เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 68 เพื่อนเก่า

บทที่ 68 เพื่อนเก่า

บทที่ 68 เพื่อนเก่า


บทที่ 68 เพื่อนเก่า

[กำลังเทเลพอร์ตออกจากฉาก]

[ผู้เล่น ซูปู้เสียน ทำภารกิจทีมหมายเลข 643853 สำเร็จ]

[ความยากของเกม: ระดับยาก]

[จำนวนผู้เล่น: แปดคน]

[คะแนนเกม: 95]

[สรุปฉาก: ปีกของผีเสื้อกำลังก่อให้เกิดพายุแห่งอนาคต การกระทำเล็กน้อยของคุณอาจเปลี่ยนแปลงเส้นทางของอนาคตได้ และ… คุณเสียไป 5 คะแนนเพราะหนีไปตอนเริ่มเกม!]

ซูฉี “หือ?”

ทำไมสรุปมันงงขนาดนั้น? แล้วตกลงที่เราหลุดตอนต้นเกมนี่ก็โดนหักคะแนนด้วยเหรอ?

ในขณะเดียวกัน

[กำลังคำนวณรางวัล]

[คุณได้รับค่าประสบการณ์ระดับสมบูรณ์แบบ และเหรียญเกม 1,800 เหรียญ พร้อมสิทธิ์จับสลาก 1 ครั้ง]

[ในฐานะ MVP ของเกม คุณได้รับโบนัสค่าประสบการณ์และเหรียญเกมเพิ่มอีก 30%]

[หมายเหตุ: คุณได้สังหารสาวกเทพมาร และได้รับค่าประสบการณ์ทั้งหมดที่เขาปล้นมา เนื่องจากบทลงโทษการตาย ระดับของสาวกลดลง 5 เลเวล ได้รับเหรียญเกมทั้งหมด 22,866 เหรียญ]

[คุณอัปเลเวลเป็นระดับ 16 แล้ว]

[ได้รับแต้มคุณลักษณะ 58 แต้มสำหรับจัดสรรเพิ่มเติม]

“ดีเลย”

ขึ้นมาทีเดียวสี่ระดับเต็ม ๆ ค่าประสบการณ์ที่ได้จากมลทินนั้นมากเกินกว่าที่คาดไว้เสียอีก

ปกติแล้ว ยิ่งระดับสูงขึ้นเท่าไร ค่าประสบการณ์ที่ต้องใช้ก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น เดิมทีอาจเพิ่มได้ทีละ 3-4 ระดับต่อหนึ่งฉาก แต่หลังจากนั้นจะค่อย ๆ ช้าลง

แน่นอนว่ามันไม่ได้หมายความว่าต้องเล่นหลายฉากถึงจะอัปเลเวลได้ เพราะฉากที่สอดคล้องกับระดับของผู้เล่นก็จะยากขึ้นตามไปด้วย ค่าประสบการณ์ที่ได้รับจึงเพิ่มขึ้นเช่นกัน

นอกจากนี้

ซูฉีสังเกตเห็นอีกอย่างหนึ่ง

[ภารกิจสำรวจมุมมองโลกสำเร็จแล้ว ความคืบหน้าในการสำรวจ 3% ได้รับเศษปริศนา *1]

[สะสมเศษปริศนาให้ครบ 30 ชิ้น เพื่อสามารถไปยังพื้นที่ใดก็ได้ของฉากที่ปรากฏในปริศนา โดยต้องใช้เหรียญเกมในการเปิดใช้งาน]

“...อัตราการสำรวจต่ำไปหน่อยแฮะ”

ซูฉีรู้สึกเสียดายนิดหน่อย เพราะในยานอวกาศลำนั้น เขาแทบไม่ได้สำรวจส่วนอื่นมากนัก

แต่ถึงอย่างนั้นก็นับว่าดี ถ้าคราวหน้าต้องการหาทรัพยากรบางอย่าง เราก็สามารถเลือกฉากที่ต้องการเข้าได้โดยตรง ไม่ต้องสุ่มอีกต่อไป

คิดได้ดังนั้น ซูฉีก็ส่งมอบ มลทินระดับ D จากช่องเก็บของทันที

[ภารกิจคำเชิญจากดินแดนเหวลึก ภารกิจที่ 1: เก็บ มลทินระดับ D หนึ่งชิ้น ภารกิจสำเร็จ]

[ภารกิจเชิญจากดินแดนเหวลึก ภารกิจที่ 2: สังหารสิ่งมีชีวิตที่มีระดับเกิน 20]

ซูฉีปิดหน้าต่างระบบ แล้วจัดสรรแต้มคุณลักษณะที่ได้รับ

[พลังกาย: 830]

[พลังโจมตี: 40]

[ทักษะการเคลื่อนไหว: 38]

[พละกำลัง: 83]

[พลังจิต: 403]

แน่นอนว่าต้องเน้นพลังกายเป็นหลัก ส่วนพลังจิตก็กำลังพุ่งทะยาน แม้ว่าผู้เล่นหลายคนจะเริ่มเข้าใจความสำคัญของพลังจิตแล้ว แต่ต่อให้เร่งแค่ไหน…ก็ไม่มีทางตามซูฉีทัน

ท้ายที่สุด เขาไม่ได้โกง… เอ่อ ไม่สิ แค่มีพรสวรรค์เฉพาะตัวเท่านั้นเอง

แน่นอน ต้องขอบคุณพี่เทพมารด้วย

หลังจากจัดการเสร็จ ซูฉีก็เริ่มการจับสลากรางวัล… หลังจากลูกกลิ้งหมุนไปสักพัก เหรียญเกม 650 เหรียญก็ร่วงออกมา

“…”

ช่วงนี้โชคเราตกลงเหรอ ตั้งแต่ที่อัปเดตตู้สุ่มเนี่ย?

เฮ้อ ขอให้ยังพอมีความเป็นมนุษย์หน่อยเถอะ…

ซูฉีปลอบใจตัวเอง เชื่อว่าโชคมันสะสมได้ เดี๋ยวพอพลาดไปไม่กี่รอบ ของดีใหญ่ ๆ คงโผล่มาแน่

หลังออกจากระบบเกม

ซูฉีก้าวออกจากแคปซูลเกม อุ่นบะหมี่ซอง แล้วตอกไข่ดาวใส่หนึ่งฟอง… พอให้ท้องอิ่มไปได้

จากนั้นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา พิมพ์ค้นหา “ชมรม ดินแดนเหวลึก”

“เดี๋ยวก่อนนะ…”

ซูฉีชะงักไป “ตอนนี้นอกจากกินกับนอน เราก็เล่นเกม แล้วเวลาว่างก็เอาแต่ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเกมอีก…”

“แย่ละ เรากลายเป็นวัยรุ่นติดเกมต็มตัวแล้วเหรอเนี่ย”

ซูฉีพูดพึมพำ ก่อนจะเสริมด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ “แต่… เราไม่ใช่วัยรุ่นแล้วนี่นา ไม่เป็นไรหรอก”

บนหน้าจอมือถือปรากฏข้อมูลชมรมมากมาย มีการเปิดรับสมัครกันขวักไขว่ ทุนจากนายทุนรายใหญ่ก็หลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด พวกเศรษฐีที่อยากสร้างชมรมให้ไวที่สุดก็แค่เทเงินไม่ยั้ง

แค่สมัครเข้าชมรม ก็ได้อุปกรณ์สามชิ้นกับทักษะอีกหนึ่งอย่างเลย ถึงคุณภาพจะไม่สูงมาก แต่ที่นับถือได้คือ “จำนวน”

ซูฉีเหลือบมองรูปโปรไฟล์ของหลิวอี้โส่ว ซึ่งยังไม่ได้ตอบกลับมาตั้งแต่เมื่อวาน ดูท่าเขาคงยุ่งจริง ๆ

กระทั่งประมาณสามทุ่ม ซูฉีได้รับข้อความหนึ่งขึ้นมา เขาปิดเสียงแจ้งเตือนของชมรมเก่าและกลุ่มกิจกรรมไปหมดแล้ว ดังนั้นคนที่จะส่งข้อความหาเขาได้จึงมีไม่กี่คน

ซูฉีคิดว่าอาจเป็นหลิวอี้โส่ว แต่พอเปิดดูกลับพบว่ามาจากอีกคนหนึ่ง

“ซูฉี ฉันกลับมาแล้ว!”

ชื่อไอดีคือ [เยี่ยนนานเชวี่ย]

พูดกันตามตรง แม้แต่ซูฉี… ก็ยังมี “เพื่อน” อยู่บ้างเหมือนกัน

ทั้งคู่รู้จักกันเมื่อห้าปีก่อน ตอนนั้นเจอกันในงานปั่นจักรยานรอบเกาะหัวใจ ซูฉีใช้จักรยานเช่าธรรมดาแต่กลับปั่นแซงบรรดาจักรยานราคาแพงพวกนั้นไปหมด เยี่ยนนานเชวี่ยถึงกับสาบานว่าจะต้องรู้จักผู้ชายคนนี้ให้ได้

แม้ภายหลังจะรู้สึกเสียใจอยู่บ้าง แต่ทั้งคู่ก็ยังคงติดต่อกันเรื่อยมา

จนกระทั่งสามปีก่อน

อยู่ ๆ ก็ขาดการติดต่อจากฝั่งเยี่ยนนานเชวี่ยโดยสิ้นเชิง ไม่ออนไลน์อีกเลย

“ใคร?” ซูฉีพิมพ์กลับไปสองตัวอักษร

“?”

เยี่ยนนานเชวี่ยส่งเครื่องหมายคำถามกลับมา ก่อนจะพิมพ์ต่ออย่างจนใจว่า “จริงจังหน่อยสิ! นี่ฉันเองไง! ฉันกลับมาแล้ว!”

“สามปีที่ผ่านมาเธอโดนขายไปพม่ามาหรือไง?”

“.....” เยี่ยนนานเชวี่ยเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า “ก็… ประมาณนั้นแหละ ชะตาคนมันพลิกผันอยู่เสมอ โชคดีที่ฉันรอดมาได้ เพิ่งกลับมาจากที่นั่นเลยรีบติดต่อมาหานายก่อนคนอื่นเลย”

ซูฉีขมวดคิ้วเล็กน้อย “ฟังดูคุ้น ๆ แฮะ… เธอไม่ได้ไปเข้าขบวนแชร์ลูกโซ่มาใช่ไหม?”

“พูดมาก! นายต่างหากที่ไปเข้าขบวนพวกนั้น!”

ซูฉีนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “เมื่อสองปีก่อนฉันเองก็แทรกซึมเข้าไปเหมือนกัน แต่สองวันต่อมาเขาก็ไล่ฉันออก บอกว่าธุรกิจนี้ไม่เหมาะสำหรับคนขี้เกียจ ฉันเลยไปไล่ปิดพวกนั้นไปหลายกลุ่มแล้วก็เบื่อ”

“…” เยี่ยนนานเชวี่ยเงียบไปนาน “เห็นนายยังเหมือนเดิมแบบนี้ ฉันก็โล่งใจหน่อย แล้วช่วงนี้ทำอะไรอยู่?”

“เล่นเกมชื่อ ดินแดนเหวลึก อยู่”

“อ๋อ ได้ยินชื่ออยู่เหมือนกัน…”

ทั้งคู่คุยกันต่ออยู่อีกเกือบครึ่งชั่วโมง

จนกระทั่งเยี่ยนนานเชวี่ยบอกว่ามีธุระด่วน ต้องไปก่อน การสนทนาจึงสิ้นสุดลงตรงนั้น

ซูฉีมองจอ แล้วบ่นกับตัวเอง “เขาว่ากันว่าคนที่หายไปนานแล้วอยู่ ๆ ทักกลับมา มีสองเหตุผล… คือจะแต่งงาน หรือไม่ก็อยากยืมเงิน”

แต่เมื่อกี้เธอพูดถึง ดินแดนเหวลึก ไม่ใช่เหรอ?

ใช่เลย!

….

ในขณะเดียวกัน

เยี่ยนนานเชวี่ยซึ่งอยู่ที่ใดสักแห่งในดินแดนเหวลึก แสยะยิ้มบาง “ฉันรู้อยู่แล้วล่ะ… ด้วยนิสัยแบบนาย ยังไงก็ต้องเข้ามาจนได้”

“นานเชวี่ย…” เสียงหนึ่งดังขึ้น “ได้เวลาแล้ว อาจารย์พร้อมแล้ว”

“อืม กำลังไป”

เยี่ยนนานเชวี่ยลุกขึ้น หันไปมองหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงประตู “พี่หลิน… ครั้งนี้เราจะได้เจอ ‘สิ่งนั้น’ จริง ๆ แล้วสินะ แล้วเฒ่าซวี่ไม่มาด้วยเหรอ?”

หญิงคนนั้นสูบบุหรี่ มีกลิ่นควันจาง ๆ ล้อมรอบใบหน้า “หมอนั่นยุ่งกับช่วงเปิดทดสอบเกมอยู่ เรื่องนั้นก็สำคัญเหมือนกัน… แต่ในเมื่ออาจารย์อยู่ด้วย ต่อให้เป็นเขตของพวกมันก็ไม่ต้องกังวลมากนักหรอก”

เธอมีรอยแผลเป็นลึกบนแก้มข้างหนึ่ง ดวงตาที่หม่นล้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่าย “สุดท้ายพวกเราก็ฝ่าทะเลโลหิตออกมาได้จริง ๆ บางทีก็คิดนะว่าพวกหน้าใหม่ช่างโชคดี ได้เข้ามาในช่วงเวลาที่ดีขนาดนี้”

เยี่ยนนานเชวี่ยเพียงยิ้ม ไม่พูดอะไรต่อ

ทั้งสองเดินตรงไปยังร่างหนึ่งซึ่งยืนอยู่ข้างหน้า บุคลิกสง่างามแต่ผอมบางเล็กน้อย สีหน้าเต็มไปด้วยความเคารพ “อาจารย์”

ชายวัยกลางคนคนนั้นเงยหน้ามองท้องฟ้ามืดสนิทอย่างสงบ “หนึ่งในเจ็ดราชันวิญญาณ ราชันวิญญาณแห่งอาทิตย์อัสดง คือสิ่งที่เราจะติดต่อในครั้งนี้ ต้องระวังให้มาก… ราชันวิญญาณผู้นี้อารมณ์แปรปรวน ไม่อาจกระตุ้นให้โกรธได้ จุดอ่อนเดียวของมันคือ ‘บุตร’ ที่มันหวงแหนยิ่งนัก ถึงกับรวบรวมมลทินจากทั่วทุกมุมโลกเพื่อเอาใจ”

ผู้แปล: อัสดง ความหมาย  ยามตะวันลับ, ช่วงสุดท้ายของแสง, สัญลักษณ์ของความเสื่อมถอยและการดับสูญ

“ถ้าอย่างนั้น การจะเข้าใกล้ราชันวิญญาณเพื่อเจรจาก็คงต้องเริ่มจากลูกของเขาก่อนสินะ” พี่หลินหรี่ตา พลางพลิกข้อมูลในมือ “แต่ลูกของราชันวิญญาณกลับสนใจเรื่องศิลปะ? ดนตรี หมากกระดาน อักษร และภาพวาด?”

เยี่ยนนานเชวี่ยถอนหายใจเบา ๆ “ถึงอย่างนั้นเราก็รวบรวมวัตถุที่เกี่ยวกับมลทินไว้ประมาณเจ็ดชิ้นแล้ว หวังว่าจะใช้ได้ผล”

….

ในขณะเดียวกัน

ทูตคนหนึ่งเดินทางมาถึงเมืองตะวันลับขอบฟ้า พร้อมนำเครื่องบรรณาการจากดาวเทียนฉีมาถวาย

“.....”

ในห้องโถง ชายหนุ่มร่างบางคนหนึ่งมองสิ่งของเหล่านั้นด้วยสีหน้าเย็นชา “ฉันไม่อยากได้ของพวกนี้เลย ทำไมไอ้พ่อบ้านั่นถึงไม่เข้าใจสักที! ฉันเกลียดของมลทินพวกนี้ เกลียดภาพวาดเปื้อนเลือด หรือจะเป็นกู่ฉินโบราณที่ส่งเสียงกรีดร้องน่าขนลุก… เสียงชวนอ้วกสิ้นดี!”

“แต่ว่า…” ทูตคนนั้นก้มหน้าตอบเสียงเบา ไม่กล้าแม้แต่จะสบตา

แววตาชายหนุ่มเย็นยะเยือก มองวัตถุปนเปื้อนเหล่านั้นแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ของไหนควรทำลายก็ทำลาย ของไหนควรโยนทิ้งก็โยนไป”

ทูตรีบตอบทันที “รับทราบครับ”

แต่แล้วชายหนุ่มกลับขมวดคิ้ว “เดี๋ยวก่อน… ทิ้งไว้ชิ้นหนึ่ง เปียโนตัวนั้น”

“ขอรับ”

ชายหนุ่มเอนตัวลงกับพนักเก้าอี้ แววตาเยือกเย็นจนคนรอบข้างไม่กล้าหายใจ “ไม่อยากถูกลบไปจากโลกนี้สินะ? ถ้าอย่างนั้น… เล่นสิ เล่นเพลงที่เพราะที่สุดที่เจ้ามีให้ฉันฟัง แต่ถ้าฉันไม่พอใจขึ้นมา เจ้าก็รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

เสียงเปียโนเปื้อนเลือดสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว

สำหรับวัตถุปนเปื้อนอย่างมัน เสียงกรีดร้องและโหยหวนต่างหากคือท่วงทำนองที่ไพเราะที่สุด

แต่หลังลังเลอยู่ครู่หนึ่ง มันก็เลือกจะเล่นเพลงอีกทำนองหนึ่งแทน เพลงที่มีทั้งความเศร้าและความบิดเบี้ยวผสมอยู่ในทุกคีย์

ท่านเจ้าลัทธิ… ข้าขอฝากชีวิตไว้กับท่านแล้ว!

จบบทที่ บทที่ 68 เพื่อนเก่า

คัดลอกลิงก์แล้ว