุกรุ่น
"ลู่ซิงเหอ! เอ็งนี่มันร้ายนักนะ! ทำนาข้าพังขนาดนี้ ยังมีหน้าไปฟ้องข้าก่อนอีก ช่างเจ้าเล่ห์เพทุบายจริงๆ"
ลู่ซิงเหอยิ้มบางๆ อย่างไม่ยี่หระ ไม่คิดจะต่อล้อต่อเถียงด้วย
แต่ฉู่เยว่ไม่ยอมให้สามีถูกรังแกฝ่ายเดียว
"กล้าพูดออกมาได้นะว่าคนอื่นร้าย ถ้าไม่ใช่เพราะท่านมาพังนาเราเพื่อขโมยน้ำก่อน ใครจะว่างงานไปขุดคันนาท่านเล่น? ถ้าถามข้า ก็สมควรแล้วนี่!"
ลู่ต้ากุ้ยทิ้งจอบในมือลงพื้นด้วยความโมโห "นังหนูนี่เป็นใคร! สะเออะมายุ่งเรื่องของข้าทำไม? คิดว่าสิ่งที่พ่อเอ็งทำมันน่าเชิดชูนักรึไง?"
ลู่ซิงเหอขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ ดึงฉู่เยว่ไปหลบด้านหลัง
"มีปัญหาอะไรก็มาลงที่ข้า มาตะคอกใส่ผู้หญิงทำไม ไม่ลูกผู้ชายเอาซะเลย"
ฉู่เยว่รู้ดีว่าเรื่องพ่อขโมยหมูจะทำให้ชาวบ้านปั้นโพดูถูกนาง แต่สองวันที่ผ่านมา นางโดนทั้งยายเฒ่าหลี่ด่า ทั้งลู่ต้ากุ้ยเหน็บแนม ทำเอานางรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ
นางไม่ได้เป็นคนขโมยหมูสักหน่อย ทำไมใครๆ ก็ต้องขุดเรื่องนี้ขึ้นมาพูดด้วย?
ที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่าคือ การที่พ่อขโมยหมูมันเป็นเรื่องจริงที่เถียงไม่ออก
พอมองแผ่นหลังกว้างที่ยืนบังหน้านางอยู่ ความโกรธของฉู่เยว่ก็พลันเบาบางลง นางกระตุกแขนเสื้อลู่ซิงเหอเบาๆ
"ท่านพี่ อย่าไปเสียเวลากับคนพรรค์นี้เลย ท่านไปหาบน้ำเข้านาเถอะ เดี๋ยวข้าจะลงไปถอนหญ้าเอง"
ที่บ้านมีที่นาไม่มาก มีแค่สองไร่สามงานตรงหน้านี้เท่านั้น ซึ่งเป็นเงินเก็บที่หยุนชุ่ยเหอเจียดจากรายได้รายวันสมัยที่พ่อของลู่ซิงเหอยังไม่หายตัวไป นางใช้เวลาเก็บหอมรอมริบกว่าหกเจ็ดปีถึงจะซื้อที่ผืนเล็กนี้มาได้
แต่นับว่าโชคดีที่มีที่นาสองไร่นี้ คอยสร้างรายได้จุนเจือครอบครัวตลอดหลายปีที่ผ่านมา
"ระวังตัวด้วยนะ มีอะไรก็ตะโกนเรียกพี่ สระน้ำอยู่ไม่ไกลหรอก"
ลู่ซิงเหอกำชับฉู่เยว่ ก่อนจะคว้าหาบเดินเลาะคันนาไปยังสระน้ำ
ฉู่เยว่ถอดรองเท้าไว้บนคันนา แล้วย่ำลงไปในนาข้าวที่เต็มไปด้วยโคลน เดินมุ่งหน้าไปกลางแปลงนา ช่วงนี้ลู่ซิงเหอขยันมาดูนา หญ้ารกๆ ริมคันนาจึงไม่ค่อยมี
ทว่าพอเดินเข้าไปลึกหน่อย นางกลับเจอต้นขาเขียดขึ้นแซมอยู่ประปราย ซึ่งเป็นสิ่งที่นางคาดไม่ถึง
หญ้าขาเขียดเป็นพืชที่ทนทานและโตเร็วมาก หากไม่รีบกำจัดจะแย่งสารอาหารข้าว แต่ข้อดีคือมันกินได้ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และยังมีสรรพคุณทางยาด้วย
ถ้าชาติก่อนนางไม่ได้เรียนแพทย์แผนจีนควบคู่ไปด้วยจนพอรู้จักสมุนไพรบ้าง ก็คงไม่รู้ละเอียดขนาดนี้
ฉู่เยว่ไม่คิดว่าจะได้ของดีติดไม้ติดมือกลับไป นางดีใจจนเนื้อเต้น ก้มหน้าก้มตาหาหญ้าขาเขียดอย่างเพลิดเพลิน จนไม่ทันสังเกตว่าก่อนไป ลู่ต้ากุ้ยแอบเหยียบรองเท้าคู่เดียวของนางจมหายลงไปในโคลน
เมื่อลู่ซิงเหอหาบน้ำกลับมาถึงอีกฝั่งของคันนา ก็เห็นฉู่เยว่เดินลุยไปจนถึงกลางทุ่งแล้ว
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย "เยว่เยว่ ไม่ต้องเก็บละเอียดขนาดนั้นก็ได้ ระวังหน่อย ในนามีงูนะ"
ฉู่เยว่โบกมือให้ลู่ซิงเหอ แต่สายตายังคงสอดส่ายไปทั่ว "ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ งูในนาส่วนใหญ่ไม่มีพิษ ข้าจะระวังตัว"
งูในนาส่วนมากก็เป็นแค่งูน้ำ พิษอ่อนหรือไม่ก็ไม่มีพิษเลย ถ้าโดนกัดก็แค่บีบเลือดออก ล้างแผลให้สะอาด อย่าให้แผลเปียกน้ำ เดี๋ยวก็หาย
ถึงจะกลัวงูอยู่บ้าง แต่การหาผักกลับบ้านสำคัญกว่า
ลู่ซิงเหอส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ทึ่งในความใจกล้าของเด็กสาว เขาเทน้ำในถังลงนาแล้วเดินกลับไปตักน้ำรอบใหม่
ฉู่เยว่เดินวนเวียนอยู่ในนาได้ราวหนึ่งก้านธูป ก็ถอนหญ้าไปได้ครึ่งค่อนทุ่ง หญ้าขาเขียดและวัชพืชกองโตในอ้อมแขนเริ่มหนักอึ้ง
นางเดินเซซ้ายเซขวากลับไปทางที่ถอดรองเท้าทิ้งไว้ แต่เดินไปได้ไม่ถึงสิบก้าว เท้าก็เหยียบเข้ากับวัตถุแข็งๆ บางอย่าง
สัมผัสแข็งๆ ใต้ฝ่าเท้าทำเอานางตัวแข็งทื่อ
ด้วยความหวาดระแวง นางก้มลงมอง... มันคือตะพาบน้ำ!
แถมตัวยังใหญ่ไม่ใช่เล่น
ราวกับรู้ตัวว่าถูกเหยียบ เจ้าตะพาบยืดคอยาวเหยียด เตรียมจะงับฉู่เยว่ นางกรีดร้องด้วยความตกใจ มือไวกว้าหญ้ากำใหญ่ยัดใส่ปากตะพาบทันที
พอมีหญ้าเต็มปาก เจ้าตะพาบก็ชะงักกึก
เห็นดังนั้น ฉู่เยว่รีบเงยหน้ามองหาลู่ซิงเหอ เขาเพิ่งเดินกลับมาจากสระน้ำ พอได้ยินเสียงร้องของนางก็รีบวางหาบ ถอดรองเท้าวิ่งลุยโคลนเข้ามาหา
"ท่านพี่มาเร็วเข้า! ข้าเหยียบตะพาบได้ตัวนึง!"
ลู่ซิงเหอกลัวตะพาบจะกัดนาง จึงรีบตะโกนบอก "ถอยออกมาห่างๆ ระวังมันกัดเอานะ"
แต่ฉู่เยว่กลัวตะพาบหนี นางจึงยืนนิ่งไม่ขยับ พอลู่ซิงเหอวิ่งมาถึง ก็เห็นตะพาบใต้เท้านางกำลังคาบหญ้าเต็มปาก ค้างอยู่ในท่าที่เตรียมจะแว้งกัด... เขาถอนหายใจโล่งอก ก้มลงจับตะพาบขึ้นมาชั่งน้ำหนักในมือ กะดูคร่าวๆ น่าจะหนักราวสามชั่ง
จากนั้นเขาก็รีบสำรวจร่างกายฉู่เยว่
"เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?"
ฉู่เยว่มองตะพาบในมือลู่ซิงเหอด้วยแววตาตื่นเต้น
"ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ"
กลัวตะพาบจะดิ้นหลุด ลู่ซิงเหอเทน้ำในถังออกข้างหนึ่ง เหลือไว้นิดหน่อยที่ก้นถัง แล้วจับตะพาบใส่ลงไป จากนั้นเขาก็ลงมาช่วยฉู่เยว่ถอนหญ้าในนาต่อ
ส่วนหญ้าขาเขียดที่ฉู่เยว่เก็บมา ลู่ซิงเหอเอาไปใส่ไว้อีกถังหนึ่ง
พอมีลู่ซิงเหอมาช่วยแรง งานถอนหญ้าที่เหลือก็เสร็จลงในพริบตา
ทว่า ขณะที่ฉู่เยว่ถอนหญ้าต้นสุดท้ายเสร็จและกำลังจะก้าวขึ้นคันนา สัมผัสคุ้นเคยใต้ฝ่าเท้าก็ทำให้นางตื่นเต้นขึ้นมาอีกครั้ง
เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกกัด นางกดเท้าจมลงไปในโคลนเพื่อตรึงร่างเจ้าตะพาบไว้ แล้วเงยหน้าตะโกนลั่น "ท่านพี่ มาเร็ว! ตรงนี้มีตะพาบอีกตัวแล้ว!"