- หน้าแรก
- สเปซมารีนแห่งสำนักหมี
- บทที่ 1761. การเปลี่ยนแปลงของประสาทสัมผัส
บทที่ 1761. การเปลี่ยนแปลงของประสาทสัมผัส
บทที่ 1761. การเปลี่ยนแปลงของประสาทสัมผัส
บทที่ 1761. การเปลี่ยนแปลงของประสาทสัมผัส
แลนเปิดใช้งาน【เนตรวิญญาณ】ในสมองของเขา
ประสาทสัมผัสใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้นจากจิตสำนึกและสมองส่วนลึกผ่านทฤษฎี 'ดวงตาภายใน' ของไบร์เกนเวิร์ธแห่งยาร์นัมนี้ เป็น 'สัมผัสที่หก' ที่แตกต่างไปจากประสาทสัมผัสทั้งห้าเดิมของมนุษย์
มันทำให้มองเห็นความจริงภายใต้เปลือกนอกและมองเห็นโลกที่ลึกล้ำยิ่งกว่า
แน่นอนว่านี่คือความสามารถที่ทรงพลังและลึกลับ
ตามทฤษฎีของไบร์เกนเวิร์ธ การยกระดับของประสาทสัมผัสนี้จะนำไปสู่การยกระดับตัวตนทั้งหมดของบุคคลนั้น เมื่อมนุษย์ครอบครองวิสัยทัศน์ของเทพโบราณย่อมก้าวขึ้นสู่สถานะเดียวกับเทพโบราณโดยธรรมชาติ
ทว่าความสามารถนี้แม้จะทรงพลังในทางศาสตร์ลึกลับ แต่ในแง่ความเป็นจริงแล้ว...กลับมีข้อจำกัดไม่น้อย
【เนตรวิญญาณ】มอบความสามารถในการมองทะลุความจริงให้ผู้ครอบครอง แต่มันกลับไม่ได้ช่วยให้สายตาของผู้ครอบครองดีขึ้นสักเท่าไหร่ พูดตามตรงก็คือ——ไม่ได้ดีขึ้นเลย
สายตาสั้นก็ยังคงสั้น มองเห็นภาพเบลอก็ยังคงเบลอ เพียงแต่【เนตรวิญญาณ】จะแสดงภาพความจริงขึ้นมาในสมองท่ามกลางความเลือนรางนั้น ข้อนี้ต่อให้ตาบอดก็ไม่มีปัญหา
สิ่งที่อยู่นอกระยะสายตาก็ยังคงมองไม่เห็น มีสิ่งกีดขวางบังอยู่ก็มองทะลุไม่ได้
【เนตรวิญญาณ】เหมือนกับฟิลเตอร์ชั้นหนึ่งเสียมากกว่าที่ทำให้ภาพและฉากแสดงความจริงที่ซ่อนเร้นออกมา
แต่หน้าจอแสดงผลของเจ้ามีความละเอียดเท่าไหร่ แสดงรายละเอียดได้มากแค่ไหน นั่นเป็นเรื่องที่มันควบคุมไม่ได้และเป็นปัญหาทางฮาร์ดแวร์ที่ไม่เกี่ยวกับมัน
สาเหตุที่ความสามารถในการรับรู้นี้ดูเฉียบคมอย่างยิ่งในตัวแลนจนแทบจะแยกแยะภาพลวงตาและเข้าถึงแก่นแท้ได้ทุกครั้ง
นั่นเป็นเพราะทักษะการสังเกตของแลนเองนั้นแข็งแกร่งมากอยู่แล้ว
ประสาทสัมผัสของนักล่าอสูรเดิมทีก็คือทักษะการสังเกตที่เหนือกว่าขีดจำกัดของปุถุชน บวกกับการดัดแปลงเสริมแกร่งต่อเนื่องหลังจากนั้น
โดยเฉพาะหลังจากที่การดัดแปลง【อวัยวะควบคุมการมองเห็น】เสร็จสมบูรณ์และได้ทำการแทรกแซงรักษาเซลล์การมองเห็นด้วยแสง ระยะการมองเห็นและการมองเห็นในที่แสงน้อยของแลนก็อยู่ในระดับที่เหนือกว่าขีดจำกัดของมนุษย์ไปแล้ว
เมื่อมี 'ฮาร์ดแวร์' เช่นนี้รองรับ 【เนตรวิญญาณ】ย่อมแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่
แต่ครั้งนี้หลังจากใช้【เนตรวิญญาณ】สัมผัสศิลาจารึกโบราณของอารยธรรมอิซูตรงหน้า...ความรู้สึกของแลนก็เกิดการเปลี่ยนแปลง
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยจากนั้นลองหลับตาลงเพื่อทดสอบ
และทันใดนั้นท่ามกลางความมืดมิดขณะหลับตา เขารู้สึกได้ทันทีว่ามีคลื่นตรวจจับคล้ายกับการสแกนของเรดาร์แผ่ขยายออกจากร่างกายของเขาเป็นศูนย์กลางไปยังรอบทิศทางอย่างสม่ำเสมอ
พร้อมทั้งส่งผลลัพธ์จากการสแกนกลับมายังสมองของเขา
ข้ากลายเป็นมนุษย์เรดาร์ไปแล้วรึ? ถ้ากำลังส่งมากเกินไปจะแผ่รังสีใส่รอบข้างไหมเนี่ย?
แลนคิดเรื่องไร้สาระอยู่ในหัว
"ไม่ใช่เรดาร์มนุษย์และท่านก็จะไม่แผ่รังสีใส่รอบข้างครับเจ้านาย" เสียงของแมนทอสจัดระเบียบความคิดให้ร่างต้นอย่างเป็นระบบ "ทางผมได้รับข้อมูลประสาทสัมผัสชุดใหม่เข้ามาเชื่อมต่อครับ"
"มองในมุมของผมนะครับเจ้านาย ตอนนี้ท่านน่าจะถือว่ามีวิธีรับรู้โลกเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งรูปแบบ จากการเปรียบเทียบข้อมูล ความรู้สึกนี้มีความคล้ายคลึงกับ【เนตรแห่งอาธีน่า】ที่คุณคาสซานดราเคยอธิบายไว้ถึง 92.4% ครับ"
นักล่าอสูรเห็นด้วยกับเรื่องนี้ "ใช่ เหมือนมากจริงๆ"
ในการรับรู้ผ่านการสแกนท่ามกลางความมืดมิด เขาสามารถสัมผัสถึงแท่นหินด้านหลัง รวมถึงตำแหน่งและรูปร่างของเครื่องบรรณาการและรูปปั้นโดยรอบได้อย่างชัดเจน
ในการต่อสู้ก่อนหน้านี้แลนมักจะสามารถจดจ่อกับศัตรูตรงหน้า ไปพร้อมๆ กับรับมือความเปลี่ยนแปลงด้านหลังได้อย่างสบายๆ
แต่เมื่อก่อนกับตอนนี้ไม่เหมือนกัน
เมื่อก่อนเขาอาศัยความจำชั่วขณะหลังจากกวาดตามองสภาพสนามรบ ผสานกับความสามารถในการวิเคราะห์คาดการณ์ข้อมูลของแมนทอส บวกกับประสาทการได้ยินอันเหนือมนุษย์และสัมผัสจากแรงกดอากาศ...
ข้อมูลประสาทสัมผัสรวมเหล่านี้เพื่อ 'คาดเดา' ว่ามีอะไรอยู่ด้านหลัง หรือเกิดอะไรขึ้น
แต่ตอนนี้เขาได้สัมผัสด้วยตัวเองแล้วว่ามุมมองสามร้อยหกสิบองศาเป็นอย่างไร
หรือว่า【เนตรวิญญาณ】จะได้รับการกระตุ้นจนได้รับความสามารถในการรับรู้ที่คล้ายกับลูกครึ่งชาวอิซูมา?
แลนคาดเดาขณะเดียวกันก็ใช้ตาเปล่าพิจารณาศิลาจารึกโบราณอย่างละเอียด
หลังจากใช้【เนตรวิญญาณ】มองไปหนึ่งครั้งและได้รับการกระตุ้นจนพัฒนาขึ้นแล้ว พอมองอีกครั้งก็ไม่มีผลอะไร
ศิลาจารึกแผ่นเล็กๆ แค่นี้ แต่กลับให้ผลลัพธ์ที่รุนแรงกว่ารูปปั้นซุสขว้างสายฟ้าขนาดมหึมาบนเกาะเคฟาโลเนียเสียอีก
นี่เป็นอานิสงส์จากเทคโนโลยีของชาวอิซูจำนวนมากที่หลงเหลืออยู่บนนั้น
บางทีถ้าให้คาสซานดรามาดูสักหน่อย เธอก็น่าจะได้รับการยกระดับจากมันได้เช่นกัน
ขณะที่แลนกำลังสัมผัสกับประสาทรับรู้อันแปลกใหม่ที่แผ่ออกมาจาก【เนตรวิญญาณ】 ทางด้านฟีเดียสก็ขอให้แลนช่วยถือคบเพลิงให้
ส่วนตัวเขาเองแทบอยากจะเอาตัวแนบไปกับศิลาจารึกโบราณเพื่อคัดลอกลวดลายบนนั้นออกมา
"เจ้าดูจะชำนาญเรื่องพวกนี้จังนะฟีเดียส"
แลนมองดูการกระทำของอีกฝ่ายแล้วยิ้มแซว
ฟีเดียสหาจังหวะโบกมือปฏิเสธระหว่างคัดลอกลวดลาย ทำท่าเหมือนไม่ได้ใส่ใจอะไร
"ไม่ปิดบังหรอกนะ ข้าเก็บรวบรวมภาพสลักลวดลายจากพระราชวังโบราณ ซากปรักหักพัง และสุสานมาเยอะจริงๆ ก็ข้าทำงานด้านนี้นี่นา 'โสกราตีสเคยบอกข้าว่า 'ความอยากรู้อยากเห็นเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้'"
"อีกอย่างข้ามีทั้งเงินทั้งชื่อเสียง การจะไล่ตามสิ่งที่ตัวเองอยากรู้บ้าง มันก็เรื่องปกติไม่ใช่เหรอ?"
"เพียงแต่เมื่อก่อนส่วนใหญ่ข้าจะจ้างทหารรับจ้างให้เข้าไปคัดลอกลายในโบราณสถานพวกนั้นมาให้ นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเข้ามาสำรวจด้วยตัวเอง"
พูดจบฟีเดียสก็หันไปมองห้องโถงสุสานอันมืดมิดด้วยความหวาดหวั่น
"ทวยเทพคุ้มครอง ถ้าไม่เจอเจ้ากับปุยฝ้าย ข้าเข้ามาคนเดียวคงเดินได้ไม่ถึงสองก้าวก็ม่องเท่งแล้ว...ในนี้อันตรายจริงๆ ข้าน่าจะจ่ายค่าจ้างให้พวกทหารรับจ้างพวกนั้นเพิ่มอีกหน่อยนะเนี่ย"
"ฟังจากที่เจ้าพูด นี่..." ท่ามกลางความซาบซึ้งของประติมากรแลนกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย "ฟีเดียส สรุปแล้วเจ้าเก็บรวบรวมภาพสลักลวดลายจากโบราณสถานพวกนี้มาเท่าไหร่กันแน่?"
"ไม่เยอะ!" ฟีเดียสตอบเสียงหนักแน่น "ข้าซื้อบ้านหลังหนึ่งในเอเธนส์ไว้เก็บพวกกระดาษคัดลอกลาย แผ่นจารึก แล้วก็ชิ้นส่วนรูปปั้นเล็กๆ ที่ข้าลองจำลองขึ้นมาโดยเฉพาะเลย"
โอเค
สมเป็นประติมากรผู้ยิ่งใหญ่ที่มีชื่อเสียงก้องโลกกรีก เล่นใหญ่ไม่เหมือนใครจริงๆ
เอเธนส์เป็นศูนย์กลางการค้าและวัฒนธรรมของโลกกรีกอย่างไม่ต้องสงสัย สถานที่แบบนี้ไม่ว่ายุคไหน ขอแค่มีแนวคิดเรื่องมูลค่าที่ดินมันต้องไม่ถูกแน่ๆ ซื้อบ้านที่นี่เพื่อเอามาเก็บฟิกเกอร์เนี่ยนะ?
"ฮะๆ อย่าดูถูกของพวกนี้นะสหายของข้า"
ฟีเดียสพูดพลางหัวเราะ น้ำเสียงแฝงความภูมิใจและเพลิดเพลินในสิ่งที่ทำ
"ข้าคิดว่าเฮโรโดตุสคงเคยเล่าให้เจ้าฟังเกี่ยวกับ 'อารยธรรมแรกเริ่ม', 'ผู้มาก่อน', 'ชาวอิซู' ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไร สรุปก็คือเรื่องราวระหว่างทวยเทพนั่นแหละ"
แนวคิดของเฮโรโดตุสความจริงแล้วคือการลดทอนความเป็นเทพของชาวอิซู ซึ่งเป็นอารยธรรมยุคก่อนที่มีภาพลักษณ์ตรงกับ 'ทวยเทพ' ในความหมายทั่วไป เขาเชื่อว่าแม้ชาวอิซูจะแข็งแกร่งดั่งทวยเทพเมื่อเทียบกับมนุษย์ในปัจจุบัน
แต่พวกเขาไม่ใช่ทวยเทพ
ทว่าแนวคิดของเฮโรโดตุสนี้การจะเข้าใจได้ต้องมีพื้นฐานการคิดวิเคราะห์ที่ดีพอสมควร และต้องมีมุมมองต่อศรัทธาและตำนานที่ค่อนข้างเป็นกลาง ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องที่สูงเกินไป
เช่นเดียวกับฟีเดียสและบาร์นาบัสที่มองว่าชาวอิซูคือทวยเทพ และคิดว่าเฮโรโดตุสเพียงแค่ค้นพบหลักฐานที่จับต้องได้ของการมีอยู่ของทวยเทพเท่านั้น
มุมมองแบบนี้ต่างหากคือเรื่องปกติของผู้คนที่ได้รับรู้เรื่องนี้หลังจากที่เฮโรโดตุสเปิดเผยการค้นพบของเขาในวงจำกัด
แลนเข้าใจจุดนี้และอดทนฟังฟีเดียสพูดต่อไป
"และในภาพสลักลวดลายที่ถูกขุดพบและสืบทอดมาจากยุคโบราณเหล่านี้ ก็มีความรู้และเรื่องราวของพวกเขาซ่อนอยู่ด้วยนะ!"
"แต่ไม่ได้จะโม้นะ การที่จะค้นหาส่วนที่มีค่าจริงๆ จากภาพสลักลวดลายที่เหลืออยู่ในโบราณสถานมากมายขนาดนั้น และมีความสามารถที่จะตีความ ถอดรหัสพวกมันได้..."
พูดถึงตรงนี้ฟีเดียสก็เลิกคิ้วขึ้น ท่าทีเปลี่ยนเป็นไม่เกรงใจใคร
"ข้าว่าในโลกกรีกนี้ก็มีแค่ข้าคนเดียวนี่แหละที่ทำได้!"
แลนไม่มีความเห็นคัดค้านต่อการประเมินตนเองของฟีเดียส
เพราะพรสวรรค์และความสามารถด้านสถาปัตยกรรมและประติมากรรมของเขา ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านสิ่งมหัศจรรย์อย่างวิหารพาร์เธนอนและรูปปั้นเทพีอาธีน่าองค์ใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนทะเลอีเจียน ไม่มีใครสงสัยในข้อนี้ได้
หากจะบอกว่ามีใครที่สามารถเข้าใจความเชื่อมโยงและความรู้ที่ซ่อนอยู่ได้ โดยอาศัยเพียงภาพสลักลวดลายท่ามกลางกลุ่มสถาปัตยกรรมโบราณที่เสียหายและมีจำนวนมากมายมหาศาล บางทีทั้งโลกกรีกอาจจะมีแค่ฟีเดียสคนเดียวที่มีความสามารถนี้จริงๆ
"ถ้าเช่นนั้นท่านประติมากรและสถาปนิกผู้ยิ่งใหญ่" นักล่าอสูรเอ่ยปากเยินยอด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง "ท่านวิจัยมาจนถึงตอนนี้ มีผลงานอะไรที่จะทำให้ปุถุชนอย่างพวกเราได้เปิดหูเปิดตาบ้างไหม?"
"เอ่อ..."
พอพูดถึงตรงนี้ฟีเดียสก็คอตก
"ข้ามี...มีผลงานแน่ๆ ใกล้แล้ว เดี๋ยวก็มีแล้ว! รอข้าวิจัยอีกสักพัก หาเบาะแสจากโบราณสถานสำคัญอีกสักสองสามแห่งมาปะติดปะต่อกันก่อน!"
ว่าแล้วก็พ่นคำพูดที่ฟังไม่เข้าใจออกมาเป็นชุด เช่น 'การวิจัยสถาปัตยกรรมโบราณมันง่ายซะที่ไหน', 'นี่มันโบราณวัตถุ ต้องระมัดระวัง' อะไรทำนองนั้น
บรรยากาศในสุสานอันวังเวงพลันดูครึกครื้นขึ้นมาทันตา
หลังจากฟีเดียสรีบคัดลอกลวดลายที่เขาสนใจบนศิลาจารึกโบราณจนครบ คณะของพวกเขาก็ไม่มีธุระอะไรในสุสานแชมเปี้ยนแห่งแรกนี้อีก
พวกเขาย้อนกลับทางเดิม กับดักและงูพิษยังคงไม่อาจสร้างภัยคุกคามได้แม้แต่น้อย
กว่าแลนจะโยนฟีเดียสขึ้นไปจากก้นปล่องวงกลมที่เปิดโล่ง เวลาก็ล่วงเลยเข้าใกล้เที่ยงวันแล้ว แสงแดดอันร้อนแรงของทะเลอีเจียนสาดส่องลงมา อุณหภูมิอย่างต่ำน่าจะสามสิบเจ็ดสามสิบแปดองศา
ด้านบนปล่อง ศพของทหารเอเธนส์และโจรยังคงนอนเกลื่อนกลาดระเกะระกะ
กลิ่นคาวเลือดเริ่มส่งกลิ่นเน่าเหม็นจางๆ ภายใต้อุณหภูมิสูง
บนเนินเขาที่ฝังสุสานโบราณมีฝูงไฮยีน่ากำลังป้วนเปี้ยนอยู่ น่าจะถูกกลิ่นคาวเลือดดึงดูดมา
ผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียน การแลกเปลี่ยนระหว่างแอฟริกากับเมืองชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนนั้นใกล้ชิดกันมาก การพบเห็นไฮยีน่าในโลกกรีกจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
ในยุคสมัยนี้พื้นที่ป่ายังคงเถื่อนถ้ำเกินไป
เพราะมีเพื่อนเก่าอย่างฟีเดียสที่บังเอิญเจอระหว่างทาง แลนจึงต้องยอมละทิ้งการแกะรอยเท้าและการไล่ตามไปจนถึงจุดพักแรมยามค่ำคืนของคัลลิอัสไปก่อนในวันนี้
อย่างน้อยเขาก็ต้องพาฟีเดียสกลับไปส่งที่โอลิมเปียให้ได้ก่อน
ไม่อย่างนั้นท่านประติมากรผู้ยิ่งใหญ่คงโดนไฮยีน่า สิงโต หรือสัตว์ร้ายอื่นๆ แทะกินระหว่างทางแน่ๆ หรือถ้าโชคร้ายหน่อยก็อาจเจอพวกโจรดักปล้นอีก
(จบตอน)