- หน้าแรก
- วิวาห์ท่านเสนาบดีในยุคข้าวยากหมากแพง ฮูหยินมงคลนำพาความรุ่งเรือง
- บทที่ 11 ในที่สุดก็รู้ตัว
บทที่ 11 ในที่สุดก็รู้ตัว
บทที่ 11 ในที่สุดก็รู้ตัว
ซุนต้าจู้ขมวดคิ้วมุ่น "ท่านแม่ พอได้แล้ว บ้านเรากับแม่ลูกสกุลหยุนก็เป็นเพื่อนบ้านกันมาตั้งหลายปี พวกเขาไม่ใช่คนแล้งน้ำใจแบบนั้นสักหน่อย"
เขารู้ดีที่สุดว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้
เรื่องนี้แม่ของเขาเป็นฝ่ายผิดจริงๆ ถ้าใครมาทำกับเขาแบบนั้น เขาก็คงไม่แบ่งเนื้อให้เหมือนกัน
นางเฒ่าหลี่กลอกตา "ไม่ใช่คนแบบนั้น? แล้วทำไมมันถึงไม่แบ่งเนื้อหมูให้เจ้าสักชิ้น? มันดูถูกพวกเราหรือไง?"
นางหลัวเองก็รู้สึกขุ่นเคืองอยู่ลึกๆ
แต่ความขุ่นเคืองของนางไม่ได้พุ่งเป้าไปที่บ้านนางหยุน หากแต่เป็นแม่สามีอย่างนางเฒ่าหลี่ต่างหาก
"ถ้าเมื่อวานท่านแม่ไม่ไปอาละวาดใหญ่โต ป่านนี้เขาอาจจะแบ่งให้เราแล้วก็ได้"
นางเฒ่าหลี่เลิกคิ้วสูง น้ำเสียงแหลมปรี๊ดขึ้นทันที
"อ้อ! นี่เจ้ากำลังโทษคนแก่อย่างข้าเรอะ?" นางหันขวับไปทางซุนต้าจู้ "ต้าจู้ ดูเมียเจ้าสิ ลามปามผู้หลักผู้ใหญ่แบบนี้ เดี๋ยวนี้ชักจะเหิมเกริมกันใหญ่แล้ว เจ้าจะไม่จัดการหน่อยรึไง?"
นางหลัวไม่ยอมลดราวาศอก
"ท่านแม่ผิดก่อนแท้ๆ แล้วข้าลามปามตรงไหน? ถึงขนาดหน้าด้านไปขอตีนหมูเขา ช่างกล้าเสียจริงนะ"
เห็นทั้งสองฝ่ายทำท่าจะวางมวยใส่กัน ซุนต้าจู้ก็รีบเข้ามาห้ามทัพทันที
"พอได้แล้ว! พวกเจ้าสงบสติอารมณ์กันหน่อยได้ไหม? ก็แค่เนื้อชิ้นเดียวไม่ใช่รึ? เดี๋ยวพรุ่งนี้ถ้าข้าว่าง จะเข้าเมืองไปซื้อมาให้ จบเรื่องกันเสียที"
พอนางเฒ่าหลี่ได้ยินคำพูดของต้าจู้ ใบหน้ายับย่นก็คลี่ออกเป็นรอยยิ้มทันที
"ลูกชายข้ายังรู้จะกตัญญูต่อแม่อยู่บ้าง งั้นแม่จะรอเนื้อของเจ้านะ"
พูดจบ นางก็เดินกลับเข้าห้องไปนอนฝันหวานเรื่องกินเนื้อ
นางหลัวปรายตามองซุนต้าจู้อย่างเคืองขุ่น "ซื้อเนื้อๆ พูดง่ายจริงนะ บ้านเรามีเงินเหลือเฟือขนาดจะซื้อเนื้อมาเสพสุขได้หรือไง? ลูกสามคนยังต้องกินต้องใช้ จะมาประเคนเงินตามใจแม่เจ้าหมดไม่ได้หรอกนะ"
ซุนต้าจู้ถอนหายใจเฮือก
"จะให้ข้าทำยังไงล่ะ? ข้าก็แค่กลัวแกจะอาละวาดบ้านแตกทุกวี่ทุกวัน อีกอย่างลูกๆ ก็ไม่ได้กินเนื้อมาตั้งนานแล้ว พรุ่งนี้ข้าคงไม่ซื้อเยอะหรอก เอาแค่พอให้ได้กินกันคนละชิ้นสองชิ้นก็พอ"
นางหลัวได้ฟังก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างปลงตก
นับตั้งแต่พ่อสามีตายจาก ชีวิตความเป็นอยู่ก็ดูจะยิ่งอึดอัดขัดข้องมากขึ้นทุกที เพราะมียายแก่คนนี้คอยก่อกวน...
ฉู่เยว่ตักไส้หมูผัดใส่จานและลวกผักป่ามาเคียง ทุกคนในบ้านต่างกินข้าวต้มธัญพืชที่ปรุงมาอย่างดีกันอย่างเอร็ดอร่อย ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความสุข
ลู่ซิงผิงเช็ดปาก ดวงตาสุกใสจ้องมองฉู่เยว่
"พี่สะใภ้ ท่านทำยังไงถึงผัดไส้หมูได้อร่อยขนาดนี้ขอรับ?"
ดวงตาของฉู่เยว่โค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม
"ไม่มีเคล็ดลับอะไรหรอกจ้ะ แค่กำจัดกลิ่นคาวเฉพาะตัวของไส้หมูออกให้หมด เอามาผัดยังไงก็อร่อย"
ลู่ซิงผิงยกนิ้วโป้งให้ "ฝีมือพี่สะใภ้ต้องเก่งกว่าพ่อครัวในภัตตาคารใหญ่ในเมืองแน่ๆ!"
พอพูดถึงภัตตาคารในเมือง ฉู่เยว่ก็อดคิดไม่ได้ว่า แม้คนที่นี่จะมองว่าไส้หมูเป็นของไร้ค่า แต่มันก็เป็นเมนูรสเลิศได้จริงๆ ไม่แน่ว่าถ้านางเอาสูตรไปขายให้ภัตตาคาร อาจจะเป็นช่องทางหาเงินที่ดีก็ได้?
จังหวะนั้นเอง ลู่ซิงเหอก็วางตะเกียบลง แล้วเอ่ยชมขึ้นมาอย่างผิดวิสัย
"อร่อยจริงๆ นั่นแหละ"
ปกติเขาเป็นคนพูดน้อยและแทบไม่เคยชมใคร พอได้ยินเขาชมฉู่เยว่ หยุนชุ่ยเหอก็แอบยิ้มปลื้มใจ
"เมื่อก่อนเจ้าซิงผิงกับซิงอันพยายามทำตัวดีต่อหน้าเจ้าแทบตาย แม่ไม่เคยเห็นเจ้าชมพวกมันสักครึ่งคำ เข้าตำรายามรักน้ำต้มผักก็ยังว่าหวานสินะ"
ลู่ซิงเหอยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ไม่ได้โต้แย้งคำมารดา
ท่าทีเช่นนี้ ในสายตาของคนอื่นย่อมหมายความว่าเขายอมรับในตัวฉู่เยว่ในฐานะภรรยาโดยสมบูรณ์แล้ว
กลับเป็นฉู่เยว่เสียอีกที่หน้าแดงระเรื่อกับคำแซวของหยุนชุ่ยเหอ นางรีบลุกขึ้นเก็บจานชามแก้เขิน "ข้า...ข้าไปล้างจานก่อนนะเจ้าคะ"
ยังไม่ทันที่ฉู่เยว่จะก้าวออกไป ลู่ซิงเหอก็ลุกขึ้นยืน มือเรียวยาวแย่งชามไปจากมือนาง
"ข้าล้างเอง วันนี้เจ้าเดินตามข้ามาเกือบทั้งวัน ไปพักผ่อนเถอะ"
หยุนชุ่ยเหอมองแผ่นหลังของลูกชายคนโตด้วยความโล่งใจ
"ในที่สุดก็รู้ตัวสักที รู้จักดูแลเมียตัวเองเป็นแล้วสินะ"
เมื่อก่อนเขาไม่เคยคิดเรื่องแต่งงานและไม่ใส่ใจเรื่องนี้เลย ประกอบกับฐานะทางบ้าน นางจึงกังวลว่าลูกชายจะขึ้นคานไปตลอดชีวิต
แต่แม่หนูฉู่เยว่คนนี้ทั้งนิสัยดี ฉลาดหลักแหลม แถมหน้าตาก็สะสวย ใครเห็นใครก็ต้องชอบ จริงไหม?
ฉู่เยว่รู้สึกว่าบรรยากาศในครัวชวนให้กระอักกระอ่วนชอบกล นางจึงตักน้ำใส่กะละมังแล้วหลบเข้าห้องไป หลังจากตรากตรำมาทั้งวันแถมยังต้องมายืนหน้าเตาผัดไส้หมู ตัวนางเหนียวเหนอะหนะไปหมด อยากจะเช็ดเนื้อเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าสะอาดๆ เต็มแก่
ถ้าได้อาบน้ำคงจะดีไม่น้อย แต่น่าเสียดายที่นี่ไม่มีห้องน้ำดีๆ สักห้อง ส้วมหลุมสำหรับนางแล้วเหมือนฝันร้าย ทุกครั้งที่เข้าส้วมต้องคอยระวังกลัวจะพลัดตกลงไป
ดูท่าว่าพอมีลู่ทางขยับขยายเมื่อไหร่ คงต้องซ่อมแซมบ้านกันยกใหญ่ โดยเฉพาะหลังคาที่ดูง่อนแง่นนั่น ถ้าหิมะตกหนักคงอันตรายน่าดู ไว้ค่อยปรึกษาลู่ซิงเหอทีหลังก็แล้วกัน
ฉู่เยว่กำลังคิดเพลินๆ จู่ๆ ประตูก็ถูกผลักเปิดออก ลู่ซิงเหอเดินเข้ามาและเห็นฉู่เยว่ที่ถอดเสื้อคลุมออกเหลือเพียงเอี๊ยมและกางเกงซับในกำลังเช็ดตัวอยู่พอดี
สายตาสองคู่ประสานกัน ต่างฝ่ายต่างเห็นความขัดเขินในแววตาของกันและกัน
ฉู่เยว่ไม่ได้ตื่นตระหนก เพียงแค่ยกแขนขึ้นกอดอก ขบริมฝีปากล่างเล็กน้อย ไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร แต่ก็รู้สึกประหม่าอยู่บ้าง
ฝ่ายลู่ซิงเหอรีบหันหลังกลับทันควันและปิดประตูลงกลอนแน่นหนา
"ขอโทษ ข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลัง... เช็ดตัว"
ฉู่เยว่เงียบไปครู่ใหญ่ นางรีบสวมเสื้อผ้ากลับเข้าไปอย่างรวดเร็วที่สุด
"เสร็จแล้ว"
ยังไงเสียพวกเขาก็เป็นสามีภรรยากัน การที่นางทำท่าตกใจเกินเหตุก็รังแต่จะทำให้บรรยากาศยิ่งอึดอัด สู้ทำตัวสบายๆ ดีกว่า อีกอย่างนางก็ไม่ได้โป๊เปลือยล่อนจ้อนเสียหน่อย
และนางก็เชื่อใจว่าลู่ซิงเหอเป็นสุภาพบุรุษพอที่จะไม่ทำอะไรบุ่มบ่าม
ลู่ซิงเหอได้ยินเสียงนางจึงหันกลับมาอีกครั้ง ฉู่เยว่ที่แต่งตัวเรียบร้อยแล้วกำลังแช่เสื้อผ้าที่ใส่แล้วลงในกะละมัง
เหมือนจะรู้สึกว่าลู่ซิงเหอกำลังจ้องมองอยู่ ฉู่เยว่จึงเงยหน้าขึ้น
"ข้าจะเอาผ้าไปซักข้างนอก ท่านช่วยหลบหน่อยได้ไหม?"
ลู่ซิงเหอได้สติ รีบขยับตัวที่ยืนขวางประตูอยู่ออกไปด้านข้าง
ฉู่เยว่ยกกะละมังเดินก้มหน้าเล็กน้อยผ่านเขาไปภายใต้สายตาคู่นั้น พอนางออกไปแล้ว ลู่ซิงเหอก็ทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะหนังสือริมหน้าต่าง เดิมทีเขาตั้งใจจะหยิบพู่กันขึ้นมาคัดอักษรด้วยน้ำเปล่าบนโต๊ะ แต่ในหัวกลับเหมือนถูกครอบงำ ภาพเหตุการณ์ตอนเปิดประตูเข้ามาเมื่อครู่ยังคงติดตาไม่จางหาย
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาต้องส่ายหน้าแรงๆ พยายามเรียกสติกลับคืนมา
นางยังเด็กนัก อายุยังไม่ถึงสิบสี่ด้วยซ้ำ นี่เขาคิดบ้าบออะไรอยู่เนี่ย?
หลังจากฉู่เยว่ซักตากผ้าเสร็จเรียบร้อย ฟ้ายังไม่ทันมืด หยุนชุ่ยเหอก็เรียกนางเข้าไปในห้องเพื่อวัดตัวตัดเสื้อ
ฉู่เยว่ยังอยู่ในวัยกำลังโต หยุนชุ่ยเหอจึงตั้งใจจะตัดเผื่อขนาดให้หลวมสักหน่อย จะได้ใส่ได้ทั้งปีนี้และปีหน้า
"แม่ยังไม่ได้ถามเลย เจ้าเกิดวันเดือนไหนหรือฉู่เยว่?" หยุนชุ่ยเหอเอ่ยถามขณะวัดตัว
"สิบห้าเดือนแปดเจ้าค่ะ" ฉู่เยว่ตอบ
หยุนชุ่ยเหอยิ้ม
"มิน่าล่ะ พ่อแม่เจ้าถึงตั้งชื่อว่า 'เยว่' (ดวงจันทร์) ที่แท้ก็เกิดวันไหว้พระจันทร์นี่เอง นี่ก็เพิ่งต้นเดือนเจ็ด เดี๋ยวแม่ตัดชุดใหม่ให้สองชุดคงทันวันเกิดเจ้าพอดี"
ฉู่เยว่ส่ายหน้า
"ท่านแม่ ข้าไม่รีบหรอกเจ้าค่ะ เสื้อผ้าข้ายังพอมีใส่ สุขภาพท่านสำคัญกว่า"
ได้ยินคำพูดของฉู่เยว่ หยุนชุ่ยเหอก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจ
"เจ้าช่างเป็นเด็กดีจริงๆ เจ้าซิงเหอโชคดีนักที่ได้เจ้ามาเป็นคู่ครอง ไม่ต้องห่วงหรอก แค่ตัดเสื้อสองชุด แม่ยังมีแรงทำไหวจ้ะ"
...