เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 138 การประลองแห่งความตาย

บทที่ 138 การประลองแห่งความตาย

บทที่ 138 การประลองแห่งความตาย


“คำขอ?”

สีหน้าของรองเจ้าสำนักฉีมืดมนลง แม้แต่รองเจ้าสำนักคนอื่นๆก็แสดงความประหลาดใจออกมา ในขณะเดียวกันศิษย์คนอื่นๆต่างก็ลอบยกนิ้วให้

มีด้วยหรือศิษย์ที่กล้าต่อรองกับสำนัก? เขาไม่กลัวจะถูกไล่ออกหรือยังไง?

เดิมทีรองเจ้าสำนักฉีก็ไม่ได้มีความประทับใจต่อเจียงอี้อยู่แล้ว นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมนางถึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงอันเย็นชา “เจ้าต้องการที่จะเรียกร้องสิ่งใด?”

เจียงอี้เผยรอยยิ้มอันคลุมเครือ “ง่ายมาก ข้าขอให้จัดการแข่งขันแบบการประลองแห่งความตาย มิฉะนั้นข้าจะไม่สามารถใช้พลังอย่างเต็มที่ได้!”

“หืม?”

หลังจากที่เจียงอี้กล่าวจบ การแสดงออกทางสีหน้าของฝูงชนก็เปลี่ยนไปในทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เคยเข้าไปในสุสานราชันสวรรค์อย่างองค์หญิงหยุนเฟย เหล่าอาจารย์ ศิษย์ชั้นยอดและศิษย์สำนักอัจฉริยะ

พวกเขารู้สึกหวาดกลัวไปถึงขั้วหัวใจเมื่อรำลึกถึงฉากที่เจียงอี้เข่นฆ่าผู้คนไปเป็นจำนวนมาก เมื่อนึกถึงเรื่องนั้นร่างกายของพวกเขาก็สั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุมได้

อย่าว่าแต่ห้าสิบคนเลย หากปีศาจน้อยตนนี้ปลดปล่อยเจตจำนงแห่งการสังหารออกมา แม้แต่ห้าร้อยคนก็เอาเขาไม่อยู่

หากเป็นการประลองปกติโดยยึดตามกฎของสำนักที่ว่าด้วยการห้ามสังหารศิษย์ด้วยกันมิฉะนั้นจะถูกเนรเทศออกจากสำนัก คนอย่างองค์หญิงหยุนเฟยหรือศิษย์ระดับสูงคงจะไม่คิดมาก

แต่ในตอนนี้ เมื่อได้ยินคำขอของเจียงอี้ พวกเขาหลายคนถึงกับก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว แม้แต่อาจารย์บางคนเองก็เช่นกัน

“เจ้าเรียกร้องการประลองแห่งความตาย? เจ้าไม่กลัวจะถูกฆ่าหรือยังไง?” รองเจ้าสำนักฉีเอ่ยถามขณะที่คิ้วขมวด

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจียงอี้ก็หัวเราะออกมาและกล่าวอย่างไม่แยแส

“ชีวิตและความตายนั้นขึ้นอยู่กับโชคชะตา ความมั่งคั่งและร่ำรวยก็ขึ้นอยู่กับสวรรค์เป็นผู้ตัดสิน ไม่ใช่ว่าเหล่าคณาจารย์คอยพร่ำสอนพวกเราว่าไม่ควรหวาดกลัวต่อความตายหรอกหรือ?”

“รองเจ้าสำนักฉี ท่านอย่าได้เป็นกังวลไป ข้าจะควบคุมตัวเองไม่ให้ได้รับบาดเจ็บมากเกินไป แต่ถ้าหากว่ามีใครมีความสามารถพอที่จะฆ่าข้าได้ เช่นนั้นข้า เจียงอี้ ก็คงทำได้เพียงแค่กล่าวโทษในความอ่อนแอของตัวเอง!”

“ก็ดี!”

รองเจ้าสำนักฉีตอบกลับด้วยความหงุดหงิด เมื่อมีลูกศิษย์เรียกร้องการประลองแห่งความตาย ทางสำนักก็ควรที่จะยอมรับมัน แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่านางเชื่อว่าเจียงอี้ไม่สามารถฆ่าใครได้ จากนั้นนางก็หันไปสบตากับรองเจ้าสำนักที่เหลือก่อนที่จะเบนสายตาไปหาฝูงชนและตะโกน

“พวกเจ้ามีใครที่เต็มใจจะประลองบ้าง? ศิษย์ชั้นยอดที่กล้าลงประลองจะได้รับคะแนนสะสมห้าร้อยคะแนน ศิษย์สำนักอัจฉริยะจะได้รับหนึ่งพันคะแนน ส่วนระดับอาจารย์จะได้รับสามพันคะแนน!”

ฟึบ! ฟึบ! ฟึบ!

ศิษย์หลายคนก้าวถอยหลังโดยมิได้นัดหมาย แม้แต่อาจารย์บางคนก็ถอยหลังไปถึงสองก้าว หลังจากคำประกาศของรองเจ้าสำนักฉีดังออกไป กลับไม่มีแม้แต่ผู้เดียวที่กล้าเข้าร่วมการประลอง

“พวกเจ้า?!”

ใบหน้าของรองเจ้าสำนักฉีบิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธและอับอาย นางเหลือบมองเหล่าคณาจารย์อย่างคาดโทษและเอ่ย “ไม่มีใครที่จะเข้าร่วมเลยรึ?”

เหล่าอาจารย์ต่างมองหน้ากัน ในที่สุดอาจารย์ชายสิบคนก็กัดฟันแน่นและก้าวออกมาอย่างไม่มีทางเลือก เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสายตาของบรรดาศิษย์ทั้งหลายและรองเจ้าสำนัก มันคงเป็นการเสียหน้ามากหากพวกเขาไม่ก้าวออกมา

หากเรื่องที่อาจารย์ในสำนักจิตอสูรไม่กล้าแม้แต่จะต่อกรกับศิษย์เพียงคนเดียวแพร่ไปสู่ภายนอก สำนักคงจะต้องตกอยู่ในความอับอายอย่างถึงที่สุด

เมื่อเห็นเช่นนั้น รองเจ้าสำนักฉีก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ จากนั้นนางก็กวาดสายตาไปมองเหล่าศิษย์ชั้นยอดและศิษย์สำนักอัจฉริยะ “ข้าจะเพิ่มรางวัลให้กับศิษย์ชั้นยอดเป็นคะแนนสะสมหนึ่งพันคะแนน ส่วนศิษย์สำนักอัจฉริยะจะเพิ่มเป็นสองพันคะแนน! อีกอย่างข้ายังอยู่ที่นี่ พวกเจ้าคิดหรือว่าข้าจะยอมปล่อยให้มีอุบัติเหตุใดๆเกิดขึ้นกับพวกเจ้า?”

ด้วยรางวัลที่เพิ่มขึ้นเช่นนี้ ความกล้าหาญของแต่ละคนย่อมต้องเพิ่มตามไปด้วย!

หลังจากที่รองเจ้าสำนักฉีกล่าวจบ ก็มีศิษย์หลายคนเริ่มหวั่นไหว ความจริงแล้วมีศิษย์สำนักอัจฉริยะบางคนที่มาจากขั้วอำนาจใหญ่ในอาณาจักรต้าเซี่ย พวกเขาไม่ได้ปักใจเชื่อว่าเจียงอี้นั้นมีพลังที่น่าเกรงขามตามข่าวลือ ดังนั้นพวกเขาหลายคนจึงได้ทำการลงทะเบียนเพื่อขึ้นประลอง

ในวันที่เจียงอี้ทำการกวาดล้างเหล่าศัตรูนั้น องค์หญิงหยุนเฟยก็ซ่อนตัวอยู่บริเวณนั้นด้วยเช่นกัน มันคือเหตุผลที่ว่าทำไมไม่ว่ารองเจ้าสำนักฉีจะหว่านล้อมนางสักแค่ไหน แต่นางก็ยืนยันหัวเด็ดตีนขาดว่ายังไงก็ไม่มีทางจะประลองกับปีศาจน้อยตนนี้เด็ดขาด

รองเจ้าสำนักฉีเริ่มร้อนใจ แต่จู่ๆนางก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้และรีบส่งกระแสจิตหาหยุนเฟย

“หยุนเฟย หากเจ้ายอมลงประลอง ข้าจะไม่ปล่อยให้มีสิ่งใดเกิดขึ้นกับเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเจ้าสามารถเอาชนะเจียงอี้ได้ ข้าจะมอบทักษะวิชาที่ข้าคิดค้นด้วยตัวเองอย่าง ‘ฝ่ามือระเบิดเมฆา’ ให้กับเจ้าด้วย!”

ดวงตาของหยุนเฟยเป็นประกายในทันที ฝ่ามือระเบิดเมฆาเป็นทักษะวิชาที่สร้างชื่อให้กับรองเจ้าสำนักฉี มันด้อยกว่าทักษะระดับสวรรค์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น! นางพึมพำกับตัวเองชั่วครู่ก่อนที่จะกัดฟันแน่นและเอ่ย “ข้าจะเข้าร่วมการประลองในครั้งนี้ด้วย!”

“โอ้โห!”

เหล่าลูกศิษย์ที่อยู่รอบตัวหยุนเฟยต่างก็แสดงความตื่นเต้นออกมา วิชาที่หยุนเฟยใช้นั้นไม่ธรรมดา หากว่ามีนางอยู่ด้วยก็จะยิ่งทำให้การประลองดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

ไม่นานนัก ผู้เข้าร่วมการประลองก็ได้รับการคัดสรรจนครบ ประกอบไปด้วยอาจารย์สิบคนและศิษย์สี่สิบคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจารย์สามคนในนั้นได้บรรลุถึงจุดสูงสุดของขอบเขตจื่อฝู่ ส่วนคนที่เหลือต่างก็มีระดับการบ่มเพาะอยู่ที่ขั้นที่เจ็ดเป็นอย่างน้อย

ทางด้านของลูกศิษย์ ผู้ที่อ่อนแอสุดก็อยู่ที่ขอบเขตจื่อฝู่ขั้นที่สอง อีกทั้งยังมีผู้ที่เหนือกว่าขอบเขตจื่อฝู่ขั้นที่ห้าอย่างหยุนเฟยและมีศิษย์อีกจำนวนหนึ่งที่ครอบครองทักษะวิชาเฉพาะตัว

จ้านอู๋ซวงเดินไปหาเจียงอี้อย่างเงียบเชียบและกระซิบที่ข้างหูของเขา “เจียงอี้ คนที่เจ้าต้องระวังมีเพียงแค่สามคนเท่านั้น หยุนเฟย, เสินอิงและอาหนี มีข่าวลือว่าศาสตร์เวทมนต์ของหยุนเฟยเป็นวิชาที่แปลกประหลาดมาก!”

“เสินอิงเป็นนายน้อยของตระกูลเสินจากหนึ่งในตระกูลใหญ่ของอาณาจักรต้าเซี่ย ข้าได้ข่าวมาว่าเขาครอบครองกายวิญญาณวายุซึ่งทำให้เขาสามารถระเบิดความเร็วที่เทียบเท่ากับสายฟ้าเลยทีเดียว”

“ส่วนชายที่ชื่อว่าอาหนี เขาเป็นเจ้าชายแห่งเผ่าคนเถื่อนของอาณาจักรเทียนเซวี่ยน มีจุดเด่นอยู่ที่พละกำลังอันมหาศาลและมีพลังป้องกันที่สูงมาก ได้ยินมาว่าแม้แต่อาวุธก็ยังไม่สามารถระคายผิวเขาได้…”

“ข้าจะระวังตัว”

เจียงอี้กล่าวตอบด้วยสีหน้าเฉยเมย คนทั่วไปไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา มีแค่จอมยุทธที่มีลักษณะพิเศษเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เขาต้องระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวทอาคมของหยุนเฟยที่ทำให้ผู้คนรู้สึกเสียวสันหลังเพราะมันคือศาสตร์ลึกลับที่คนทั่วไปยากจะหยั่งถึง

“หลีกไป!”

รองเจ้าสำนักฉีตะโกนและทำให้บรรดาลูกศิษย์กระจายตัวไปด้านข้างเพื่อให้เหลือพื้นที่ตรงกลางไว้ เหล่าอาจารย์และศิษย์ที่เข้าร่วมการประลองต่างเดินเข้ามาแต่ไม่ได้รวมตัวกัน ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังล้อมเจียงอี้ไว้เป็นวงกลม

เจียงอี้เหลือบมองซูรั่วเสวี่ยที่ยืนอยู่หลังรองเจ้าสำนักฉีและยิ้มให้เล็กน้อย จากนั้นเขาก็เดินทอดน่องไปตรงกลางด้วยท่าทีสบายๆเหมือนกำลังเดินอยู่ในสวนหลังบ้านของตัวเอง

เมื่อเจียงอี้มาถึงที่หมาย เขาก็กวาดสายตาไปมองรอบๆ จากนั้นก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบ “เช่นนั้นก็มาเริ่มกันเถอะ”

ชิ้ง! ชิ้ง! ชิ้ง!

บรรดาผู้เข้าประลองต่างก็ชักอาวุธออกมาและกระจายตัว ดวงตาของพวกเขาลุกโชนไปด้วยเปลวไฟแห่งการต่อสู้และรอคำสั่งจากรองเจ้าสำนักฉีเพื่อบุกโจมตี

เมื่อรองเจ้าสำนักฉีเห็นว่าทุกอย่างเข้าที่แล้ว นางก็หันไปพยักหน้าให้กับรองเจ้าสำนักที่เหลือ จากนั้นพวกเขาก็กระจายตัวไปคนละทิศเพื่อช่วยเหลือลูกศิษย์ที่ตกอยู่ในอันตราย ด้วยพลังของรองเจ้าสำนักทั้งหลายที่อยู่ในขอบเขตเสินโหยว หากว่ามีการตายเกิดขึ้น มันคงจะกลายเป็นเรื่องตลกอย่างแท้จริง

เมื่อรองเจ้าสำนักทั้งหมดเข้าประจำที่แล้ว รองเจ้าสำนักฉีที่จ้องมองไปยังเวทีประลองก็ตะโกนขึ้น “เริ่มการประลองเลื่อนขั้น ณ บัดนี้!”

“บุก!”

เหล่าอาจารย์สบตากัน พวกเขาถ่ายเทแก่นแท้พลังไปยังอาวุธและกู่คำราม เมื่อคณาจารย์ลงมือ เหล่าลูกศิษย์เองก็โถมตัวเข้าหาเจียงอี้ด้วยเช่นกัน

จากความคิดของพวกเขา หากว่าสามารถเข้าถึงตัวเจียงอี้ได้พร้อมกัน เขาคงไม่สามารถรับมือคนทั้งหมดได้แน่ จากนั้นพวกเขาก็จะเป็นฝ่ายชนะ… ใช่ไหม?

เจียงอี้ยังคงยืนนิ่งและไม่แม้แต่จะโคจรแก่นแท้พลัง ความจริงแล้วเขาไม่ได้ใส่ใจยี่สิบกว่าคนที่กำลังพุ่งเข้ามาเขาเลยแม้แต่นิดเดียว ความสนใจของเขากลับตกอยู่ที่หยุนเฟย, เสินอิงและอาหนี มันน่าแปลกที่พวกเขาทั้งสามคนยังไม่มีการเคลื่อนไหว ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังรอจังหวะและหาโอกาสโจมตี

ฟึบ!

ในบรรดาอาจารย์ที่พุ่งเข้าหาเจียงอี้ มีอยู่สองคนที่บรรลุจุดสูงสุดของขอบเขตจื่อฝู่ หนึ่งในนั้นใช้กระบองยาวสีดำ ส่วนอีกคนใช้ขวานยักษ์ แรงกดดันจากอาวุธของพวกเขาทำให้ผู้คนรอบข้างตกตะลึง

เจตจำนงแห่งการสังหาร!

ในที่สุดเจียงอี้ก็เริ่มลงมือ แม้ว่าจะยังไม่ขยับร่างกาย แต่ดวงตาของเขาก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นสีแดง ในเวลาเดียวกันกลิ่นอายสังหารอันท่วมท้นก็ปะทุออกมาจากร่างของเขาและเข้าปกคลุมคนนับสิบที่กำลังทะยานเข้ามา

เมื่อเจตจำนงแห่งการสังหารถูกปลดปล่อยออกมา มันทำให้ทุกคนรู้สึกราวกับว่าฟ้าจะถล่มดินจะทลาย ความเร็วของพวกเขาลดลงจนแทบจะเหมือนหอยทาก ดูเหมือนว่าจะมีเพียงจอมยุทธที่อยู่เหนือกว่าขอบเขตจื่อฝู่ขั้นที่เจ็ดเท่านั้นที่ยังสามารถต่อสู้ต่อได้!

จบบทที่ บทที่ 138 การประลองแห่งความตาย

คัดลอกลิงก์แล้ว