- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 582 : ทำนายสวรรค์
บทที่ 582 : ทำนายสวรรค์
บทที่ 582 : ทำนายสวรรค์
บทที่ 582 : ทำนายสวรรค์
ณ เมืองจวี้เชี่ยว
“เร่งอานุภาพของค่ายกลพิทักษ์เมืองให้ถึงขีดสุด!”
“แต่ถ้าทำเช่นนั้น ชีพจรวิญญาณภายในเมืองจะแห้งเหือดเร็วยิ่งขึ้นนะขอรับ!”
“ยื้อเวลาได้อีกวันก็เอา! ทำตามคำสั่ง!”
“ขอรับ!”
นับตั้งแต่ค่ายกลวัฏสงสารวิปลาสเจ็ดทุกข์เริ่มทำงาน ทุกชีวิตก็ตกอยู่ภายใต้การกักขัง
หากแหงนมองขึ้นฟ้าก็จะพบกับเงาพระพุทธรูปโลหิตขนาดมหึมาที่ทาบทับฟ้าดิน หูแว่วเสียงสวดมนต์ทุ้มต่ำชวนขนลุกตลอดเวลา
ภายใต้สภาวะกดดันเช่นนี้ หากจิตใจไม่มั่นคงแม้เพียงนิดเดียว ก็อาจตกสู่วังวนมาร ธาตุไฟเข้าแทรก หรือหากเผลอไผลเพียงชั่ววูบ ก็อาจถูกกำแพง เสาบ้าน โต๊ะ เก้าอี้ หรือแม้แต่แผ่นหินที่เหยียบยืน เขมือบกลืนลงไปทั้งเป็น!
“บางทีอาจจะยังมีทางรอด”
ซ่างกวนอวิ๋นจื้อเอ่ยขึ้นเพื่อปลุกปลอบขวัญ
“ทั้งสหายเต๋าจางและสหายเต๋ามู่ต่างก็ติดอยู่ที่นี่ ทางสำนักใหญ่ย่อมไม่นิ่งดูดายแน่ อีกไม่นานอาจจะมีผู้อาวุโสระดับเปลี่ยนแปลงเทวะเดินทางมาช่วยด้วยตนเองก็ได้”
“มาน่ะ...มาแน่”
นักพรตอวี้หลิงพึมพำเสียงแผ่ว “แต่ข้าเกรงว่าคนที่มา...จะเป็นคนของสำนักดาบสวรรค์”
“สหายเต๋าอวี้หลิง ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
ซ่างกวนอวิ๋นจื้อชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามด้วยความตระหนก
“หรือท่านจะบอกว่า...เคราะห์กรรมครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับสำนักดาบสวรรค์?”
“ยังต้องสงสัยอีกรึ?”
นักพรตเสวียนเฉิงแค่นเสียงอย่างดุดัน
“ต่อให้ยืมความกล้ามาอีกหมื่นเท่า สำนักว่านเซี่ยงก็ไม่กล้าสมคบคิดกับพวกมารหรอก เว้นเสียแต่ว่า...จะมีผู้หนุนหลังคอยบงการ!”
“สหายเสวียนเฉิง ท่านเลอะเลือนไปแล้วหรือ! สำนักดาบสวรรค์เป็นถึงหนึ่งในสามสำนักใหญ่แห่งฟ้าดิน พวกเขาจะไปร่วมมือกับพวกมารได้อย่างไร?” กงซุนเป่ารุ่ยแย้งเสียงหลง
“มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้!” นักพรตจิ๋วหวนด่าทออย่างหัวเสีย
“สำนักดาบสวรรค์มันร้อนตัว! พวกมันเห็นศิษย์น้องหวายชิ่งก้าวขึ้นสู่ระดับวิญญาณเเรกเริ่มขั้นปลาย กลัวว่าสักวันเขาจะทะลวงขั้นสู่เปลี่ยนแปลงเทวะ แล้วบุกขึ้นเขาดาบสวรรค์ไปคิดบัญชีแค้น!”
“คิดบัญชี?”
เหล่าผู้ฝึกตนระดับเเก่นทองคำ ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
เรื่องราวความบาดหมางระหว่างสำนักดาบสวรรค์กับสำนักชิงซู พวกเขาพอจะได้ยินข่าวลือมาบ้าง
หรือว่าจะเป็นเรื่องจริง?
และความขัดแย้งมันรุนแรงถึงขั้นนี้เชียวหรือ?
“ข้าว่าไม่น่าจะถึงขั้นนั้นกระมัง”
ซ่างกวนอวิ๋นจื้อพยายามมองโลกในแง่ดี
“เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ต่อให้เป็นสำนักดาบสวรรค์ ถ้าเกิดเรื่องแดงขึ้นมา ก็คงยากจะแก้ตัวกับยุทธภพ”
“นั่นสิ”
ทุกคนพยักหน้าเห็นพ้อง
ต่อให้สำนักดาบสวรรค์อยากจะกำจัดสำนักชิงซูให้สิ้นซาก ก็คงไม่ใช้วิธีสิ้นคิดเช่นนี้
การสังหารสองยอดอัจฉริยะแห่งยุค พร้อมด้วยผู้ฝึกตนระดับเเก่นทองคำและวิญญาณเเรกเริ่มจำนวนมาก แถมยังสูญเสียดินแดนไปอีกหนึ่งเขต...นี่มันเท่ากับรนหาที่ตายชัดๆ
อย่าว่าแต่สำนักดาบสวรรค์เลย ต่อให้เป็นสำนักคุนซู ถ้าถูกจับได้ว่าทำเรื่องพรรค์นี้ ก็ต้องถูกอีกสองสำนักใหญ่และผู้ฝึกตนทั่วหล้ารุมประณามและกวาดล้างแน่นอน
แม้นักพรตเสวียนเฉิงเองก็เริ่มลังเล “หรือว่าสำนักดาบสวรรค์จะยอมหักไม่ยอมงอ ยอมแลกหมัดสังหารศัตรูหนึ่งพันแต่ตัวเองเจ็บแปดร้อยจริงๆ?”
“พูดไปตอนนี้ก็ไร้ประโยชน์!” กงซุนเป่ารุ่ยตัดบท
“สิ่งที่ต้องทำคือหาทางรอด ถ้าไม่มีใครมาช่วย หรือผู้อาวุโสจากสำนักใหญ่ถูกสกัดกั้น เราจะทำอย่างไร?”
…..
“ทุกท่านในที่นี้...” สายตาของจางหวายชิ่งกวาดมองทุกคน
“มีใครเชี่ยวชาญศาสตร์แห่งค่ายกลบ้าง?”
กงซุนเป่ารุ่ยชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะยอมรับตามตรง
“ข้าเอง! ข้าฝึกฝนค่ายกลมาโดยเฉพาะ!”
“แต่ค่ายกลวัฏสงสารวิปลาสนี้ หากไม่มีแรงหนุนจากภายนอก แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำลายจากภายใน”
“ข้าพอจะมีความรู้ด้านค่ายกลอยู่บ้าง” เฉินซานซือตอบคล้ายคลึงกัน
“แต่จนถึงตอนนี้ ข้ายังมองไม่เห็นช่องโหว่ของค่ายกลเลยขอรับ”
“เช่นนั้นก็รบกวนทั้งสองท่าน นำพาผู้มีความรู้จากสำนักต่างๆช่วยกันระดมความคิดต่อไปเถิด”
จางหวายชิ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “อีกยี่สิบวัน หากยังทำลายค่ายกลไม่ได้ ค่อยมาหารือกันใหม่”
เปรี้ยง!
ท่ามกลางวงสนทนา เสียงฟ้าร้องก็ดังกระหึ่มขึ้นเหนือเมืองจวี้เชี่ยว
ใต้เงาข่ายอาคมสีเลือดที่ครอบคลุมเมือง กลุ่มเมฆสายฟ้าจำนวนมหาศาลเริ่มก่อตัว สายฟ้าแลบแปลบปลาบราวกับสัตว์ร้ายจากบรรพกาลกำลังจะแหวกมิติลงมา
ทัณฑ์อัสนีระดับวิญญาณเเรกเริ่ม!
“เกิดอะไรขึ้น! มีคนกำลังจะผ่านด่านเคราะห์ในเวลาแบบนี้เนี่ยนะ!”
“ใครกัน?”
เหล่าผู้ฝึกตนต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก พยายามเดาว่าเป็นผู้อาวุโสจากสำนักใดที่เลือกเวลาได้เหมาะเจาะขนาดนี้
แต่เมื่อสำรวจดูดีๆก็พบว่าผู้ฝึกตนระดับเเก่นทองคำขึ้นไปทุกคนล้วนรวมตัวกันอยู่ที่นี่หมดแล้ว
“บ้าเอ๊ย! แล้วจะเป็นใครไปได้ล่ะ?”
“เขาคนนั้นไง!”
เฉินซานซือนึกถึงบุคคลลึกลับที่หน้าผาต้วนหุน
ตอนที่บุคคลลึกลับผู้นั้นปรากฏตัวครั้งแรก เขามีระดับพลังเเก่นทองคำขั้นปลาย ผ่านมาเกือบสิบปี ถึงเวลาเลื่อนขั้นสู่วิญญาณเเรกเริ่มพอดี ช่วงเวลาช่างประจวบเหมาะเหลือเกิน
เขาโคจรพลัง เปลี่ยนร่างเป็นลำแสงพุ่งทะยานขึ้นฟ้า มุ่งหน้าสู่ทิศทางของกลุ่มเมฆสายฟ้าทันที คนอื่นๆเห็นดังนั้นก็รีบตามไปติดๆเพื่อไขข้อข้องใจ
ทว่า...เมื่อขบวนผู้ฝึกตนกลุ่มใหญ่มาถึงจุดเกิดเหตุ ทุกอย่างกลับหยุดชะงักกะทันหัน
เมฆสายฟ้าสลายตัว ประกายไฟดับวูบ เหลือเพียงข่ายอาคมสีเลือดที่ปกคลุมท้องฟ้า ราวกับว่าเมื่อครู่นี้ไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น!
“เกิดอะไรขึ้น? สหายเต๋าท่านนี้ เหตุใดต้องทำตัวลับๆล่อๆด้วย?”
ผู้คนเริ่มส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ค้นหาจนทั่วบริเวณแต่ก็ไร้ร่องรอย สุดท้ายจำต้องล้มเลิกความตั้งใจ
เมื่อเทียบกับค่ายกลมรณะเหนือศีรษะแล้ว การมีผู้ฝึกตนระดับวิญญาณเเรกเริ่มเพิ่มมาอีกคน ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
เฉินซานซือเองก็กลับไปยังกระโจมบัญชาการ ตั้งสมาธิศึกษาค่ายกลอย่างจริงจัง
ค่ายกลวัฏสงสารวิปลาสเจ็ดทุกข์ คือค่ายกลระดับห้า…หากต้องการทำลาย อย่างน้อยที่สุดต้องมีความรู้เทียบเท่าปรมาจารย์ค่ายกลระดับสี่ขั้นสูง
เวลาเพียงไม่กี่สิบวันคงไม่เพียงพอ แต่ก็ยังดีกว่านั่งงอมืองอเท้า
…..
ภายในค่ายทหาร
ทหารหารนับแสนนายเบียดเสียดกันอยู่ในเมือง ทำให้บรรยากาศแออัดยัดเยียด
อาศัยพลังแห่งโชคชะตาของราชวงศ์คอยคุ้มครอง พวกเขาจึงยังไม่ถูกค่ายกลหลอมละลายในทันที
แต่ถึงกระนั้น ภายใต้เสียงสวดมนต์ที่กดดัน ทหารทุกนายต่างมีดวงตาแดงก่ำ ยืนอยู่บนปากเหวแห่งความบ้าคลั่ง
“ข้า...ข้าคงไม่รอดแล้ว...”
ซงชิวอัน ชายชราวัยเจ็ดสิบ ผมขาวโพลน นอนแผ่หราอยู่บนพื้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหยโรยแรง
“เหล่าหลิว...อย่าลืมเผากระดาษเงินกระดาษทองให้ข้าทุกปีด้วยนะ...”
“เหล่าซง แข็งใจไว้!” หลิวจินขุยกำมือเพื่อนแน่น “ไอ้แก่! เอ็งจะมาชิงตายก่อนไม่ได้นะโว้ย!”
“เหล่าสง!” ซูปินเดินกะเผลกเข้ามา
“ข้าจะไปตามฝ่าบาทมาดูอาการเจ้า!”
“อย่าเลย...”
ซงชิวอันส่ายหน้า “ฝ่าบาทเก็บตัวมาหลายวัน คงกำลังหาทางช่วยพวกเราอยู่ เวลานี้อย่าไปรบกวนพระองค์เลย”
เหล่าทหารผ่านศึกจากเมืองผอหยางค่อยๆทยอยมารวมตัวกัน มองดูเพื่อนร่วมเป็นร่วมตายที่กำลังจะสิ้นอายุขัยด้วยความเงียบงัน
“พี่น้องทุกคน อดทนไว้!”
จ้าวคังเริ่มแจกจ่ายยาวิเศษให้ทุกคน มือไม้สั่นเทา
“พวกเราแก่กันหมดแล้ว นี่อาจจะเป็นศึกสุดท้ายที่ได้ติดตามฝ่าบาท...”
“ชั่วชีวิตนี้ นับตั้งแต่ติดตามฝ่าบาท พวกเราไม่เคยได้ออกรบจริงๆจังๆสักครั้ง จะมาตายอย่างไร้ค่าแบบนี้ไม่ได้!”
“ไม่ว่าจะยังไง ต้องอดทนรอจนกว่าจะได้ชัยชนะกลับไป!”
เหล่าทหารเฒ่ากลืนยาวิเศษลงคอ ฝืนโคจรเลือดลมในกายที่ร่วงโรย เพื่อต้านทานการกัดกร่อนจากค่ายกลมรณะ
“ท่านใต้เท้าฉี”
ตงฟางจิ่งสิงเดินเข้ามาในกระโจมของราชครู สีหน้าเคร่งเครียด
“ทหารส่วนใหญ่เป็นเพียงคนธรรมดา จะทนค่ายกลวิปริตนี้ไหวได้อย่างไร ในค่ายมีคนตายวันละเป็นพันเป็นหมื่น”
“ท่านมัวแต่วิจัยค่ายกล รีบหาวิธีใช้ ‘คัมภีร์สวรรค์’ ช่วยยื้อชีวิตพวกเขาหน่อยไม่ได้หรือ?”
“ท่านก็บอกเองว่าพวกเขาเป็นคนธรรมดา”
ฉีเฉิงวางม้วนคัมภีร์ลง ถอนหายใจยาว
“ต่อให้ค่ายกลวิเศษแค่ไหน ก็เปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่าจิตวิญญาณของพวกเขาอ่อนแอไม่ได้ หากปล่อยไว้นานกว่านี้ เกรงว่าแม้แต่ผู้ฝึกตนที่ต่ำกว่าระดับเเก่นทองคำ ก็คงทนได้อีกไม่กี่วัน”
“แล้วจะทำยังไง?” ซือมาหลานที่อยู่ข้างๆเอ่ยถาม
“หรือคราวนี้พวกเราจะต้องถูกหลอมเป็นยาเม็ดเลือดจริงๆ?”
ฉีเฉิงหรี่ตาลง มองออกไปนอกกระโจมเห็นเงาพระพุทธรูปสีเลือด ดูเหมือนเขาจะตัดสินใจอะไรบางอย่างได้
“ข้าจะลองหาทางดู”
“ท่านน่ะรึ?” ตงฟางจิ่งสิงยิ้มแห้งๆ
“ให้หาวิธีลดการตายของทหารท่านยังทำไม่ได้ แล้วจะเอาอะไรมาพาพวกเราหนีออกไป?”
“กงกงตงฟางอยู่ก่อน ส่วนใต้เท้าท่านอื่น รบกวนรอข้างนอก ห้ามใครเข้ามารบกวนเด็ดขาด” ฉีเฉิงกล่าวเสียงเข้ม
ซือมาหลานและคนอื่นๆชะงักไป แต่ก็ไม่พูดอะไร ทยอยเดินออกจากกระโจมไปช่วยเฝ้ายามด้านนอก
ตงฟางจิ่งสิงเพิ่งตระหนักว่าราชครูฉีดูจะเอาจริง
“ท่านมีวิธีจริงๆรึ? ขนาดมู่ชิงหมิงกับจางหวายชิ่งยังติดแหง็ก ท่านยังไม่ทันถึงขั้นเเก่นทองคำด้วยซ้ำ จะทำอะไรได้?”
“บุตรศักดิ์สิทธิ์มีอิทธิฤทธิ์เทียมฟ้าก็จริง แต่มีบางเรื่องที่พวกเขาทำไม่ได้...แต่ข้าทำได้”
ฉีเฉิงสะบัดแขนเสื้อ เทียนไขสีขาวปรากฏขึ้นล้อมรอบตัวเขา ตรงหน้าวางกระดองเต่าและเหรียญโบราณ
“ทำนาย?” ตงฟางจิ่งสิงขมวดคิ้ว “ท่านจะแอบดูลิขิตสวรรค์?”
“ถูกต้อง”
ฉีเฉิงสูดหายใจลึก
“วิชาที่ท่านอาจารย์ซูเหวินไฉทิ้งไว้ แม้แต่เซียนวิเศษก็อาจใช้ไม่ได้ แต่ข้าผู้สืบทอดวิชาโดยตรง กลับสามารถใช้ได้ตามใจนึก”
“ตามใจนึก?” ตงฟางจิ่งสิงถามย้ำ “การแอบดูลิขิตสวรรค์ ไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนหรือ?”
ถ้าจำไม่ผิด ตอนนั้นปรมาจารย์ซูก็เพราะใช้วิชาทำนาย จนอายุขัยหมดลงก่อนกำหนด ต้องมานั่งสมาธิละสังขารที่ทุ่งอู่จั้งหยวน
“ค่าตอบแทนย่อมมี”
ฉีเฉิงจัดวางค่ายกลพลางอธิบาย
“การแอบดูลิขิตสวรรค์คือการฝืนกฎฟ้าดิน ต้องแลกมาด้วยความเสียสละที่เหมาะสม”
“ค่าตอบแทนจะมากน้อย ขึ้นอยู่กับความสำคัญของเรื่องที่ทำนาย หรือความแข็งแกร่งของบุคคลนั้น”
“เช่น ถ้าข้าทำนายให้ชายชราไม้ใกล้ฝั่ง ค่าตอบแทนอาจแค่หกล้มหรือป่วยเล็กน้อย”
“แต่ถ้าข้าจะทำนายข้ามขั้นให้ผู้ฝึกตนระดับเเก่นทองคำ ค่าตอบแทนจะทวีคูณเป็นพันเป็นหมื่นเท่า”
“และไม่ว่าจะจ่ายน้อยหรือมาก หากแอบดูบ่อยเกินไป ก็จะถูกกฎสวรรค์ลงทัณฑ์อยู่ดี”
…..
“ไม่นึกเลยว่าวิชาทำนายจะมีเงื่อนไขซับซ้อนขนาดนี้” ตงฟางจิ่งสิงยิ่งแปลกใจ
“ถ้าเป็นอย่างที่ว่า ท่านยิ่งไม่ควรยุ่งเกี่ยว เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับผู้ฝึกตนระดับวิญญาณเเรกเริ่มตั้งหลายคน ท่านมีอายุขัยกี่ปีกันเชียว มีกี่ชีวิตให้เอามาแลก?”
ฉีเฉิงส่ายหน้า “ใครบอกท่านว่าต้องเอาอายุขัยมาแลกเสมอไป?”
“มันก็เหมือนการซื้อขายของนั่นแหละ ไม่ว่าจะใช้อะไรแลก ขอแค่มีมูลค่าเท่าเทียมกัน ก็ทำการแลกเปลี่ยนได้สำเร็จ”
“และข้า...” เขาหยุดพูด เน้นเสียงหนักแน่น “บังเอิญรวยพอดี!”
วิ้ง!
สิ้นเสียง ฉีเฉิงก็ลอยตัวขึ้นกลางอากาศ เส้นผมและหนวดเคราชี้ชัน เสื้อคลุมปลิวสะบัด ดวงตาสาดแสงสีน้ำเงินเข้มดุจดวงดาว ราวกับเทพเจ้ามาจุติ
เทียนไขลอยขึ้น เปลวไฟหมุนวนรอบกายเขาดั่งมังกร จนกลายเป็นลูกบอลแสงห่อหุ้มร่างไว้มิดชิด
ตงฟางจิ่งสิงผงะถอยหลังด้วยความตกใจ
ผ่านไปประมาณครึ่งก้านธูป แสงไฟก็ดับลง เทียนไขที่เหลือแต่ตอร่วงลงพื้น ปรากฏการณ์อัศจรรย์รอบกายฉีเฉิงเลือนหาย เขาค่อยๆร่อนลงสู่พื้นอย่างนุ่มนวล
กระดองเต่าและเหรียญทองแดงเปล่งแสงวิญญาณ พุ่งเข้าสู่กลางหน้าผากของเขา
จากนั้น ทุกอย่างก็กลับสู่ความสงบ
“เป็นอย่างไรบ้าง?”
ตงฟางจิ่งสิงรีบเข้าไปประคองด้วยความเป็นห่วง
แต่กลับพบว่าสีหน้าของฉีเฉิงยังคงปกติ ลมหายใจสม่ำเสมอ ไม่มีอาการอ่อนเพลียแม้แต่น้อย
“กงกงตงฟาง” ฉีเฉิงยกมือห้าม
“บอกแล้วไงว่าไม่จำเป็นต้องใช้อายุขัยหรือร่างกายเข้าแลก ขอแค่เป็นสิ่งที่เหมาะสม ก็ใช้ได้หมด”
“แล้วท่านใช้อะไรแลก?” ตงฟางจิ่งสิงอดสงสัยไม่ได้
“ท่านอยู่แค่ระดับสร้างรากฐาน จะไปส่องดูพวกรุ่นวิญญาณเเรกเริ่มได้ยังไง?”
“ไม่มีอะไรหรอก”
ฉีเฉิงยิ้มบางๆไม่ยอมขยายความต่อ
“แล้วผลลัพธ์ล่ะ?” ตงฟางจิ่งสิงเปลี่ยนเรื่องถาม
“หาวิธีแก้สถานการณ์ได้ไหม?”
“ข่านอินซุนฟู่, หกสามแปรเป็นหลี...เจิ้นไม้ทำลายภัย, เก้าห้าตอบรับ...ดำรงตนเป็นกลางยึดมั่นความถูกต้อง, ฝ่าอันตรายเกิดปัญญา, สุดท้ายตุ้ยกับเจ๋อเกื้อหนุนกัน, เหยียบหางเสือแต่กลับเป็นมงคล”
ฉีเฉิงร่ายกลอนทำนายยาวเหยียด
“ท่านพูดภาษาอะไร! ช่วยพูดภาษาคนให้ข้าเข้าใจหน่อยได้ไหม!”
ตงฟางจิ่งสิงเร่ง
“ฮ่าๆ”
ฉีเฉิงหัวเราะเบาๆไม่ได้อธิบายความหมาย แต่สั่งความว่า
“รบกวนกงกงตงฟาง ไปทูลฝ่าบาทว่า คืนนี้ยามจื่อ (23.00-01.00 น.) ให้ไปรับคนคนหนึ่งที่ภูเขาจวี้เฟิงนอกเมือง
“คนผู้นี้มาถึงเมื่อไหร่...นั่นคือจุดเปลี่ยนของพวกเรา”
“ไปรับคน?” ตงฟางจิ่งสิงอึ้งไป
“ได้ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
อีกฝ่ายรีบจากไป
รอยยิ้มบนใบหน้าของฉีเฉิงจางหายไป เขาก้มมองกระดองเต่าที่แตกละเอียดแทบเท้า แววตาหม่นหมองลง
….
นอกเส้นทางกว่างเหริน
ท่ามกลางวงล้อมที่แน่นหนา มีร่างเงาสองร่างปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบที่ขอบชายแดนของข่ายอาคม
สองคนนี้...คนหนึ่งสวมชุดขาวพลิ้วไหว มีรัศมีแห่งพุทธะโอบล้อมกาย
อีกคนสวมจีวรสงฆ์ พนมมือสำรวม
พวกเขาคือ ธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งพุทธองค์ ‘แม่ชีเมี่ยวถาน’ และศิษย์เอกแห่งนิกายพุทธศักดิ์สิทธิ์ ‘หลวงจีนฮุ่ยคง’
“อมิตาพุทธ บาปกรรม บาปกรรมจริงๆ!”
ฮุ่ยคงใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
“พวกเดียรถีย์พวกนี้ กล้านำพุทธธรรมมาแปดเปื้อนด้วยวิชาโลหิตอุบาทว์ สมควรตกนรกอเวจี! ท่านอาอาจารย์ พอจะมีวิธีทำลายค่ายกลนี้ไหมขอรับ?”
“มีวิธีอยู่ แต่ต้องประสานงานกันทั้งภายในและภายนอก”
เมี่ยวถานเอ่ยด้วยน้ำเสียงไพเราะ
“อีกเดี๋ยว อาจะส่งเจ้าเข้าไปในค่ายกล เจ้าจงหาทางติดต่อสหายเต๋าเฉินซานซือให้ได้”
“ท่านอาอาจารย์”
“ทำไมท่านถึงได้ใส่ใจเฉินซานซือนัก? พอรู้ว่าเกิดเรื่องที่กว่างเหริน ก็รีบรุดมาช่วยด้วยตัวเอง”
“ช่วยหนึ่งชีวิตได้กุศลยิ่งกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น ยิ่งที่นี่มีชีวิตนับล้านรอความช่วยเหลือ” เมี่ยวถานตอบเลี่ยงๆ
“ส่วนเรื่องโยมเฉินซานซือ อาแค่มีเรื่องบางอย่างอยากจะขอคำชี้แนะจากเขา”
“ขอคำชี้แนะ? หรือเพราะความเมตตาอันยิ่งใหญ่กันแน่?”
ฮุ่ยคงไม่เข้าใจ
“ถ้าพูดเรื่องเมตตา ท่านอาอาจารย์คือพระโพธิสัตว์กลับชาติมาเกิด ยังต้องไปขอคำชี้แนะจากใครอีกหรือ?”
“พอเถอะ” เมี่ยวถานตัดบท “เวลาเหลือน้อย เจ้าจงรีบไป ระวังตัวด้วย”
“ศิษย์น้อมรับคำสั่ง”
ฮุ่ยคงโค้งคำนับ
จากนั้น ภายใต้การห่อหุ้มของแสงธรรม เขาก็ทะลุผ่านม่านพลัง เข้าสู่ดินแดนกว่างเหริน
….....