เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 16 - ฉางอันหมื่นลี้

บทที่ 16 - ฉางอันหมื่นลี้

บทที่ 16 - ฉางอันหมื่นลี้


เมื่อได้ยินคำพูดของอิงม่าน ซูลั่วก็อดแปลกใจไม่ได้

แต่เรื่องแบบนี้เขาคงไม่ปฏิเสธหรอก

ยี่สิบเหรียญกาลเวลา ถ้าเทียบค่าเงินกับทองคำก็ปาเข้าไปเกือบสิบล้านหยวนแล้ว ค่าอาหารแค่นี้จะไม่พอได้ยังไง

อิงม่านสมกับเป็นลูกสาวของอิ๋งเจิ้ง เขาบอกนางไปแค่สิบเหรียญกาลเวลา นางกลับเอาไปขายต่อยี่สิบเหรียญกาลเวลา แถมยังหาลูกค้าใหม่มาเพิ่มให้เองเสร็จสรรพ

ซูลั่วอดมองนางด้วยความชื่นชมไม่ได้

"ทำได้ดีมาก" เขาเอ่ยปากชม

ยุงตัวเล็กก็ถือเป็นเนื้อ ที่หายากกว่าคือการที่อิงม่านมีความคิดแบบนี้

ได้รับคำชมจากซูลั่ว อิงม่านก็ยิ้มแก้มปริเดินกลับไปที่นั่ง

ไม่นานนัก กลิ่นหอมของอาหารก็ลอยฟุ้งไปทั่วโรงเตี๊ยม

ก่อนกลับ เซียวเหล่งนึ่งไม่ลืมหิ้วข้าวกล่องกลับไปฝากยายซุนด้วย

...

หลายวันต่อมา ธุรกิจของซูลั่วก็กลับเข้าสู่ภาวะชะลอตัวอีกครั้ง

อิ๋งเจิ้งเรียกรวมพลขุนนางคนสนิท พร้อมด้วยฝูซูผู้เป็นโอรสองค์โต เฝ้าดูสารคดีประวัติศาสตร์จีนในแท็บเล็ตทั้งวันทั้งคืน ปรึกษาหารือเรื่องนโยบายการปกครองของต้าฉิน นานๆ ทีจะแวะมาที่โรงเตี๊ยม แต่ก็อยู่ได้ไม่นานก็กลับ

เซียวเหล่งนึ่งพายายซุนมาที่ร้านทุกวัน เหมาสุราเพิ่มกำลังภายในสองชนิดไปจนเกลี้ยง แต่ก็ไม่ได้ซื้ออย่างอื่นเพิ่ม

ปีเตอร์กำลังระมัดระวังตัวในการแทรกซึมเข้าไปในออสคอร์ป ตอนนี้เจอเบาะแสของยากรีนกอบลินแล้ว จึงไม่มีเวลาแวะมา

ซูลั่วเองก็ไม่ได้รีบร้อน

ทุกวันได้ดูวิดีโอ บางครั้งก็เล่นเกม คุยเล่นกับบุคคลในตำนานพวกนี้ กินดีอยู่ดี แถมยังมีพลังเหนือธรรมชาติ ชีวิตแบบนี้เมื่อก่อนเขาไม่กล้าแม้แต่จะฝัน

ยิ่งเทียบกับเพื่อนร่วมรุ่นที่บ่นอุบในกลุ่มแชท เขายิ่งรู้สึกพอใจในชีวิตสุดๆ

ตัวเขาเองก็ไม่ได้มีความทะเยอทะยานอะไรยิ่งใหญ่อยู่แล้ว

ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติแบบนี้ มอบความเปลี่ยนแปลงดีๆ ให้กับลูกค้าที่เข้ามาในโรงเตี๊ยม พร้อมกับหาเหรียญกาลเวลามาอัปเกรดโรงเตี๊ยม แค่นี้ก็ดีถมเถแล้ว

ตอนนี้ ซูลั่วนั่งฟังเพลงสบายใจเฉิบอยู่ในโรงเตี๊ยม มองดูอิ๋งเจิ้งคุยกับเซียวเหล่งนึ่งอยู่อีกด้าน

ยายซุนกับอิงม่านนั่งอยู่ข้างๆ คอยฟังอย่างเงียบๆ

คราวนี้เซียวเหล่งนึ่งเป็นฝ่ายถามขึ้นมาเอง เรื่องเกี่ยวกับสงครามและใต้หล้า

ภาพการสังหารหมู่ของทหารม้ามองโกลเมื่อวันก่อนส่งผลกระทบต่อจิตใจนางมาก ทำให้นางอยากจะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง

แน่นอนว่านางไม่ได้อยากจะชิงความเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

"เจ้าสามารถสนับสนุนคนคนหนึ่ง มอบทรัพยากรจากที่นี่ให้เขา" อิ๋งเจิ้งกล่าว "หากคนผู้นั้นมีทรัพยากรขนาดนี้แล้วยังต้านทานพวกมองโกลที่เจ้าว่าไม่ได้ ก็เปลี่ยนคนใหม่เสีย!"

ในหัวของเซียวเหล่งนึ่งผุดภาพของก๊วยเจ๋งขึ้นมาทันที

ขากลับนางได้ยินชาวยุทธ์คุยกันว่า ก๊วยเจ๋งกำลังตระเวนล็อบบี้ชาวยุทธ์ให้ร่วมมือกันต้านมองโกล

คิดว่าที่เขาไปวัดเส้าหลินก็คงด้วยจุดประสงค์นี้

นางพยักหน้าเบาๆ ในใจเริ่มมีแผนการคร่าวๆ

อิ๋งเจิ้งเตือนว่า "แต่จะให้เปล่าไม่ได้ ให้เขาเอาทองคำหรือของมีค่ามาแลก จะได้ไม่เคยตัวคิดว่าเป็นเรื่องที่สมควรได้!"

ซูลั่วหันไปมองอย่างประหลาดใจ นึกในใจว่าคำพูดนี้ของอิ๋งเจิ้งถือว่าจริงใจมากทีเดียว

เซียวเหล่งนึ่งฉลาดหลักแหลม ย่อมเข้าใจความหมายดี จึงพูดอย่างซาบซึ้งว่า "ขอบคุณพี่เจิ้ง"

...

ในขณะที่บรรยากาศในโรงเตี๊ยมกำลังอบอุ่น ทุกคนคุยกันอย่างสนุกสนาน ณ บ้านทรุดโทรมหลังหนึ่ง ชายสองคนนั่งประจันหน้ากัน ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม

คนหนึ่งคือหลี่ไป๋ที่มีชื่อเสียงพอตัว อีกคนคือเกาซื่อที่ยังไร้ชื่อเสียงเรียงนาม

หลังจากใช้ชีวิตสำมะเลเทเมาในเมืองหยางโจวมาสามปี ในที่สุดหลี่ไป๋ก็พ่ายแพ้ต่อความเป็นจริง

บิดาสิ้นบุญ ขาดรายได้ เขาตกอับลงในชั่วพริบตา

แม้จะมีสหายคอยช่วยเหลือ แต่เขาก็ต้องทนรับสายตาดูถูกเหยียดหยาม

ประสบการณ์ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ทำให้เขาเข้าใจว่า ฐานะลูกพ่อค้าอย่างเขาไม่มีทางก้าวเข้าสู่เส้นทางขุนนางได้

เพื่อจะได้แสดงความสามารถ มีคนแนะนำให้เขาแต่งงานเข้าตระกูลสวี เขาจึงมาขอความเห็นจากสหายสนิท

เกาซื่อคัดค้านหัวชนฝา

ในราชวงศ์ถัง การแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิงถือเป็นเรื่องน่าดูถูกที่สุด เขาไม่อยากให้สหายต้องตกต่ำถึงเพียงนั้น

หลี่ไป๋ยิ้มบอกว่าไม่เป็นไร ทำท่าทางไม่ยี่หระ แต่ในใจกลับขมขื่นสุดจะกล่าว

เหตุผลของเกาซื่อเขาจะไม่รู้ได้ยังไง แต่หลายปีมานี้เขาได้ลิ้มรสความเย็นชาของโลกมนุษย์ ความหยิ่งทะนงในใจถูกขัดเกลาไปไม่น้อย

เขากำลังจะชวนไปขอความเห็นจากเมิ่งฮ่าวหรานสหายรักอีกคน จู่ๆ ก็เห็นประตูทองแดงบานหนึ่งปรากฏขึ้นบนผนังด้านหลังเกาซื่อ

หลี่ไป๋ขยี้ตา มองเห็นว่าเป็นประตูจริงๆ

แต่เขาจำได้แม่นว่าก่อนหน้านี้ตรงนั้นไม่มีประตู

"เกาสามสิบห้า บ้านเจ้ามีประตูบานนี้อยู่ตลอดเลยหรือ?" หลี่ไป๋ถาม

เขาเพิ่งดื่มเหล้าไปไม่กี่จอก ไม่น่าจะตาฝาดนะ!

เกาซื่อหันกลับไปมองอย่างสงสัย เห็นแต่กำแพงสีทึมๆ จึงถามอย่างงุนงง "ประตูอะไร?"

หลี่ไป๋ลุกขึ้น เดินก้าวยาวๆ ไปที่ประตู ชี้มือไป "เจ้ามองไม่เห็นรึ!"

"พี่หลี่ ท่านอย่าพูดเพ้อเจ้อเลย!" เกาซื่อคิดว่าอีกฝ่ายแกล้งเปลี่ยนเรื่อง

แต่แล้ว เขาก็ต้องเบิกตากว้าง

ร่างของหลี่ไป๋วูบหนึ่ง แล้วหายตัวไปจากตรงนั้นดื้อๆ!

...

"ยินดีต้อนรับสู่โรงเตี๊ยมกาลเวลา"

เสียงหนึ่งดังขึ้นกะทันหัน ทำเอาหลี่ไป๋สะดุ้งโหยง

"ใคร?" เขาเกร็งตัว เอื้อมมือไปที่เอว แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าไม่ได้พกกระบี่มา

ในเวลาเดียวกัน เขาเห็นเงาร่างคนลุกขึ้นจากด้านหน้า

เป็นชายหนุ่มผมสั้น แต่งกายแปลกตา

ผีสาง?

เทพเซียน?

หลี่ไป๋ใจเต้นรัว ลอบสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัว

การตกแต่งที่นี่ดูแปลกตา พื้นหินเรียบลื่นจนส่องหน้าได้ บนหัวมีโคมไฟประหลาดส่องแสงนวลตา... เดี๋ยวนะ ยังมีคนอื่นอีก!

เมื่อสายตากวาดไปเห็นเซียวเหล่งนึ่ง เขาก็ต้องตะลึงในความงาม

ขณะที่หลี่ไป๋กำลังสำรวจรอบๆ ซูลั่วก็เปิดหน้าจอโรงเตี๊ยมดูเงียบๆ เห็นรายชื่อโลกที่เชื่อมต่อใหม่

《ฉางอันหมื่นลี้》

ซูลั่วเลิกคิ้ว

พอมองดูชายหนุ่มตรงหน้า ชุดขาว แววตาซุกซน สีหน้ายียวน แต่หว่างคิ้วกลับซ่อนความกลัดกลุ้มเอาไว้

ซูลั่วเดาตัวตนของคนคนนี้ออก

หลี่ไป๋

"ท่านนี้คือหลี่ไท่ไป๋ใช่หรือไม่?" เขาถาม

หลี่ไป๋ตกใจ "ท่านรู้จักข้า?"

"ในโลกนี้มีใครที่ท่านผู้นี้ไม่รู้จักบ้าง" อิ๋งเจิ้งที่อยู่ไม่ไกลพูดแทรกยิ้มๆ

ซูลั่วยิ้มไม่ตอบ

"ที่นี่คือแดนเซียนหรือ?" หลี่ไป๋หันมองรอบๆ แล้วเอ่ยถาม

ในเมืองหยางโจว ผู้คนมากมายเรียกเขาว่าเซียนตกสวรรค์

แต่มีเพียงตัวเขาเองที่รู้ดีที่สุด ว่าเขาเป็นแค่คนตกอับที่มีปณิธานแต่ไร้หนทางสานฝัน

แต่ทว่า ณ เวลานี้ สถานที่แห่งนี้ จะเป็นโลกมนุษย์ไปได้อย่างไร?

หรือว่าเทพเซียนบนสวรรค์อ่านบทกวีของเขา แล้วเชิญเขามาถกกลอนบนสวรรค์?

ซูลั่วส่ายหน้า "ที่นี่เป็นเพียงโรงเตี๊ยมให้ทุกคนจากหมื่นโลกมานั่งพักผ่อนพูดคุยกันเท่านั้น"

"หมื่นโลก?" หลี่ไป๋แววตาวูบไหว รู้สึกว่าคำคำนี้แฝงความหมายลึกซึ้ง

"หนึ่งดอกไม้หนึ่งโลก" ซูลั่วกล่าว "หนังสือทุกเล่มที่เจ้าอ่าน เรื่องราวทุกเรื่องที่เจ้าฟัง หรือแม้แต่บทกวีทุกบทที่เจ้าเขียน อาจจะเป็นโลกใบหนึ่งที่ดำรงอยู่จริงก็ได้"

หลี่ไป๋รู้สึกว่าเหลือเชื่อ แต่ก็รู้สึกว่าคำพูดนี้มีเหตุผล

จิตใจของเขาค่อยๆ ผ่อนคลายลง เลยถือวิสาสะนั่งลงบนเก้าอี้ เงยหน้าถามว่า "เมื่อหลายวันก่อนข้าเพิ่งถกเถียงกับคนเรื่อง 'สื่อจี้' พูดถึงความดีความชอบและความผิดของจิ๋นซีฮ่องเต้ หรือว่าเขาก็ยังมีชีวิตอยู่ในอีกโลกหนึ่ง?"

สิ้นเสียง เขาพบว่าชายหนุ่มตรงหน้าทำหน้าพิลึกชอบกล

บรรยากาศในห้องก็เงียบกริบลงทันตา

จนกระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้น

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 16 - ฉางอันหมื่นลี้

คัดลอกลิงก์แล้ว