- หน้าแรก
- สเปซมารีนแห่งสำนักหมี
- บทที่ 68: เอเลีย สตาร์ค
บทที่ 68: เอเลีย สตาร์ค
บทที่ 68: เอเลีย สตาร์ค
บทที่ 68: เอเลีย สตาร์ค
เมื่อได้เห็นแม่มดอีกครั้ง นางนอนคว่ำอยู่บนพื้นทรายที่เปื้อนเลือด ส่ายศีรษะพยายามรักษาความรู้สึกตัวไว้
หากไม่นับขาทั้งสองข้างของนางแล้ว มาร์กาเร็ตต้าในตอนนี้ดูเหมือนหญิงขี้เมาที่ดื่มมากเกินไปจนฟุบลงกับพื้น
ดูเหมือนว่าการฝืนร่ายเวทเมื่อครู่จะสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อระบบประสาทของนางจริงๆ
“นี่น่ะหรือผู้อำนวยการเอเรทูซา?”
ฟิลิปประคองแลนเดินเข้ามา สีหน้าค่อนข้างไม่เชื่อ
“ไม่ใช่ว่าแม่มดทุกคนจะ... เอ่อ~ ร้อนแรงสุดๆ หรอกรึ?”
“นางดูธรรมดาๆ นะ”
“ผลของครีมเวทมนตร์น่ะ” แลนโบกมือ อธิบายให้เขาฟัง “ข้าถามนางแล้ว ตอนที่พูดคุยเรื่องรูปลักษณ์ ความมั่นใจอย่างเป็นธรรมชาติของนางตอนนั้นไม่เหมือนของปลอมเลย”
“งั้นพวกเราคงต้องระวังหน่อย อย่าไปเช็ดครีมบนหน้านางออกล่ะ” ฟิลิปเบ้ปาก
“ทหารใต้บังคับบัญชาของข้า ข้ารู้ดี เป็นพวกที่ควบคุมความใคร่ไม่ได้ ต่อให้เจ้าบอกพวกเขาว่านี่เป็นบุคคลสำคัญ แต่ขอเพียงแม่มดร้อนแรงเหมือนในข่าวลือจริงๆ ในหมู่พวกนั้นต้องมีคนมือไม้ซุกซนแน่นอน”
“พวกเขาควบคุมความใคร่ไม่ได้ก็เรื่องปกติ แต่เจ้าคุมพวกเขาไม่ได้รึ?”
“เหอะ!” ฟิลิปเหลือบมองแลน หัวเราะหึออกมา
“ดูเจ้าก็รู้ว่าไม่เคยคุมคน เพื่อนยาก บารมีเป็นของสิ้นเปลือง ถ้าเจ้าเอาแต่ใช้บารมีจัดการทุกเรื่องขี้ประติ๋ว พอเกิดเรื่องใหญ่จริงๆ ขึ้นมา ลูกน้องก็ไม่จริงจังแล้ว”
แลนยกมือขึ้นอย่างอ่อนแรง ชูนิ้วโป้ง
“ข้าไม่เคยเป็นหัวหน้าจริงๆ ได้รับคำชี้แนะแล้ว”
ฟิลิปไม่กล้าปล่อยให้อาการบาดเจ็บของแม่มดล่าช้า ม้าที่เขาสั่งเตรียมไว้ก็พร้อมอย่างรวดเร็ว
ถึงแม้ร่างกายแม่มดจะอ่อนแอ แต่สติสัมปชัญญะก็กลับมาแจ่มใสพอดีในตอนนี้
“ไม่ ไม่ต้องใช้เปลหาม วิทเชอร์ เจ้าพาข้าขี่ม้าไปด้วยกันก็พอ”
ในตอนนี้ แลนก็ได้ไปนำดาบเงินและป๊อปอายกลับมาจากในป่าแล้ว
เขารู้สึกว่ารอยต่อกระดูกยังคงเจ็บปวดภายใต้การกัดกร่อนของพิษโพชั่น ความรู้สึกนี้คล้ายกับอาการไข้สูงไม่ลด
สำหรับเขาแล้ว ยังไม่ถึงกับขี่ม้าไม่ได้
“ท่านทนไหวหรือ สุภาพสตรี?”
แลนมองขาสองข้างของแม่มดอย่างสงสัย
บาดแผลนั้นเน่าเปื่อยจนเกือบจะเห็นกระดูกแล้วจริงๆ
มาร์กาเร็ตต้านวดขมับตอบ “บาดแผลกับการติดเชื้อไม่เป็นไร รีบกลับเอเรทูซาให้เร็วที่สุด มีเวทมนตร์รักษา ข้าถึงกับทำให้ขาของข้าสวยงามกว่าเดิมยังได้”
ถึงตอนนี้ความยึดติดเกี่ยวกับขาทั้งสองข้างก็ยังเป็นเรื่อง "ความสวยงาม" งั้นรึ? ปฏิกิริยาแรกของคนปกติไม่ควรจะเป็นการฟื้นฟูความสามารถในการเคลื่อนไหวหรอกหรือ?
แลนไม่เข้าใจเล็กน้อยว่าในสมองของแม่มดกำลังคิดอะไรอยู่
ฟิลิปแบ่งทหารม้าคนหนึ่ง ซึ่งก็คือยอร์ค รับผิดชอบคุ้มกันแลนและมาร์กาเร็ตต้าไปยังกอร์ส เวเลน
เพราะทั้งวิทเชอร์และแม่มด ตอนนี้ดูไม่เหมือนจะต่อสู้ได้เลย
ส่วนทหารม้าที่เหลือ จะพาเด็กๆ ที่ได้รับการช่วยเหลือ และหลักฐานการก่ออาชญากรรมของค่ายแห่งนี้ไปยังปราสาทรังกาที่ท่านลอร์ดอยู่
เพื่อมอบชื่อเสียงครั้งใหม่แด่ลอร์ดวีเซราด
แลนพลิกตัวขึ้นม้า ปรับหัวม้าร่วมกับยอร์ค เตรียมออกเดินทางฝ่าความมืดมิดยามค่ำคืน
สีหน้าของมาร์กาเร็ตต้าเดิมทีแย่มาก อันที่จริงผู้ป่วยที่บาดแผลติดเชื้อก็ไม่มีทางสีหน้าดีได้อยู่แล้ว
แต่ที่แปลกคือ หลังจากขึ้นมาอยู่บนหลังป๊อปอายด้วยกัน แม่มดก็ราวกับว่าร่างกายท่อนบนไม่มีกระดูก เอนตัวพิงเข้ากับร่างของแลน
สีหน้าก็พลันผ่อนคลายลงทันที
ถึงแม้จะคั่นด้วยชุดเกราะหนักทั้งชุด แลนก็ยังคงสัมผัสได้ถึงความยืดหยุ่นและส่วนโค้งเว้าอันน่าทึ่งของร่างสตรีเบื้องหน้า
ครีมเวทมนตร์ไม่อาจเปลี่ยนรูปร่างได้
แต่รูปร่างนี่มันของปลอมชัดๆ! ในโลกความเป็นจริงมีรูปร่างส่วนโค้งเว้าอย่างกับพวกรูปแต่งแบบนั้นอยู่ด้วยเรอะ! มีเวทมนตร์แล้วจะไร้เหตุผลแบบนี้เลยรึไง?
“...ท่านทำอะไร?”
แลนขมวดคิ้วเล็กน้อย
ถึงแม้ชายหนุ่มจะอยู่ในวัยเลือดลมพลุ่งพล่าน การกลายพันธุ์ของวิทเชอร์ก็จะทำให้ฮอร์โมนหลั่งมากเกินไปก็ตาม
แต่ตอนนี้เขากำลังทรมานเพราะพิษในร่างกาย และแม่มดในอ้อมแขนก็ไม่ได้ดึงดูดใจเพราะครีมเวทมนตร์... ถึงแม้รูปร่างจะสุดยอดจริงๆ ก็เถอะ
“เปล่า ไม่มีอะไร”
มาร์กาเร็ตต้าหลุดออกจากความรู้สึกซาบซ่านคล้ายถูกไฟฟ้าช็อตเบาๆ พูดออกมาอย่างไม่รู้ไม่ชี้
ที่เยนเนเฟอร์พูดเป็นเรื่องจริง!
ผู้อำนวยการเอเรทูซาร้องตะโกนในใจ
เพื่อนสนิทแม่มดของนางมีคนรักเป็นวิทเชอร์ ประสบการณ์ความรักที่เดี๋ยวรักเดี๋ยวเลิกของทั้งคู่เป็นหัวข้อสนทนาชั้นดีในวงสังคม
ในงานเลี้ยงสังสรรค์ของพวกนาง เยนเนเฟอร์อ้างว่าปฏิกิริยาพลังเวทในร่างของวิทเชอร์จะรบกวนแม่มดได้
ถึงแม้ระดับจะอ่อนมาก ไม่มีทางรบกวนการร่ายเวทได้เลยก็ตาม แต่ความรู้สึกที่เกิดจากการรบกวนของพลังเวทนั้น กลับสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในฉากที่มีความสุขบางอย่างได้...
ผู้หญิงเวลาทะลึ่งขึ้นมาจะทำให้ผู้ชายตกใจได้ และแม่มดยิ่งเป็นสุดยอดแห่งความทะลึ่ง!
ตอนนี้นางไม่ได้มีความคิดอื่นใด การแสวงหาความรู้สึกนี้เป็นเพียงเพื่อใช้เป็นยาแก้ปวดชั่วคราว บรรเทาความเจ็บปวดจากบาดแผลเน่าเปื่อยที่ขาของนางเท่านั้น
เพียงแต่...
มาร์กาเร็ตต้าเหลือบมองไปด้านหลังอย่างแนบเนียน
ปฏิกิริยาพลังเวทในร่างของเจ้าหมอนี่ แข็งแกร่งกว่าที่เยนเนเฟอร์บรรยายไว้อีก! การกลายพันธุ์ระหว่างวิทเชอร์ยังมีความแตกต่างด้านความเข้มข้นด้วยรึ?
ยอร์คถือทวนยาว พยักหน้าให้แลนบนหลังม้า เป็นสัญญาณว่าออกเดินทางได้
และในขณะนั้นเอง ไวท์ก็จูงเด็กน้อยผมสีน้ำตาลที่เปียกโชกไปทั้งตัวเดินมาหาแลนที่อยู่บนหลังม้า
จะว่าให้ถูกคือ ตอนแรกเป็นไวท์จูงมา พอเห็นแลนเข้า เด็กน้อยคนนี้ก็ดวงตาเป็นประกาย พุ่งเข้าหาแลนอย่างตื่นเต้นสุดขีด ทิ้งไวท์ผู้นำทางไว้ข้างหลัง
“เอเลีย เจ้าวิ่งช้าๆ หน่อย!”
ไวท์ตะโกนลั่น
ยอร์คกับแลนเลิกคิ้วขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย เด็กผมสีน้ำตาลคนนี้เป็นผู้หญิงงั้นรึ?
จะโทษทั้งสองคนก็ไม่ได้ ผมสีน้ำตาลและดวงตาสีเทาของเอเลียมีความรู้สึกเย็นชาอยู่ในตัว ซึ่งจะลดทอนความเป็นหญิงโดยธรรมชาติ
และที่เอวของนางยังเหน็บดาบสั้นปลายแหลมเล่มหนึ่ง ท่าทางกระโดดโลดเต้นร้อนรนยิ่งดูเหมือนเด็กผู้ชาย
อารมณ์ของนางดูเหมือนจะแข็งกร้าวกว่าเด็กผู้ชายส่วนใหญ่มาก ไม่รอให้ไวท์ตามมาทัน
เอเลียก็เงยหน้าขึ้นอย่างชื่นชม จ้องมองแลนเขม็ง
“ท่านผู้ยิ่งใหญ่ ท่านเป็นอัศวินที่เก่งกาจที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นมาเลย! ท่านจะให้ข้าเป็นผู้ติดตามของท่านได้หรือไม่?”
วิทเชอร์หนุ่มมองเด็กหญิงที่โผล่พรวดออกมาอย่างงุนงง
“ข้าไม่ใช่ ‘ท่านผู้ยิ่งใหญ่’ หรือ ‘อัศวิน’ อะไรทั้งนั้น เจ้าก็ไม่ต้องใช้คำยกย่อง... ไม่ใช่สิ! เด็กคนนี้เป็นใครกัน?”
แลนหันไปถามยอร์ค ทหารหอกยาวเองก็งงเป็นไก่ตาแตก ด้วยระดับการศึกษาของเขาอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคำยกย่องควรใช้อย่างไร
กลับเป็นเด็กหญิงเองที่แนะนำตัวเองอย่างตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่
“เอเลีย เอเลีย สตาร์ค นี่คือชื่อของข้า ท่านผู้ยิ่งใหญ่”
ดวงตาแมวของวิทเชอร์กวาดมองเด็กหญิงขึ้นลง
เขาพบว่าความตื่นเต้นของเด็กหญิงคนนี้แตกต่างจากเด็กคนอื่นๆ ที่ได้รับการช่วยเหลืออย่างมาก
คนอื่นๆ คือความโล่งใจที่รอดชีวิตมาได้ แต่เจ้าเด็กนี่กลับทั้งแปลกใหม่ทั้งตื่นเต้น
นางคิดว่าการถูกลักพาตัวไปขายเป็นเกมรึไง?
“ข้าว่า... เจ้าคงไม่ได้อยู่ในค่ายนี้มาหลายวันสินะ?”
คาดว่าคงมีแต่เด็กที่เพิ่งมาได้ไม่กี่วันถึงจะมองโลกในแง่ดีได้ขนาดนี้กระมัง
ไวท์ที่ตามมาทันแทรกขึ้นมา
“ใช่ เอเลียเพิ่งถูกจับมาเมื่อวานนี้เอง นางยังแบ่งของอร่อยให้พวกเราในกรงด้วย... เรียกว่าอะไรนะ?”
“พายหมูทอด ข้าไม่ได้ถูกจับมา ข้าแค่เผลอแป๊บเดียวก็พลัดหลงกับทุกคนแล้ว พายนั่นเดิมทีเป็นของว่างของข้า”
“พลัดหลง?” ยอร์คเกาศีรษะ “เจ้าพลัดหลงกับครอบครัวรึ? ถ้าอยู่ไม่ไกล บางทีพวกเราอาจจะช่วยตามหาให้ได้”
เอเลียพยักหน้า “ไม่ใช่แค่ครอบครัว แต่ยังมีขบวนเสด็จของกษัตริย์ด้วย พวกเรากำลังตามเสด็จกษัตริย์ไปยังคิงส์แลนดิ้ง”
“กษัตริย์? คิงส์แลนดิ้ง? เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร? กษัตริย์ฟอลเทสต์ไม่ได้เสด็จมาที่บ่อโคลนนี่หลายปีดีดักแล้ว”
ยอร์คงุนงงอย่างยิ่ง “บ่อโคลน” คือชื่อเรียก "อย่างสนิทสนม" ที่ชาวเวเลนใช้เรียกบ้านเกิดของตน
“ช่างเถอะ เด็กคนนี้คงฟังนิทานมาเยอะ ตอนนี้คงตกใจ เลยพูดจาเลอะเทอะไปหมด ว่าไง แลน?”
เอเลียไม่มีปฏิกิริยาต่อคำพูดของยอร์ค สองวันที่ผ่านมาคุยกับเด็กๆ ในกรง พวกนั้นไม่รู้จักแม้กระทั่ง “สตาร์ค”
ดังนั้น เอเลียจึงเข้าใจว่า ตนเองอาจจะกำลังจะเริ่มต้นการผจญภัยที่ไม่รู้จัก เหมือนในนิทานวัยเด็กแล้ว
สิ่งนี้ทำให้เด็กหญิงที่ชอบจับดาบถือทวนมาตั้งแต่เล็กตื่นเต้นอย่างยิ่ง
ตอนนี้นางจ้องมองเพียง “อัศวินผู้ยิ่งใหญ่” ที่บุกทำลายค่ายศัตรูได้ด้วยตัวคนเดียวเท่านั้น
แลนตอนนี้ก็มึนงงมากเช่นกัน แต่แม่มดกลับขมวดคิ้วพลางโบกมือ
“พานางไปด้วยเถอะ ข้าขอแค่ให้พวกเราออกเดินทางได้เร็วหน่อยก็พอ ต่อให้หาพ่อแม่นางไม่เจอ พอถึงกอร์ส เวเลน ข้าพูดแค่คำเดียวก็หางานที่เลี้ยงตัวเองได้ให้นางได้แล้ว”
วิทเชอร์กับแม่มดต่างก็ทนสภาพร่างกายที่เสียหายนี้ไม่ไหวแล้ว
ดังนั้น ยอร์คจึงอุ้มเด็กหญิงขึ้นม้า ทั้งสี่คน สองม้า ออกเดินทาง
(จบบท)