- หน้าแรก
- พนักงานรีสอร์ทของผมเป็นเซียนกระบี่
- บทที่ 44 เทพไฉ่เสินสำแดงฤทธิ์
บทที่ 44 เทพไฉ่เสินสำแดงฤทธิ์
บทที่ 44 เทพไฉ่เสินสำแดงฤทธิ์
บทที่ 44 เทพไฉ่เสินสำแดงฤทธิ์
บรรยากาศยามเที่ยงวันอันแสนธรรมดา
ใกล้เวลาอาหารกลางวัน จำนวนนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามาเริ่มบางตาลง หลินโปให้จางเสี่ยวเสี่ยวไปกินข้าวก่อน ส่วนตัวเองเฝ้าอยู่เพียงลำพัง
ในที่สุดเมื่อเห็นว่าห้องโถงว่างลงและกำลังจะได้พักหายใจ โทรศัพท์ก็พลันแผดเสียงดังขึ้น
หลินโปเหลือบมองหน้าจอ เป็นเจิ้งจื้อหย่งจากบริษัททัวร์เหล่าปิงนั่นเอง
"ทางเรามีลูกทัวร์สามกรุ๊ปเรียกร้องอย่างหนักว่าอยากเพิ่มสถานที่ท่องเที่ยว อยากจะไปที่ของคุณ จองมื้อค่ำแบบกรุ๊ปทัวร์ไว้เลยได้ไหม?"
"ได้ครับ ได้แน่นอน!" หลินโปตอบรับทันควัน ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ เพียงแค่วันเดียวก็โปรโมตไปได้ไกลถึงขนาดนี้
หลินโปเพิ่งวางสายไปได้ไม่ถึงสองนาที ยังไม่ทันได้ซึมซับความดีใจ เขาก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง
ทำไมจำนวนคนที่หน้าช่องขายตั๋วถึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ล่ะ?
แค่คุยโทรศัพท์ครู่เดียว คนก็กลับมาต่อแถวกันยาวเหยียดอีกแล้ว
ไม่น่าจะเป็นไปได้ ใกล้เวลาอาหารแบบนี้ จะมีนักท่องเที่ยวทะลักมาจากไหนมากมายขนาดนี้
"ธุระเสร็จหรือยัง? ข้าหิวแล้ว พาข้าไปหาของอร่อยกินหน่อย"
ทันใดนั้น เสียงเด็กน้อยก็ดังขึ้นจากข้างๆ
หลินโปสะดุ้งสุดตัวพลางหันขวับไปมอง ก็พบว่าบนเก้าอี้ด้านหลังเขามีเด็กคนหนึ่งมานั่งอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ
เด็กคนนั้นสวมชุดลำลองดูสบายตา กลางหน้าผากมีจุดแต้มสีแดงทองโดดเด่น
…
"เทพ...ไฉ่เสินน้อย?"
"อือฮึ!"
เข้าใจแล้ว สาเหตุที่คนแห่กันมาอย่างกะทันหันอยู่ตรงนี้นี่เอง
"ท่านช่วยเก็บอิทธิฤทธิ์ของท่านก่อนเถอะ รอให้คนมาเปลี่ยนกะผมก่อน"
เทพไฉ่เสินน้อยแบมือออกอย่างจนใจ
"ข้าไม่ได้ใช้อิทธิฤทธิ์เสียหน่อย จะเก็บได้อย่างไร นี่มันเป็นความสามารถติดตัวของข้าต่างหาก"
รอยยิ้มของหลินโปในตอนนี้ดูขื่นขมยิ่งกว่าร้องไห้เสียอีก
แม้เขาจะเป็นเถ้าแก่ แต่หลังจากวุ่นวายมาทั้งเช้า เขาก็อยากจะหาเวลาอู้งานบ้างเหมือนกัน
วันนี้เพียงแค่ช่วงเช้าก็มีคนเข้ามาเกือบพันคนแล้ว แม้แขกเยอะจะเป็นเรื่องดี แต่เขากังวลว่าศักยภาพในการรองรับของพื้นที่ท่องเที่ยวในตอนนี้จะยังรับไม่ไหว!
เมื่อจางเสี่ยวเสี่ยวกลับมาถึง หลินโปก็รีบเก็บของและแขวนป้ายพักเที่ยงไว้หน้าช่องทันที ทิ้งให้จางเสี่ยวเสี่ยวต้องเผชิญหน้ากับนักท่องเที่ยวที่อัดแน่นเต็มโถงเพียงลำพัง
จางเสี่ยวเสี่ยมองภาพฝูงชนที่เนืองแน่นเต็มห้องโถงด้วยความตกตะลึงจนอ้าปากค้าง ช่วงเวลาที่เธอไม่อยู่นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
หรือว่าพื้นที่ท่องเที่ยวของพวกเขาจะดังระเบิดขึ้นมาในชั่วข้ามคืน?
หลินโปอุ้มเทพไฉ่เสินน้อยเดินลัดเลาะเข้าไปในพื้นที่ท่องเที่ยว
พลางคิดว่าไหนๆ ก็มาแล้ว แวะไปให้ครบทุกร้านเลยดีกว่า จะได้รับไอแห่งโชคลาภกันถ้วนหน้า!
ทุกคนต้องได้รับโชคลาภกันอย่างเท่าเทียม! อย่าให้ใครได้ว่างงานแม้แต่คนเดียว!
คนทั่วไปอาจไม่สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ แต่เถียเสวียนจีและฮู่ว่านหลี่ซึ่งพอจะมีประสบการณ์อยู่บ้าง เมื่อเห็นหลินโปอุ้มเด็กคนนั้นมา
ทั้งคู่ก็ถึงกับทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะเอาวางมือวางเท้าไว้ตรงไหน
รู้สึกจะยืนก็ไม่กล้า จะคุกเข่าก็ไม่เชิง มันรู้สึกกระวนกระวายไปทั้งตัว
เด็กน้อยคนนั้นมองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่กายเนื้อปุถุชน
ดูท่าจะเป็นผู้มีสถานะสูงส่งอย่างยิ่ง ตามหลักการแล้ว พวกเขาควรจะคุกเข่าทำความเคารพ แต่ดูเหมือนว่าท่านจะสนิทสนมกับเถ้าแก่เป็นพิเศษ…
ผู้อาวุโสหลินมีงานอดิเรกคือการสวมบทบาทเป็นคนธรรมดา ใครจะไปรู้ว่าสหายของเขาจะเป็นเหมือนกันหรือไม่!
สิ่งที่พวกเขาทำได้มีเพียงฝืนประดับรอยยิ้มแข็งทื่อแล้วกล่าวทักทายอย่างนอบน้อมเท่านั้น
สวรรค์โปรด ถึงกับอุ้มเทพองค์หนึ่งเดินเล่นกลางถนนเช่นนี้ ตัวตนที่แท้จริงของเถ้าแก่ผู้นั้นคือใครกันแน่ แล้วเหตุใดจึงต้องมาตกอับอยู่ที่นี่?
พวกเขาไม่กล้าคาดเดาอะไรไปมากกว่านี้ ในเมื่อตอนนี้กลายเป็นลูกน้องของเถ้าแก่แล้ว เถ้าแก่ชี้ไปทางไหน พวกเขาก็ต้องไปทางนั้น!
ความก้าวหน้าเพียงสิบกว่าวันที่อาศัยอยู่ในแดนเร้นลับแห่งนี้ กลับเหนือกว่าการฝึกฝนยาวนานนับสิบปีในแดนสวรรค์สุญญตาเสียอีก
การเลือกที่ถูกต้องนั้นสำคัญกว่าความพยายามจริงๆ
หลินโปพาเทพไฉ่เสินน้อยมาถึงร้านอาหารแล้วจัดแจงหาห้องส่วนตัวให้
เนื่องจากร้านเพิ่งเปิดอย่างเร่งรีบและการประชาสัมพันธ์ยังจำกัด ตอนนี้ภายในร้านจึงยังมีลูกค้าไม่มากนัก
หลินโปเดินไปหาหลี่โหยวเพื่อสั่งอาหารจานเด็ดสองสามอย่าง
เมื่อนึกถึงท่าทางดีใจของเทพไฉ่เสินน้อยยามได้กินอมยิ้ม
เขาก็พอจะคาดเดารสชาติที่อีกฝ่ายโปรดปรานได้ จึงสั่งเมนูเพิ่มไปอีกสองสามรายการ
"ทำหมูทอดราดซอสเปรี้ยวหวานกับมันเทศเคลือบน้ำตาลเพิ่มด้วยนะ"
ทว่าเขากลับเห็นหลี่โหยวทำหน้าฉงนสงสัย "มันเทศเคลือบน้ำตาลผมรู้จักครับ แต่หมูทอดราดซอสเปรี้ยวหวาน... มันคืออะไรเหรอครับ?"
โลกนี้ไม่มีหมูทอดราดซอสเปรี้ยวหวานงั้นเหรอ? ไม่น่าเป็นไปได้!
หลินโปเพิ่งจะอ้าปากอธิบาย ชายชราคนหนึ่งก็แทรกตัวเข้ามาข้างๆ พลางลูบเครา
"แค่กๆ เจ้าลูกศิษย์ ลูกค้าข้างหน้าไม่ต้องดูแลแล้วเหรอ? อย่าเสียงานเสียการสิ ส่วนอาหารของเถ้าแก่หลิน ให้ฉันจัดการเอง"
เขาเอ่ยพลางโบกมือไล่คน
หลี่โหยว: "..."
ท่านอาจารย์ก็แค่อยากจะลองทำเมนูใหม่ชัดๆ!
"ไม่เป็นไรครับ ข้างนอกยังไม่มีลูกค้าสักหน่อย"
หลี่โหยวเพิ่งจะคิดคัดค้าน ก็พลันได้ยินเสียงเรียกลูกค้าดังมาจากหน้าร้าน
"เถ้าแก่! เถ้าแก่อยู่ไหน!"
"ขอบะหมี่สองชาม!"
หลี่โหยวหันกลับไปมอง ก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นว่าจู่ๆ ที่นั่งข้างนอกก็มีคนเข้ามานั่งจนเกือบเต็มร้าน!
วันนี้กิจการดีขนาดนี้เชียว? ลูกค้าแห่กันมาปุบปับเกินไปแล้ว!
หวังเต๋อฟูโบกมืออย่างได้ใจ "ยังไม่รีบไปอีก?"
"ทราบแล้วครับ ทราบแล้ว อาจารย์ค่อยๆ ทำนะครับ ตอนเย็นอย่าลืมสอนผมด้วยล่ะ"
อาจารย์ของเขาเคยเป็นเชฟระดับรัฐพิธีที่ปรุงอาหารในงานเลี้ยงระดับประเทศมาก่อน
เขารักการทำอาหารอย่างสุดหัวใจ พอได้ยินชื่อเมนูใหม่จึงอดไม่ได้ที่จะเกิดอาการคันไม้คันมือ
เมื่อนึกถึงสีหน้าของอาจารย์ที่ดูสดใสมีเลือดฝาดขึ้นในช่วงไม่กี่วันนี้ หลี่โหยวจึงไม่ได้ขัดขวางอะไรอีก
ช่างเถอะ ให้ท่านทำไปเถอะ
หลี่โหยวออกไปรับมือกับคลื่นลูกค้าด้วยตัวเอง ดูท่าแล้วเขาคงต้องรับสมัครคนเพิ่มเสียที พรุ่งนี้ต้องหาโอกาสถามเถ้าแก่หลินดูว่ามีแผนการอย่างไรบ้าง
ชายชราพาหลินโปไปที่ครัวหลังร้าน ฟังหลินโปอธิบายวิธีการทำและรสชาติของหมูทอดราดซอสเปรี้ยวหวานคร่าวๆ
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มตระเตรียมวัตถุดิบ
ตกตะกอนแป้งมันฝรั่ง หั่นเนื้อสันใน ปรุงรส ชุบแป้ง แล้วนำไปทอดในน้ำมันร้อนๆ
จากนั้นผัดซอสเปรี้ยวหวาน ใส่ผักเครื่องเคียง ตามด้วยเนื้อหมูที่ทอดจนกรอบ แล้วตักใส่จาน!
แม้ว่าอาจารย์ผู้เฒ่าจะมีอายุมากแล้ว แต่ฝีมือและน้ำหนักมือของเขากลับยังคงมั่นคงหนักแน่น
ถึงแม้จะมั่นใจในฝีมือตัวเองเพียงใด แต่หวังเต๋อฟูก็ยังลองชิมเองก่อนชิ้นหนึ่ง
ทันทีที่หมูทอดราดซอสเปรี้ยวหวานเข้าปาก ดวงตาของเขาก็พลันสว่างวาบ
แป้งที่ชุบนั้นกรอบฟู ตามปกติอาหารทอดมักจะเลี่ยน แต่ซอสเปรี้ยวหวานและกลิ่นหอมสดชื่นของผักชีที่เคลือบอยู่ด้านนอกกลับช่วยตัดเลี่ยนได้อย่างพอดิบพอดี
รสชาติเค็มหวานกำลังดีจนหยุดกินไม่ได้ เป็นกรรมวิธีการทำอาหารที่ชาญฉลาดจริงๆ!
เมื่อจัดใส่จานเสร็จเรียบร้อย เขาก็ส่งให้หลินโป ใบหน้าของอาจารย์ผู้เฒ่ายิ้มกว้างจนรอยเหี่ยวย่นยับย่นประดุจดอกเบญจมาศบาน
"เถ้าแก่หลิน ลองดูสิครับว่าใช่แบบนี้หรือเปล่า วันหลังพาลูกชายมาที่ร้านบ่อยๆ นะครับ อยากทานอะไรก็เรียกหาผมได้เลย!"
"นั่นไม่ใช่..." หลินโปลังเลว่าจะอธิบายสถานะอย่างไรดี ก็ถูกหวังเต๋อฟูขัดจังหวะเสียก่อน
"รีบยกขึ้นไปเถอะครับ อาหารอย่างอื่นเดี๋ยวผมให้หลี่โหยวเอาขึ้นไปส่งตามหลังให้"
ไม่นานนัก บนโต๊ะตรงหน้าเทพไฉ่เสินน้อยก็เต็มไปด้วยอาหารคาวหวาน
"มาสิ ไม่ใช่ว่าอยากกินหรอกเหรอ?"
หลินโปคีบหมูทอดราดซอสเปรี้ยวหวานชิ้นหนึ่งวางลงในชามของเทพไฉ่เสินน้อย "ผมเห็นว่าท่านชอบทานของหวาน?"
"ถือว่าเจ้าพอจะมีตาถึงอยู่บ้าง" เทพไฉ่เสินน้อยคีบเข้าปากคำหนึ่ง
สัมผัสกรอบนอกนุ่มใน รสเปรี้ยวหวานผสมผสานกับกลิ่นหอมของเนื้อได้อย่างลงตัว
"ว้าว! มนุษย์ยุคนี้กินดีอยู่ดีถึงขนาดนี้เชียวหรือ?"
เมื่อพันปีก่อนที่เขาจะหลับใหลไป ต่อให้เป็นของเซ่นไหว้จากตระกูลมหาเศรษฐีก็มีเพียงเนื้อสัตว์สามอย่างกับขนมหวานธรรมดา
พอวางทิ้งไว้นานเข้าก็เย็นชืดจนรสชาติหดหายไปเกินครึ่ง
หลินโประบายยิ้มพลางคีบมันเทศเคลือบน้ำตาลให้เขาชิ้นหนึ่ง น้ำตาลที่เคี่ยวจนได้ที่ยืดออกมายาวเป็นระย้า
พอจุ่มลงในน้ำเย็น น้ำตาลก็แข็งตัวกลายเป็นเปลือกกรอบใสในทันที
"จานนี้ต้องกินตอนร้อนๆ นะ พอเย็นแล้วจะเสียรสชาติ"
เทพไฉ่เสินน้อยลงตะเกียบทันที สัมผัสด้านนอกเย็นแต่ด้านในร้อนระอุ เปลือกน้ำตาลกรอบเกรียวให้ความรู้สึกเหมือนได้ทานพุทราเคลือบน้ำตาลชั้นเลิศ
ยอดเยี่ยมจริงๆ!
หลังจากลิ้มรสของหวานแล้วก็สลับมาทานของคาวบ้าง ทั้งหมูผัดพริกและซี่โครงแกะทอดกรอบ
พอกินของเผ็ดร้อนเข้าไปก็วนกลับมาหาของหวานอย่างซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานและหมูเปรี้ยวหวานสับปะรด
"วิเศษ! มนุษย์ยุคนี้ช่างรู้จักเสพสุขกันเสียจริง"
อาหารเต็มโต๊ะทำให้เทพไฉ่เสินน้อยกินอย่างมีความสุขจนตาหยี ทั่วทั้งร่างดูเหมือนจะเปล่งรัศมีสีทองจางๆ ออกมา
ต้นแปะก๊วยบนยอดเขาดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงความเกษมสำราญขององค์เทพ กิ่งก้านใบไม้จึงไหวเอนตามลม พัดพาให้สายรัดเหรียญทองแดงทั้งต้นพริ้วไหวตามไปด้วย
เหรียญทองแดงกระทบกันเกิดเป็นเสียงกริ๊งกร๊างไพเราะเสนาะหู แม้เสียงจะไม่ดังมากนัก แต่กลับแว่วกังวานไปไกลแสนไกล
ผู้คนที่กำลังปีนเขาอยู่รู้สึกได้ว่าฝีเท้าของตนเบาลง ความเหนื่อยล้าที่เคยหนักอึ้งพลันมลายหายไปจนตัวเบาสบาย
ทุกคนในพื้นที่ท่องเที่ยวอดไม่ได้ที่จะแหงนมองไปยังต้นไม้ใหญ่บนภูเขาลูกนั้น
พวกเขาเห็นเพียงรัศมีสีทองจางๆ เปล่งประกายออกมา ใบไม้ที่เคยร่วงหล่นไปเมื่อคืนวาน ดูเหมือนจะผลิใบใหม่กลับมาเขียวขจีอีกครั้ง
จางรุ่ยหลินเพิ่งเดินออกมาจากศาลเจ้าและได้เห็นภาพนี้เข้าพอดี
สิ่งที่เปล่งประกายสีทองไม่ใช่ใบไม้ แต่เป็นเหรียญทองแดงบนสายรัดสีแดงพวกนั้น…
พวกมันกลายเป็นทองคำจริงๆ
สายรัดที่เขาเพิ่งจะผูกไปก็รวมอยู่ในนั้นด้วย เหรียญทองคำกับป้ายหยกอยู่คู่กัน ส่องแสงเจิดจ้าบาดตา
…
เทพไฉ่เสิน สำแดงฤทธิ์จริงๆ!