เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

80Y-ตอนที่ 26 สมบัติที่หลับใหล

80Y-ตอนที่ 26 สมบัติที่หลับใหล

80Y-ตอนที่ 26 สมบัติที่หลับใหล


หลินจิ่วเฟิง อยากรู้มากขึ้นว่าคนเหล่านี้มาทำอะไรที่ตำหนักเย็นแห่งนี้

เป็นเวลากว่า 5 ปีแล้วที่เขาไม่มีผู้เยี่ยมเยือนเข้ามายังตำหนักเย็น

อย่างไรก็ตาม-เจ้าของตำหนักเย็นแห่งนี้-หลินจิ่วเฟิง ไม่ได้ฆ่าพวกเขาตั้งแต่แรกพบ

เขาได้สังเกตุมองดูจากระยะไกล และอยากรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังวางแผนจะทำอะไรในตำหนักเย็น

‘ในหมู่พวกเขา มีเพียงคนสองคนที่ข้าควรให้ความสนใจ’

‘ชายชราที่มีพลังชีวิตเสื่อมโทรม และ ร่างกายเหี่ยวย่อนราวกับมัมมี่ แต่นี่เป็นเพียงรูปลักษณ์ของเขา อีกฝ่ายมี เม็ดโลหิตขนาดใหญ่ในจุดตันเถียน เมื่อเปิดใช้งานแล้ว จะสามารถดึงพลังสูงสุดออกมาได้ทันที’

‘ส่วนอีกคนราวกับพวกสมองกล้ามบ้าพลัง 2 คนนี้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นปราชญ์การต่อสู้’

‘นอกจาก 2 คนนี้ คนที่เหลือก็ไม่มีอะไรให้ต้องกังวล’

หลินจิ่วเฟิง ได้บ่นพึมพัมในใจของเขา

เขาได้พูดอย่างเคร่งครัด แต่ก็ไม่ได้กังวลกับ ผู้อาวุโสศพ และ ถู๋ป๋อ

เหตุผลที่เขากล่าวนั้นออกไปก็เพราะพวกเขาเป็น ปราชญ์การต่อสู้

หลินจิ่วเฟิง ยังต้องแสดงความเคารพต่อพวกเขาเนื่องจากศักดิ์ศรีของพวกเขา

“ตำหนักเย็นแห่งนี้ทรุดโทรมไปหมดแล้ว นอกจากจะมีพื้นที่พลังงานด้านลบอยู่ลึกลงไปในใต้ดิน ที่นี่ก็ยังมีเพียงซากปรักหักพังของนิกายซากศพ…”

หลินจิ่วเฟิง ได้คาดเดาภูมิหลังของอีกฝ่าย

เป็นเพราะฉากนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีที่แล้ว

ย้อนกลับไปในตอนนั้น สาวก 2 คนของนิกายซากศพได้แอบเข้ามายังตำหนักเย็น เพื่อค้นหา ร่างของบรรพบุรุษอาวุโสของนิกายซากศพ

เพียงแต่พวกเขาได้ถูกค้นพบโดย หลินจิ่วเฟิง

จากนั้นทั้งสองคนก็ถูกสังหารกระทั่งศพของบรรพบุรุษอาวุโสของพวกเขาก็ได้เปลี่ยนกลายเป็นไร้นามในปัจจุบัน ซึ่งเป็น ผู้พิทักษ์ของราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์หยูฮวา

หลินจิ่วเฟิง จำเรื่องนี้ได้อย่างชัดเชน

เขายังจำบทสนทนาของทั้งสองคนนั้นได้จนถึงตอนนี้

พวกเขากล่าวว่า นิกายซากศพ วางแผนที่จะเปิดเผยตัวสู่โลกหล้าอีกครั้งในอีก 10 ปีต่อมา

หลินจิ่วเฟิง ได้เฝ้ารอพวกเขามาโดยตลอด

เพียงแต่เขาไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะใช้เวลาถึง 15 ปีก่อนที่พวกเขาจะส่งคนกลุ่มนึงมุ่งหน้ามายังตำหนักเย็นอีกครั้ง

“ตอนนั้นข้าได้ ไร้นาม มา ก็ต้องขอบคุณพวกเจ้า ดังนั้นข้าสงสัยว่าวันนี้ข้าจะได้รับอะไรจากพวกเจ้า”หลินจิ่วเฟิง ได้สังเกตุผู้บุกรุก และ เอามือไขว้หลังเอาไว้ เขาไม่ได้รบกวนการสำรวจของคนกลุ่มนี้

เขาเพียงเฝ้าดู

แม้แต่ปราชญ์การต่อสู้ทั้ง 2 คน ก็ไม่รู้สึกถึงการจ้องมองของ หลินจิ่วเฟิง

พวกเขาจดจ่ออยู่กับงานที่พวกเขากำลังทำอยู่ในขณะนี้ โดยการวัดทุกอย่างในตำหนักเย็นและมองหาตำแหน่งเฉพาะเจาะจงเหล่านั้น

ถู๋ป๋อ และ อาวุโสศพ ได้รับผิดชอบในหน้าที่นี้ ส่วนคนอื่น ๆ เป็นเพียงเครื่องมือที่สะดวกต่อพวกเขาในการใช้งาน พวกเขามาที่นี่ก็เพื่อมองหาสมบัติล้ำค่าของนิกายซากศพ

ถู๋ป๋อ ได้มองไปที่ลูกน้องของเขาอย่างช่วยไม่ได้ที่กำลังหมกมุ่นอยู่กับการค้นหา

เขาอดไม่ได้ที่จะกล่าวถามออกมา“พูด เหตุใดบรรพบุรุษอาวุโสถึงไม่นำสมบัติโบราณออกไปด้วย?”

เขาไม่เข้าใจ

คงจะดีไม่น้อยหากบรรพบุรุษอาวุโสได้นำสมบัติติดตัวไปกับเขา ตอนที่นิกายซากศพ ถูกย้ายออกไปในเวลานั้น หากเป็นเช่นนั้น พวกเขาจะได้ไม่ต้องมาเสี่ยงชีวิตกับการมาที่เมืองหลวงราชวงศ์เพื่อค้นหาขุมทรัพย์อย่างลับ ๆ

พวกเขาไม่กล้าที่จะทำตัวเอิกเกริก

เพราะกลัวว่ากระบี่ลึกลับจะพุ่งเข้ามาสังหารพวกเขา

ผู้อาวุโสศพได้ยินคำถามของ ถู๋ป๋อ

หลังจากมองไปรอบ ๆ เขาก็ตอบกลับด้วยเสียงต่ำ“ผู้อาวุโสของนิกายทั้งหมดอ้างว่าการเคลื่อนย้ายครั้งแรกออกจากสถานที่นี้ เป็นเพราะพวกเขารู้สึกว่าสถานที่นี้ไม่เหมาะกับนิกาย เจ้าเชื่ออย่างนั้นจริงหรือ?”

“ไม่มีทาง!”ถู๋ป๋อ ได้ตอบกลับอย่างเย็นชา

“นิกายซากศพของเราก่อตั้งขึ้นเมื่อพันปีก่อน พวกเราได้ใช้เวลามากกว่า 800 ปี และ สร้างเกียรติยศอย่างมีชื่อเสียงตลอด 200 ปีสุดท้าย”

“ในตอนนั้น ท่ามกลางขุนเขาและแม่น้ำที่มีชื่อเสียง มีสถานที่ใดบ้างที่ไม่เหมาะที่จะฝังศพคนจากนิกายซากศพของเรา?”

“เพราะพวกเราพอใจกับการแย่งชิงซากศพจากทุกที่ ทำให้เวลาต่อมา ได้ไปสร้างความโกรธแค้นต่อสาธารณชน จนผู้ที่อยู่ในเส้นทางดั้งเดิม และ นิกายปีศาจ ใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้นในการผนึกกองกำลังร่วมกันในการจัดการกับเรา”

“แม้แต่ราชสำนักก็ยังบีบบังคับพวกเรา ขับไล่พวกเราออกไปราวกับฝูงสุนัขที่ถูกปฏิเสธ”

“พวกเราได้ถูกบังคับให้ต้องย้ายรกรากของนิกายออกไป เพียงแต่เรารีบร้อนเกินไปจนไม่ได้ขุดร่างของบรรพบุรุษอาวุโสและสมบัติบางส่วนที่ถูกทิ้งไว้ไปด้วย จากนั้นพวกเราก็จากไปเพราะความเร่งรีบ”

ถู๋ป๋อ ได้เล่าถึงอดีตของนิกาย

นี่คืออดีตของนิกายซากศพ

นิกายซากศพก่อตั้งขึ้นตั้งแต่สมัยก่อน พวกเขามีความทะเยอทะยานในการเติบโตที่ไม่ถูกยับยั้ง พวกเขาฉวยร่างจากทุกที่จนไปสร้างความโกรธเคืองให้กับผู้คนจำนวนมาก

ราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์หยูฮวา ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 400 ปีก่อน

ในตอนที่ ราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์หยูฮวา ก่อตั้งขึ้น นิกายซากศพก็ได้ย้ายออกไปแล้ว

เกี่ยวกับพื้นที่ก่อนหน้าที่ยังหลงเหลืออยู่ของนิกายซากศพ มันได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของเมืองหลวงราชวงศ์ของพวกเขา จากนั้นมาทางราชวงศ์ก็ขยับขยายอาณาเขตอย่างต่อเนื่อง

ส่วนองค์ชายที่สร้างตำหนักเย็นขึ้นในตอนนั้น

ความจริงก็คือเขาตกเป็นเหยื่อ

เขาถูกหลอกให้สร้างพระราชวังขึ้นในสถานที่ที่มีพลังงานด้านลบที่รุนแรง ซึ่งสถานที่แห่งนี้เคยเป็นซากปรักหักพังของนิกายซากศพมาก่อน

ไม่นานพระราชวังก็ถูกสร้างขึ้น

ภายนอกนั้นงดงามแต่ภายในก็แค่ผิวเผิน

ไม่มีใครให้ความสนใจเกี่ยวกับอดีตซากปรักหักพังของนิกายซากศพ

จากนั้นไม่นาน สุขภาพขององค์ชายก็ค่อย ๆ แย่ลง

โชคของเขาแย่ลงและในไม่ช้าเขาก็ได้ทำผิดพลาดครั้งใหญ่

จนทำให้สถานที่แห่งนี้แปรเปลี่ยนกลายเป็นตำหนักเย็นที่เอาไว้ใช้ลงทันฑ์ในภายหลัง

หลินจิ่วเฟิง ได้แอบฟังการสนทนาของทั้งสองคนจากจุดที่ไม่ไกลพวกเขามากนัก

เขาได้ขยับเข้ามาใกล้ แต่ปราชญ์การต่อสู้ทั้ง 2 คนไม่ได้สังเกตุเห็นเขา

สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถที่แท้จริงของ หลินจิ่วเฟิง

แม้ว่าพวกเขาทั้ง 3 จะอยู่ในช่วงทำความเข้าใจของขั้นปราชญ์การต่อสู้เหมือนกัน แต่ช่องว่างระหว่างพวกเขาก็ไม่ต่างอะไรไปจาก ผืนฟ้าและปฐพี มันไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้

“อย่างที่เจ้าพูด เพราะพวกเราถูกขับไล่ออกไปในเวลานั้น”

“พวกเราจึงไม่สามารถรับสิ่งเหล่านี้ได้ ดังนั้นพวกเราจึงทิ้งพวกมันไว้ที่นี่โดยหวังว่าจะสามารถกลับมาได้ในอนาคต แต่ทางราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์หยูฮวา ได้ก่อตั้งขึ้นหลังจากนั้น ทำให้ นิกายซากศพของเรา เกิดความระสับระส่ายต้องย้ายรกรากหนีเข้าไปหลบซ่อนตัวในเงามืด”

“จนถึงตอนนี้ พวกเราก็ยังไม่ได้เก็บกู้สิ่งเหล่านี้กลับคืนมา”ผู้อาวุโสศพ ได้ตอบกลับเบา ๆ

“แล้วสิ่งที่เรียกว่าสมบัตินี้มันคืออะไรกันแน่?”

ถู๋ป๋อ ได้กล่าวถามเบา ๆ

หลินจิ่วเฟิง ก็ตั้งใจฟังอย่างจริงจัง

เขาเองก็อยากรู้เหมือนกัน

ที่นี่คืออาณาเขตของเขา หากมีสมบัติมันย่อมตกเป็นของเขาโดยธรรมชาติ

“สมบัตินี้ก็เป็นเพียงแค่ชื่อเรียกในการพูด”

“พวกเราได้ก่อตั้งนิกายขึ้นที่นี่เพราะเราค้นพบว่าที่นี่มีพลังงานเชิงลบมากมายที่อยู่ด้านล่างแห่งนี้ โดยมันได้ถูกปิดกั้นเอาไว้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามนิกายของเราต้องย้ายออกไปก่อนที่จะมีเวลาได้สำรวจมัน”ผู้อาวุโสศพได้ลดเสียงลงขณะที่เขาอธิบาย

เสียงของเขาเบามาก-ราวกับว่าเขากลัวว่าคนภายนอกจะแอบฟังการสนทนาของพวกเขา

หลินจิ่วเฟิง ที่อยู่ค่อนข้างไกล

เขาได้ก้าวไปข้างหน้า 2-3 ก้าวและไปถึงในระยะ 5 เมตรจากพวกเขา

อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ยังไม่ค้นพบการปรากฏตัวของ หลินจิ่วเฟิง

ในเวลานี้ หลินจิ่วเฟิง ได้ดึงพลังงานทางโลกที่เขาพยายามอย่างเต็มที่ในการทำความเข้าใจตลอดช่วงระยะเวลา 5 ปีมาใช้กับตัวเอง

คลื่นพลังที่ไม่สามารถอธิบายได้ หลอมรวมเป็นหนึ่งกับหลินจิ่วเฟิงทันที

คลื่นพลังนี้ก็ไม่ต่างไปจากธรรมชาติ

ธรรมชาติและมนุษย์ล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน!

เมื่อ หลินจิ่วเฟิง ยืนอยู่ตรงนั้น เขาก็ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

ตราบใดที่เขาไม่ได้พูดหรือใช้ทักษอะไรออกมา ทั้งสองคนนี้ ก็ไม่มีทางที่จะตรวจพบตัวตนของเขาได้

แน่นอนว่าขีดจำกัดในปัจจุบันของ หลินจิ่วเฟิง ก็คือระยะ 5 เมตร

ถ้า 2 คนนี้ไม่ได้อยู่ขั้นปราชญ์การต่อสู้ แม้ว่า หลินจิ่วเฟิง จะโจมตีพวกเขาต่อหน้าต่อตาพวกเขาก็ไม่มีทางที่จะค้นพบการมีอยู่ของเขาเลยแม้แต่น้อย

ถู๋ป๋อ อุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ“เข้าใจแล้ว รีบเปิดสถานที่แห่งนั้นเถอะ พวกเราจะได้รีบนำสมบัติและออกไปจากที่นี่”

เมื่อพูดถึงสมบัติแล้ว อารมณ์ของ ถู๋ป๋อ ก็ดีมากขึ้น

“เรามาที่นี่แค่สำรวจ เมื่อเราพบสถานที่นั้นแล้ว เราจะต้องกลับไปรายงานท่านประมุข แล้วเขาจะมาที่นี่เป็นการส่วนตัว”ผู้อาวุโสศพได้สั่นศีรษะ เขาได้ดับความหวังของ ถู๋ป๋อ ในการเก็บสมบัติด้วยตัวเอง

ถู๋ป๋อ ได้พึมพัมออกมา“ถ้าอย่างนั้น พวกเราคงต้องรอให้ท่านประมุขมาที่นี่ก่อนและค่อยเปิดมัน”

“อย่างไรก็ตาม การทิ้งสมบัติไว้ในตำหนักเย็น ก็ค่อนข้างปลอดภัย…”

“ไม่มีใครมารบกวนพวกมันที่นี่ อีกทั้งเรายังมี องค์รัชทายาท ที่ถูกปลดออกจากตำแหน่งเป็นคนคอยคุ้มกันให้อีกด้วย”ผู้อาวุโสศพ ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

“ถูกต้อง เพียงแต่องค์รัชทายาทผู้นั้นคงไม่มีทางรู้ว่ามีความลับมากมายซ่อนอยู่ใต้ตำหนักเย็นแห่งนี้”ถู๋ป๋อ ได้ยิ้มออกมา

ขณะที่มองดูลูกน้องของเขาทำงานอย่างน่าเบื่อ ดังนั้นพวกเขาจึงล้อเลียน หลินจิ่วเฟิง

แต่สำหรับ หลินจิ่วเฟิง แล้ว เป็นพวกเขาต่างห่าง ที่กำลังถูกล้อเลียนอยู่ แม้ว่าตัวเขาจะอยู่ใกล้ 5 เมตร อีกฝ่ายก็ยังไม่สามารถสัมผัสได้

“ข้าจะอยู่นิ่ง ๆ สักพัก…”

“รอจนกว่าลูกน้องของพวกเจ้าจะตรวจสอบเสร็จ แล้วข้าจะคิดบัญชีกับพวกเจ้าสองคน”

หลินจิ่วเฟิง ยังคงแสดงท่าทีสงบออกมา

ตั๊กแตนตำข้าวไล่ตามจั๊กจั่น โดยที่ไม่รู้เลยว่านกขมิ้นกำลังจ้องมองจากเบื้องหลัง

หลังจากค้นหาประมาณ 2 ชั่วยาม ในที่สุด ก็มีคนรายงาน

“พวกเราค้นพบทางเข้าใต้ดินแล้ว!”

ตวงตาของ ถู๋ป๋อ และ อาวุโสศพ เป็นประกายในทันที พวกเขารีบเดินไป

ดวงตาของ หลินจิ่วเฟิง ก็สว่างขึ้น เขาได้เดินตามทั้งสองคนไปอย่างสบาย ตามรอยเท้าของพวกเขา

จบบทที่ 80Y-ตอนที่ 26 สมบัติที่หลับใหล

คัดลอกลิงก์แล้ว