- หน้าแรก
- รูเล็ตวันโลกาวินาศ
- บทที่ 373 ยอมตายหรือยอมเป็นทาส
บทที่ 373 ยอมตายหรือยอมเป็นทาส
บทที่ 373 ยอมตายหรือยอมเป็นทาส
บทที่ 373 ยอมตายหรือยอมเป็นทาส
ปันเต๋อสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย หนังนากขนกำมะหยี่รองนอนเปียกโชกด้วยหยาดเหงื่อเย็น
จากการขยับตัวทำให้ผู้หญิงที่นอนอยู่ข้างๆสะดุ้งตื่นขึ้นมาเช่นกัน หล่อนขยี้ตาด้วยความงัวเงียและบ่นพึมพำสองสามคำ แทนที่จะลุกขึ้นไปรินน้ำให้เขาดื่มตามปกติ แต่หล่อนกลับพลิกตัวหันหลังให้และผล็อยหลับต่อไป
ปันเต๋ออ้าปากอยากร้องด่า แต่กลับส่งเสียงไม่ออก
หลังจากลงจากเตียงที่ทำมาจากกระดูกสัตว์ เขาก็มารินน้ำใส่แก้วที่ทำมาจากกระดูกสัตว์บนโต๊ะไม้ แล้วแหงนหน้ากรอกน้ำลงคอ
น้ำเย็นๆที่ไหลรินผ่านหลอดอาหารลงสู่กระเพาะ ทำให้อารมณ์ของปันเต๋อเสถียรขึ้น
นับตั้งแต่การสังหารหมู่อันน่าสลดใจที่ทำให้เผ่าล่มสลายเมื่อเจ็ดวันก่อน ปันเต๋อที่หนีกลับมาได้ก็ตกอยู่ในสภาวะเลื่อนลอย และนอนไม่หลับเวลากลางคืน
เมื่อหลับตาลงเขาก็มองเป็นแต่เลือดนองไปทั่ว เมื่อนอนหลับเขาก็ต้องสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายของฉากนองเลือดที่มาปรากฏขึ้นมาให้เห็นในฝันซ้ำแล้วซ้ำอีก
ในฐานะลูกชายของต๋าปู้ เขาถูกกำหนดให้เป็นหัวหน้าเผ่าคนต่อไป เป็นผู้แข็งแกร่งในอนาคต เขาจึงมีทั้งความภาคภูมิใจและความมั่นใจ
กระทั่งถึงตอนนี้ เมื่อนึกถึงร่างของพ่อที่ถูกทิ้งเหมือนหนังสัตว์เก่าๆ ปันเต๋อก็รู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัว
ทุกอย่างเปลี่ยนไปนับตั้งแต่วันนั้น
เขาหนีกลับมาพร้อมกับผู้รอดชีวิต ในวันนั้นเขานำเสื้อผ้าของคนอื่นมาสวมใส่เพื่อพลางตัวหลีกเลี่ยงการตามล่า โดยละทิ้งความภาคภูมิใจในตัวเองและความภาคภูมิใจในการเป็นลูกชายของหัวหน้าเผ่าต๋าปู้
หากเป็นเมื่อก่อน เผ่านี้จะต้องถูกเปลี่ยนเป็นเผ่าปันเต๋อ อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ปัจจุบัน……
ปันเต๋อหัวเราะเยาะตัวเองอย่างขมขื่น เขาเหลือบมองหญิงสาวเปลือยครึ่งตัวที่นอนอยู่บนเตียงกระดูกสัตว์ แม้แต่สตรีต้อยต่ำที่เคยคุกเข่าประจบสอพลอเขา ก็ยังไม่สนใจเขา แล้วเหล่าญาติในเผ่าจะยอมให้เขาสืบทอดเผ่าอย่างราบรื่นได้อย่างไร
เดิมทีมรณาชนก็เป็นเผ่าพันธุ์ที่ให้ความเคารพต่อผู้แข็งแกร่ง และเขาก็ไม่มีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะโน้มน้าวมรณาชนหลายร้อยคนของเผ่าต๋าปู้ให้ยอมรับได้
ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะวันนั้น
เผ่าอาเถาที่อ่อนแอ และไม่ค่อยมีคนรู้จัก แข็งแกร่งมากขนาดนั้นได้อย่างไร คนที่อายุน้อยกว่าเขาสามารถสังหารพ่อที่แข็งแกร่งมากของเขาได้อย่างไร!
ปันเต๋อไม่เข้าใจว่าทำไมสองเผ่าที่เคยดีกันมาก่อน และแม้แต่อาจได้กลายเป็นญาติกัน จู่ๆก็หันมาเผชิญหน้ากันด้วยนักรบและดาบ! และเมื่อนึกถึงมี่หยาที่ยั่วยวน ปันเต๋อก็รู้แล้วว่าในชั่วชีวิตนี้ตัวเองไม่มีทางได้นางมาครอบครองอีกแล้ว หลังจากที่อาเถาได้เลือกชายผู้นั้นเป็นบุรุษศักดิ์สิทธิ์ต่างถิ่นของเผ่า เผ่าต๋าปู้ก็ได้ตัดสินใจ แต่โอกาสเดียวที่เขาจะได้มี่หยามาครอบครองก็หายไปด้วยดาบของชายผู้นั้น
ชายผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเจ้าชายของเผ่าไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไปดี ตอนนี้เขาทำได้เพียงแค่กลัวเท่านั้น
จู่ๆก็มีเสียงดังจากภายนอก แต่ปันเต๋อไม่ต้องการสนใจอีกแล้ว เพราะทุกวันนี้บรรดาญาติในเผ่าต่างก็ลุกขึ้นมากระโดดขึ้นกระโดดลงทำทุกอย่างเพื่อเตะเขาออกไป ดังนั้นเขาจึงปล่อยให้คนเหล่าจัดการกันเอง
แต่ทันทีที่เขากลับมานอนลงบนเตียง เสียงจากภายนอกก็ดังขึ้นและมีเสียงของความรุนแรงอย่างคลุมเครือผสมมาด้วย ปันเต๋อผุดลุกขึ้นนั่งทันที ไม่นานนักเขาก็เดินออกไปพร้อมกับชุดเกราะหนัง
ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันภายในหุบเขาอันกว้างใหญ่ ปันเต๋อเดินออกมาได้เพียงไม่ก้าวก็หยุดลงทันที แล้วหันไปหลบซ่อนตัวภายใต้ร่มเงาของเต็นท์ จากนั้นก็รีบวิ่งไปยังเต็นท์ของบิดาที่มีเส้นทางลับออกไปภายนอกค่าย เพื่อเขาจะได้หลบเลี่ยงจากปีศาจร้าย
ปีศาจร้าย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เย่จงหมิงได้รับการเรียกขานแบบนี้ เขานำอาเถาและคนในเผ่าที่อยู่ในสภาวะวิตกกังวลสับสน มายังรังเก่าของเผ่าต๋าปู้
เขาเสนอแผนการผนวกรวมเผ่าให้กับอาเถา ซึ่งนี่เป็นเส้นทางที่ชายชราไม่เคยคิดมาก่อน โดยพื้นฐานแล้วความคิดของชายชรามุ่งเน้นไปที่การปกป้องดูแลลูกหลานในเผ่า ล่าสัตว์ ดูแลคนในเผ่าให้สามารถให้กำเนิดสมาชิกใหม่ เส้นทางน่าอับอายที่เปื้อนไปด้วยเลือดที่เย่จงหมิงได้นำเสนอ ได้เปิดประตูเส้นทางใหม่ให้กับเขา
แน่นอนว่าตอนนี้อาเถารู้สึกว่า ประตูนี้เป็นประตูสู่ขุมนรกของปีศาจ
แต่ไม่รู้ว่าทำไม ประตูที่ทำลายศรัทธาและความเชื่อมั่นหลายทศวรรษของอาเถา กลับเต็มไปด้วยความยั่วยวนที่อธิบายไม่ได้ อาเถารู้สึกว่าการล่อลวงนี้รุนแรงกว่าครั้งแรกกับอีกนับครั้งไม่ถ้วนที่เขาได้เข้าสู่ร่างกายของผู้หญิง
ดังนั้นเขาจึงติดตามเย่จงหมิงมา เขาต้องการดูว่าชายหนุ่มผู้ซึ่งเขามองว่าเป็นความหวังคนนี้ จะทำอย่างไรต่อไป
“พวกเจ้าเป็นใคร! นี่คือเผ่าต๋าปู้ หากไม่ได้รับอนุญาตจากเรา……” ชายชราในเผ่าที่ยังไม่รู้ถึงสถานการณ์ลุกขึ้นแสดงความเข้มแข็ง อย่างไรก็ตามเขาก็ถูกขัดจังหวะด้วยร่างๆหนึ่งที่ถูกโยนมาตกลงแทบเท้าของเขา
นั่นคือร่างของต๋าปู้ที่เขาเพิ่งเอ่ยอ้างออกมาอย่างภาคภูมิใจ
ชายชราหน้าแดงก่ำเหมือนถูกบีบคอจนเลือดไม่ไหลเวียน
ฆ่าหัวหน้าเผ่าแล้วโยนศพกลับมาให้คนที่ยังมีชีวิตในเผ่าดู พฤติกรรมนี้คือการดูถูกเหยียดหยาม!
เย่จงหมิงจับดาบส่องจันทร์ มองดูคนเผ่าต๋าปู้ที่เหลือน้อยกว่า 500 ชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่จะแก่และอ่อนแอ มีทั้งเด็กและสตรี บวกกับนักรบที่หนีรอดชีวิตกลับมาได้ที่มีน้อยกว่า 50 คน โดยไม่ได้พูดอะไร
ด้วยจำนวนเพียงเท่านี้ นับประสาอะไรจะมาจัดการกับเย่จงหมิงที่สามารถสังหารนักรบชั้นยอดของเผ่าต๋าปู้จนเลือดนองเป็นสายน้ำได้เพียงลำพังคนเดียว เพียงแค่นักรบของเผ่าอาเถาที่ตามมาด้วยหลายร้อยคนนี้ พวกเขาก็ไม่สามารถรับมือด้วยได้
ความสิ้นหวังปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้คนมากมาย
พวกเขามองเห็นความพินาศของเผ่าที่ใกล้เข้ามา
“เลือกเอาเองว่า วันนี้ พวกเจ้าจะยอมถูกสังหารตรงนี้ หรือจะยอมตกเป็นทาสของเผ่าอาเถา”
เย่จงหมิงได้สอบถามอาเถาเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของทาสในชนเผ่ามรณาชน ซึ่งมักจะเป็นเชลยศึกหลังจากการต่อสู้ระหว่างเผ่า กับชาวบ้านที่มาจากอารามรุ่งอรุณ
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ทรายตกหลายหมื่นครั้งที่ผ่านมา มรณาชนมีสงครามระหว่างเผ่าเกิดขึ้นน้อยมาก ส่วนชาวบ้านจากอารามรุ่งอรุณนั้น……จะดีมาก ถ้าพวกเขาไม่ได้เป็นฝ่ายจับมรณาชนไปเป็นทาส
ดังนั้นแม้ว่าทาสจะมีอยู่จริง แต่พวกเขาก็หายไปเป็นเวลานานมากแล้ว
อย่างไรก็ตาม ทุกคนก็เข้าใจความหมายของคำๆนี้ดี
ยอมตายหรือยอมเป็นทาส
นี่เป็นทางเลือกที่เย่จงหมิงมอบให้ผู้คนที่เหลืออยู่ของเผ่าต๋าปู้
บางคนก็เงียบไปชั่วครู่ จากนั้นก็กู่ก้อง แล้วรีบวิ่งตรงเข้าใส่เย่จงหมิงอย่างสิ้นหวัง
เป็นธรรมดาที่หานอี้หาวกับซุนหยางที่ถูกปล่อยตัวจะมาเข้ากับเย่จงหมิง และไม่ว่าจะเป็นมุมมองของการตอบแทนเย่จงหมิง หรือความจริงที่ว่าเผ่าต๋าปู้กักขังพวกเขาไว้เป็นเวลาหลายเดือนก็ตาม ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดๆที่คนทั้งสองจะต้องสุภาพกับคนของเผ่าต๋าปู้
ไม่มีนักรบชั้นยอดหลงเหลือในหมู่คนเหล่านี้ ด้วยความแข็งแกร่งประมาณระดับ 2 ดาวในอาณาจักรลับ บวกกับอาชีพที่มี ควบคู่ไปกับอุปกรณ์ที่เย่จงหมิงมอบให้ ทั้งสองคนจึงไม่มีปัญหาในการจัดการนักรบที่เหลือของเผ่าต๋าปู้เหล่านี้
ไม่นาน นักรบจำนวนเล็กน้อยท่ี่เหลืออยู่ก็กลายเป็นร่างไร้วิญญาณที่ยังไม่เย็นชืด แล้วการต่อต้านครั้งสุดท้ายของเผ่าต๋าปู้ก็หายไป
บรรดาผู้เลือกความตายก็ตายไป ส่วนผู้ที่ไม่เลือกความตายก็ต้องตกเป็นทาส
เผ่าอาเถาจึงมีทาสมากกว่าผู้คนในเผ่าถึงสองเท่าขึ้นมาอย่างฉับพลัน
ระหว่างทางกลับอาเถารอเป็นเวลานานกว่าจะถามเย่จงหมิงว่า นี่คือความหมายของการผนวกรวมเผ่างั้นหรือ?
เย่จงหมิงส่ายหน้า
“คนในเผ่าของเรามีความแตกต่างจากคนในเผ่าของพวกเขา นี่เป็นแค่การเลือกอย่างคนที่มีปัญญาเท่านั้น ดังนั้นการผนวกรวมเผ่ายังไม่ได้เริ่มต้น เราเพิ่งทำไปเพียงสองเรื่องเท่านั้น”
******
วิธีอ่านแบบชื่อภาษาอังกฤษ
ปู้หลู่ = บูล
อาเถา = อาเธอร์
มี่หยา = มียา
ตี้นั่ว = ดีโน่
ไคนั่ว = คีโน่
ต๋าปู้ = ดาฟ
ปันเต๋อ = เบรนเดอร์
มรณาชน/อี๋ฟูเหริน = เดทแมน
ถนัดแบบไหน แล้วแต่จะอ่านกันเลยจ้า เหตุที่ผู้แปลใช้คำอ่านแบบภาษาจีนก็เพื่อไม่ให้ตัวเองหลงว่าเคยเขียนเป็นคำอ่านภาษาอังกฤษว่าอย่างไรเท่านั้นเอง……. แก่แล้วเริ่มหลงลืม?