- หน้าแรก
- รูเล็ตวันโลกาวินาศ
- บทที่ 79 ยุทธการแย่งสมบัติ
บทที่ 79 ยุทธการแย่งสมบัติ
บทที่ 79 ยุทธการแย่งสมบัติ
บทที่ 79 ยุทธการแย่งสมบัติ
เหลียงชูหยินใช้ประโยชน์จากแส้ยาว ม้วนสมบัติชิ้นแรกมา
เหล่าคนที่ออกมาจากเงามืดของซากปรักหักพังอย่างฉับพลันก็คือ โม่เย่ เหลียงชูหยินและอาจารย์ผู หลังจากเหลียงชูหยินได้รับการช่วยเหลือจากโม่เย่ พวกเธอได้ติดต่อเย่จงหมิง และได้รับคำสั่งให้มาซ่อนตัวอยู่ที่นี่
ทันทีที่พวกเธอลงมือก็สามารถคว้าสมบัติมาครอบครอง
โม่เย่ได้สมบัติมาเป็นชิ้นที่สอง ด้วยสมรรถภาพทางร่างกายและการฝึกอบรมทางวิชาชีพ ทำให้เธอสามารถคว้าสมบัติในกลุ่มแสงมาได้เป็นผลสำเร็จ
พอโม่เย่คว้าสมบัติในกลุ่มแสงได้ ก่อนจะก็ม้วนตัวกลับลงไปตามทางลาดเอียงของซากปรักหักพัง เธอใช้ปลายเท้าเตะหนึ่งในสมบัติที่อยู่ในกลุ่มแสงไปให้ผูซิ่วหยิง และผูซิ่วหยิงก็ตะครุบไว้ได้
ตั้งแต่เย่จงหมิงกระชากถุงสมบัติ กระจายสมบัติไปในอากาศ จนถึงตอนที่โม่เย่และคนอื่นๆ ปรากฏตัวแย่งชิงสมบัติ ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมาก รวดเร็วเกินกว่าผู้ใดจะเตรียมตัวทัน สมบัติที่กระจายอยู่ในอากาศเกือบครึ่งถูกพวกเธอคว้าเอาไปครอง
ขนาดหวังติงที่แข็งแกร่งที่สุด และอยู่ใกล้ที่สุด ยังไม่มีเวลาพอจะหยุดพวกเธอ พอเห็นว่าเกือบครึ่งของสมบัติถูกขโมยไป เขาก็คำรามออกมาและเตะก้อนหินที่อยู่ตรงเท้าด้วยความโกรธ กระโดดตัวลอยยื่นมือออกไปเพื่อคว้าสมบัติที่อยู่ตรงหน้า ในที่สุดเขาก็ได้สมบัติ หนึ่งในกลุ่มแสงมาครอบครอง
หินที่หวังติงเตะออกมาพุ่งเข้าใส่ช่องท้องของเฉินหลงที่กำลังเอื้อมมือไปคว้าสมบัติ หนุ่มนักกล้ามตัวงอและพ่นเลือดออกจากปากทันที พร้อมกับร่างที่ปลิวกระเด็นออกไปอย่างควบคุมทิศทางไม่ได้
เฉิงสือที่อยู่ใกล้กับเฉินหลงที่สุด ใช้ตัวรับเฉิงหลงเอาไว้ แต่พลังมหาศาลที่ถูกส่งผ่านมาก็กระแทกเข้ากับตัวเขา แม้เขาจะรับเฉินหลงไว้ได้ แต่ก็ถึงกับเซ
“ต้าหลง ไม่เป็นไรใช่ไหม? !”
เฉิงสือรู้สึกถึงน้ำหนักของร่างที่เขาโอบอยู่ รีบร้องถามเฉินหลงทันที
“แม่ง แม่งเอ๊ย แรงแม่งเยอะจริงๆ”
เฉินหลงเช็ดเลือดที่ปาก สบถด่าออกมาหนึ่งประโยค แต่จู่ๆ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป เลือดอีกคำถูกพ่นออกมาจากปาก
โม่เย่กับเฉิงสือควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ดีกว่า เพราะมีจิตใจเป็นผู้ใหญ่กว่า และมีประสบการณ์มากกว่า แต่หนุ่มหัวเกรียนเสี่ยวหู่ ยังอายุน้อย มีความหุนหันพลันแล่น แม้ปกติเขาจะเชื่อฟังโม่เย่ที่สุด และกลัวครูฝึกเฉิงสืออยู่บ้างเล็กน้อย นอกจากพวกเขาแล้วเสี่ยวหู่จะไม่ฟังใครเลย และเฉินหลงก็เป็นพี่น้องที่สนิทที่สุดของเขา นอกจากตอนนอนแล้วพวกเขาทั้งคู่ทำทุกอย่างด้วยกัน ซึ่งทำให้ทั้งคู่มีความสัมพันธ์ที่ดีมาก ดังนั้นพอเห็นพี่ชายได้รับบาดเจ็บ ใจของเขาก็คิดแต่จะฆ่าผู้ทำร้ายพี่ชายตนให้ตาย
หนุ่มน้อยไม่คิดอะไรอีก เขายกปืน ยิงไปที่หัวของหวังติง
หวังติงตกใจที่ถูกยิง เขาคาดไม่ถึงว่า เด็กหนุ่มที่หน้ายังไม่หายเป็นสิว จะยิงเขาอย่างไม่ลังเล ด้วยระยะแค่นี้ แม้ว่าเขาจะเป็นผู้วิวัฒนาการระดับ 2 ดาว แต่หากยิงถูกเข้าจริงๆ ก็ยากจะหนีพ้นความตาย
โชคดีที่หวังติงมีพลังวิญญาณเข้มข้นสูง ทันทีที่เห็นเสี่ยวหู่ยกปืน เขาก็รีบกระโจนหลบไปอีกด้านจนสามารถหลบการยิงครั้งนี้ไปได้ แต่กระสุนก็เฉียดใบหูของเขาไป ผิวบริเวณนั้นถูกความร้อนของกระสุนลวกจนรู้สึกเจ็บปวด พอเย็นลงเลือดก็ไหลรินออกมา
เมื่อเห็นว่ายิงพลาด เสี่ยวหู่หน้าแดง คิดว่าไม่ ยังไงก็ต้องยิงให้ถูก เขาจึงลั่นไกเข้าใส่อีก 3 นัดซ้อน หวังติงกระโจนหลบและกลิ้งตัวออกจากซากปรักหักพัง
แม้เสี่ยวหู่จะยิงหวังติงพลาด แต่ก็สามารถบีบบังคับให้ผู้วิวัฒนาการระดับ 2 ดาว ถอยจากซากปรักหักพังได้ ซึ่งเป็นการช่วยทีมไว้โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะถ้าหวังติงเข้าถึงตัวพวกเขา คงไม่มีใครสามารถเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้ แม้แต่โม่เย่เองก็ตาม
ถึงแม้ว่าหวังติงจะถอนตัวจากซากปรักหักพังไปแล้ว แต่คนอื่นๆ ยังคงอยู่บริเวณใกล้เคียง ปืนในมือของหัวหน้าเย่ชี้ไปยังโม่เย่ เพราะเธอกำลังจะชิงสมบัติชิ้นอื่นอีก
“หลบเร็ว เสี่ยวโม่!” พอเห็นว่าโม่เย่กำลังมีอันตราย เฉิงสือก็ไม่มีเวลาจัดการกับเฉินหลงที่ได้รับบาดเจ็บ เขาตะโกนลั่นพร้อมกับพลิกข้อมือยิงปืนใส่หัวหน้าเย่
กลยุทธ์ล้อมเว่ยช่วยจ้าวเป็นวิธีที่ดีที่สุดในตอนนี้ เฉิงสือหวังแค่การยิงของเขาครั้งนี้จะเบี่ยงเบนความสนใจ ทำให้หัวหน้าเย่ยิงพลาดเท่านั้น
แม้ว่าโม่เย่จะแข็งแกร่งไม่เท่ากับหวังติง แต่ยังไงเธอกับหัวหน้าเย่ก็เป็นผู้วิวัฒนาการระดับ 1 ดาวเหมือนกัน ถ้าให้ต่อสู้กันด้วยมือเปล่าเธอก็ไม่แพ้เพราะแม้แต่เย่จงหมิงก็ยังสามารถไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเธอ อย่างไรก็ตามพอเธอสังเกตสถานการณ์โดยรอบและเห็นหัวหน้าเย่ยกปืนขึ้นมา เธอก็ละทิ้งความคิดที่จะเก็บสมบัติอีกชิ้น รีบกระโจนหลบไปทางอื่นทันที
หัวหน้าเย่เหนี่ยวไกลั่นกระสุนออกมา
แทบจะเป็นเวลาเดียวกับเสียงปืนในมือของเฉิงสือดังขึ้น แต่เขายิงพลาด เพราะเขากำลังโอบร่างของเฉินหลงอยู่ อีกทั้งไม่ชำนาญการยิงปืนด้วยมือซ้าย และรีบร้อนยิงเกินไป จึงไม่สามารถกำหนดเป้าได้ ลูกกระสุนปืนเลยผ่านร่างของหัวหน้าเย่ไปอย่างฉิวเฉียด
หัวหน้าเย่ตกใจ ด้วยสัญชาตญาณเขาอยากสู้กลับ แต่กลุ่มแสงชิ้นหนึ่งได้ตกลงตรงหน้า เขาจึงไม่สนใจอะไรอื่นอีกยื่นมือไปคว้ามันมาทันที
แต่ก่อนที่มือของเขาจะสัมผัสถูกสมบัติ จู่ๆ ก็มีแสงวาบขึ้นจากทางด้านข้าง ด้วยสัญชาตญาณหัวหน้าเย่รีบหดมือกลับทันที แสงนั้นบินผ่านมือเขาไป ปะทะเข้ากับผนังที่ล้มอยู่บนพื้นด้านข้าง ผนังคอนกรีตหนาอย่างน้อย 10 เซนติเมตรถูกคมแสงใบมีดตัดขาดครึ่งทันที
“ไสหัวไป!”
หลังจากคมแสงใบมีดที่ทำให้หวาดกลัวจนหนังศีรษะชาผ่านไป ที่ตามมาก็คือเสียงคำรามและสายลมหนาวเหน็บ พอหัวหน้าเย่หันไปดูก็เห็นหอกสีเงินในมือของชายคนหนึ่งแทงขึ้นมาจากใต้ซากปรักหักพัง ชั่วพริบตาเดียวก็มาถึงตรงหน้าของเขาแล้ว
ทั้งหมดที่หัวหน้าเย่ต้องการคือสมบัติ เขาไม่สามารถให้มันกับใครได้ เขากระโดดเตะไปที่หอก
ผู้ลงมือในคราวนี้คือกลุ่มผู้แข็งแกร่ง 3 คนก่อนหน้านี้ พวกเขาไม่ได้ลงมือกับโม่เย่และคนอื่นๆ เพราะพวกเธอกับหวังติงลงมือเร็วเกินไป แต่ตอนนี้เขาจะไม่ปล่อยให้สมบัติตกอยู่ในมือคนอื่น
ผู้วิวัฒนาการระดับ 1 ดาวนั้นมีความแข็งแกร่ง แต่หากต้องเผชิญหน้ากับผู้ใช้หอกที่เป็นทั้งผู้วิวัฒนาการระดับ 1 ดาวและมีอาชีพด้วยแล้วล่ะก็ ผลลัพธ์ที่ได้คือเท้าข้างนั้นของหัวหน้าเย่ได้รับบาดเจ็บ กระแสความเจ็บปวดคืบคลานขึ้นมาจากเท้าจนร่างกายถึงกับสั่น เขาต้องใช้มือทั้งสองข้างยันพื้นไว้ สักพักกว่าร่างกายจะหยุดสั่น
“ฉันได้มาแล้ว!”
นักซูโม่เติ้งเกอหัวเราะร่า มีกลุ่มแสงสมบัติชิ้นหนึ่งอยู่ในมือ
ด้วยความร่วมมือของคนทั้งสาม ในที่สุดพวกเขาก็ได้สมบัติมาครอบครอง
กลุ่มคนของหัวหน้าเย่ที่มีจำนวนมากที่สุด แม้จะเห็นหัวหน้าของตนกับหวังติงต่อสู้กับคนอื่นๆอยู่ ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่กล้ายิงหรือไม่กล้าเข้าไปยิงใกล้ๆ แต่เป็นเพราะตอนนี้ฝูงซอมบี้ดำทมึนทางด้านหลังกำลังมุ่งหน้าเข้ามา พวกเขาจึงต้องสกัดกั้นพวกมันไว้ก่อน ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะตกเป็นอาหารของสัตว์ประหลาดเหล่านั้น
นอกจากเหล่าทหารแล้ว กลุ่มที่มีจำนวนคนมากที่สุดก็คือกลุ่มของผอ.หลิว แต่กลุ่มของพวกเขาไม่มีผู้วิวัฒนาการอยู่เลย และที่ด้านหลังของพวกเขายังมีศพลิงกับกองทัพซอมบี้ พวกเขาไม่สามารถสลัดพวกมันทิ้งได้ จนพวกมันตามมาราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย และต่อให้พวกเขาเป็นอิสระ หากได้เห็นการต่อสู้เหนือซากปรักหักพังที่คนเหล่านั้นแสดงความแข็งแกร่งให้เห็น พวกเขาก็คงไม่กล้าเข้าไปร่วมแย่งชิงสมบัติ ซึ่งบัดนี้มันได้กลายเป็นสิ่งที่พวกเขาเอื้อมไม่ถึงไปเสียแล้ว
ผอ.หลิวหน้าบึ้งตึง ขณะมองดูการต่อสู้แย่งชิงสมบัติที่รุนแรงนั้น แล้วเขาก็ออกคำสั่งกับคนที่อยู่ใกล้ๆ
“ยิงมัน!”
คนที่อยู่ข้างๆ ได้ยินแล้วค่อนข้างงง ยิงใคร?
“มันไหนครับ?”
เลขาชายที่เคยขัดแย้งกับโม่เย่เอ่ยถามอย่างโง่ๆ ผอ.หลิวได้ยินถึงกับโมโห หันมาตบหน้าเลขาชาย แล้วตะโกนจนน้ำลายพ่นกระจายออกมาเป็นฝอย “มันไหนเรอะ? มันไหนก็ตามที่จะเอาสมบัติไปซิวะ นี่คือการโจมตีที่ไม่เลือกปฏิบัติ!”
เซี่ยเล่ยที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากผอ.หลิวได้ยินเข้าก็รู้สึกไม่อยากเชื่อ นี่ผอ.หลิวสั่งให้ยิงเพื่อนร่วมรบของตัวเองในสถานการณ์อย่างนี้เชียวหรือ? โม่เย่กับเฉิงสือยังอยู่ตรงนั้นนะ!
อย่างไรก็ตาม เซี่ยเล่ยก็เคยเป็นตำรวจในหน่วยตำรวจติดอาวุธที่ดีที่สุดมาก่อน เธอยกปืนขึ้น และลงมือยิงก่อนเป็นคนแรก
แต่กระสุนนัดนี้มีบางอย่างผิดปกติ มันได้สูญเสียมาตรฐานบางอย่างไป ไม่รู้ว่ามันจะยิงถูกใครได้จริงๆหรือเปล่า สาวงามกระซิบกับตัวเองเบาๆ เสี่ยวโม่ พี่สาวช่วยเธอได้แค่นี้
ไล่ๆกับเสียงปืนนัดนั้น ก็มีเสียงปืนอีกนัดดังขึ้นเหนือซากปรักหักพัง แต่เสียงของมันดึงดูดความสนใจมาก
ชายหนุ่มผู้เพิ่งจะกระจายสมบัติจนเกลื่อนท้องฟ้า กำลังถือปืนยิงใส่นักโทษตรวนเหล็กที่กำลังเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ!
ความคิดหนึ่งได้เข้ามาในหัวของทุกคน
นี่มันบ้าไปแล้ว?