- หน้าแรก
- ฝ่าวิกฤตมรณะช่วยสามี
- บทที่ 2 คนไม่เอาถ่าน คนสารเลว
บทที่ 2 คนไม่เอาถ่าน คนสารเลว
บทที่ 2 คนไม่เอาถ่าน คนสารเลว
บทที่ 2 คนไม่เอาถ่าน คนสารเลว
ในชาติภพก่อน ซูอ้ายมีชีวิตอยู่จนถึงอายุหกสิบเจ็ดปี ทรัพย์สินในครอบครองมีมูลค่านับหมื่นล้าน ใครต่างก็รู้ดีว่านางพญาผู้สร้างเนื้อสร้างตัวด้วยลำแข้งของตนเองคนนี้ แม้การศึกษาจะไม่สูงนัก แต่กลับกลายเป็นตำนานในแวดวงธุรกิจ ประวัติของเธอขาวสะอาด ไร้สามี ไร้บุตร และไม่เคยมีข่าวฉาวโฉ่ใดๆ ให้ระคายหู
สื่อต่างพากันคาดเดาไปต่างๆ นานา บ้างก็ลือกันหนาหูว่าเธอมีรสนิยมชอบเพศเดียวกัน
แต่หารู้ไม่ว่า แท้จริงแล้วเธอเคยผ่านการแต่งงานและมีลูกมาก่อน ในก้นบึ้งของหัวใจ เธอยังคงเก็บซ่อนคนสองคนเอาไว้ คนที่เธอรู้สึกผิดไปชั่วชีวิต คนที่เธอติดค้างพวกเขาไว้อย่างไม่อาจชดใช้
เธอได้แต่ลอยคอผุดดำว่ายอยู่ในทะเลลึกแห่งความเสียใจและความรู้สึกผิด ไม่เคยหลุดพ้นขึ้นมาได้เลย
ซูอ้ายเกิดในหมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขาชื่อว่าหมู่บ้านเซี่ยเหอ
พ่อแม่ของเธอมีลูกสองคน คือเธอและน้องชาย ด้วยค่านิยมที่ฝังรากลึกว่าลูกชายสำคัญกว่าลูกสาว พ่อแม่จึงละเลยเธออย่างน่าใจหายตั้งแต่ยังเด็ก
สิ่งแวดล้อมเหล่านั้นหล่อหลอมให้ซูอ้ายมีนิสัยหยิ่งผยองและวางก้ามมาตั้งแต่เล็ก เพราะเธอรู้ดีว่าหากไม่ทำตัวหน้าด้านหน้าทน ก็จะไม่มีวันได้รับเศษเสี้ยวความสนใจจากพ่อแม่
เธอค้นพบว่ายามที่ไปก่อเรื่องชกต่อยข้างนอกหรือทำตัวดื้อรั้น พ่อแม่ถึงจะหันมามองเธอบ้าง
แม้สายตานั้นจะมาพร้อมกับการทุบตีด่าทอ แต่เธอกลับซึมซับมันราวกับน้ำทิพย์ชโลมใจ เธอหลอกตัวเองว่า บางทีนี่อาจเป็นวิธีพิสูจน์ว่าพ่อแม่ก็ยังแคร์เธออยู่?
เมื่อโตขึ้น ซูอ้ายกลายเป็นอันธพาลตัวแม่ที่มีชื่อเสียโด่งดัง
ใช่แล้ว อันธพาลหญิง เธอทั้งกินเหล้า ต่อยตี แม้กระทั่งลักไก่ขโมยหมา พฤติกรรมไม่ต่างจากพวกจิ๊กโก๋อันธพาลชายในหมู่บ้านเลยสักนิด
เธอเป็นบุคคลที่ใครได้ยินชื่อต่างก็ส่ายหน้าหนี ด้วยชื่อเสียงอันเลื่องลือในทางลบ ทำให้ไม่มีชายหนุ่มหน้าไหนในหมู่บ้านกล้ามาสู่ขอ
ตัวเธอเองก็ไม่คิดจะแต่งกับใคร เพราะในใจมีคนที่แอบชอบอยู่แล้ว
เขาคือสามีในปัจจุบันของเธอ จี้หยาง
จี้หยางเป็นหมอประจำหมู่บ้านที่มีนิสัยอ่อนโยนอย่างที่สุด ทุกครั้งที่ซูอ้ายได้แผลจากการชกต่อย หากบังเอิญเจอเขา เขาจะช่วยทำแผลให้ฟรีเสมอ
เขาไม่เคยใช้สายตาแปลกๆ มองเธอเหมือนที่คนอื่นทำ
บางครั้งเขาก็จะเอ่ยเตือนด้วยความหวังดีว่าอย่าไปขลุกอยู่กับคนพรรค์นั้น คำเตือนของเขาช่างแตกต่างจากถ้อยคำแดกดันดูถูกของคนอื่น มันคือคำตักเตือนที่แฝงไว้ด้วยความใส่ใจและนุ่มนวล
ไม่เคยมีใครปฏิบัติกับซูอ้ายอย่างอ่อนโยนเช่นนี้มาก่อน เธอจึงแอบชื่นชมและหลงรักเขาหมดหัวใจ
ในที่สุด ภายใต้การยุยงของคนรอบข้าง เธอก็บุกเข้าไปถึงบ้านเขา บีบบังคับให้จี้หยางแต่งงานด้วย
แม้ในยุคนั้นข่าวลือเรื่องชู้สาวจะไม่ถึงกับถูกจับแห่ประจานเหมือนปีก่อนๆ แต่หากเขารังแกซูอ้ายแล้วไม่รับผิดชอบแต่งงานด้วย ก็คงโดนชาวบ้านรุมประณามจนจมกองน้ำลาย
พ่อแม่ของซูอ้ายเห็นว่าจี้หยางมีฐานะดี จึงมัดมือชกจับลูกสาวใส่พานถวาย พร้อมเรียกสินสอดก้อนโตจากเขา
เพียงครั้งเดียวในคืนนั้น ซูอ้ายก็ตั้งครรภ์
ในเมื่อข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก จี้หยางหวังเพียงให้ซูอ้ายเลิกทำตัวเหลวไหล เลิกคบหากับพวกอันธพาล แล้วหันมาช่วยกันประคับประคองครอบครัว
ประกอบกับมีลูก ซูอ้ายจึงต้องพักผ่อนระหว่างตั้งครรภ์ ความจริงแล้วช่วงแรกของการแต่งงาน พวกเขาก็มีช่วงเวลาที่เรียกได้ว่าหวานชื่นและปรองดองกันอยู่บ้าง
แต่จี้หยางกลับไม่เคยแตะต้องตัวเธออีกเลย แรกเริ่มซูอ้ายคิดว่าเป็นเพราะกำลังท้องจึงไม่สะดวก แต่ทว่าหลังจากคลอดลูกแล้ว เขาก็ยังคงไม่แตะต้องเธออยู่ดี
เรื่องนี้ไม่เพียงทำให้ซูอ้ายหงุดหงิดงุ่นง่าน แต่ยังทำให้เธอคิดมากไปว่าจี้หยางคงจะดูถูกเหยียดหยามเธอ แท้จริงแล้วซูอ้ายในวัยสาวนั้นเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจ ขี้ระแวง และปากแข็ง ไม่ยอมพูดความรู้สึกจริงๆ ออกไป
ดังนั้นเมื่อเพื่อนกินเหล่านั้นมาชักชวน เธอก็ออกไปเที่ยวเตร่อีกครั้ง และทันทีที่ก้าวเท้าออกจากบ้าน วันรุ่งขึ้นท่าทีของจี้หยางที่มีต่อเธอก็เย็นชาลงทันตาเห็น
หลังจากความเย็นชา ซูอ้ายก็เริ่มเรียกร้องความสนใจรุนแรงขึ้น เธออยากใช้วิธีเดิมเหมือนที่เคยใช้กับพ่อแม่ เพื่อดึงดูดความสนใจจากจี้หยาง
แต่จี้หยางกลับยิ่งเย็นชาหนักกว่าเดิม มีครั้งหนึ่งเขาถึงกับเอ่ยปากว่าเธอเป็นคนไม้แก่ดัดยาก เกินจะเยียวยา
แววตาที่เขามองมาเต็มไปด้วยความรังเกียจ ไม่ต่างจากสายตาดูแคลนของคนอื่นเลย
หลังจากนั้น ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ดำดิ่งลงสู่จุดต่ำสุด ซูอ้ายยิ่งทำตัวเหลวแหลกหนักข้อขึ้น มักจะอาละวาดทวงเงินที่บ้าน และพาลเกลียดลูกตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเหมือนคนแปลกหน้าต่อกัน
ทุกครั้งที่กลับมาแล้วเห็นสายตาผิดหวังของจี้หยาง ซูอ้ายทนรับมันไม่ได้ จึงสร้างเกราะป้องกันด้วยท่าทีก้าวร้าวและดื้อรั้น ไม่ยอมอ่อนข้อให้แม้แต่น้อย
ในที่สุด ทั้งสองก็กลายเป็นไม้เบื่อไม้เมา ความขัดแย้งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งเธอไปมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับคนข้างนอก และคู่กรณีตามมาล้างแค้นเพื่อรังแกซูอ้าย จี้หยางบังเอิญมาเจอเข้าพอดี จึงพุ่งเข้าไปช่วยเธออย่างไม่ลังเล
ผลลัพธ์สุดท้ายคือ ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1990 ขาของจี้หยางหักสะบั้น
ซูอ้ายทำอะไรไม่ถูกเมื่อต้องเผชิญกับผลลัพธ์นี้ เธอหนีหน้าไม่กล้ากลับบ้านเพราะรู้สึกผิดต่อขาที่หักของสามี ขณะเดียวกันก็พยายามหาทางหาเงินมารักษาเขา
แต่คนอย่างเธอจะทำอะไรเป็น? นอกจากเล่นการพนัน
เธอหน้ามืดตามัวคิดจะหาเงินค่ารักษาจี้หยางด้วยการเล่นไพ่ แต่กลับถูกโกงจนเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว
เธอไม่มีปัญญาใช้หนี้ คนพวกนั้นจึงขู่ว่าถ้าไม่จ่าย จะฆ่าสามีและลูกของเธอ
เมื่อเอ่ยถึงจี้หยาง เขาเปรียบเสมือนเกล็ดมังกรย้อนศรของซูอ้าย เธอคลุ้มคลั่งอาละวาดจนทำร้ายเจ้าของบ่อนจนพิการ
มีหรือที่เจ้าของบ่อนผู้ทรงอิทธิพลจะยอมเสียท่า มันรีบยกพวกมาที่บ้านซูอ้าย แล้วรุมฟันจี้หยางและจี้เล่อเล่อจนตายคาที่
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับร่างไร้วิญญาณของจี้หยางและจี้เล่อเล่อ ความเจ็บปวดแสนสาหัสกัดกินหัวใจซูอ้ายจนแทบขาดใจ วินาทีนั้นเธอเพิ่งตระหนักได้ว่า หายนะทั้งหมดเกิดจากความขี้ขลาดและการหลบหนีปัญหาของตนเอง และยิ่งไปกว่านั้นคือปมด้อยที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกที่แสร้งทำเป็นเข้มแข็ง
เธอรักจี้หยางและลูก แต่ตัวเธอในวัยเยาว์นั้นไร้ซึ่งความสามารถที่จะรัก ประสบการณ์วัยเด็กทำให้เธอไม่รู้วิธีมอบความรักให้ใคร
เธอโหยหาความรัก แต่ความไม่มั่นใจก็ผลักไสให้เธอถอยห่าง
ตัวเธอในอดีต คือคนไม่เอาถ่าน คือคนสารเลว
ไร้ความรับผิดชอบ ไร้จิตสำนึก ความคิดตื้นเขิน ทำอะไรวู่วามโดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา จนนำไปสู่ความตายของสามีและลูก
ต่อมา ซูอ้ายวางแผนทุกวิถีทางจนส่งเจ้าของบ่อนเข้าคุกและรับโทษประหารชีวิตได้สำเร็จ จากนั้นเธอก็ทิ้งหมู่บ้านแห่งความหลัง มุ่งหน้าสู่เมืองใหญ่เพียงลำพัง
เมื่อเข้าเมืองใหญ่ อาศัยความกล้าบ้าบิ่นและความมุมานะ เธอติดตามเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลคนหนึ่ง ไม่ใช่ในฐานะเมียเก็บ แต่ในฐานะบอดี้การ์ดและคนขับรถ เวลาผ่านไปสองปี เธอได้เรียนรู้มากมายจากเจ้านายคนนั้น
เธอเก็บหอมรอมริบจนมีทุนก้อนหนึ่งแล้วเริ่มทำธุรกิจเล็กๆ ของตัวเอง กิจการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเธอกลายเป็นประธานบริษัทมหาชนที่มีทรัพย์สินนับหมื่นล้าน
ยิ่งหาเงินได้มากเท่าไหร่ ลึกลงไปในใจกลับยิ่งว่างเปล่า ดวงวิญญาณสองดวงที่ดูเหมือนจะไม่ยอมไปสู่สุขคติ ยังคงวนเวียนติดตามเธอทั้งกลางวันและกลางคืน ทำให้เธอร้อนรุ่มไม่เป็นสุข
ซูอ้ายไม่รู้ว่าตัวเองสวดอ้อนวอนไปกี่พันกี่หมื่นครั้ง เธอคิดเสมอว่าหากย้อนเวลากลับไปปีนั้นได้ เธอจะมอบชีวิตที่มั่นคงให้สามีและลูก จะรักพวกเขาให้ดีที่สุด ครั้งนี้เธอจะไม่โง่เขลาอีกแล้ว เธอจะพูดความในใจอย่างตรงไปตรงมา จะไม่ปากแข็ง และจะประคับประคองสองพ่อลูกนี้ไว้ในอุ้งมือตราบจนชั่วชีวิต
ไม่รู้ว่าคำอธิษฐาน การกราบไหว้บูชา และการหมั่นทำบุญสุนทานสัมฤทธิผลหรือไม่ เพราะเธอได้กลับมาเกิดใหม่จริงๆ
สัมผัสอุ่นจากสามีและลูกชายในอ้อมกอด ทำให้ซูอ้ายรู้สึกราวกับได้โอบกอดโลกทั้งใบเอาไว้
ครั้งนี้ โลกของเธอสมบูรณ์แบบแล้ว