- หน้าแรก
- จอมปราชญ์สรรพวิชา เริ่มต้นจากวิชาเมฆฝนน้อย
- บทที่ 5 มั่นคงแล้ว
บทที่ 5 มั่นคงแล้ว
บทที่ 5 มั่นคงแล้ว
บทที่ 5 มั่นคงแล้ว
ควันไฟจากครัวลอยอ้อยอิ่งอยู่ไกลๆ ช่วยเติมกลิ่นอายชีวิตผู้คนให้กับภูเขาเซียนและทะเลสาบวิญญาณแห่งนี้ จากท้องฟ้ามองลงไป จะเห็นเรือนไม้ไผ่หลายหลังตั้งกระจัดกระจายอยู่ในหุบเขา ควันไฟเหล่านั้นก็ลอยมาจากเรือนเหล่านี้นี่เอง
เว่ยซงเหนียนหันกลับมาตะโกนกำชับ: “ลดความเร็ว ตามข้าลงไปช้าๆ”
จี้อันบังคับนกยันต์ให้ลดความเร็วอย่างไม่ค่อยคล่องแคล่วนัก พอทั้งสามคนร่อนลงบนทางเดินเล็กๆ หน้าเรือนไม้ไผ่หลังหนึ่ง เว่ยซงเหนียนก็ตะโกนโหวกเหวก: “เฒ่าหวง โชคของแกมาแล้วเฟ้ย ศิษย์ใหม่มารายงานตัว ให้แกรเป็นคนดูแล”
เรือนไม้ไผ่มีรั้วล้อมไว้หนึ่งชั้น ข้างในปลูกผักสวนครัวไว้หลายชนิด แถมยังมีสมุนไพรอีกสองสามอย่างที่จี้อันเรียกชื่อไม่ถูก พื้นที่ทุกตารางนิ้วในลานบ้านเล็กๆ ถูกใช้สอยจนคุ้มค่า
ผู้บำเพ็ญเพียรคนหนึ่งผมเริ่มหงอกเทา ใบหน้าคล้ำแดดเล็กน้อย เต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่นเดินยิ้มแฮ่ๆ ออกมา ประสานมือพลางกล่าว: “ศิษย์พี่เว่ย รบกวนท่านพาศิษย์น้องทั้งสองมาเติมเต็มตำแหน่งที่ขาดไปแล้ว”
เว่ยซงเหนียนโบกมือ: “เฒ่าหวงเอ๊ย ศิษย์น้องทั้งสองคนนี้เป็นถึงยอดฝีมือผู้มีความสามารถโดดเด่น แกก็แอบยิ้มดีใจอยู่ล่ะสิ คืนนี้ข้าไม่กลับแล้วนะ จะขอาศัยบารมีของศิษย์น้องทั้งสอง ดื่มสุราวิญญาณฟรีสักจอก”
ผู้บำเพ็ญเพียรแซ่หวงรีบกวาดตามองจี้อันกับหลิวอวี้ทันที พอเห็นหลิวอวี้เก็บนกยันต์ใส่ถุงเก็บของ ดวงตาของเขาก็พลันเป็นประกาย ใบหน้าที่ดูอมทุกข์เล็กน้อยเมื่อครู่ก็พลันเบิกบานราวกับดอกเบญจมาศ “ฮ่าฮ่า ต้อนรับขับสู้ศิษย์น้องทั้งสอง ถือเป็นเรื่องที่สมควรทำอย่างยิ่ง”
เว่ยซงเหนียนหันหน้ามา พูดโดยไม่ได้คิดจะปิดบังอะไร: “ตามกฎแล้ว ศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าสำนัก จะต้องติดตามเรียนรู้กับศิษย์พี่เก่าหนึ่งคน หนึ่งปีหลังจากนี้ นิกายจะมีการประเมินศิษย์ใหม่ ถ้าศิษย์ใหม่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยม ศิษย์พี่เก่าก็จะได้รับแต้มผลงานเป็นรางวัล การเลื่อนระดับพลัง การเพิ่มระดับวิชา ล้วนอยู่ในขอบเขตการประเมินทั้งสิ้น”
จี้อันเหลือบมองหลิวอวี้แวบหนึ่งอย่างแนบเนียน ในใจเขารู้ดีว่าที่ตอนนี้ได้รับการต้อนรับขับสู้ขนาดนี้ ก็ล้วนเป็นเพราะบารมีของอีกฝ่ายทั้งนั้น ว่ากันว่าถุงเก็บของที่ธรรมดาที่สุด ในเมืองเซียนก็ยังต้องใช้หินวิญญาณสิบกว่าก้อนถึงจะซื้อได้ นกยันต์ที่ทำขึ้นมาแบบหยาบๆ ก็ยังต้องใช้หินวิญญาณหนึ่งก้อน
นกยันต์เป็นของสิ้นเปลืองที่ใช้แล้วหมดไปอย่างรวดเร็ว พอชั่วโมงบินถึงกำหนด ก็แทบจะต้องทิ้งเลย ไม่อย่างนั้นอาจเกิดอุบัติเหตุตอนบินได้ง่ายๆ ของอย่างถุงเก็บของน่ะ คนที่มาจากสถานศึกษาเต๋าชิงซงไม่มีใครมีเลยสักคน
สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรที่มีกำลังทรัพย์ขนาดนี้ การจะบำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นหลอมลมปราณระดับสูงสุดน่ะ มันง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือเลย หลิวอวี้เห็นทุกคนมองมาที่ตัวเอง เขาก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน: “ขอบคุณในความหวังดีของศิษย์พี่ทุกท่าน ในเมื่อเมตตากันถึงขนาดนี้ ข้าก็ขอน้อมรับไว้ด้วยความยินดี”
เฒ่าหวงเริ่มไปตระเตรียมอาหาร จี้อันก็อาสาเข้าไปช่วย ส่วนอีกสองคนก็ไปยกโต๊ะเก้าอี้มาตั้งใต้ต้นไม้นอกลานบ้าน แล้วก็นั่งคุยเล่นกันไป พออาหารเสร็จ เฒ่าหวงก็จุดตะเกียง แล้วก็หยิบไหเหล้าที่เล็กกว่าหัวของเด็กทารกแรกเกิดออกมาไหหนึ่ง
พอแกะดินที่ผนึกปากไหออก กลิ่นหอมใยๆ ก็โชยออกมา
เว่ยซงเหนียนเป็นคนช่างเจรจา ไม่นานทุกคนก็หายเกร็ง บรรยากาศก็เลยเป็นไปอย่างชื่นมื่น สุราวิญญาณสีอำพันไหลผ่านลำคอ จี้อันก็รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที พลังวิญญาณสายเล็กๆ สลายตัวออก แล้วก็ไหลเข้าไปรวมกันในจุดชี่ไห่ ทันใดนั้น สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ก็รีบกลับมาสงบนิ่งได้อย่างรวดเร็ว
เว่ยซงเหนียนวางจอกเหล้าลง ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง แล้วก็พูดว่า: “การบำเพ็ญเพียรมันไม่ง่ายเลย ต่อให้ได้เข้าสู่นิกายแล้ว ก็ยังเหมือนเดินอยู่บนน้ำแข็งบางๆ พวกศิษย์น้องอยู่ไปเดี๋ยวก็จะเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้นเอง
ข้าน่ะวิชาบำเพ็ญเพียรนับร้อยอย่างก็ไม่มีอะไรเชี่ยวชาญสักอย่าง ทำได้แค่ซื้อมาขายไป ทำธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ พอให้มีชีวิตรอดไปวันๆ ต่อไปถ้าพวกศิษย์น้องอยากได้อะไรที่มันหาซื้อในนิกายยากๆ ข้าก็พอจะไปวิ่งเต้นหามาให้ได้”
เฒ่าหวงพูดเสริมขึ้นมา: “แถวๆ ทะเลสาบน้ำมรกตนี่ ใครๆ ก็รู้ว่าศิษย์พี่เว่ยทำธุรกิจอย่างซื่อสัตย์ยุติธรรม ศิษย์น้องลองไปเปรียบเทียบดูเดี๋ยวก็รู้เองว่าศิษย์พี่เขาเป็นคนยังไง”
“ต่อไปคงต้องรบกวนศิษย์พี่อีกเยอะเลย” จี้อันยกจอกเหล้าที่พร่องไปครึ่งหนึ่งขึ้นมา คารวะจากระยะไกล หลิวอวี้ก็ยกจอกขึ้นมาเหมือนกัน ทั้งสี่คนดื่มกันอีกจอก บรรยากาศก็ยิ่งชื่นมื่นมากขึ้น
พระจันทร์ลอยสูงขึ้น แสงจันทร์สาดส่องผ่านกิ่งก้านใบไม้ลงมากระทบโต๊ะเป็นดวงๆ จานชามวางเกลื่อนกลาด หลิวอวี้แหงนหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืน แล้วก็ลุกขึ้นยืน: “ข้ากำลังฝึกวิชาบำเพ็ญเพียรที่สืบทอดมาจากตระกูลอยู่ การหลอมกลั่นพลังปราณวิญญาณในช่วงเวลานี้จะได้ผลดียิ่งขึ้น ศิษย์พี่ ศิษย์น้อง ข้าขอตัวก่อน ศิษย์พี่หวง ไม่ทราบว่าที่พักของข้าอยู่ที่ไหนหรือ?”
“จากตรงนี้ไปทางทิศใต้ประมาณครึ่งลี้ (ประมาณ 250 เมตร) เรือนไม้ไผ่หมายเลขกุ๋ยเว่ย-สิบสอง ค่ายกลอาคมที่เรือนไม้ไผ่ต้องให้ศิษย์น้องไปเปิดใช้งานใหม่ วิธีการใช้งานโดยละเอียด ในแผ่นยันต์หยกมีบอกไว้หมดแล้ว”
เว่ยซงเหนียนหยิบถุงผ้าที่ใส่ของไว้ครึ่งค่อนออกมาสองใบจากถุงเก็บของ: “ศิษย์น้องทั้งสอง ในถุงนี้เป็นของที่นิกายแจกให้ศิษย์ใหม่ที่เป็นเกษตรกรวิญญาณฟรีๆ ข้างในมีเมล็ดข้าวหน่อเหลือง ผงยาสำหรับกำจัดแมลงศัตรูพืชในแปลงนาวิญญาณ แล้วก็เสบียงอาหารสำหรับสามเดือน ตอนที่มาข้าคิดว่าพวกเจ้าพกพาไม่สะดวก เลยเก็บไว้ในถุงเก็บของไม่ได้เอาออกมา”
ดวงตาของจี้อันหดเล็กลง เขาลองประเมินศิษย์พี่คนนี้ดูใหม่ ถุงเก็บของยิ่งมีพื้นที่มากก็ยิ่งแพง ถุงเก็บของธรรมดาๆ ใส่ข้าวสารได้ครึ่งถุงก็ถือว่าดีถมไปแล้ว ไม่นึกเลยว่าถุงเก็บของของคนคนนี้จะมีพื้นที่ใหญ่ขนาดนี้ และที่สำคัญ ในถุงเก็บของย่อมต้องมีของที่ล้ำค่ากว่านี้อยู่อีกแน่ๆ
ดังนั้นเลยประเมินได้ยากว่าถุงเก็บของของอีกฝ่ายมันจะมีพื้นที่ใหญ่ขนาดไหนกันแน่ ศิษย์พี่คนนี้ ก็เป็นเศรษฐีคนหนึ่งเลยนี่หว่า
“กฎของหอเกษตรกรวิญญาณข้ารู้หมดแล้ว แปลงนาวิญญาณน่ะข้าไม่ปลูกหรอก ของพวกนี้ ศิษย์พี่ก็เอาไปจัดการตามสะดวกเถอะ” หลิวอวี้ประสานมือคำนับเล็กน้อย
แล้วก็หยิบนกยันต์ออกมาใส่พลังวิญญาณเข้าไป ก่อนจะเหินฟ้าจากไปอย่างสง่างาม ท่ามกลางท้องฟ้ายามค่ำคืน ร่างของนกกระเรียนกระดาษเปล่งแสงวิญญาณอ่อนๆ ส่องสว่างนำทางไป
“คนเรานี่มันเปรียบเทียบกันไม่ได้จริงๆ วิชาบำเพ็ญเพียรที่สามารถอาศัยช่วงเวลาของฟ้าดินมาช่วยเพิ่มพูนพลังเวทได้มากขึ้น ย่อมต้องมีความพิเศษในตัวมันเองแน่ๆ ในหอคัมภีร์ของนิกาย วิชาบำเพ็ญเพียรแบบนี้ถ้าไม่มีแต้มผลงานเป็นพันแต้มก็อย่าหวังจะได้มาเลย”
เว่ยซงเหนียนถอนหายใจยาว แล้วก็หันมาพูด: “ศิษย์น้องหลิวไม่ต้องการเมล็ดธัญพืชวิญญาณกับเสบียงพวกนี้ ข้าเก็บไว้ก็ไร้ประโยชน์ สู้ให้พวกศิษย์น้องสองคนแบ่งกันไปเลยจะดีกว่า”
เฒ่าหวงกับอีกฝ่ายก็สนิทกันดีอยู่แล้ว เลยตอบตกลงอย่างง่ายดาย: “ดีเลย ข้ากับศิษย์น้องจี้แบ่งกันคนละครึ่ง”
จี้อันรีบพูดขึ้นมา: “ข้าเพิ่งจะหลอมลมปราณขั้นหนึ่ง ยังไม่คุ้นเคยกับการปลูกแปลงนาวิญญาณเลย เมล็ดพันธุ์ที่นิกายจัดสรรให้ก็เพียงพอแล้ว สู้ข้าเอาแค่เสบียงอาหารไปประทังชีวิตก็พอแล้ว”
“ก็ได้ ถ้าศิษย์น้องมีอะไรไม่เข้าใจ ก็มาถามข้าได้ตลอดเลยนะ” เฒ่าหวงรับเมล็ดธัญพืชวิญญาณไปอย่างอารมณ์ดี
“ศิษย์พี่ทั้งสอง ข้ามีเรื่องหนึ่งไม่เข้าใจ อยากจะขอคำชี้แนะ เมื่อกี้ตอนที่คุยกัน พวกท่านบอกว่าการปลูกธัญพืชวิญญาณเป็นงานที่แย่ที่สุดในนิกาย แล้วทำไมศิษย์พี่หลิวอวี้ถึงได้ยอมมาที่นี่ล่ะ?”
จี้อันไม่เข้าใจเลยว่า ด้วยฐานะทางบ้านที่อีกฝ่ายแสดงออกมา การจะเข้าไปในหอหลอมศาสตราหรือหอควบคุมสัตว์น่ะ ไม่ใช่เรื่องยากแน่นอน
เฒ่าหวงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง: “ข้าเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา ศิษย์น้องอย่าได้ถือสาเลยนะ สำหรับเจ้ากับข้า การได้เข้าสู่นิกายแล้วต้องมาเป็นเกษตรกรวิญญาณน่ะ มันคือผลลัพธ์ที่แย่ที่สุดแล้ว
ศิษย์ใหม่ระดับพลังยังต่ำ วิชาก็ยังตื้นเขิน ทำได้แค่ปลูกธัญพืชวิญญาณระดับหนึ่ง ทั้งภัยธรรมชาติ ทั้งแมลงศัตรูพืช พอธัญพืชวิญญาณสุกงอมก็ยังมีนกมีสัตว์มากินอีก ถ้าวิชาไม่เก่งจริง ผลผลิตที่ได้ก็แค่พอประทังชีวิตไปวันๆ ต้องรออีกสักสองสามปี รอจนกว่าวิชาการเพาะปลูกจะชำนาญขึ้น ถึงตอนนั้นชีวิตความเป็นอยู่ถึงจะค่อยๆ ดีขึ้น
แต่ว่า การมาเป็นเกษตรกรวิญญาณมันก็มีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือปีแรกศิษย์ใหม่จะไม่มีภารกิจของนิกาย ทำให้มีเวลาเป็นของตัวเองเต็มที่ พวกทายาทตระกูลใหญ่ก็จะใช้ประโยชน์จากเวลาหนึ่งปีนี้
เพื่อเลื่อนขั้นไปเป็นหลอมลมปราณขั้นปลายให้ได้ พอตระกูลไปวิ่งเต้นหาอาจารย์ดีๆ ให้ได้อีกหน่อย ก็จะหลุดพ้นจากการควบคุมของหอธุรการทันที ที่นี่น่ะ มันก็เป็นแค่บันไดสำหรับเหยียบส่งเท่านั้นแหละ”
บรรยากาศเงียบสงัดลงไป ทั้งสามคนต่างก็รู้สึกหมดอารมณ์ไปตามๆ กัน ผ่านไปครู่หนึ่ง จี้อันก็กล่าวขอบคุณแล้วก็ขอตัวลากลับ
เขาปฏิเสธที่ศิษย์พี่เว่ยจะไปส่ง เขาเดินไปตามทางเดินเล็กๆ กลับไปยังที่พักของตัวเอง... กุ๋ยเว่ย-สิบสาม
ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นหลอมลมปราณมีพละกำลังแขนถึงสองร้อยจิน (ประมาณ 120 กิโลกรัม) การต้องแบกถุงข้าวสารสองใบครึ่งก็เลยถือว่าสบายๆ
เรือนไม้ไผ่มีห้องนอนกับห้องครัวอย่างละห้อง จี้อันจุดตะเกียงน้ำมันแล้วก็เดินสำรวจดูหนึ่งรอบ ในห้องนอนมีของตกแต่งเรียบง่าย มีโต๊ะหนึ่งตัว เก้าอี้หนึ่งตัว เบาะรองนั่งหนึ่งอัน แล้วก็เตียงอีกหนึ่งหลัง ในห้องครัวก็มีแค่โอ่งน้ำหนึ่งใบกับถังข้าวเปล่าๆ อีกหนึ่งใบ เจ้าของคนก่อนดูเหมือนจะเพิ่งย้ายออกไปได้ไม่กี่วัน บนโต๊ะไม่มีแม้แต่ฝุ่นจับ
เขาเทข้าวสารลงในถังข้าว มันเป็นข้าวสารธรรมดาจากโลกมนุษย์ แทบจะไม่มีพลังวิญญาณอยู่เลย เขาหยิบเสื้อผ้าออกจากห่อผ้าไปวางไว้บนเตียง
แล้วก็หยิบตุ๊กตาไม้แกะสลักขนาดเท่าฝ่ามืออันหนึ่งออกมาวางไว้ที่ขอบหน้าต่าง นี่คือสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายหนูไม้ไผ่ เป็นรูปที่พ่อของเขาแกะสลักเลียนแบบหนูค้นวิญญาณเอาไว้ แถมยังมีลวดลายปุ่มปมสีทองด้วย ของเล่นชิ้นนี้อยู่กับเจ้าของร่างเดิมมาสิบปีแล้ว บางส่วนก็ถูกลูบคลำจนมันวับเป็นเงา
จี้อันหยิบแผ่นยันต์หยกขึ้นมาแตะที่หน้าผาก ใช้จิตรับรู้เพื่ออ่านข้อมูลข้างใน เขากวาดตาผ่านกฎระเบียบของนิกายไปอย่างรวดเร็ว แล้วก็ตั้งใจศึกษาคัมภีร์ตาน้ำใสอย่างจริงจัง
หลังจากที่เปิดชีพจรเข้าสู่ขั้นหลอมลมปราณแล้ว เพราะว่าไม่มีวิชาบำเพ็ญเพียรที่สอดคล้องกัน เขาก็เลยทำได้เพียงอาศัยสัญชาตญาณของร่างกายในการดูดซับและหลอมกลั่นพลังปราณวิญญาณแห่งฟ้าดิน ในตอนนี้ ในจุดชี่ไห่ของเขาก็เลยยังไม่มีพลังเวทอยู่เท่าไหร่
ที่เรียนอยู่ในสถานศึกษาเต๋ามาหลายปี การจะทำความเข้าใจวิชาบำเพ็ญเพียรนี้ก็เลยไม่ใช่เรื่องยาก ยิ่งไปกว่านั้น พอผ่านการหลอมรวมวิญญาณมาแล้ว ทั้งพรสวรรค์ด้านความเข้าใจและพลังจิตรับรู้ของเขาก็สูงกว่าเจ้าของร่างเดิมอยู่ไม่น้อย ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม เขาก็ทำความเข้าใจวิชาบำเพ็ญเพียรนี้ได้กว่าเจ็ดแปดส่วนแล้ว
วิชาบำเพ็ญเพียรนี้เป็นแนวทางที่ถูกต้องตามแบบฉบับของสำนักเซียนที่สุดแล้ว พลังปราณวิญญาณเข้าสู่ร่างกายแล้วจะโคจรในเส้นชีพจรเซียนอย่างไร ลมหายใจจะต้องสอดประสานกันแบบไหน ทุกขั้นตอนอธิบายไว้ชัดเจน คัมภีร์ตาน้ำใสก็คล้ายๆ กับวิชาเปิดชีพจรนั่นแหละ
ต่างกันตรงที่อันหนึ่งโคจรพลังชี่ภายในในเส้นลมปราณธรรมดา ส่วนอีกอันหนึ่งคือนำพลังปราณวิญญาณฟ้าดินเข้าสู่ร่างกายแล้วโคจรในเส้นชีพจรเซียน
รอจนกระทั่งจดจำวิชาบำเพ็ญเพียรจนขึ้นใจ จี้อันก็ผลักหน้าต่างออก แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาเต็มห้อง ตุ๊กตาไม้แกะสลักบนขอบหน้าต่างก็อาบไล้ไปด้วยแสงจันทร์นวลใย เขานั่งขัดสมาธิลงบนเบาะรองนั่ง เริ่มต้นการดูดซับพลังปราณวิญญาณฟ้าดินด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก
ทำจิตใจให้สงบ ปล่อยวางความคิดฟุ้งซ่าน ปรับลมหายใจ พลังปราณวิญญาณไหลเข้าสู่ร่างกายทางปากและจมูก แล้วก็โคจรไปในเส้นชีพจรเซียน ทุกอย่างราบรื่นดี พลังปราณวิญญาณถูกหลอมกลั่นกลายเป็นพลังเวทในที่สุด แล้วก็ถูกกักเก็บไว้ในจุดชี่ไห่
หนึ่งชั่วยามต่อมา (2 ชั่วโมง) จี้อันก็ค่อยๆ ออกจากการบำเพ็ญเพียร เขารู้สึกเพียงแค่ว่าสดชื่นกระปรี้กระเปร่าไปทั้งตัว ร่างกายก็เบาสบายอย่างบอกไม่ถูก
เห็นได้ชัดว่าการบำเพ็ญเพียรมีความก้าวหน้า แต่ว่า บนใบหน้าของเขากลับไม่ได้มีความยินดีเลยสักนิด กลับกัน เขากลับขมวดคิ้วแน่น
ตอนที่เขาดื่มสุราวิญญาณเมื่อช่วงหัวค่ำ ตอนที่พลังวิญญาณถูกร่างกายดูดซับและหลอมกลั่นเข้าไปในจุดชี่ไห่ เขาก็รู้สึกได้ว่าส่วนหนึ่งของมันถูกเต่าหินกลืนกินเข้าไป เมื่อกี้ตอนที่โคจรวิชาบำเพ็ญเพียร พลังเวทที่หลอมกลั่นได้พอเข้าไปในจุดชี่ไห่ ก็เกิดเรื่องแบบเดียวกันขึ้นอีก เขาลองสัมผัสดูแล้ว...
พลังเวทของเขาถูกเต่าหินกลืนกินไปถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว
จี้อันแสยะยิ้มออกมาอย่างขมขื่น กัดฟันกรอดด้วยความโมโห ยังไม่ทันที่จะได้พึ่งพาของวิเศษให้ได้ดิบได้ดีเลย พลังเวทที่ตัวเองอุตส่าห์บำเพ็ญเพียรมาอย่างยากลำบากก็ถูกหักค่าหัวคิวไปเสียแล้ว นี่มันหักไปตั้งครึ่งหนึ่งเลยนะ น่าสงสารที่เขามีคุณสมบัติแค่ระดับกลาง ประสิทธิภาพในการดูดซับพลังวิญญาณมันก็ต่ำต้อยอยู่แล้ว
ในตอนนี้ เขาเริ่มกังวลแล้วว่าตัวเองจะไม่สามารถเลื่อนขั้นเป็นหลอมลมปราณขั้นสี่ได้ทันเวลา ถ้าภายในสามปีไม่สามารถก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมลมปราณระดับกลางได้ ก็จะต้องม้วนเสื่อกลับบ้านไป ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นหลอมลมปราณ เส้นชีพจรเซียนเพิ่งจะเปิดออก ยังไม่สามารถบำเพ็ญเพียรต่อเนื่องได้ตลอดเวลา
โดยทั่วไปแล้วก็จะอยู่ที่ประมาณหนึ่งชั่วยาม จากนั้นก็ต้องพักผ่อนหนึ่งถึงสองชั่วยามถึงจะบำเพ็ญเพียรต่อได้ ถ้าบำเพ็ญเพียรนานเกินไป เส้นชีพจรเซียนก็จะแบกรับภาระหนักเกินไป ประสิทธิภาพก็จะลดลงอย่างมาก ไอ้เรื่องที่ว่าเก็บตัวบำเพ็ญเพียรทีละหลายๆ วันน่ะ มันเป็นเรื่องเฉพาะสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงเท่านั้น แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานก็ยังทำไม่ได้เลย
เขาสงบสติอารมณ์ให้มั่นคง แล้วก็หยิบแผ่นยันต์หยกขึ้นมาแตะหน้าผากอีกครั้ง เริ่มอ่านข้อมูลของวิชาเมฆฝนน้อย ตอนนี้มีพลังเวทแล้ว พอเรียนวิชาได้แล้วก็จะได้ทดสอบความล้ำลึกของเต่าหินดูเสียที ถ้าผลตอบแทนมันคุ้มค่าพอ การถูกหักพลังเวทไปครึ่งหนึ่งมันก็ไม่ใช่ว่าจะยอมรับไม่ได้
วิชาเมฆฝนน้อยเป็นเพียงวิชาสำหรับการเพาะปลูก ไม่ได้ถือว่าเป็นเคล็ดวิชาที่ล้ำลึกอะไรนัก ส่วนใหญ่จะใช้สำหรับโปรยฝนให้กับแปลงนาวิญญาณ สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรขั้นหลอมลมปราณใช้ ในน้ำฝนมันจะมีพลังวิญญาณอยู่ด้วย
ซึ่งสามารถช่วยเร่งการเจริญเติบโตของธัญพืชวิญญาณและสมุนไพรวิญญาณได้ ถ้าหากธัญพืชวิญญาณและสมุนไพรวิญญาณไม่ได้รับการดูแลที่ดีในช่วงเวลาที่มันต้องการน้ำฝนปริมาณมาก ผลผลิตก็จะลดลงฮวบฮาบเลย
เคล็ดวิชาชั้นที่หนึ่งและชั้นที่สองค่อนข้างง่าย ไม่ได้มีเงื่อนไขอะไรยุ่งยาก ขอแค่ร่ายวิชาให้ได้จำนวนครั้งที่เพียงพอ ก็จะบรรลุได้เองตามธรรมชาติ อันที่จริง วิชาส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้แหละ...
เรียนรู้ง่าย แต่เชี่ยวชาญยาก พอฝึกฝนวิชาจนถึงชั้นที่สาม หรือก็คือขั้นเชี่ยวชาญแล้ว ก็จำเป็นต้องเข้าถึงเจตจำนงและมนต์เสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ในเคล็ดวิชานั้นด้วย
ถ้าพรสวรรค์ทื่อทึบ ก็ทำได้แค่พึ่งพาความขยันหมั่นเพียรในการฝึกฝน ความก้าวหน้าก็จะช้าเป็นเต่าคลาน แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ ก็อาจจะขัดเกลาไปจนถึงชั้นที่สี่ เข้าสู่ขั้นช่ำชองได้เหมือนกัน ถึงตอนนั้น ก็จะต้องอาศัยพรสวรรค์ด้านความเข้าใจในระดับหนึ่งแล้ว ถ้าพรสวรรค์ด้านความเข้าใจไม่พอ การจะฝึกวิชาให้ถึงขั้นสมบูรณ์แบบได้ มันก็เหมือนกับการตักน้ำใส่ตะกร้า หรือการงมจันทร์ในบ่อน้ำนั่นแหละ สุดท้ายก็มีแต่ความว่างเปล่า
การร่ายวิชาจำเป็นต้องใช้พลังเวทโคจรไปในเส้นชีพจรเซียนในรูปแบบเฉพาะ จากนั้นก็ต้องประสานกับผนึกมือเพื่อปลดปล่อยมันออกมา ทั้งสองส่วนนี้ต้องสอดประสานกันเป็นอย่างดี ไม่อย่างนั้นก็จะไม่สามารถร่ายวิชาออกมาได้ หรืออาจจะถึงขั้นทำให้เส้นลมปราณบาดเจ็บได้เลย โชคดีที่วิชาเมฆฝนน้อยเป็นเพียงวิชาเพาะปลูกในขั้นหลอมลมปราณ ความยากในการเริ่มต้นมันก็เลยต่ำเตี้ยเรี่ยดิน
จี้อันทบทวนแก่นแท้ของวิชาเมฆฝนน้อยในหัวอยู่สองสามรอบ แต่เขาก็ยังไม่ได้เริ่มฝึกวิชาในทันที แต่หันไปฝึกผนึกมือก่อน รอจนกระทั่งฝึกฝนจนคล่องแคล่ว การเปลี่ยนผนึกมือไม่มีติดขัดแล้ว เขาถึงได้ลุกขึ้นเดินออกจากเรือนไม้ไผ่
ลมกลางคืนพัดโชยมา พาเอาไอชื้นมาปะทะร่างจนรู้สึกเย็นเล็กน้อย จี้อันสูดหายใจเข้าลึกๆ สะกดอารมณ์ที่กำลังตื่นเต้นเล็กน้อยเอาไว้ แล้วก็เริ่มโคจรพลังเวทให้ไหลไปตามเส้นทางเฉพาะในเส้นชีพจรเซียน ด้วยพื้นฐานจากการโคจรพลังชี่ภายในมานานหลายปีบวกกับประสบการณ์จากการบำเพ็ญเพียรคัมภีร์ตาน้ำใส ทำให้เขาร่ายวิชาออกมาได้ในรวดเดียว
อาศัยแสงจันทร์บนท้องฟ้า จี้อันก็เห็นกลุ่มหมอกกลุ่มหนึ่งปกคลุมไปทั่วทั้งลานบ้าน แล้วฝนเม็ดเล็กละเอียดราวกับขนวัวก็โปรยปรายลงมา วิชา! วิชาแรกที่ข้าเรียนรู้ได้สำเร็จ!
ถึงแม้จะเป็นคนสองชาติภพแล้ว แต่จี้อันก็ยังรู้สึกได้ว่าหัวใจของเขากำลังเต้นรัวตุบๆ เขามาที่ใต้กลุ่มหมอก หลับตาลงแล้วก็กางแขนทั้งสองข้างออก ปล่อยให้ละอองฝนโปรยปรายลงมากระทบใบหน้า ทำให้เส้นผมและเสื้อผ้าเปียกชื้น ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองยังอยู่ห่างไกลจากคำว่า 'บรรลุเซียนเหินฟ้า' อีกแค่ไหน แต่เขาก็รู้ดีว่าเขาได้ก้าวแรกที่มั่นคงออกมาแล้ว ถึงแม้หนทางจะยังอีกยาวไกล แต่ถ้ายังเดินต่อไป ก็ย่อมต้องถึงจุดหมาย
วิชาคงอยู่ได้เพียงแค่ครึ่งเค่อ (ประมาณ 7.5 นาที) พอรู้สึกว่าฝนหยุดแล้ว จี้อันก็ย่อตัวลงใช้มือคุ้ยดินดู ก็พบว่าพื้นดินมันเปียกชื้นลงไปแค่ครึ่งข้อนิ้วเท่านั้น เขาอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
เอาเถอะ ก็แค่วิชาที่เพิ่งจะอยู่ในขั้นแรกเริ่ม มันก็คงจะไปคาดหวังผลลัพธ์ที่ดีอะไรมากมายไม่ได้อยู่แล้ว แต่พอเขาลองสัมผัสถึงพลังเวทที่ใช้ไป สีหน้าของเขาก็พลันแข็งทื่อขึ้นมาในบัดดล เขาพบว่า ต่อให้มีพลังเวทเต็มจุดชี่ไห่ เขาก็สามารถร่ายวิชาเมฆฝนน้อยได้แค่ห้าถึงหกครั้งเท่านั้น แต่ที่เขาบำเพ็ญเพียรคัมภีร์ตาน้ำใสมาหนึ่งชั่วยามน่ะ มันเพิ่งจะเติมเต็มจุดชี่ไห่ได้แค่หนึ่งในสามเท่านั้นเอง
ปริมาณพลังเวททั้งหมดของขั้นหลอมลมปราณระดับหนึ่ง มันช่างน้อยนิดเหลือเกิน! พลังเวทที่หลอมกลั่นได้จากการบำเพ็ญเพียรวิชามันก็น้อยเกินไปแล้ว!
เขาสะกดความหงุดหงิดที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ แล้วก็หลับตาทั้งสองข้างลงเพื่อสัมผัสกับเต่าหิน
【ผู้ควบคุม : จี้อัน】
【มนต์เสน่ห์แห่งเต๋า : 0】
【พลังวิญญาณพื้นฐาน : พลังขั่น (น้ำ) 1.1, พลังคุน (ดิน) 0.8, พลังซวิ่น (ไม้) 0.4】
【วิชา : วิชาเมฆฝนน้อย (แรกเริ่ม 1%)】
เอาล่ะ ถึงเวลาพิสูจน์ปาฏิหาริย์แล้ว ว่าจะสามารถเดินบนเส้นทางที่ราบรื่นได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับตอนนี้แหละ จี้อันเผลอหายใจแรงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาในอนาคตของเขาเลยนะ จะไม่ให้เขาตื่นเต้นได้ยังไง เขาเพ่งสมาธิไปที่วิชา ทันใดนั้นก็มีข้อความแจ้งเตือนปรากฏขึ้นมาแถวหนึ่ง
【สามารถใช้พลังขั่นเพื่อยกระดับวิชาเมฆฝนน้อยได้, ต้องการหลอมกลั่นหรือไม่?】
หลอมกลั่นสิ! นี่มันต้องถามด้วยเหรอ?! บรรพบุรุษช่วยคุ้มครองด้วยเถอะ!
ทันทีที่จี้อันตัดสินใจ จิตรับรู้ของเขาก็ถูกดึงเข้าไปในพื้นที่อันลึกล้ำแห่งหนึ่ง ร่างของเต่าหินสว่างวาบขึ้นมาด้วยแสงสลัวๆ ส่วนตัวเขาเองก็ไปยืนอยู่บนตำแหน่งขั่นบนกระดองเต่า ร่ายวิชาเมฆฝนน้อยซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความเข้าใจนับไม่ถ้วนหลั่งไหลเข้ามาในใจ...
ตัวเลขที่อยู่ด้านหลังพลังขั่นลดลงอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งกลายเป็น ‘0’
【วิชา : วิชาเมฆฝนน้อย (แรกเริ่ม 1% → 66%)】
จี้อันหัวเราะลั่น: “เจ้าเต่าเฒ่าเอ๊ย เจ๋งสุดๆ ไปเลย!”
เรื่องการบำเพ็ญเพียรนี่... มั่นคงแล้ว!
(จบตอน)