- หน้าแรก
- โรงเตี๊ยมกาลเวลา
- บทที่ 5 - ฉินล่มสลายในรุ่นที่สอง
บทที่ 5 - ฉินล่มสลายในรุ่นที่สอง
บทที่ 5 - ฉินล่มสลายในรุ่นที่สอง
เมื่อเห็นอิ๋งเจิ้งชี้ไปที่สุราหัวใจจักรพรรดิ ซูลั่วทำหน้างง
หรือหมอนี่จะดูไม่ออกว่าของสิ่งนี้หมักมาจากหัวใจจักรพรรดิของเขาเอง?
เขาตั้งราคาไว้ห้าสิบเหรียญกาลเวลา ซึ่งก็ไม่ใช่เงินน้อยๆ เลย
ซูลั่วหวังดีเตือนว่า "สุรานี้อาจเป็นของวิเศษสำหรับคนอื่น แต่สำหรับท่านแล้ว น่าจะไม่ได้มีประโยชน์พิเศษอะไรนะ"
หรือหมอนี่อยากจะเสียเงินห้าสิบเหรียญ เพื่อรำลึกความหลังอันรุ่งโรจน์?
"สุราแก้วนี้ไม่ได้ซื้อให้ตัวข้าเอง" อิ๋งเจิ้งกล่าว
ไม่ได้ซื้อให้ตัวเอง?
ซูลั่วได้สติในชั่วพริบตา ถามด้วยความอยากรู้ "ให้ฝูซู หรือว่าหูไห่?"
คราวนี้ถึงตาอิ๋งเจิ้งอึ้งบ้าง "คุณชายรู้ได้อย่างไร?"
แล้วนึกขึ้นได้ว่าคนตรงหน้าเปรียบเสมือนเทพเซียน เขาจึงเปลี่ยนคำถาม "ทำไมคุณชายถึงเอ่ยถึงหูไห่?"
นั่นคือบุตรชายคนเล็กที่เขาโปรดปรานที่สุด นิสัยเอาแต่ใจบ้าอำนาจ แม้จะมีปัญญาแต่ก็ขาดความรอบคอบมองการณ์ไกล
หากให้เขาครองราชย์ อาจถูกคนชั่วชักจูง แผ่นดินต้าฉินคงถึงคราววิบัติ!
เขาไม่เคยคิดจะให้เจ้าลูกชายคนเล็กคนนี้สืบทอดบัลลังก์เลย
หรือว่าเขาจะเข้าใจลูกชายผิดไป หูไห่เหมาะจะเป็นทายาทมากกว่า?
ซูลั่วยังไม่ทันพูด เซียวเหล่งนึ่งที่อยู่อีกด้านก็เอ่ยแทรกขึ้นมา "ฉินเอ๋อร์ซื่อหูไห่ที่ทำราชวงศ์ล่มสลายในรุ่นที่สอง ไม่ใช่ทายาทที่ท่านเลือกไว้หรอกหรือ?"
นางแอบฟังบทสนทนาของทั้งคู่มาตลอด จนได้ยินซูลั่วพูดถึงฝูซูและหูไห่ ถึงได้มั่นใจว่าชายวัยกลางคนผู้นี้คือจิ๋นซีฮ่องเต้ในตำนาน
ยายซุนสอนหนังสือให้นาง ในสุสานโบราณก็มีหนังสือมากมาย ย่อมนางต้องเคยได้ยินเรื่องจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่พระองค์นี้
แม้จะประหลาดใจที่อิ๋งเจิ้งมาโผล่ที่นี่ แต่คำพูดของอีกฝ่ายทำให้นางสงสัยยิ่งกว่า
สีหน้าของอิ๋งเจิ้งเปลี่ยนไปทันที หันขวับไปมองเซียวเหล่งนึ่ง สายตาไม่เป็นมิตร "ล่มสลายในรุ่นที่สอง?"
เซียวเหล่งนึ่งสบตาเขาอย่างไม่เกรงกลัว ไม่พูดอะไรสักคำ
อารมณ์ของอิ๋งเจิ้งค่อยๆ สงบลง หันไปทางซูลั่ว ประสานมือคารวะ "คุณชายช่วยไขข้อข้องใจได้หรือไม่ ต้าฉินล่มสลายในรุ่นที่สองจริงหรือ?"
ซูลั่วหยิบมือถือออกมาเงียบๆ เปิดแอปวิดีโอ ค้นหาประวัติศาสตร์จีน กดไปที่ตอนราชวงศ์ฉิน แล้วยื่นให้อิ๋งเจิ้ง
เห็นเงาคนปรากฏบนหน้าจอเล็กๆ อิ๋งเจิ้งตกตะลึงจนหน้าถอดสี
เซียวเหล่งนึ่งแอบชำเลืองมอง ก็แสดงสีหน้าตื่นตระหนกเช่นกัน
หรือนี่จะเป็นของวิเศษของเซียน?
"คำตอบของท่านอยู่ในนี้" ซูลั่วกล่าว
อิ๋งเจิ้งยื่นสองมือออกไป ประคองโทรศัพท์ไว้อย่างนอบน้อม ยืนดูอย่างตั้งใจอยู่ตรงนั้น
เซียวเหล่งนึ่งลุกขึ้นมายืนเงียบๆ อยู่ข้างหลังอิ๋งเจิ้งตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ชะโงกหน้าดูตามไปด้วย
"นั่งดูเถอะ" ซูลั่วชี้ไปที่โซฟาไม่ไกล
"ขอบใจ" อิ๋งเจิ้งกล่าวเบาๆ แล้วถอยไปที่โซฟา
เซียวเหล่งนึ่งเดินตามไปยืนข้างๆ เขา
เห็นทั้งสองดูสารคดีในมือถืออย่างออกรส ซูลั่วยักไหล่ เดินกลับไปหลังเคาน์เตอร์
เขานับของที่ได้มา
สุราสิบแก้ว ขายไปแล้วห้าแก้วในรวดเดียว ได้มาสองร้อยกว่าเหรียญกาลเวลา เปลี่ยนเป็นค่าประสบการณ์
น่าเสียดายที่สุราพวกนี้ผลิตได้แค่วันละแก้วต่อหนึ่งชนิด ตัวที่เขาอยากกินที่สุดดันถูกขายไปหมดแล้ว
คิดไปคิดมา ซูลั่วตั้งใจจะเตรียมบะหมี่และเหล้าที่รับปากทั้งสองคนไว้ให้เรียบร้อย
ดีที่ก่อนหน้านี้เขาซื้อตุนไว้เยอะ ไม่ต้องออกไปซื้อข้างนอก
เขาเอาสุราหัวใจจักรพรรดิที่อิ๋งเจิ้งจ่ายเงินแล้วมาวางไว้หน้าเคาน์เตอร์ แล้วก็นั่งไขว่ห้างบนเก้าอี้หมุน
ไม่มีมือถือเล่น เขารู้สึกเบื่อ เลยเอนหลังพิงเก้าอี้งีบหลับ ไม่นานก็หลับลึกไป
ตื่นมาอีกที พบว่าข้างนอกมืดแล้ว
อิ๋งเจิ้งและเซียวเหล่งนึ่งหายตัวไปแล้ว
บะหมี่และเหล้าที่วางไว้หน้าเคาน์เตอร์ก็อันตรธานไปเช่นกัน
"เฮ้ย นี่ขโมยมือถือฉันไปด้วยเหรอเนี่ย?" ซูลั่วอ้าปากค้าง
ลุกเดินหาทั่วห้อง พบว่าทั้งสองคนจากไปแล้วจริงๆ
ฟ้ามืดแล้ว ข้างนอกเงียบสงัด
ด้วยความจำยอม เขาจึงต้องกลับขึ้นไปที่ห้องนอน
...
วันรุ่งขึ้น
ฟ้าเพิ่งสาง ซูลั่วก็ลุกจากเตียง
วันใหม่มาถึง เขาใช้โควตาหมักสุราก่อนเป็นอันดับแรก
มองดูสุราคัมภีร์ดรุณีหยกและสุรากำลังภายในสิบปีที่หมักออกมาใหม่ เขาอยากกินจนน้ำลายสอ
"อาจจะมีลูกค้าใหม่มา หาเงินสำคัญกว่า"
เหลือบมองค่าประสบการณ์โรงเตี๊ยม เขาข่มความอยากที่จะดื่มเองเอาไว้
ยังไงโรงเตี๊ยมก็เป็นของเขาหนีไปไหนไม่พ้น ไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองขนาดนี้ รอให้ถึงตอนเย็นถ้าขายไม่ออกค่อยกินเองก็ได้
ตอนเรียนมหาลัย เจ้าของร้านสะดวกซื้อที่เขาไปทำงานพาร์ทไทม์ก็ทำแบบนี้ อาหารใกล้หมดอายุจะแจกให้พนักงาน ไม่เสียของแถมยังได้ใจลูกน้อง
หลังจากตัดสินใจได้ ซูลั่วก็นั่งรอลูกค้าทั้งสองคนเงียบๆ
แต่รอจนเที่ยง อิ๋งเจิ้งกับเซียวเหล่งนึ่งก็ยังไม่โผล่มา
มองดูกล่องที่วางอยู่ข้างๆ ซูลั่วตั้งใจจะออกไปข้างนอกสักหน่อย
เอาทองคำพวกนั้นไปเปลี่ยนเป็นเงิน ซื้อโทรศัพท์ใหม่กับคอมพิวเตอร์ แล้วก็ซื้อวัตถุดิบใหม่ๆ
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกินบ่อยๆ เดี๋ยวก็เบื่อ พวกหม้อไฟอุ่นร้อนเองได้ก็น่าจะซื้อมาตุนไว้บ้าง
นอกจากนี้ เขาตระหนักว่าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มีผลต่อ "คนโบราณ" มากที่สุด
งั้นซื้อแท็บเล็ตมาสักหน่อยก็คงดี
ตัดสินใจได้ ซูลั่วก็เปลี่ยนชุด ยัดทองคำก้อนห้าก้อนใส่กระเป๋าแล้วเดินออกจากประตู
แม้ที่นี่จะเป็นชานเมือง แต่ห่างไปไม่กี่ร้อยเมตรก็เป็นเมืองเล็กๆ และในฐานะที่เป็นทางผ่านเข้าสู่เขาหลงหลิง รถราที่ผ่านไปมาจึงไม่น้อย ห่างไปไม่กี่สิบเมตรก็มีป้ายรถเมล์
ซูลั่วไม่อยากเสียเวลา ใช้เงินที่เหลืออยู่น้อยนิดเรียกแท็กซี่ เข้าไปในตัวเมืองฉางเล่อ
ที่ร้านทองแห่งหนึ่ง เขาขายทองคำห้าก้อนได้อย่างราบรื่น ได้เงินมาห้าแสน
นอกจากจะกดราคาค่อนข้างโหด อีกฝ่ายแทบไม่ถามที่มาของทองคำเลย
พอได้เงิน ซูลั่วก็มุ่งหน้าไปร้านเจดีแบบออฟไลน์ที่ใกล้ที่สุดทันที
กว่าจะจัดการเรื่องมือถือใหม่กับทำซิมใหม่ ซื้อแท็บเล็ตราคาถูกมาสิบเครื่อง แล้วกลับมาถึงบ้าน ก็บ่ายสองครึ่งเข้าไปแล้ว
แต่พอลงจากแท็กซี่ ซูลั่วเห็นคนแปลกหน้าสองคนยืนอยู่หน้าประตู
พอเขาเดินเข้าไปใกล้ สองคนนั้นก็หันมามองทันที
ชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ดูท่าทางอายุประมาณยี่สิบสามสิบปี
"สวัสดีค่ะ คุณเป็นเถ้าแก่ร้านเหล้าใช่ไหมคะ?" ผู้หญิงเห็นซูลั่ว ก็ตาเป็นประกาย เอ่ยถามขึ้น
ซูลั่วพยักหน้า
หิ้วถุงเดินไปหน้าประตู กดรหัสเปิดล็อก
"พวกเรามาจากคณะกรรมการหมู่บ้านหลิวฟางค่ะ" ผู้หญิงรีบเดินตามมา "มีเรื่องอยากจะคุยกับคุณหน่อย"
"เรื่องอะไร?" ซูลั่วยืนขวางประตู
"แถบนี้เป็นที่ดินของหมู่บ้านเรา มีนักลงทุนอยากจะสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่นี่ บ้านของคุณอยู่ในเขตก่อสร้าง..." ผู้หญิงพูดรัวเป็นชุด "สะดวกเข้าไปคุยรายละเอียดข้างในไหมคะ?"
ซูลั่วเข้าใจความหมายของอีกฝ่าย ขมวดคิ้วถาม "เขาให้เท่าไหร่?"
ผู้ชายที่เงียบมาตลอดพูดยิ้มๆ "ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินครับ แต่ดูจากพื้นที่บ้านคุณ อย่างต่ำก็น่าจะสามสี่ล้าน"
"ผมหมายถึงเขาสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุน่ะ ใช้เงินเท่าไหร่?" ซูลั่วพูดแทรก
ผู้ชายชะงัก "คาดว่าลงทุนห้าร้อยล้านครับ"
"แค่ห้าร้อยล้านเองเหรอ" ซูลั่วส่ายหน้า "พวกคุณไปบอกทางหมู่บ้านนะ ผมจ่ายให้พันล้าน ที่ดินแถบนี้เก็บไว้ให้ผมทั้งหมด"
พูดจบ ซูลั่วก็ก้าวเข้าประตู โบกมือให้ทั้งสองคน พูดว่า "ลาก่อน" แล้วปิดประตูดังปัง
เขาไม่ได้ล้อเล่น ตามรายละเอียดของโรงเตี๊ยม หลังอัปเกรดแล้วพื้นที่น่าจะขยายออกไป ถ้าไม่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง ถึงตอนนั้นอาจจะยุ่งยาก
เพียงแต่เรื่องนี้ยังไม่รีบด่วน
ชายหญิงสองคนยืนงงอยู่หน้าประตู มองหน้ากันด้วยสายตาว่างเปล่า
"ล้อเล่นแน่ๆ ใช่ไหม?" ผ่านไปหลายวินาที ผู้ชายก็พึมพำกับตัวเอง
"เมื่อกี้ฉันเห็นข้างในตกแต่งดีมากเลยนะ บางทีเขาอาจจะรวยจริงก็ได้" ผู้หญิงพูด
"นักลงทุนนั่นเลขาเหลียงเป็นคนหามา ไม่รู้ว่ากินหัวคิวไปเท่าไหร่แล้ว" ผู้ชายถอนหายใจ "อุตส่าห์ดักเจอเจ้าของที่นี่ได้ ไม่นึกว่าจะเป็นเศรษฐีไม่แคร์เงินซะงั้น"
"เราแค่ส่งข่าวก็พอแล้ว ให้ท่านเลขาปวดหัวเอาเองเถอะ" ผู้หญิงไม่ใส่ใจ แถมยังกระทืบเท้าอย่างหงุดหงิด
แย่จริง ลืมเติมหน้าซะได้!
...
(จบแล้ว)