- หน้าแรก
- ระบบเช็คอินพลิกชีวิต เมื่อระบบบังคับให้ฉันต้องรวย
- ตอนที่ 122: ลาก่อนนะ ลู่ยวี่
ตอนที่ 122: ลาก่อนนะ ลู่ยวี่
ตอนที่ 122: ลาก่อนนะ ลู่ยวี่
ในระหว่างที่รออาหารมาเสิร์ฟ สามสาวก็เข้าสู่โหมดตัวแม่จะแคร์เพื่อ ด้วยการเซลฟี่กันอย่างเมามันส์ ทั้งรูปเดี่ยว รูปคู่ รูปกลุ่ม จัดเต็มทุกมุมกล้องจนพื้นที่ในโทรศัพท์แทบเต็ม
แต่ในจังหวะที่หร่วนชีชีกำลังโพสท่าจิกกล้องให้ดูฟุ้งๆ ฝันๆ อยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเงาดำพาดผ่านบังแสงเหนือหัวเธอไปเสียดื้อๆ จากภาพบรรยากาศนุ่มนวลกลายเป็นโทนมืดมนในพริบตา
"โอ้! คุณหนูชีชีผู้เลอโฉม ผมจะมีเกียรติพอได้ร่วมนั่งทานมื้อเที่ยงกับคุณไหมครับ?"
น้ำเสียงนี้มัน... ทำไมฟังดูคุ้นหูจนน่าขนลุกแบบนี้นะ? หร่วนชีชีขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจที่โดนขัดจังหวะการถ่ายรูป เธอหันไปมองช้าๆ
นั่นไงล่ะ!!!
ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นไอ้หนุ่มขี้เก๊กจากโรงแรมแกรนด์โฮเทล ที่เคยสำคัญตัวผิดคิดว่าเธอแอบชอบเขานั่นเอง! นี่ตำรวจยังไม่ลากตัวเขาไปปรับทัศนคติอีกเหรอเนี่ย?
"ขอบคุณที่ชวนค่ะ แต่คุณไม่มีเกียรติพอ" หร่วนชีชีตอบปฏิเสธทันควันแบบไม่ต้องเสียเวลาคิด
ถ้าหมอนี่ไม่ได้เกิดมาในตระกูลลู่ มีหวังคงใช้ชีวิตรอดมาไม่ถึงทุกวันนี้หรอก... ก็นิสัยมันน่าโดนส้นเท้าขนาดนี้!
"อย่ารีบตัดรอนกันนักสิ! ผมรู้เรื่องของคุณกับเจ้ากู้หยุนเฟิงหมดแล้วนะครับ เราสองคนก็เป็นพวกเพลย์บอยเหมือนกัน ในเมื่อหมอนั่นยังคู่ควร แล้วทำไมผมจะคู่ควรไม่ได้ล่ะ?"
เขาล่ะอยากรู้จริง ๆ ว่าผู้หญิงที่กู้หยุนเฟิงยกยอจนออกนอกหน้าคนนี้ มีดีอะไรนักหนา
หร่วนชีชีแทบจะกลอกตาเป็นเลขแปด ตาข้างไหนของเขากันที่เห็นว่าเธอมีอะไรลึกซึ้งกับกู้หยุนเฟิง?
"ฉันแนะนำให้คุณระวังคำพูดหน่อยนะคะ" เธอพูดเสียงเย็น
เธอเพิ่งมาถึงห้างได้แป๊บเดียว เขาก็โผล่มาทันที หรือว่าเขาส่งคนสะกดรอยตามเธอ? แต่ก็ไม่น่าใช่ ถ้าถูกตามจริงๆ จ้านอีกับคนอื่นๆ ต้องรู้ตัวก่อนแน่ และพวกนั้นคงโดนสอยร่วงไปก่อนจะเข้าถึงตัวเธอด้วยซ้ำ
"ระวังคำพูดเหรอ? ต้องระวังยังไงล่ะ สอนผมหน่อยสิชีชี?"
ลู่ยวี่ขยิบตาให้เธอหนึ่งทีแบบที่เขาคิดว่าหล่อที่สุด
หร่วนชีชี: อึ๋ย... นี่มันถังน้ำมันเคลื่อนที่ชัดๆ! เลี่ยนจนจะอ้วกแล้ว!
โจวเหวินกับเยี่ยนเกอก็ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกเหมือนกัน ชายหนุ่มหัวเจลคนนี้หลุดมาจากหลุมไหนเนี่ย?
"หยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะ! ฉันจะโทรหาเจ้ากู้หยุนเฟิง อย่าเข้ามาใกล้ฉันมากกว่านี้! จ้านอี!"
หร่วนชีชีถอยกรูดเว้นระยะห่างสามเมตรเพื่อความปลอดภัย ทันทีที่เธอเรียก จ้านอีก็ปรากฏตัวขึ้นมาราวกับนินจา ยืนขวางหน้าเธอเพื่อบดบังสายตาของลู่ยวี่ทันที
"บอดี้การ์ดของฉันฝึกการต่อสู้มาอย่างหนัก วันนี้ฉันจะเห็นแก่หน้ากู้หยุนเฟิงแล้วปล่อยคุณไป อย่าหาเรื่องใส่ตัวดีกว่า"
พูดจบเธอก็รัวข้อความหาเจ้าตัวดีกู้หยุนเฟิงทันที เธอไม่เข้าใจจริงๆ ว่าคนร่าเริงอย่างกู้หยุนเฟิง ไปคบเพื่อนมืดมน แถมยังเจ้าชู้ไก่แจ้แบบลู่ยวี่ได้ยังไง
"น่าเบื่อจัง จะไปชวนคนอื่นมาทำไมในเดทส่วนตัวของเราล่ะ?"
หร่วนชีชีเมินคำพูดนั้นสนิท หมอนี่คงป่วยขั้นรุนแรงแล้วล่ะ แต่พอมีจ้านอียืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า ความกลัวที่มีก็มลายหายไปจนสิ้น
ไม่นานนักพนักงานก็นำอาหารมาเสิร์ฟ เมนูซิกเนเจอร์อย่างปลากะพงต้มผักกาดดองมาในชามกระเบื้องใบยักษ์ กลิ่นหอมฉุยของมันทำให้หร่วนชีชีถึงกับเคลิ้ม
"สมกับเป็นร้านที่กล้าใช้ชื่อเมนูเป็นชื่อร้านจริงๆ ไม่ธรรมดาเลย" หร่วนชีชีพึมพำเบาๆ
ลู่ยวี่ที่เห็นว่าโต๊ะมีสี่ที่นั่ง และสามสาวนั่งไปแล้วฝั่งหนึ่ง จึงเหลือที่ว่างข้างๆ หร่วนชีชีอีกที่พอดี เขาเลยคิดจะฉวยโอกาส
"ยังมีที่ว่างอยู่นี่นา ในเมื่อหมอนั่นไม่นั่ง งั้นผมขอนั่งเองแล้วกัน"
เขาพยายามจะแทรกตัวผ่านจ้านอีเพื่อไปนั่งข้างเธอ แต่จ้านอีมีหรือจะยอม? เขาคว้าคอเสื้อลู่ยวี่แล้วหิ้วปีกขึ้นมาราวกับหิ้วลูกไก่ ก่อนจะโยนเขาออกไปข้างๆ อย่างง่ายดาย
ลู่ยวี่: ...นี่นายไม่มีมารยาทเลยเหรอ?
ลู่ยวี่คงไม่เคยฝันมาก่อนว่าวันหนึ่งเขาจะถูกใครบางคนหิ้วแล้วโยนทิ้งเหมือนขยะเปียกแบบนี้!
โยน! ทิ้ง! อย่าง! นั้น! เลย!
ที่แย่กว่านั้นคือเขาหาทางตอบโต้ไม่ได้เลยสักนิด ยัยนี่ไปหาบอดี้การ์ดแบบนี้มาจากไหนกันเนี่ย?!
"รอไปเถอะ เดี๋ยวเจ้ากู้หยุนเฟิงก็มาแล้ว"
ถึงจะไม่อยากรู้ว่าสองคนนั้นเป็นเพื่อนกันได้ยังไง แต่หร่วนชีชีก็คร้านจะสืบสาวราวเรื่องต่อ ตอนนี้ปลาในชามมันน่าดึงดูดกว่าเยอะ!