- หน้าแรก
- ภรรยาของผมคือราชินีวงการบันเทิง
- บทที่ 453 - ความลับที่ถูกเปิดเผย
บทที่ 453 - ความลับที่ถูกเปิดเผย
บทที่ 453 - ความลับที่ถูกเปิดเผย
บนท้องถนน
เมื่อฤดูกาลก้าวเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ แต่ลมหนาวของฤดูหนาวยังคงวนเวียนไม่จากไปไหนในยามค่ำคืน รถตู้สีดำคันหนึ่งกำลังแล่นจากถนนกว่างเฉิงทางทิศตะวันออกมุ่งหน้าสู่ถนนเฉิงอานทางทิศตะวันตก
สวีชิงหย่านั่งอยู่เบาะหลัง ภายใต้แสงไฟในรถ สายตาของเธอจับจ้องไปที่เนื้อเพลงบนกระดาษในมืออย่างไม่วางตา หนิงเสี่ยวเจี๋ยที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็อ่านไปพร้อมกับเธอ
เดิมทีเห็นจางโหย่วไม่ยอมลดราคา ยืนกรานจะเอาสามล้านห้าแสน
เธอก็อยากจะเกลี้ยกล่อมให้สวีชิงหย่าล้มเลิกความคิด เพราะราคานี้... มันแพงเกินไปจริงๆ แถมเธอดูท่อนเปิดแล้ว ก็ไม่ได้รู้สึกเหมือนเพลง 'ถาม' ที่แค่อ่านประโยคแรกๆ ก็รู้สึกกินใจทันที
นั่นคือความรู้สึกที่ว่าทุกการตวัดพู่กัน ล้วนแฝงไปด้วยอารมณ์ที่สามารถสั่นสะเทือนหัวใจลูกผู้หญิง
แต่ไม่รู้ทำไม หลังจากสวีชิงหย่าอ่านเนื้อเพลงจนจบ เธอกลับตัดสินใจซื้อทันทีอย่างเด็ดขาด ตอนจะไปก็ยังไม่ลืมพูดคำว่า "ขอบคุณ" อย่างจริงจังอีกด้วย
"เพลงนี้มันดีตรงไหน!?"
รถตู้สีดำแล่นไปอย่างนิ่มนวล ภายในรถ หนิงเสี่ยวเจี๋ยดูอยู่นานสองนาน ก็ยังไม่เห็นความพิเศษของมัน เลยเอ่ยปากถามตรงๆ
ในฐานะผู้จัดการ แน่นอนว่าเธอพอจะมีความสามารถในการวิจารณ์เนื้อเพลงอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เชี่ยวชาญนัก ไม่เหมือนสวีชิงหย่าที่เป็นนักร้องอาชีพ ซึ่งมีสัญชาตญาณที่เฉียบแหลมต่อความดีเลวของเนื้อเพลง
"ยืนหยัดท่ามกลางความโดดเดี่ยว เติบโตท่ามกลางความผิดหวัง"
สวีชิงหย่าตอบ
"..."
หนิงเสี่ยวเจี๋ยกลอกตาบน
คำพูดนี้... ฟังดูเหมือนจะดี แต่จริงๆ แล้วมันเหมือนผายลมชัดๆ แต่เธอก็รู้ว่าสวีชิงหย่าคงมีวิธีทำความเข้าใจและมุมมองการตัดสินในแบบของตัวเอง เธอเลยไม่เถียงด้วย แต่ถามกลับไปสั้นๆ ว่า "สรุปว่า เพลงนี้คุ้มราคาค่าตัวสามล้านห้าใช่ไหม!?"
"ต้องดู..."
"เลิกพูดจาไร้สาระพวกนั้นสักที"
หนิงเสี่ยวเจี๋ยยกมือห้ามอย่างรำคาญ "อย่าไปเรียกจางโหย่วว่าพี่ชายแค่สองคำ ก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรดีๆ มาจากเขาเลย ดันไปติดนิสัยพูดจาน้ำท่วมทุ่งมาซะงั้น ฉันแค่อยากรู้ว่าคุ้มสามล้านห้าไหม"
"คุ้ม"
สวีชิงหย่าตอบ
"งั้นก็ดี"
หนิงเสี่ยวเจี๋ยถอนหายใจโล่งอก
ในเมื่อสวีชิงหย่าบอกว่าคุ้ม งั้นเพลงนี้อาจจะดีจริงๆ ก็ได้ ถึงจะเทียบกับ 'ถาม' ไม่ได้ แต่คิดว่าคุณภาพคงด้อยกว่าแค่เล็กน้อย ไม่ใช่ว่าจางโหย่วจนตรอกจนหน้ามืด เอาเพลงขยะมาหลอกขายสวีชิงหย่า
สวีชิงหย่าถือเนื้อเพลงและยังคงไล่อ่านทีละตัวอักษร เนื้อเพลงไม่ได้ยึดติดกับสไตล์การเล่าเรื่องด้วยอารมณ์ความรู้สึกแบบที่จางโหย่วเขียนในเพลง 'ถาม' และ 'เมื่อรักกลายเป็นอดีต'
แต่กลับใช้ตัวอักษรที่ละเอียดอ่อนและจินตภาพที่แปลกใหม่ เพื่อถ่ายทอดเสียงเพรียกในใจที่ซับซ้อน รวมถึงการขบคิดเกี่ยวกับการยืนหยัดในตัวตนและความหมายของชีวิต
ในนั้นยังมีการใช้การเปรียบเทียบที่ชัดเจนอีกด้วย
ดังนั้นหลังจากอ่านจบ สวีชิงหย่าถึงรู้สึกว่าปลายปากกาของหมอนั่นคมกริบเหมือนมีดจริงๆ สามารถควบคุมสไตล์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงทั้งสองแบบได้ดีมาก ถ้าไม่ใช่ว่าจางโหย่วเขียนเพลงนี้ต่อหน้าเธอกับหนิงเสี่ยวเจี๋ย เธอคงคิดว่ามันมาจากมือของนักแต่งเพลงคนละคนกัน
"ดีมากเหรอ!?"
เห็นสวีชิงหย่าถือเนื้อเพลงอ่านไม่วางตาตั้งแต่ขึ้นรถจนถึงตอนนี้ หนิงเสี่ยวเจี๋ยก็อดถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นไม่ได้
สวีชิงหย่าไม่ได้ตอบ
เธอหมุนเปิดกระติกน้ำเก็บความร้อน ดื่มน้ำไปสองอึก จากนั้นในระหว่างที่รถกำลังแล่นกลับบ้าน เธอก็เริ่มร้องสดออกมา
เสียงร้องของเธอสูงกังวาน เปี่ยมไปด้วยพลังดึงดูด สามารถโลดแล่นในช่วงเสียงสี่ออกเทฟได้อย่างอิสระ และยังคงคุณภาพเสียงที่ดีเอาไว้ได้
จุดนี้แม้แต่เจียงอีเหรินก็ทำไม่ได้
แต่นั่นก็เฉพาะในด้านการพ่นไฟเสียงสูง ส่วนในย่านเสียงกลางและต่ำ นั่นคือจุดแข็งของเจียงอีเหริน แม้แต่เสียงสูงทั่วไป เสียงของเธอก็ยังคงความนุ่มนวลและหวานซึ้งได้เสมอ
ในนั้นยังแฝงความเศร้าสร้อยจางๆ ที่แม้แต่เจียงอีเหรินเองก็ไม่รู้ตัว ความเศร้านี้ไม่ได้เกิดจากการปรุงแต่ง แต่มันเหมือนไหลรินออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจอย่างเป็นธรรมชาติ
นี่อาจจะเป็นเพราะเคยใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้นมานาน วันเวลาที่ผ่านไป ความรู้สึกเหล่านั้นก็ซึมซับเข้าไปในเนื้อเสียงของเธอโดยไม่รู้ตัว เวลาขับร้องมันถึงได้เผยออกมาเองตามธรรมชาติ
ด้วยเหตุนี้ เพลง 'ถาม' ภายใต้การขับร้องของเธอ แม้จะไปไม่ถึงระดับความสูงส่งเหมือนต้นฉบับบนโลกเดิม แต่ก็ไม่ได้ถือว่าล้มเหลว
"มองดูฝุ่นละอองที่ปลิวว่อนร่วงหล่นลงมา ไม่มีใครสังเกตเห็นการคงอยู่ของมัน ช่างอิสระเสรี แต่โลกใบนี้กลับหลงรักความอึกทึกครึกโครม จนไม่มีที่ว่างให้ความเบื่อหน่ายของฉัน..."
หนิงเสี่ยวเจี๋ยที่นั่งอยู่ข้างสวีชิงหย่าตาเป็นประกาย
ถึงแม้เสียงของสวีชิงหย่าจะเบา และยังไม่ได้ถ่ายทอดเพลงนี้ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่พอได้ฟังเธอร้อง... หนิงเสี่ยวเจี๋ยก็พบว่าเพลงที่ชื่อ 'ฝุ่นละอองในดอกไม้ไฟ' นี้ดูเหมือนจะดีจริงๆ
"ในใจฉันมีเด็กน้อยที่แก่ชราอาศัยอยู่คนหนึ่ง หากโลกใบนี้ฟังไม่เข้าใจ ก็จะสารภาพรักกับเงาตัวเอง มีแค่ฉันคนเดียวใช่ไหมที่ยังเฝ้าถามว่าทำไมวันพรุ่งนี้ถึงจะสดใสกว่า ในดอกไม้ไฟหาซากปรักหักพังของความไร้เดียงสาไม่เจอ..."
พอได้ยินสวีชิงหย่าร้องมาถึงตรงนี้
หนิงเสี่ยวเจี๋ยถึงกับตะลึงไปเลย เพลงนี้... เพราะเกินไปแล้ว ไม่เพียงแต่ดึงจุดเด่นของเสียงสวีชิงหย่าออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ในเพลงยังสื่อถึงพลังบางอย่างที่แม้แต่คนนอกวงการอย่างเธอก็ยังสัมผัสได้
โดยเฉพาะตอนนี้ยังไม่มีดนตรีประกอบ ถ้าใส่ดนตรีเข้าไป จะยิ่งเพราะขนาดไหน
ร้องจบไปรอบหนึ่งแบบง่ายๆ มุมปากของสวีชิงหย่าก็เผยรอยยิ้มพึงพอใจ แค่ร้องรอบเดียว... เธอก็เจอเคล็ดลับในการร้องเพลงนี้แล้ว ดูเหมือนเนื้อเพลงของพี่ชายกำมะลอคนนั้นจะมีเสน่ห์พิเศษแบบนี้เสมอ
ไม่เหมือนเนื้อเพลงของนักแต่งเพลงคนอื่น ที่นักร้องต้องมานั่งตีความซ้ำแล้วซ้ำเล่า การอัดเพลงหนึ่งเพลงต้องใช้เวลามากโขกว่าจะเสร็จ แต่เนื้อเพลงที่พี่ชายกำมะลอเขียนนั้นต่างออกไป แค่อ่านซ้ำๆ ไม่กี่รอบ ก็จะเจอวิธีร้องที่เหมาะสมได้เอง
นี่แหละคือพลังปลายปากกาที่นักแต่งเพลงระดับท็อปเท่านั้นถึงจะมี เขาใช้การพลิกแพลงของตัวอักษร ให้เสียงเพลงค้นพบจังหวะขึ้นลงของอารมณ์ที่แฝงอยู่ ทำให้นักร้องถ่ายทอดออกมาได้อย่างคล่องมือ และยังตรงกับสิ่งที่เขาต้องการจะสื่ออีกด้วย
"หมอนี่... พอเอาจริงขึ้นมา ก็เก่งไม่ใช่เล่นแฮะ"
ฟังเสียงร้องสดของสวีชิงหย่าจบ หนิงเสี่ยวเจี๋ยก็วิจารณ์พร้อมรอยยิ้ม จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อหน้าสวีชิงหย่า แล้วกดโทรออก
ก่อนที่ปลายสายจะรับ หนิงเสี่ยวเจี๋ยก็พูดขึ้นว่า "ฉันได้ยินหานฮุ่ยบอกว่า ตั้งแต่เจียงอีเหรินท้อง ก็เริ่มขี้ระแวงหน่อยๆ ดังนั้นเรื่องต้องคุยให้เคลียร์ เธอจ่ายเงินซื้อเพลง จางโหย่วขายเพลงได้เงิน นี่คือการซื้อขาย ถ้าไม่พูดอะไรเลย รอเพลงเธอปล่อยออกไป แล้วจางโหย่วเอาเงินก้อนนี้ไปซุกเป็นเงินก้นถุง... ผู้ชายบางทีก็เป็นแบบนี้แหละ ถึงตอนนั้น เจียงอีเหรินที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อาจจะเข้าใจผิด คิดว่าการที่เธอกับจางโหย่วสาบานเป็นพี่น้องกัน เป็นแค่ข้ออ้างบังหน้าเพื่อจะได้มานั่งจับเข่าคุยเปิดอกกันบ่อยๆ ก็ได้"
โทรไปรอบแรก ไม่มีคนรับ
โทรอีกรอบ ก็ยังไม่มีคนรับ หนิงเสี่ยวเจี๋ยเลยเลือกส่งข้อความไปแทน
สองนาทีต่อมา
เจียงอีเหรินก็โทรกลับมา
หนิงเสี่ยวเจี๋ยอธิบายสถานการณ์ให้เจียงอีเหรินฟัง แล้วทั้งสองคนก็คุยกันต่ออีกประมาณห้าหกนาที ไม่รู้คุยอะไรกัน แต่ภายใต้สายตาของสวีชิงหย่า หนิงเสี่ยวเจี๋ยหัวเราะดูมีความสุขมาก
"ไม่มีปัญหาแล้ว"
วางสาย
หนิงเสี่ยวเจี๋ยตอบ
พอรถแล่นเข้าสู่เขตที่พักของสวีชิงหย่า โทรศัพท์ของหนิงเสี่ยวเจี๋ยก็ดังขึ้น เธอเอาเสื้อคลุมคลุมไหล่ให้สวีชิงหย่า พลางกดเปิดลำโพง
"ฮัลโหล"
หนิงเสี่ยวเจี๋ยที่กำลังกำชับสวีชิงหย่าว่ากลับถึงบ้านให้อาบน้ำรีบนอน รับสายไปอย่างนั้น
"ผู้จัดการหนิง บ้านคุณอยู่ที่ถ้ำมั่วเกาตุนหวงหรือไง!?"
หนิงเสี่ยวเจี๋ยชะงัก เธอมองชื่อบนหน้าจอ เห็นว่าเป็นจางโหย่ว ก็รีบตอบกลับยิ้มๆ ว่า "คุณจางเองเหรอคะ! ไปเอามาจากไหน บ้านฉันไม่ได้อยู่ที่ตุนหวงอะไรนั่นสักหน่อย... เอ๊ะ ถ้ำมั่วเกา ชื่อนี้ทำไมฟังดูคุ้นหูจัง"
สวีชิงหย่าหยุดเดิน สีหน้าดูแปลกๆ ไป
จากนั้นเธอก็ได้ยินเสียงด่าของจางโหย่วดังออกมาจากลำโพงโทรศัพท์ของผู้จัดการว่า "งั้นคุณจะพล่าม 'ปี้ฮว้า' (ภาพจิตรกรรมฝาผนัง/คำพูดไร้สาระ) เยอะแยะไปทำไมมิทราบ!?"
(จบแล้ว)