- หน้าแรก
- โรงเตี๊ยมกาลเวลา
- บทที่ 26 - ยันต์ยักษา
บทที่ 26 - ยันต์ยักษา
บทที่ 26 - ยันต์ยักษา
หลังจากพักผ่อนครู่หนึ่ง ซูลั่วก็ตัดสินใจออกจากร้าน
ระหว่างทางเขาติดต่อบริษัทตกแต่งภายในและแจ้งความต้องการ
แม้ทางนั้นจะมองว่าการทำให้เสร็จภายในวันเดียวเป็นเรื่องยากมาก แต่พอได้ยินซูลั่วบอกว่า "เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา" อีกฝ่ายก็รับปากทันที
หลังจากซื้อชาด พู่กัน กระดาษเหลืองและอุปกรณ์อื่นๆ ในตลาด เขาก็ซื้อไก่ตัวผู้มาตัวหนึ่ง ให้เจ้าของร้านช่วยเชือดและรองเลือดให้
เตรียมวัสดุพื้นฐานสำหรับเขียนยันต์เสร็จสรรพ ซูลั่วก็เรียกแท็กซี่กลับไปที่โรงเตี๊ยม
คนของบริษัทตกแต่งมารรออยู่แล้ว
ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงเคาะแบบและจ่ายเงินมัดจำไปหนึ่งแสนหยวน อีกฝ่ายก็เริ่มลงมือทำงานทันที
ส่วนซูลั่วกลับเข้าไปในร้าน กางกระดาษเหลืองเริ่มเขียนยันต์
ยันต์แต่ละชนิดต้องการกระดาษต่างกัน แต่ส่วนใหญ่จะเน้นที่คุณภาพและการซึมซับหมึก ยกเว้นยันต์พิเศษบางประเภท
กระดาษเหลืองที่ซูลั่วซื้อมาย่อมผ่านเกณฑ์
หลังจากวาด "ยันต์ขับไล่สิ่งชั่วร้าย" ระดับต่ำสุดเพื่อฝึกมือไปหลายแผ่น เขาก็เริ่มลงมือเขียนยันต์พิเศษอีกชนิดหนึ่ง
ยันต์ยักษา
ยันต์ที่เกี่ยวกับภูตผีแบ่งเป็นสองประเภทหลัก คือสะกดผีและควบคุมผี
ยันต์ยักษาจัดอยู่ในประเภทควบคุมผี
มันกินพลังจิตมหาศาล แต่อานุภาพก็ร้ายกาจเป็นพิเศษ สามารถสร้าง "ผียักษา" ออกมาใช้งานได้
หากผนึกวิญญาณลงไป ย่อมทำให้อานุภาพของยันต์ยักษาเพิ่มขึ้นทวีคูณ แต่ต่อให้ไม่ใช้วิญญาณช่วย ลำพังตัวยันต์เองก็จัดการคนธรรมดาได้สบาย
ซูลั่วตัดกระดาษเหลืองอย่างรวดเร็ว วาดยันต์เสร็จ ก็กัดปลายนิ้วหยดเลือดสดๆ ลงไป
เลือดสีแดงฉานสองหยดซึมหายเข้าไปในกระดาษเหลือง ชั่วพริบตาก็กระจายตัวจนมองไม่เห็นร่องรอย
แต่ซูลั่วกลับสัมผัสได้ถึงความเชื่อมโยงระหว่างเขากับแผ่นยันต์อย่างชัดเจน ราวกับเขามีตาที่สามเพิ่มขึ้นมา
หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นมาทันที สูดหายใจลึกๆ หลายครั้งจนสงบลง แล้วยกมือทำมุทรา ใช้นิ้วจี้ลงไปบนแผ่นยันต์
ฉับพลัน พลังงานที่มองไม่เห็นก็กระเพื่อมออกมาจากแผ่นยันต์
ลมเย็นยะเยือกพัดวูบ อุณหภูมิรอบตัวลดต่ำลง
นี่คือการที่ยันต์กำลังดูดซับ "ไอหยิน" รอบข้าง
"ปราณ" หรือ "ไอ" คือพลังงานทางจิตรูปแบบหนึ่ง เมื่อเข้มข้นถึงระดับหนึ่ง จะรบกวนสนามแม่เหล็ก และส่งผลต่อโลกวัตถุ จนจับตัวเป็นรูปร่างได้
ภูตผีก็คือกลุ่มก้อนของไอหยินที่เข้มข้นจนไม่สลายตัว
ซูลั่วเดาว่าบนโลกนี้ก็น่าจะเคยมีภูตผีอยู่ แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างจึงค่อยๆ เลือนหายไป หรือไม่ก็หลบซ่อนอยู่ในเงามืด
สิ่งมีชีวิตจะกลัวเฉพาะศัตรูตามธรรมชาติที่รู้จัก หากไม่ใช่ว่าภูตผีเคยมีตัวตนอยู่จริงในยุคสมัยหนึ่ง ยีนของมนุษย์คงไม่จารึกความหวาดกลัวต่อสิ่งเหล่านี้ไว้
และตอนนี้ เขาจะสร้างผีตัวแรกขึ้นมา!
มองดูกระดาษเหลืองที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงสดราวกับจะลุกไหม้ และวังวนที่สัมผัสได้ด้วยจิตเท่านั้น ซูลั่วเฝ้ารอด้วยความคาดหวัง
ภายใต้การจ้องมองของเขา เค้าโครงของผียักษาหน้าเขี้ยวโง้งค่อยๆ ปรากฏขึ้น เป็นรูปร่างคล้ายควัน
ขณะที่ร่างของมันกำลังจะควบแน่นเป็นรูปร่างชัดเจน จู่ๆ ก็มีเสียง "ปุ" ดังขึ้น
จากนั้นแผ่นยันต์ทั้งใบก็ลุกไหม้ กลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา
"ตบะไม่พอแฮะ"
ซูลั่วขมวดคิ้ว รู้สาเหตุทันที
เขาส่ายหน้าอย่างเสียดาย มองไปที่ชั้นวางสุรา
วันนี้เขาไม่ได้กะจะเปิดร้านอยู่แล้ว จึงไม่ลังเลที่จะกวักมือเรียกสุราตบะยี่สิบปีมาดื่ม
พอดื่มลงไป ซูลั่วรู้สึกสมองปลอดโปร่ง สายตาแจ่มชัดขึ้น
วิชาปราบผีเขียนยันต์ต่างๆ ราวกับสลักลึกในสมอง
หยุดคิดครู่หนึ่ง เขาตัดสินใจดื่มสุราเพิ่มกำลังภายในอีกสองแก้ว และเลือกวิชายุทธ์ที่สนใจมาทำเป็นเหล้าดื่มอีกสองวิชา จากนั้นจึงเริ่มเตรียมยันต์ใบที่สอง
ตัดกระดาษ วาดเขียน หยดเลือด นำร่องพลัง!
ทุกขั้นตอนราบรื่นผิดคาด
เมื่อเห็นผียักษาหน้าตาหน้าเกลียดน่ากลัว สูงประมาณเมตรครึ่งปรากฏตรงหน้า ซูลั่วก็พยักหน้าอย่างพอใจ
สำเร็จ!
เขาโบกมือ ผียักษาก็หายวับไป กลับคืนสู่สภาพกระดาษยันต์ขนาดเท่าฝ่ามือที่มีเพียงโครงร่างรูปยักษา
ซูลั่วทำแบบเดิมอีก จนได้ยันต์มาสามแผ่น
แค่เขียนยันต์สามแผ่นนี้ เขาก็รู้สึกเหมือนร่างกายถูกสูบพลังออกไปจนเกลี้ยง จิตใจอ่อนล้าอย่างหนัก
นวดขมับแรงๆ ซูลั่วเก็บยันต์ไว้กับตัว แล้วเดินออกไปหน้าร้าน
คนของบริษัทตกแต่งขนของมาลงแล้ว
นอกจากวัสดุอย่างเหล็กกล่อง ก็ยังมีชุดโต๊ะเก้าอี้โซฟา ร่มกันแดด และของตกแต่งอื่นๆ
เวลาค่อนวันที่เหลือ ซูลั่วนั่งเฝ้าอยู่หน้าร้าน ดูช่างเชื่อมเหล็ก ตกแต่งต้นไม้ ติดตั้งประตูเล็ก และจัดวางโต๊ะเก้าอี้อย่างกระตือรือร้น
กว่าทุกอย่างจะเสร็จเรียบร้อย ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลง
...
ที่โรงพยาบาลห่างออกไปสิบกว่ากิโลเมตร เลขาเหลียงกำลังมาเยี่ยมหลานชาย
เรื่องเมื่อวานเขารู้ไม่ละเอียด เดิมทีคิดจะใช้โอกาสนี้บีบให้เจ้าของร้านหนุ่มคนนั้นย้ายออกเพื่อกดราคา หวังฟันกำไรเข้ากระเป๋าตัวเอง ไม่นึกว่าจะเกิดเรื่องผิดพลาด
ตำรวจหนุ่มเลือดร้อนที่ชื่อจางจื้อคุนเขาไม่ได้ใส่ใจ
พวกมีแบ็คดี มีอุดมการณ์ ฟังดูรับมือยาก แต่วิธีจัดการมีเยอะแยะ
แต่ท่าทีของหลิวปินที่ไปด้วยกันต่างหากที่น่าขนลุก
เด็กหนุ่มหมู่บ้านข้างๆ คนนี้ตามเขาทำรถบรรทุกมาหลายปี ใจกล้าบ้าบิ่น เป็นคนหัวเดียวเจียมลีบ ตกลงกันแล้วไม่มีทางกลับคำ แล้วจู่ๆ จะมาหักหลังซัดทอดเขาดื้อๆ ได้ยังไง
ภายหลังเขาไปถามมา เจ้าเด็กนั่นบอกว่าพอได้ยินเจ้าของร้านพูดประโยคนั้น สมองก็มึนงงเหมือนคนวิญญาณหลุด
เรื่องนี้ทำให้เขาเริ่มกังวล
คนทำงานก่อสร้างมักจะได้ยินเรื่องลี้ลับ เจ้าของร้านหนุ่มคนนั้นจะมีวิชาอาคมที่คนทั่วไปไม่มีหรือเปล่า?
เขาตั้งใจจะคุยกับหลานชายให้รู้เรื่อง
"ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่คนแน่ๆ ต้องเป็นผีสาวชัดๆ คนบ้าอะไรก้าวเดียวข้ามโต๊ะได้ห้าหกตัว!"
"แรงมันเยอะมาก น้าไม่เห็นหรอก แค่แตะเบาๆ ขาผมก็หักแล้ว!"
"พวกเรามีตั้งหลายคน มีอาวุธครบมือ ต่อให้เจอเสือยังเลาะฟันมันได้สักสองซี่ แต่นี่แม้แต่ชายเสื้อยังแตะไม่โดนเลย!"
"คนที่เข้ามาทีหลังต้องเป็นศพแน่ๆ ไม่สิ เป็นผีดิบ บนหัวมีแปะยันต์สีเหลืองด้วย!"
"น้าไม่รู้อะไร ผมชนมันล้ม จะเป็นคนเป็นหรือคนตายผมดูไม่ออกหรือไง กลิ่นศพเหม็นเน่านั่นชาตินี้ผมคงไม่ลืม!"
"จริงสิ ข้างหลังเหมือนมีนักพรตตามมาด้วย น่าจะมาไล่จับพวกผีดิบกับผีสาว..."
เลขาเหลียงฟังคำพูดของหลานชายแล้วปวดหัว
เขาไม่ใช่พวกไร้ศาสนา ทุกปีเขาจะไปแย่งจุดธูปดอกแรกที่วัดเซียงจี
แต่เขาก็เคยคุยกับพระในวัด แม้อีกฝ่ายจะทำหน้าลึกซึ้งบอกว่า "เชื่อก็มี ไม่เชื่อก็ไม่มี" แต่ความหมายก็ชัดเจน
ผีสางมีที่ไหนกันเล่า!
แต่คำพูดของหลานชาย บวกกับอาการของหลิวปินวันนี้ มันสั่นคลอนความเชื่อของเขา
หรือโลกนี้จะมีผีดิบกับวิญญาณจริงๆ?
เลขาเหลียงนวดขมับ เดินลงจากรถคาดิลแลค
เขาอาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยวสี่ชั้นที่มีลานกว้าง จอดรถไว้ในลานบ้าน
พอลงจากรถ จู่ๆ เขาก็เห็นเงาดำเกาะอยู่ที่หน้าต่าง
"ใคร!" เลขาเหลียงตะโกน
แต่พอสิ้นเสียง เงาดำนั้นกลับหายวับไป
เขากระพริบตาถี่ๆ มองไปที่หน้าต่างที่มีแสงไฟส่องสว่าง ตรงนั้นว่างเปล่า
"ตาฝาดแน่ๆ!"
แต่แผ่นหลังของเขากลับมีขนลุกซู่ขึ้นมา
...
(จบแล้ว)