- หน้าแรก
- จอมปราชญ์สรรพวิชา เริ่มต้นจากวิชาเมฆฝนน้อย
- บทที่ 15 ระดมทุนบำเพ็ญเพียร
บทที่ 15 ระดมทุนบำเพ็ญเพียร
บทที่ 15 ระดมทุนบำเพ็ญเพียร
บทที่ 15 ระดมทุนบำเพ็ญเพียร
จี้อันยืนรอนิ่งๆ เพื่อฟังคำตอบของเฒ่าหวง เขาก็ไม่มั่นใจหรอกว่าอีกฝ่ายจะใจกว้างยอมควักกระเป๋าออกมาง่ายๆ แต่ก็ยังมั่นใจอยู่สักหกเจ็ดส่วนล่ะน่า
ในชาติก่อนเขามีโอกาสได้เจรจาติดต่อกับผู้คนมาก็เยอะ เลยพอจะมองใจคนออกอยู่บ้างเหมือนกัน คนส่วนใหญ่น่ะ ยินดีที่จะช่วยเหลือคนที่มีอนาคตไกลอยู่แล้ว
ตอนนี้ภาพลักษณ์ ‘อัจฉริยะด้านวิชา’ ของเขามันก็ถูกสร้างขึ้นมาแล้ว นี่แหละคือเหตุผลที่ทำให้เขามั่นใจอยู่หกเจ็ดส่วน
แต่ก็นั่นแหละ เพราะว่าทั้งสองคนเพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่นาน ยังไม่มีโอกาสได้สร้างความประทับใจให้เห็นว่าเป็นคนรู้จักบุญคุณคน มันก็อาจจะทำให้อีกฝ่ายลังเลใจอยู่บ้างเหมือนกัน
แต่พูดก็พูดเถอะ จะให้ยืมหรือไม่ให้ยืมมันก็เรื่องของอีกฝ่าย ส่วนเรื่องจะเอ่ยปากหรือไม่เอ่ยปาก มันก็เป็นเรื่องของเขาแล้ว
เฒ่าหวงไม่ใช่เป้าหมายหลักของเขาหรอก เขาอยากจะไปเอ่ยปากกับเจ้าหนี้ทั้งสามคนอย่าง จ้าวม่งเหยา จางหย่วนซาน และ ฉู่เหอ มากกว่า จะได้บอกเป็นนัยๆ ว่า ถ้าหากยอมให้เขายืมผลึกหินเพิ่มอีกสักหน่อยล่ะก็ ผลตอบแทนในอนาคตมันจะไม่น้อยเลยทีเดียว
ไม่ใช่แค่คนกลุ่มนี้เท่านั้น ผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนจากสถานศึกษาเต๋าชิงซงที่ได้เข้าสู่นิกายมาพร้อมกันน่ะ ล้วนเป็น ‘ลูกค้าเป้าหมาย’ ของเขาทั้งนั้น
ถ้าหากยืมหินวิญญาณจากสามคนนั่นได้ไม่พอ เขาก็เตรียมที่จะหน้าด้านหน้าทน ตระเวนไปหาคนที่เขารู้จักให้ครบทุกคนเลย
หินวิญญาณหนึ่งก้อนควักออกมาไม่ได้ งั้นก็ลดราคาลงมาหน่อย ขอยืมสักห้าสิบผลึกวิญญาณก็คงจะได้สิน่า?
ถ้ายังไม่ยอมให้ยืมอีก สักสิบยี่สิบผลึกวิญญาณก็ยังดี อัจฉริยะด้านวิชามันก็ต้องมีค่าพอราคานี้บ้างแหละน่า!
ข้าไม่มีทรัพยากร บำเพ็ญเพียรก็ลำบาก ถ้างั้น... ก็ต้องระดมทุนบำเพ็ญเพียรมันซะเลย!
ลองคิดกลับกันดู ถ้าหากในมือข้าพอจะมีผลึกหินเหลือใช้บ้าง แล้วมีศิษย์พี่ศิษย์น้องที่มีแววอนาคตไกลมาขอยืมหินวิญญาณ ข้าก็คงจะยอมตกลงเหมือนกัน
เวลาขายของแล้วโดนปฏิเสธ พอลดข้อเสนอลงแล้วยื่นไปใหม่มันก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสสำเร็จ นี่มันมีข้อมูลยืนยันมาแล้วนะ ชาติก่อนที่เป็นพนักงานขายประกันมาก็ไม่ใช่ว่าทำเล่นๆ ซะหน่อย
“ศิษย์น้องมีความมุ่งมั่นทะเยอทะยานขนาดนี้ ศิษย์พี่อย่างข้าจะไม่ช่วยได้ยังไงกัน!”
ลูกตาของเฒ่าหวงกลอกไปมาอย่างรวดเร็ว เขาพยักหน้าตอบตกลง คำพูดคำจาหนักแน่นทรงพลัง
พูดจบ เขาก็ล้วงถุงเก็บของใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ แล้วก็หยิบหินวิญญาณก้อนหนึ่งออกมาอย่างระมัดระวัง เอาชายชุดคลุมเต๋ามาเช็ดๆ แล้วก็ยื่นส่งไปให้
“น้ำใจที่ศิษย์พี่หยิบยื่นให้ครั้งนี้ ข้า จี้อัน จะจดจำไว้ในใจไม่ลืม!”
เปิดหัวได้สวย!
เก็บเฟิร์สบลัดจากเฒ่าหวงมาได้แล้ว จี้อันลูบไล้หินวิญญาณในมืออย่างอารมณ์ดี ในใจก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
“หินวิญญาณน่ะยังไม่ต้องรีบคืนหรอก ปีนี้มันสำคัญกับเจ้ามาก ต้องรีบฉวยโอกาสตอนที่ยังไม่ต้องจ่ายค่าเช่านาให้กับนิกาย หาผลึกหินให้ได้เยอะๆ นั่นแหละถึงจะเรียกว่าสำเร็จ”
เฒ่าหวงเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง แล้วก็พูดช้าๆ ขึ้นมาอีก:
“รอให้ธัญพืชวิญญาณฤดูนี้เก็บเกี่ยวได้ก่อน ถ้าพี่เสี่ยวอันยังต้องการหินวิญญาณอีก ก็บอกมาได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”
อาศัยการสนับสนุนของจี้อัน หลานชายของเขา หวงเฟยหู่ จะต้องได้เข้าสู่นิกายหลังจากการประเมินของนิกายในอีกสามปีข้างหน้าอย่างแน่นอน
วันเวลาที่เขาจะได้อยู่ในสำนักมันก็เหลืออีกไม่มากแล้ว การที่สามารถทิ้งบุญคุณไว้ให้หลานชายได้อีกสักหน่อย มันก็ถือเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง
จี้อันรีบประสานมือคารวะทันที: “ขอบคุณในความหวังดีของศิษย์พี่มาก”
ข้าพอจะฟังความหมายที่ซ่อนอยู่ของอีกฝ่ายออกแล้วล่ะ ‘ข้าให้เวลาแกสามเดือน ถ้าหากยังมีความคืบหน้าอีก ข้าจะลงทุนเพิ่ม!’
ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นแค่คำพูดตามมารยาทหรือเปล่า แต่ศิษย์น้องอย่างข้ามันซื่อๆ เห็นได้ชัดว่าเชื่อไปแล้วเต็มๆ
เฒ่าหวงเป็นศิษย์ขั้นหลอมลมปราณขั้นเจ็ด เขาล้มเลิกการบำเพ็ญเพียรไปแล้วแถมยังทุ่มเทพลังส่วนใหญ่ไปกับการหาผลึกหิน ก็น่าจะมีเงินเก็บอยู่ไม่น้อยเลยล่ะ
ข้าจำได้ว่าอีกฝ่ายบอกว่าหลานชายเพิ่งจะเข้าสถานศึกษาเต๋าในปีนี้ ภายในปีครึ่งปีนี้ก็คงยังไม่จำเป็นต้องใช้หินวิญญาณไปซื้อยาเปิดชีพจรหรอก
ถ้าหากข้าสามารถแสดงศักยภาพที่สูงกว่านี้ออกมาได้ ก็ย่อมจะต้องได้รับ ‘วงเงินกู้ยืม’ ที่มากขึ้นอย่างแน่นอน
คอยดูไปเถอะ!
เฒ่าหวง “เหะๆ” ยิ้มออกมา แล้วก็พูดต่อ:
“ยาเม็ดที่นิกายหลอมกลั่นออกมาน่ะมันมีไม่พอขายหรอก ถ้าไม่มีเส้นสายอยู่บ้างก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะแย่งซื้อมาได้”
“พี่เสี่ยวอันถ้าหากอยากจะซื้อยาเม็ด ก็ไปที่ตลาดนัดริมทะเลสาบน้ำมรกตเพื่อตามหาศิษย์พี่เว่ยซงเหนียนได้เลย ถ้าไม่มีอะไรเป็นพิเศษล่ะก็ เขาจะอยู่ที่นั่นทุกบ่ายนั่นแหละ”
“เขาน่ะเส้นสายกว้างขวาง มักจะหายาเม็ดหน่อเหลืองของแท้มาได้อยู่บ่อยๆ”
“ถ้าเจ้าอยากจะยกระดับพลังอย่างรวดเร็วล่ะก็ อย่าได้เห็นแก่ของถูกไปซื้อยาเม็ดคุณภาพต่ำมาเชียวนะ ไม่อย่างนั้นการจะขับพิษยาออกมันต้องมาเสียเวลาเพิ่มอีกเยอะเลย”
ตอนที่นักหลอมยาหลอมยาจนสำเร็จน่ะ มันก็มักจะมียาเม็ดที่ไม่ได้มาตรฐานหลุดออกมาบ้างสองสามเม็ด ยาเม็ดประเภทนี้สรรพคุณยาก็ต่ำแถมพิษก็ยังเยอะอีก เลยถูกเรียกว่ายาเม็ดคุณภาพต่ำ
ในใจของจี้อันก็มีแผนการของตัวเองอยู่แล้ว แต่คำสั่งสอนอย่างจริงจังของเฒ่าหวงก็ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นในใจขึ้นมาเหมือนกัน เขาประสานมืออีกครั้ง:
“ขอบคุณศิษย์พี่มากที่ชี้แนะ”
แสงสุดท้ายของวันเป็นริ้วๆ ราวกับเกล็ดปลาที่เรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ
ทะเลสาบน้ำมรกตมีระลอกคลื่นไหวระริก เต็มไปด้วยสีส้มแดงสุดลูกหูลูกตา
ผืนฟ้าและผืนน้ำกลายเป็นสีเดียวกันจนแทบแยกไม่ออก
เหนือผิวทะเลสาบ นกยันต์บินไปมากันไม่ขาดสาย แถมยังมีศาสตราวุธยันต์บางชิ้นที่ทำเป็นรูปเมฆสีขาว ดูยิ่งหลุดพ้นจากโลกีย์
บางครั้งก็มีเสียงนกกระเรียนเซียนร้องใสกังวาน นั่นคือเหล่าทายาทจากตระกูลใหญ่ที่นั่งอยู่บนสัตว์อสูรบินผ่านไป
ความเร็วของนกกระเรียนเซียนนั้นรวดเร็วมาก จนลมที่ตีปีกพัดเอานกยันต์ที่อยู่ใกล้ๆ สั่นไหวไปมา เรียกเสียงอุทานแผ่วๆ ออกมาได้หลายครั้ง แล้วก็ตามมาด้วยเสียงหัวเราะฮ่าๆ
จี้อันก้าวเท้าที่หนักอึ้งของตัวเอง อ้าปากหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เดินเข้าไปในตลาดที่คึกคักจอแจแห่งหนึ่ง
ในที่สุดก็มาถึงจนได้ เขาหามุมหนึ่งแล้วก็นั่งพิงกำแพง กำหมัดแน่นพึมพำเสียงเบา:
“รอให้ข้ามีผลึกหินก่อนเถอะ ข้าจะต้องซื้อนกยันต์มาสักตัวให้ได้เลย”
หลังจากพักอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็อาศัยข้อมูลที่เฒ่าหวงเล่าให้ฟัง จนไปเจอศิษย์พี่ที่มักจะมีรอยยิ้มประดับใบหน้าอยู่เสมอคนนั้นที่ลานกว้างสำหรับตั้งแผงลอยจนได้
หนังสัตว์สีน้ำตาลขนาดเท่าโต๊ะตัวหนึ่งถูกปูอยู่บนแผ่นหินสีคราม บนนั้นมีของต่างๆ วางเรียงรายอยู่ละลานตา แถมยังมีป้ายเล็กๆ ติดอยู่ บอกทั้งชื่อและราคา
ลายมือก็ดูโค้งมนแต่ก็ไม่ได้หวัดแต่อย่างใด เห็นได้ชัดว่ามีพื้นฐานการคัดลายมือที่ดีเลยทีเดียว
ทั้งกระดาษยันต์ หมึกยันต์ ยาเม็ด ศาสตราวุธยันต์ สมุนไพรและแร่ธาตุต่างๆ ที่เป็นวัตถุดิบสารพัดอย่าง ถึงแม้ของจะเยอะแต่มันก็ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่ได้ดูรกหูรกตาเลยสักนิด
“ศิษย์น้องจี้ มาแล้วเรอะ!” รอยยิ้มของเว่ยซงเหนียนทำให้คนรู้สึกสดชื่นราวกับได้อาบสายลมในฤดูใบไม้ผลิ
“ศิษย์พี่ยังจำข้าได้ด้วยเหรอเนี่ย” ความรู้สึกดีๆ ที่จี้อันมีต่อเขาก็เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งส่วน
เว่ยซงเหนียนยิ้มแต่ไม่ได้พูดอะไร เขามีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่ง นั่นก็คือเขาสามารถจดจำใบหน้าคนได้แม่นยำ
ถึงแม้ว่าความสามารถนี้มันจะไม่ได้ช่วยอะไรในการบำเพ็ญเพียรก็จริง แต่มันก็ช่วยให้เขาสามารถขยายสายสัมพันธ์ในแวดวงธุรกิจได้เป็นอย่างดีเลยล่ะ
“เดินดูเล่นๆ หรือว่าอยากได้อะไรเป็นพิเศษล่ะ มีอะไรไม่เข้าใจก็ถามได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ”
จี้อันเอ่ยปากพูดอย่างตรงไปตรงมา:
“ศิษย์พี่หวงเป็นคนแนะนำข้ามาน่ะ ข้ามาหาสมัครพี่ก็เพื่อจะซื้อยาเม็ดหน่อเหลืองสักหน่อย”
“ยาเม็ดหน่อเหลืองเป็นยาเม็ดที่เหมาะกับศิษย์ในขั้นหลอมลมปราณขั้นต้นมากที่สุดแล้ว ของแท้ก็ 10 ผลึกวิญญาณต่อเม็ด ส่วนของที่มีตำหนิก็ 5 ผลึกวิญญาณต่อเม็ด”
“ศิษย์น้องจะเอาของแท้หรือว่าของที่มีตำหนิล่ะ?”
จี้อันพยักหน้าเบาๆ แล้วก็ยื่นหินวิญญาณที่เพิ่งจะได้มาเมื่อตอนเช้าส่งไปให้
ราคาของที่มีตำหนิเขาไม่รู้หรอก แต่ราคาของแท้ก็ถือว่ายุติธรรมดีทีเดียว
ยาเม็ดหน่อเหลืองที่นิกายผลิตออกมาขายปลีกราคาเม็ดละ 9 ผลึกวิญญาณ หินวิญญาณหนึ่งก้อนสามารถซื้อยาเม็ดขวดหนึ่งที่มี 12 เม็ดได้
“ของแท้สองเม็ด แล้วก็ของที่มีตำหนิอีกหนึ่งเม็ด”
“ได้เลย” เว่ยซงเหนียนใช้กระดาษขาวห่อให้อย่างคล่องแคล่ว แล้วก็พูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ศิษย์น้องนี่ก็เป็นคนที่มีเงินเหลือเก็บเหมือนกันนะเนี่ย อยากจะได้อะไรอย่างอื่นอีกไหมล่ะ?”
ศิษย์ใหม่ที่ถูกจัดสรรมาเป็นเกษตรกรวิญญาณน่ะมีไม่กี่คนหรอกที่จะควักหินวิญญาณออกมาได้ นี่มันลูกค้าเป้าหมายชัดๆ!
“ศิษย์พี่ก็รู้สภาพข้าดีนี่นา ขนาดนกยันต์ข้ายังซื้อไม่ปัญญาซื้อเลย หินวิญญาณนี่ข้าก็ยืมมาจากศิษย์พี่หวงเขามา”
“หินวิญญาณของเฒ่าหวงน่ะมันไม่ได้ขอยืมกันง่ายๆ เลยนะ” เว่ยซงเหนียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขากับเฒ่าหวงน่ะคบหากันมานานแล้ว หลายครั้งที่ต้องไปขอยืมหินวิญญาณมาหมุนก็ยังต้องเปลืองน้ำลายอยู่ตั้งนานเลย
ข้าก็รอให้ท่านถามอยู่นี่แหละ ไม่อย่างนั้นถ้าให้ข้าเป็นฝ่ายอวดอ้างสรรพคุณเอง มันก็จะดูแปลกๆ ไปหน่อย
คางของจี้อันเชิดขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความภาคภูมิใจจางๆ:
“ข้าเชิญศิษย์พี่หวงไปช่วยชี้แนะข้าโปรยฝนให้แปลงนาวิญญาณน่ะครับ พอตอนที่ร่ายวิชาเมฆฝนน้อย มันก็เกิดปิ๊งแวบขึ้นมาในหัว วิชาก็เลยเลื่อนขั้นเป็นเชี่ยวชาญไปเลย”
หลอมลมปราณขั้นหนึ่ง เพิ่งเข้าสำนักมายังไม่ถึงครึ่งเดือน วิชาเมฆฝนน้อยก็ขั้นเชี่ยวชาญแล้ว นี่มันร่างเต๋าแห่งการเพาะปลูกชัดๆ!
แววตาประหลาดใจของเว่ยซงเหนียนฉายวาบขึ้นมาแล้วก็หายไป เขายิ้มแล้วก็พูดว่า:
“ฟ้ามืดแล้ว ข้าก็จะเก็บแผงแล้วเหมือนกัน ศิษย์น้องไปดื่มเป็นเพื่อนข้าสักจอกเป็นไง”
“เอ๊ะ แบบนี้ข้าก็แย่สิครับที่ไปกินเหล้าฟรีของศิษย์พี่”
(จบตอน)