- หน้าแรก
- รูเล็ตวันโลกาวินาศ
- บทที่ 377 เริ่มแผนการ
บทที่ 377 เริ่มแผนการ
บทที่ 377 เริ่มแผนการ
บทที่ 377 เริ่มแผนการ
เป็นเวลาห้าวันแล้วที่อาสาสมัครห้าคนได้รับยาวิวัฒนาการ สำหรับตอนนี้ นอกจากผู้สูงอายุที่มีอาการไม่สบายบ้าง คนอื่นๆก็ไม่มีปัญหา
หลังจากถูกเย่จงหมิงทุบตีทุกวันจนแน่ใจว่าความแข็งแกร่งของชายชราเผ่าต๋าปู้ไม่เพิ่มขึ้นอีกต่อไป ชายผู้ถูกใช้เป็นตัวทดลองคนแรกก็ถูกนำมาใช้เป็นเหยื่อล่อในการล่าสัตว์ประหลาด
ส่วนเหล่าอาสาสมัครในช่วงสองสามวันก็ไม่ได้อยู่เฉย พวกเขาติดตามเย่จงหมิงออกไปล่าสัตว์ การกระทำนี้ไม่เพียงจะสังเกตการเปลี่ยนแปลงความแข็งแกร่งของพวกเขาได้แล้ว ยังเป็นการเร่งเวลาสำหรับผลข้างเคียงของอาการคลั่งที่อาจจะเกิดขึ้น
จนถึงตอนนี้อย่างน้อยยาก็ยังปลอดภัย
อันที่จริงในขั้นตอนนี้โดยพื้นฐานแล้วสามารถระบุได้ว่า ยานี้ไม่เป็นพิษต่อมรณาชน แต่เพื่อความปลอดภัย เย่จงหมิงกับอาเถา จึงยังไม่ได้ใช้ยาในปริมาณมาก โดยรับอาสาสมัครชุดที่สอง เพียง 10 คนเท่านั้น
ไม่มีอะไรผิดปกติสำหรับความระมัดระวังดังกล่าว
ช่วงเวลานี้เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ขวัญกำลังของคนเผ่าอาเถารุ่งเรืองที่สุด ทุกครั้งที่ออกล่า ด้วยอาวุธและอุปกรณ์ของชนเผ่าที่ได้รับการปรับปรุงแล้ว และการมีส่วนร่วมในการล่าของเย่จงหมิง บวกกับอาสาสมัครกว่าโหลที่มีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น ทำให้การล่าเปลี่ยนจากเรื่องอันตรายในอดีต กลายเป็นกองซากศพของสัตว์ประหลาด พวกมันถูกส่งกลับไปยังเผ่ากลายเป็นอาหาร เป็นก้อนเนื้อหอมๆในหม้อ เป็นเส้นเนื้อแห้งที่สามารถทำให้เผ่าอยู่รอดได้ในฤดูหนาว
แม้ว่าทาสเผ่าต๋าปู้จะยังทำใจไม่ได้อย่างสมบูรณ์ แต่หลังจากหลายวันมานี้ การต่อต้านก็ไม่ได้ชัดเจนอีกต่อไป พวกเขาเริ่มทำงาน ผักแห้งส่วนใหญ่ที่อยู่ข้างกองไฟก็เป็นผลงานของคนเหล่านี้
ในบางแง่มุม มรณาชนมีความคล้ายคลึงกับชนเผ่าเร่ร่อนบนโลกเมื่อหลายศตวรรษก่อน แม้ว่าพวกเขาจะมาจากต่างเผ่ากัน แต่ก็มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือด แม้ว่าจะมีชื่อเผ่าที่ต่างกัน แต่ก็เป็นมรณาชนเหมือนกัน หลังจากรวมเผ่าแล้วอารมณ์ของพวกเขาก็ไม่รุนแรง ตามที่เย่จงหมิงได้คาดไว้
เนื่องจากความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นของเผ่าอาเถา ชนเผ่าต๋าปู้บางคนที่ไม่มีญาติเสียชีวิตในการต่อสู้ระหว่างสองเผ่า ก็แสดงความตื่นเต้นในระดับหนึ่งเช่นกัน
น่าจะเป็นเพราะความเคารพบูชาผู้แข็งแกร่ง ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนในชนเผ่าที่มีอารยธรรมที่ค่อนข้างล้าหลังอย่าง มรณาชน
นี่คือสิ่งที่เย่จงหมิงมีความสุขที่ได้เห็น เพราะท้ายที่สุดแล้วคนในเผ่าอาเถาก็มีจำนวนน้อยเกินไป ไม่ว่าพวกเขาจะมีเวทย์มนตร์มากกว่าเย่จงหมิงขนาดไหนก็ตาม พวกเขาก็ไม่สามารถทำให้เผ่าของพวกเขากลายเป็นเผ่ามรณาชนที่ทรงอำนาจที่สุดได้ หากพวกเขาต้องการต่อสู้กับชนเผ่าใหญ่ในเมืองราชามรณาชน พวกเขาต้องดูดซับเลือดใหม่ให้ได้มากเพียงพอ
หลังจากทรายตกสิบห้าวัน อาสาสมัครกลุ่มที่สาม 30 คนก็ได้รับยาวิวัฒนาการ ซึ่งรวมถึงผู้อาวุโสทั้งสองคนของเผ่าที่มีความแข็งแกร่งระหว่างระดับ 3 กับ 4 ด้วย
น่าเสียดายที่เย่จงหมิงไม่มียาวิวัฒนาการระดับ 3 ดาว ให้พวกเขา อันที่จริง ยาวิวัฒนาการระดับ 1 ดาวและ 2 ดาวส่วนใหญ่ที่มีอยู่ในพื้นที่มิตินั้น เขาได้รับมาจากค่ายของกองทัพเหยาก่อนที่จะเข้ามาในอาณาจักรลับ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าระดับของยาจะไม่สูงนัก แต่ก็มีปริมาณมากพอใช้ ซึ่งควรสามารถใช้ได้สักพัก สิ่งนี้ทำให้เย่จงหมิงรู้สึกอิจฉาในความมั่งคั่งของกองทัพเหยา สำหรับทีมที่มีความแข็งแกร่งยังไม่ถึง 5 อันดับแรก กลับมีทรัพยากรมากมายภายในค่าย เมื่อเทียบกันแล้ว อวิ๋นติ่งวิลล่ายากจนเกินไป
“เย่ สองกลุ่มแรกที่กินยา โดยพื้นฐานมีความเสถียรแล้ว”
อาเถา สองหัวหน้าทีมล่าสัตว์ มี่หยา และกลุ่มคนที่มีเกียรติสูงในเผ่า นั่งอยู่ในเต็นท์ กินอาหารร่วมกับเย่จงหมิง และหารือเกี่ยวกับแผนการขั้นต่อไป
“ยาสามัญช่วยได้มากสำหรับคนที่อยู่ในระดับแรก และผู้ที่รับยาที่ดีที่สุดสามารถเข้าใกล้ระดับที่สอง แต่สำหรับคนที่อยู่ระดับสอง ผลลัพธ์นั้นอยู่ในระดับปานกลาง แต่โดยเฉลี่ยแล้วก็ดีมาก ความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นถึงหนึ่งในสี่ สำหรับยาระดับสูงมีผลมากสำหรับชนเผ่าทั้งหมด โดยทั่วไปสามารถกำหนดผลลัพธ์เฉพาะที่เกิดขึ้นได้ ในคนที่อยู่ระหว่างระดับหนึ่งกับระดับสอง ในขณะที่คนที่อยู่ในระดับสองนั้น ยังคงแบ่งออกเป็นระดับต่างๆ โดยเพิ่มความแข็งแกร่งขึ้นได้สูงสุดเกือบ 1 ระดับ อย่างต่ำสุดก็เพิ่มขึ้นเพียงประมาณหนึ่งในสามของระดับที่เคยมี ส่วนนักรบที่อยู่ในระดับสามที่ใช้ยาระดับสูง มีผลคล้ายกับคนอยู่ในระดับสองที่ใช้ยาสามัญ”
ยาสามัญคือยาวิวัฒนาการระดับ 1 ดาว และยาระดับสูงคือยาวิวัฒนาการระดับ 2 ดาว ในมือของเย่จงหมิงมียาวิวัฒนาการเพียงสองระดับนี้เท่านั้น และอาเถาก็คุ้นเคยที่จะเรียกมันแบบนี้
เย่จงหมิงยังตระหนักได้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างยาและนักรบมรณาชน เย่จงหมิงจึงสอนวิธีการให้คะแนนกับอาเถา ด้วยพลังจิตวิญญาณอันทรงพลังของอาเถา ทำให้เขาสามารถแยกแยะการเปลี่ยนแปลงในความแข็งแกร่งของคนในเผ่าได้อย่างชัดเจนและแม่นยำมากกว่าเย่จงหมิง
เย่จงหมิงแตะคางคิดในใจว่า แม้ยาวิวัฒนาการจะอยู่ในอาณาจักรลับ แต่ผลที่ได้ก็ยังคล้ายกับบนโลกและระดับที่ได้ก็สอดคล้องกัน
“แต่มี่หยายังคงทำการทดลองซ้ำๆอยู่”
อาเถาพูดขึ้นอีกประโยค พร้อมกับถอนหายใจ
มี่หยาดื้อรั้นเกินไป เพื่อให้รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากกินยาซ้ำๆ เธอจึงเต็มใจที่จะเป็นผู้ทดลอง ซึ่งทำให้คนทั้งคู่ถึงกับถอนหายใจและทำอะไรไม่ถูกอีกครั้ง
“ผลของยาครั้งที่ 2 ไม่ได้ดีเท่าครั้งแรก สำหรับยาสามัญไม่เกิดผลอะไร และเมื่อกินยาเป็นครั้งที่สาม ไม่เกิดผลใดๆ เลย”
เมื่อได้ยินคำพูดของหมี่หยา เย่จงหมิงก็พยักหน้า
นี่เป็นเรื่องปกติ หากกินยาวิวัฒนาการซ้ำๆแล้วยังวิวัฒนาการต่อไปได้ นั่นถึงจะเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์
“ข้าถึงระดับสามแล้ว ข้าต้องการเข้าร่วมปฏิบัติการครั้งนี้ด้วย”
ก่อนหน้านี้ความแข็งแกร่งของมี่หยาอยู่ระหว่างระดับ 2 กับระดับ 3 หลังจากกินยาวิวัฒนาการระดับ 2 ดาวครั้งแรก ความแข็งแกร่งของเธอก็มาถึงชายขอบของระดับสาม และหลังจากใช้ยาซ้ำอีก ตอนนี้ระดับของเธอก็ทะลุผ่านมาที่ระดับสามแล้ว และได้กลายเป็นหนึ่งในยอดฝีมือของเผ่าอาเถา
อาเถากับเย่จงหมิงมองหน้ากันและตกลง หลังจากพูดคุย พวกเขาตกลงจะออกเดินทางไปยังเผ่าฮุยซานในวันพรุ่งนี้ แผนการรวมเผ่าที่ออกแบบโดยเย่จงหมิงก็จะเริ่มต้นในวันพรุ่งนี้เช่นกัน
วันรุ่งขึ้น อาเถาเป็นหัวหน้านำทีมด้วยตัวเอง และออกเดินทางไปพร้อมกับนักรบ 50 คน กับทาสเผ่าต๋าปู้ที่ลากเกวียนบรรทุกเสบียงอีก 100 คน
ในวันเริ่มต้นของแผนการรวมเผ่าของเผ่าอาเถา ในสถานที่ๆห่างไกลจากพวกเขา เมืองใหญ่ภายในทิวเขาสูงตระหง่านได้ต้อนรับชายหนุ่มร่างกายสกปรกและเต็มไปด้วยบาดแผลที่ยังไม่หายดีมากมายคนหนึ่ง แม้แต่ในหมู่มรณาชนทั่วไปที่ยากจนมาก คนผู้นี้ยังดูเหมือนขอทานยิ่งกว่าขอทาน
ทั่วทั้งเมือง บนยอดเขาอันกว้างใหญ่ไพศาล มี ‘โคมไฟ’ ขนาดใหญ่จำนวนนับไม่ถ้วนแขวนอยู่ แสงสว่างจากโคมไฟเหล่านี้ส่องให้เห็นเมืองอันกว้างใหญ่ไพศาลที่อยู่ภายในภูเขา
ในเวลานี้มีคนสองสามคนนั่งอยู่บนหลังสัตว์ประหลาดสีขาวที่มีความยาวหลายเมตร และกำลังบินอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับโคมไฟ ผู้คนที่อยู่บนหลังของมันได้เทจารบีใสมากมายลงในโคมไฟหนึ่งในนั้น ด้วยเชื้อเพลิงเหลวนี้ แสงไฟก็สว่างขึ้นทันที
ยามที่ประตูเมืองได้หยุดชายหนุ่มร่างกายสกปรกเลอะเทอะ ภายใต้สายตาพินิจพิเคราะห์ของยาม ‘ขอทาน’ หนุ่มได้หยิบของบางอย่างออกมายื่นให้คนที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ายาม
“ข้าชื่อ ปันเต๋อ ลูกชายของหัวหน้าเผ่าต๋าปู้ ข้าขอเข้าเฝ้าราชาหงเซียง”