เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 581 : ค่ายกลวัฏสงสารเจ็ดทุกข์วิปลาส

บทที่ 581 : ค่ายกลวัฏสงสารเจ็ดทุกข์วิปลาส

บทที่ 581 : ค่ายกลวัฏสงสารเจ็ดทุกข์วิปลาส


บทที่ 581 : ค่ายกลวัฏสงสารเจ็ดทุกข์วิปลาส

“รีบแจ้งผู้อาวุโสหวายชิ่งเร็วเข้า!”

เฉินซานซือเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด สีหน้าฉายแววกังวลอย่างปิดไม่มิด เขาเร่งกำชับต่อทันทีว่า

“บอกให้ท่านเฝ้าสังเกตการณ์อยู่นอกเส้นทางกวางเหรินก่อน อย่าเพิ่งใจร้อนบุกเข้ามาช่วยพวกเราเด็ดขาด”

“ว่ากระไรนะ?”

นักพรตเสวียนเฉิงแสดงอาการงุนงงอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่อาจเข้าใจเจตนาของอีกฝ่าย จึงแย้งขึ้นว่า

“อาตมาจนปัญญาจะติดต่อคนภายนอกแล้ว ข่าวสารที่รวบรวมมาได้ ล้วนมาจากการสังเกตปรากฏการณ์วิปริตตามชายแดนเท่านั้น”

“ถ้าเช่นนั้น รบกวนผู้อาวุโสพาข้าไปดูด้วยตาตัวเองหน่อยเถิด” เฉินซานซือกล่าวตัดบท

เมื่อคณะเดินทางเร่งรุดขึ้นมาถึงบนกำแพงเมืองจวี้เชี่ยว ภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็สร้างความประหลาดใจให้แก่ทุกคน

กองกำลังฝ่ายมารนอกกำแพงเมืองที่เคยหนาแน่นจนน่าสะพรึงกลัว บัดนี้กลับบางตาลงอย่างถนัดตา พวกมันเคลื่อนพลเปลี่ยนทิศทางไปรวมตัวกันอย่างหนาแน่นทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเส้นทางกวางเหรินแทน

ครืนนน!

เสียงกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหว ค่ายกลเมฆาอัสนีถูกพลังมหาศาลฉีกกระชากออกเป็นช่องว่างอย่างแรง พริบตานั้น เมฆมงคลก็แผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งผืนฟ้า บดบังความมืดมิดสิ้น

ไอทมิฬแห่งความชั่วร้ายที่เคยบดบังแสงตะวัน พลันมลายหายไปราวกับหิมะที่ต้องแสงแดด มิหนำซ้ำ อาวุธวิเศษในมือของเหล่าผู้ฝึกตนฝ่ายมารยังสูญเสียพลังจิตวิญญาณไปอย่างรวดเร็ว กลายสภาพเป็นเพียงเศษเหล็กไร้ค่าในชั่วพริบตา

เหนือม่านเมฆอันสูงส่ง ร่างเงาหนึ่งค่อยๆร่อนลงมาอย่างเงียบเชียบ เมื่อเพ่งมองให้ชัดเจน จึงพบว่าเป็นบุรุษวัยกลางคนผู้มีบุคลิกน่าเกรงขาม...

เขาคือไท่ซั่งจางเหล่าแห่งสำนักชิงซู...‘จางหวายชิ่ง’!

“หึๆ...”

เสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้น จักรพรรดิเทียนซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานก้อง

“ที่แท้ก็สหายเต๋าจางให้เกียรติมาเยือนด้วยตนเอง ข้าเสียมารยาทที่ไม่ได้ออกไปต้อนรับ หวังว่าคงไม่ถือสากันนะ”

ใบหน้าของจางหวายชิ่งราบเรียบไร้อารมณ์ดุจบ่อน้ำโบราณ ทว่าน้ำเสียงอันทรงอำนาจกลับดังกึกก้องไปทั่วชั้นฟ้า

“ตระกูลของเจ้าได้รับพระคุณจากฟ้าดินมาหลายชั่วคน แต่กลับก่อกรรมทำเข็ญมหันต์เยี่ยงนี้ ยังไม่รีบถอยทัพ แล้วตามข้าไปรับโทษทัณฑ์ที่คุนซูอีกรึ!”

“พระคุณงั้นรึ?”

จ้าวรุ่ยได้ยินเช่นนั้นก็แค่นหัวเราะเย็นชา

“สวรรค์สร้างสรรพสิ่งเพื่อหล่อเลี้ยงมนุษย์! ทรัพยากรทั้งมวลในโลกหล้า เดิมทีก็เป็นสิ่งที่วิถีสวรรค์ประทานให้แก่สรรพชีวิต ทุกคนย่อมมีสิทธิ์ครอบครอง!”

“ไฉนเมื่อพวกสำนักใหญ่ยึดครองมันไปจนหมด แล้วแบ่งเศษเดนอันน่าเวทนาให้พวกเราเพียงหยิบมือ กลับกลายเป็นบุญคุณที่พวกข้าต้องสำนึกไปเสียได้...นี่มันไม่น่าขันไปหน่อยหรือ!”

แววตาของจักรพรรดิเทียนซีฉายแววอำมหิต ก่อนจะเอ่ยต่อว่า

“ทว่าสหายเต๋าจาง...ดูเหมือนท่านจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ของตัวเองในตอนนี้กระมัง”

“อ้อ?”

จางหวายชิ่งยืนไพล่หลังด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง เอ่ยถามกลับไปเบาๆ

“ถ้าเช่นนั้น ท่านลองไขความกระจ่างให้ข้าฟังหน่อยสิว่า สถานการณ์ของข้าเป็นเช่นไร?”

“ท่านแบกรับโชคชะตาแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์เอาไว้ แต่กลับถูกผู้คนหวาดระแวงริษยา”

จ้าวรุ่ยยิ้มเยาะพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“หากท่านยังไม่คิดจะเปลี่ยนขั้วย้ายฝั่ง เกรงว่าจุดจบคงหนีไม่พ้นต้องตายไร้ที่กลบฝัง!”

“คำขู่พรรค์นั้นเก็บไว้เถอะ ไม่ต้องพูดให้มากความ”

จางหวายชิ่งตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวั่นไหว

“เรียกเฟยเหลียน ศิษย์อาของเจ้าออกมาเถอะ”

“สหายเต๋าจาง ไม่ต้องรีบร้อนอยากเจอผู้อาวุโสเฟยเหลียนขนาดนั้นหรอก”

“ไหนๆก็มาแล้ว มิสู้ให้พวกเราได้ลองทดสอบดูหน่อยเป็นไร ว่ารากฐานการทะลวงข้ามขั้นของท่านน่ะ...มันมั่นคงดีหรือไม่!” ฉวีซานย่วนที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศเอ่ยแทรกขึ้น

สิ้นคำ ไม้เท้าไว้ทุกข์ในมือของนางก็ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนแสบแก้วหู วิญญาณทารกอาฆาตพุ่งทะลักออกมาตัวแล้วตัวเล่า ถาโถมเข้าใส่อีกฝ่ายราวกับคลื่นยักษ์ปูพรมเต็มท้องฟ้า

ทางด้านปีกขวา เฟิงชิงเยี่ยนและผู้คุมวิญญาณเสวียนซา ต่างก็ลงมือพร้อมกัน หวังจะรุมสังหารจอมยุทธ์หนุ่มผู้โด่งดังและเจิดจรัสที่สุดในยุคนี้ให้สิ้นซาก

จางหวายชิ่งรวบสองนิ้วเป็นดัชนีดาบ

ทันใดนั้น เมฆามงคลก็ม้วนตัวตลบกลับ กลายเป็นปราณดาบเก้าสิบเก้าสาย ปลายดาบแต่ละเล่มปรากฏภาพมายาของโคมทอง สร้อยสังวาลย์ และไข่มุกห้อยระย้า แผ่กลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์ที่พร้อมจะบดขยี้ห้วงมิติให้แหลกสลาย เทลงมาเบื้องล่าง

ภายใต้แสงสว่างแห่งเมฆามงคล ฝูงวิญญาณอาฆาตที่หนาแน่นพลันสลายหายไปในพริบตา

ฉวีซานย่วนกรีดร้องลั่น กระอักเลือดคำโต นางถอยร่นหนีตายด้วยความหวาดผวา แทบจะสิ้นชื่อภายใต้คมดาบเมฆานั้น

การโจมตีของคนอื่นๆก็เช่นกัน เพียงแค่สัมผัสถูกเมฆามงคล ก็ถูกสลายพลังไปในทันที

“เฟิงชิงเยี่ยน!”

สายตาของจางหวายชิ่งจับจ้องไปที่ผู้อาวุโสแห่งสำนักว่านเซี่ยง เขาทำลายภูเขาจำลองที่อีกฝ่ายสร้างขึ้นอย่างง่ายดาย ก่อนจะยื่นมือออกไป เมฆสีขาวบริสุทธิ์พลันเปลี่ยนรูปร่างเป็นเชือกนับหมื่นเส้น เข้ามัดร่างคนทรยศไว้อย่างแน่นหนา แล้วตวาดถามเสียงกร้าว

“เหตุใดจึงแปรพักตร์! เพียงเพราะเรื่องเส้นชีพจรวิญญาณงั้นรึ?”

“นั่นนับเป็นเรื่องเล็กหรือไง!”

เฟิงชิงเยี่ยนดิ้นรนตะโกนตอบ

“ชีพจรวิญญาณแห่งนั้น เดิมพันด้วยรากฐานความเป็นอยู่ของสำนักว่านเซี่ยง! อีกอย่าง...ต่อให้ไม่มีพวกข้า เจ้าคิดหรือว่า ‘เทียนจง’ จะยอมปล่อยเจ้าไป!”

“เทียนจง?”

จางหวายชิ่งหรี่ตาลง “เจ้าหมายถึงสำนักดาบสวรรค์...ที่แท้ก็เป็นพวกมันจริงๆ”

“ตายซะ!”

ฉวยจังหวะที่อีกฝ่ายเผลอ เฟิงชิงเยี่ยนซัดลูกแก้วสีครามสดออกจากแขนเสื้อ ไอเย็นยะเยือกสุดขั้วระเบิดออก น้ำแข็งแหลมคมพุ่งแทงออกมาจนห้วงอากาศแทบจะปริแตก

ทว่า น่าเสียดายที่จางหวายชิ่งไม่ได้รับผลกระทบแม้แต่น้อย

เมฆามงคลรอบกายเขาพลิ้วไหวราวกับเปลวเพลิง หลอมละลายแท่งน้ำแข็งเหล่านั้นอย่างง่ายดาย ก่อนจะแปรสภาพเป็นดาบคมกริบ ฟันฉับเข้าที่ลำคอของเฟิงชิงเยี่ยนอย่างโหดเหี้ยม

ฟึ่บ!

วินาทีนั้นเอง ลำแสงสีดำทมิฬสายหนึ่งพุ่งแหวกอากาศเข้ามา กระแทกดาบเมฆาจนแตกกระเจิง แล้วทะลวงเข้าไปในม่านเมฆามงคลอย่างดุดัน

ครานี้ เมฆามงคลไม่อาจสลายพลังผู้มาเยือนได้โดยง่าย

ไอปีศาจทมิฬจาก ‘ดาบโครงกระดูกมายา’ ปะทะเข้ากับไอสิริมงคลบริสุทธิ์ของ ‘เมฆามงคลทิพย์’ พลังสองขั้วกัดกินกันอย่างบ้าคลั่ง ก่อเกิดแรงสั่นสะเทือนรุนแรง ก่อนจะระเบิดออก!

ตูมมมมม!

แผ่นฟ้าพลิกคว่ำพสุธาทลาย!

เพียงแค่คลื่นพลังตกค้าง ก็ซัดกระเด็นจนเหล่าผู้ฝึกตนระดับวิญญาณเเรกเริ่มต้องถอยร่นไปหลายก้าว

“ผู้อาวุโสเฟยเหลียน...”

จางหวายชิ่งทอดสายตามองชายชราผู้มีบุคลิกภูมิฐานเบื้องหน้า แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ข้ารู้ดีว่าแม้ท่านจะฝึกวิชามารซากศพ แต่ลึกๆในใจยังคงโหยหาวิถีแห่งมนุษย์...ไฉนจึงไม่กลับตัวกลับใจทิ้งความมืดเข้าหาแสงสว่างเล่า? นิกายศักดิ์สิทธิ์อาจจะช่วยท่านสร้างกายเนื้อของมนุษย์ขึ้นมาใหม่ได้”

“เจ้าหนูหวายชิ่ง...”

เฟยเหลียนแสยะยิ้มอำมหิต แววตาฉายความโลภโมโทสัน

“ก็เรือนร่างที่ข้าหมายตาเอาไว้...มันคือร่างของเจ้านั่นแหละ!”

“เช่นนั้น ก็คงต้องเชิญผู้อาวุโสไปสู่ความตายเสียแล้ว”

จางหวายชิ่งผสานอินมือข้างเดียว ทันใดนั้นท่ามกลางหมู่เมฆที่ลอยล่อง เขาก็ดึงดาบยาวสีเงินเล่มหนึ่งออกมา

ตัวดาบยาวสามชือสามซุ่นระกายสีเงินไหลวนดุจสายน้ำเย็นยะเยือกใต้แสงจันทร์ บนใบดาบสลักลวดลายเมฆหมุนวนเป็นเกลียว

ที่โกร่งดาบสลักอักขระวายุเก้าตัว แต่ละตัวฝังไว้ด้วยแก่นศิลาสีคราม ด้ามจับพันด้วยแพรเมฆาที่ทอจากไหมเงือกพันปี ปลายด้ามห้อยกระดิ่งหยกฉลุลายไร้แกน ทว่ายามกวัดแกว่งกลับสามารถดึงดูดสายลมจากเก้าชั้นฟ้าให้กรีดร้องกึกก้องราวกับเสียงฉีกกระชากผ้าแพร

นี่คือสมบัติวิเศษระดับสุดยอด...‘ดาบมังกรเมฆาไล่ล่าพายุ’!

ยามดาบเล่มนี้ขยับไหว คมดาบยังไปไม่ถึง ปราณเมฆาก็พวยพุ่งไปก่อนแล้ว ประกายสีเงินกวาดผ่านที่ใด จะก่อเกิดม่านหมอกสามสิบหกชั้นซ้อนทับกันกลางอากาศ ผสานความจริงและภาพลวงตา ดุจมังกรที่ซ่อนกายอยู่ในสายหมอก!

ลวดลายเมฆวนบนตัวดาบสามารถกลืนกินปราณฟ้าดินในรัศมีร้อยจ้วง แปรเปลี่ยนเป็น ‘ปราณดาบสลายหมอก’ ทุกวิถีดาบเปรียบเสมือนพายุเฮอริเคนฉีกกระชากทะเลเมฆ ทิ้งรอยแยกมิติยิบย่อยไว้เบื้องหลัง

เสียงหวีดหวิวจากกระดิ่งหยกที่ปลายด้ามยังสั่นสะเทือนไปถึงดวงจิต ผู้ฝึกตนทั่วไปเพียงได้ยินก็รู้สึกราวกับร่วงหล่นจากยอดเมฆ ประสาทสัมผัสทั้งห้าถูกม่านหมอกบดบังจนสิ้น!

ทุกท่วงท่าของจางหวายชิ่ง ราวกับม้วนเอาผืนฟ้าทั้งผืนมาเป็นอาวุธ แม้แต่ระดับวิญญาณเเรกเริ่มทั่วไปก็ยังมิอาจเข้าใกล้

มีเพียงเฟยเหลียนที่ถือ ‘ดาบโครงกระดูกมายา’ ร่ายรำคมดาบจนเกิดภาพลวงตาของกองซากกระดูกนับหมื่น พัดพาไอสังหารอันเชี่ยวกรากดุจดั่งทะลักออกมาจากปรโลก

การปะทะกันของทั้งสอง แบ่งแยกท้องนภาออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน ครึ่งหนึ่งคือเมฆามงคลสว่างไสว อีกครึ่งคือไอทมิฬบดบังดวงอาทิตย์ ดำและขาวตัดกันอย่างรุนแรง!

ในขณะเดียวกัน...

เหล่ายอดฝีมือระดับวิญญาณเเรกเริ่มอีกหลายคนก็เร่งรุดมาสมทบ รวมถึงสวี่ไท่ซู่และผู้อาวุโสจากสำนักใหญ่ นำทัพผู้ฝึกตนนับพันบุกทะลวงเข้าสู่เส้นทางกวางเหริน เข้าจู่โจมผู้ฝึกตนฝ่ายมารที่เหลือรอด

“พวกมู่ชิงหมิงหายไปไหนกันหมด?” กงซุนเป่ารุ่ย ผู้อาวุโสแห่งวังไร้ลักษณ์บ่นพึมพำขณะร่ายคาถา

“พวกเราอุตส่าห์ฝ่าวงล้อมเข้ามาช่วย ทำไมยังไม่ส่งคนออกมาช่วยรบอีก?”

“นั่นไง มาแล้ว!”

“เดี๋ยวนะ...ทำไมมีแค่คนเดียว!”

ในสายตาของทุกคน เห็นเพียงร่างเงาหนึ่งควบม้าสีขาวพุ่งทะยานออกมาจากทิศเมืองจวี้เชี่ยวอย่างโดดเดี่ยว มุ่งหน้าสู่สนามรบ

“ผู้อาวุโสหวายชิ่ง! ผู้อาวุโสสวี่! รีบหนีไป!”

เฉินซานซือตะโกนสุดเสียง พยายามแจ้งเตือนถึงความผิดปกติ

“กวางเหรินเต้า...น่าจะเป็นกับดัก!”

“ว่าไงนะ?”

กงซุนเป่ารุ่ยชะงักกึก

ทันใดนั้น พวกเขาเพิ่งสังเกตเห็นว่า ค่ายกลเมฆาอัสนีที่ถูกฉีกกระชากไปก่อนหน้านี้ ได้รับการซ่อมแซมอย่างเงียบเชียบจนสมบูรณ์แล้วตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

จักรพรรดิเทียนซี ‘จ้าวรุ่ย’, ผู้คุมวิญญาณเสวียนซา, เฟิงชิงเยี่ยน และฉือหัง ต่างแยกย้ายกันไปประจำตำแหน่ง ในมือถือป้ายคำสั่งคนละอัน ร่ายบทสวดประหลาดดังก้องประสานเสียงกัน

ธงสีแดงฉานผุดขึ้นจากพื้นดินราวกับดอกเห็ด พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้านับหมื่นจ้วงดุจดาวตกสีเลือด ลำแสงนับไม่ถ้วนพุ่งออกมาจากธงเหล่านั้น ถักทอกันเป็นตาข่ายอาคมสีโลหิตครอบคลุมราตีกาล

ม่านพลังร่วงหล่นลงมาราวกับระฆังทองแดงยักษ์ ครอบเส้นทางกวางเหรินทั้งสายเอาไว้ภายใน!

“ทำไมฟ้าถึงมืดลงล่ะ?”

ภายในเมืองจวี้เชี่ยว...เติ้งอู๋ซางและคนอื่นๆเงยหน้ามองฟ้า สีหน้าซีดเผือดลงทันที

พื้นดินเริ่มสั่นสะเทือน

ภายในตัวเมือง ตามรอยต่อของแผ่นหินปูพื้นมีเถาวัลย์สีเลือดงอกเงยขึ้นมา เส้นใยสีแดงเข้มเหล่านั้นดูราวกับสิ่งมีชีวิต มันเลื้อยปีนป่ายไปตามชายคาบ้านเรือน

เพียงพริบตาเดียว กระเบื้องหลังคาทั้งเมืองก็ถูกปกคลุมไปด้วยเส้นเลือดที่เต้นตุบๆ!

“ท...ทำไมข้าขยับตัวไม่ได้!”

“อ๊ากกกกก!!!”

ผู้ฝึกตนคนหนึ่งที่กำลังพิงกำแพงเมืองพักผ่อน จู่ๆก็พบว่าร่างกายของตนถูกยึดติดกับผนัง ไม่ว่าจะดิ้นรนอย่างไรก็ไม่หลุด

ชั่วอึดใจต่อมา เลือดเนื้อของเขาก็เริ่มละลาย...

กำแพงเมืองนี้...มันกำลังกินคน!

“ช่วยด้วย! ช่วยข้าด้วยยย!”

เขากรีดร้องขอความช่วยเหลือด้วยความหวาดกลัวสุดขีด

ผู้ฝึกตนสองคนซึ่งอยู่ใกล้เคียงตั้งสติได้ รีบยื่นมือเข้าไปหวังจะฉุดดึงร่างนั้นออกมา

กร๊อบ!

เสียงกระดูกลั่นดังน่าขนลุก พวกเขาดึงออกมาได้เพียงแขนสองข้างที่ขาดวิ่น ส่วนร่างของชายผู้นั้นถูกกำแพงเมืองกลืนกินจนมิด เพียงไม่นานก็เหลือแต่โครงกระดูกขาวโพลนร่วงหล่นลงมา

“นี่มันวิชามารบัดซบอะไรกัน!”

“อ๊ากกกกก!”

เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงมไปทั่ว อิฐทุกก้อน กระเบื้องทุกแผ่น บัดนี้กลับกลายเป็นปีศาจร้ายที่หิวกระหายเลือดเนื้อ!

“โอม อาโมฆะ ไวโรจนะ มหาบุตรา...”

เสียงสวดมนต์แหบพร่ายานคางดังขึ้นอย่างเชื่องช้า แรกเริ่มแผ่วเบาแล้วค่อยๆดังสนั่นกึกก้อง ราวกับอสรพิษที่เลื้อยชอนไชเข้าสู่จิตใจของผู้คน ไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกล

บนฟากฟ้า ปรากฏอักขระสวัสดิกะ ‘卍’ ของพุทธศาสนาขนาดมหึมา หมุนวนอย่างเชื่องช้าราวกับเข็มทิศมรณะ

ทันใดนั้น ฝ่ามือพุทธองค์ที่ทองคำลอกร่อนก็แหวกม่านเมฆสีเลือดลงมา ลวดลายบนฝ่ามือนั้นกลับกลายเป็นใบหน้ามนุษย์บิดเบี้ยวนับไม่ถ้วนกำลังส่งเสียงคำราม

เมื่อม่านเมฆถูกแหวกออก พระพุทธรูปปางวิปลาสที่นั่งกลับหัวบนฐานบัวก็เผยโฉม!

พระพุทธรูปองค์นี้ที่ควรจะมีใบหน้าเปี่ยมเมตตา บัดนี้กลับเต็มไปด้วยรอยแตกร้าวเหมือนใยแมงมุม นัยน์ตาซ้ายกลวงโบ๋มีเพียงเปลวไฟสีดำลุกโชน นัยน์ตาขวาหลั่งโลหิตสีทองออกมาไม่ขาดสาย วงล้อกุศลด้านหลังศีรษะฝังไว้ด้วยหัวกะโหลกแปดร้อยหัวที่หมุนวนไม่หยุดหย่อน

ฐานบัวเก้าชั้นที่รองรับกายพระองค์ แท้จริงแล้วถูกต่อขึ้นจากกระดูกขามนุษย์นับแสนท่อน ทุกข้อกระดูกยังคงกระตุกเกร็งอย่างบ้าคลั่ง

ยามฐานบัวหมุนวน หมอกดำเหนียวหนืดก็ซึมออกมาจากรอยต่อกระดูก ก่อตัวเป็นอักขระสันสกฤตหนาทึบลอยละล่องไปทั่วเมือง

เหล่าปุถุชนคนธรรมดาในเมืองไม่อาจทานทนได้ สติสัมปชัญญะพังทลายลงก่อนใคร ท่ามกลางเสียงสวดมนต์ พวกเขาเริ่มวิ่งพล่านไปทั่วเมืองอย่างบ้าคลั่ง เลือดสีแดงสดไหลทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ด

หยดเลือดเหล่านั้นไม่ได้ตกลงพื้น แต่กลับลอยขึ้นไปเกาะกลุ่มกันเป็นโซ่โลหิต ถักทอห่อหุ้มเมืองทั้งเมืองให้กลายเป็นกรงนกสีเลือดขนาดมหึมา!

“ค่ายกลวัฏสงสารวิปลาสเจ็ดทุกข์!”

เมื่อจางหวายชิ่งจ้องมองเงาพุทธองค์สีเลือดที่ทาบทับฟ้าดิน เขาก็จำค่ายกลนี้ได้ทันที

พวกมารยึดครองเส้นทางกวางเหริน แล้วใช้ชีพจรวิญญาณของที่นี่เป็นรากฐาน เพื่อวางค่ายกลที่อำมหิตโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้เชียวหรือ!

ค่ายกลชุดนี้จะเริ่มจากการทำให้ผู้คนคลุ้มคลั่ง จากนั้นเปลี่ยนฟ้าดินให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตเพื่อกัดกินมนุษย์เป็นๆและสุดท้าย...จะหลอมรวมทุกชีวิตให้กลายเป็น ‘โอสถโลหิต’

นี่คือค่ายกลลับอันดับหนึ่งของ ‘พุทธะมาร’ ในยุคบรรพกาล แม้จะต้องจ่ายค่าตอบแทนมหาศาล และชีพจรวิญญาณแห่งนี้จะต้องแห้งเหือดไปในไม่ช้า...

แต่สิ่งที่ได้มา คืออานุภาพระดับห้า!

ค่ายกลระดับห้า...หมายความว่าต่อให้เป็นผู้ฝึกตนระดับเปลี่ยนแปลงเทวะ หากติดอยู่ในนี้และทำลายค่ายกลไม่ได้ ก็มีแต่ทางตายเท่านั้น!

“ฮ่าๆๆๆๆ...” นักพรตตัวมู่หัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่ง

“ต่อให้เส้นทางกวางเหรินจะมีสิ่งมีชีวิตนับสิบล้าน ทั้งหมดก็จะกลายเป็นโอสถทิพย์ในท้องของพวกข้า!”

“บัดซบเอ๊ย!”

กงซุนเป่ารุ่ยสบถด่าด้วยความเดือดดาล

“เฉินซานซือ! ในเมื่อพวกเจ้ารู้แต่แรกว่าพวกมันวางกับดักไว้ ทำไมไม่รีบเตือนพวกเรา!”

“หลังจากป้ายคำสั่งหายไป พวกเราก็ส่งข่าวออกไปไม่ได้แล้ว”

เฉินซานซือพยายามข่มกลั้นเสียงสวดที่ทำให้สติเลอะเลือน

“อีกอย่าง...ค่ายกลนี้เกรงว่าจะเตรียมการมาหลายปีแล้ว...”

“เรื่องนี้โทษสหายตัวน้อยเฉินซานซือไม่ได้หรอก” จางหวายชิ่งถอนหายใจ

“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องโทษมู่ชิงหมิง!” กงซุนเป่ารุ่ยยังไม่หายโมโห

“เจ้านั่นเป็นถึงบุตรศักดิ์สิทธิ์ที่มาประจำการเส้นทางกวางเหริน แต่กลับปล่อยให้แม้แต่ค่ายกลฉางกุ่นหลุดมือไปได้!”

“เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว โทษกันไปมาก็ไร้ประโยชน์” สีหน้าของจางหวายชิ่งเคร่งเครียดถึงขีดสุด

“พวกเราถอยกลับเข้าไปในเมืองจวี้เชี่ยวกันก่อน แล้วค่อยหาทางทำลายค่ายกล”

เขาไม่มีกะจิตกะใจจะสู้ต่ออีกแล้ว ดาบมังกรเมฆาไล่ล่าพายุกรีดร้องกึกก้อง แปรสภาพเป็นมังกรเมฆาหลายตัวพุ่งเข้าพันธนาการผู้อาวุโสสำนักเซียนขุยเบื้องหน้า

จากนั้น เขาโบกมือวูบหนึ่ง เมฆามงคลก็ห่อหุ้มเหล่าผู้ฝึกตนฝ่ายธรรมะทั้งหมดเอาไว้ พาทะยานหนีออกจากสนามรบด้วยความเร็วที่แทบมองไม่ทัน กลับเข้าสู่เมืองจวี้เชี่ยวในพริบตา

“หึๆ...”

ผู้คุมวิญญาณเสวียนซามองตามแผ่นหลังของพวกเขาไป พลางแค่นหัวเราะเย็นเยียบ

“ค่ายกลสมบูรณ์แล้ว ข้าอยากจะรู้นักว่าพวกมันจะหนีไปซ่อนหัวได้นานแค่ไหน!”

“ฉือหัง”

เฟยเหลียนกลืนดาบบินกลับเข้าไปในปาก แล้วเอ่ยถามเสียงขรึม

“ค่ายกลของพวกเจ้านี้ ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าจะหลอมรวมเสร็จสมบูรณ์?”

“เร็วสุดยี่สิบวัน ช้าสุดห้าสิบวัน ขึ้นอยู่กับว่าพวกมันจะดิ้นรนต้านทานได้แค่ไหน”

ปรมาจารย์ฉือหังกล่าวด้วยรอยยิ้มละไม

“แต่เมื่อค่ายกลสำแดงเดชถึงที่สุด ไม่ว่าในเส้นทางกวางเหรินจะมีคนเป็นอยู่กี่คน ทั้งหมดจะถูกหลอมเป็นโอสถโลหิตจนเกลี้ยง”

“ต้องทำให้เร็ว!”

ฉวีซานย่วนไอโขลกๆแล้วกล่าวว่า

“มู่ชิงหมิงเอย จางหวายชิ่งเอย ล้วนเป็นยอดอัจฉริยะรุ่นใหม่ของทวีปเทียนสุ่ย หากพวกเขามาตายที่นี่ พวกตาเฒ่าเหล่านั้นรู้เข้าต้องบุกมาล้างแค้นไม่คิดชีวิตแน่!”

“วางใจเถอะ” เฟิงชิงเยี่ยนลูบเครา

“แน่นอนว่าต้องมีคนมา แต่คนที่มา...ก็จะเป็นคนของพวกเราเอง รอจนค่ายกลทำงานเสร็จ แกล้งทำเป็นสู้กันสักสองสามยก เรื่องนี้ก็จบแล้ว”

“สหายเต๋าเฟิง” จู่ๆจักรพรรดิเทียนซีก็เอ่ยถามขึ้นมา

“เจ้าบอกว่าสำนักดาบสวรรค์ต้องการสังหารจางหวายชิ่ง อันนี้เราเข้าใจได้ แต่พวกเขาตัดใจให้มู่ชิงหมิงตายอยู่ที่นี่ไปพร้อมกันได้จริงๆหรือ?”

“มีอะไรให้ตัดใจไม่ได้?” เฟิงชิงเยี่ยนตอบอย่างไม่ยี่หระ

“สามสำนักใหญ่ดูภายนอกรักใคร่กลมเกลียว แต่ความจริงก็แก่งแย่งชิงดีกันทั้งในที่ลับที่แจ้ง”

“ว่ากันตามจริง มู่ชิงหมิงคือศิษย์ของคุนซู”

“สำนักดาบสวรรค์เพิ่งเสียทายาทอย่างเฉาหยูไปเมื่อปีก่อน พวกเขาย่อมอยากเห็นขุมกำลังของคุนซูอ่อนแอลงอยู่แล้ว”

“มู่ชิงหมิง...ไม่ใช่แค่เรื่องทายาทสืบทอดธรรมดาหรอกนะ”

แววตาของจ้าวรุ่ยลึกซึ้งขึ้น ราวกับกำลังกังวลบางสิ่ง แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะไม่พูดต่อ เพียงออกคำสั่งว่า

“ถ่ายทอดคำสั่งลงไป เร่งการทำงานของค่ายกลให้ถึงขีดสุด! ต่อให้ต้องทำลายชีพจรวิญญาณของเส้นทางกวางเหรินทิ้ง ก็ต้องเร่งกระบวนการหลอมรวมให้เสร็จเร็วที่สุด!”

ปัง!

พระพุทธรูปโลหิตขนาดยักษ์ประกบฝ่ามือเข้าหากัน เสียงสวดคาถาเริ่มถี่กระชั้นขึ้น อักขระสวัสดิกะ ‘卍’ นั้นเปล่งแสงพุทธคุณอันวิปริตเจิดจ้าและรุนแรงยิ่งกว่าเดิม!

………

จบบทที่ บทที่ 581 : ค่ายกลวัฏสงสารเจ็ดทุกข์วิปลาส

คัดลอกลิงก์แล้ว