เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 526 : ทาสเลี้ยงม้า

บทที่ 526 : ทาสเลี้ยงม้า

บทที่ 526 : ทาสเลี้ยงม้า


บทที่ 526 : ทาสเลี้ยงม้า

ในกองทัพต้าฮั่น คงมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น จะทำให้ทหารทั้งกองทัพต้องพร้อมใจกันสวมชุดไว้ทุกข์เช่นนี้

ในบัดดล เฉินซานซือก็พลันมีลางสังหรณ์ไม่ดีผุดขึ้นในใจ

“ทูลฝ่าบาท”

ตงฟางจิ่งสิงประสานมือพลางก้มศีรษะลงต่ำ “เป็น...เป็นท่านอัครเสนาบดีพ่ะย่ะค่ะ...”

เฉินซานซือราวกับถูกอัสนีบาตฟาดเข้ากลางใจ!

เขารีบมุ่งหน้าตรงไปยังโถงพิธีศพทันที พอพุ่งเข้าไปในกระโจม ก็เห็นโลงศพไม้สีดำทะมึนตั้งตระหง่านอยู่ พร้อมกับป้ายวิญญาณอันเย็นเยียบ

เหล่าขุนพลเฒ่าแห่งผอหยางล้วนมารวมตัวกันอยู่ที่นี่แล้ว

“ถวายบังคมฝ่าบาท”

ฉีเฉิงซึ่งเฝ้าอยู่ด้านข้างมาโดยตลอดรีบลุกขึ้นทำความเคารพ

เฉินซานซือยกมือเป็นสัญญาณให้อีกฝ่ายหลีกทาง ก่อนจะเดินไปหยุดยืนอยู่หน้าโลงศพ

เขาใช้เคล็ดวิชาตรวจสอบปราณเพื่อมองเข้าไปด้านใน แต่สิ่งที่เห็นกลับมีเพียงไอแห่งความตายอันเงียบงัน ทำให้เขาถึงกับนิ่งอึ้งไปเป็นนาน

เรื่องราวทุกอย่างเกิดขึ้นกะทันหันเกินไป จนกระทั่งทำให้เขารู้สึกว่ามันไม่เหมือนความจริง

ทั้งๆที่เมื่อไม่นานมานี้ บัณฑิตเฒ่ายังเป็นคนช่วยคำนวณหาทางเข้าแดนลับ ทั้งยังเป็นผู้ทำนายปรากฏการณ์ “ดาวอังคารรุกรานใจกลางฟ้า” ได้อยู่เลยแท้ๆแต่แล้วเพียงแค่พริบตาเดียว กลับต้องมาพรากจากกันด้วยความตายเสียแล้ว

แม้ภายในใจของเฉินซานซือจะรู้สึกเศร้าหมอง ทว่าสีหน้าของเขากลับยังคงเรียบเฉยเช่นเคย สุดท้ายเอ่ยปากถามเพียงว่า

“เขาจากไปได้อย่างไร?”

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เขาได้รวบรวมโอสถล้ำค่าที่คนธรรมดาสามารถกินได้มาไม่น้อย ตามหลักแล้ว บัณฑิตเฒ่าควรจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างน้อยถึงร้อยปี

แต่ทว่าตอนนี้อายุเพิ่งจะเฉียดแปดสิบปีเท่านั้น เหตุใดจึงจากไปอย่างกะทันหันเช่นนี้...

“เป็นเพราะการทำนายงั้นรึ?”

ฉีเฉิงนิ่งเงียบไม่ตอบ

“ดูท่า...ข้าคงจะเดาถูกสินะ”

เฉินซานซือค่อยๆหลับตาลง

เขาควรจะคิดได้ตั้งแต่แรกแล้ว

การล่วงรู้ความลับสวรรค์ การทำนายอนาคตเช่นนี้ จะไม่มีสิ่งใดต้องแลกมาได้อย่างไรกัน?!

“ฝ่าบาท!”

ฉีเฉิงทรุดกายลงคุกเข่ากับพื้นเสียงดัง “ปึ้ก”

“ฝ่าบาทมิต้องเศร้าพระทัยไปพ่ะย่ะค่ะ ก่อนที่ท่านอาจารย์จะจากไป ท่านเคยกล่าวไว้ว่า การได้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่เพื่อทำประโยชน์ให้แก่ต้าฮั่น คือความปรารถนาสูงสุดของท่านแล้ว”

“คำนวณความลับสวรรค์รึ? ไอ้คนขี้เกียจเอ๊ย!”

จูถงผู้มีผมขาวแซมอยู่ข้างขมับ ดวงตาทั้งสองข้างเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย เอ่ยด่าพลางยิ้มหยัน

“เมื่อก่อนข้านึกว่ามันแค่ขี้โม้ซะอีก!”

“นั่นสิ” จ้าวคังทอดถอนใจ “ถ้าจะให้พูดกันตามตรง ในบรรดาพวกเราทั้งหมด คนที่มีประโยชน์ที่สุดก็คงจะเป็นเจ้าเฒ่าซูนี่แหละ”

“เฮอะ ก็ใช่น่ะสิ” หลิวจินขุยพึมพำ “หลังจากก่อตั้งต้าฮั่น พวกเราแต่ละคนก็เอาแต่นั่งๆนอนๆสบายอยู่ที่บ้าน มีแต่เจ้าเฒ่าซูนี่แหละที่ไม่เคยได้อยู่อย่างสุขสบายเลยสักวัน”

“คนเราต่างก็มีปณิธานของตัวเอง” หวังลี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ตามนิสัยของเจ้าเฒ่าซู การได้ยุ่งอยู่ตลอดเวลา สำหรับเขาแล้วนั่นแหละคือความสุขที่สุด”

“พวกเจ้า...”

เฉินซานซือโบกมือเบาๆ

“ออกไปกันก่อนเถอะ ข้าอยากจะอยู่ที่นี่สักพัก...หลังจากนี้ครึ่งก้านธูป ให้นำรายงานสถานการณ์ล่าสุดของทวีปเทียนสุ่ยและทวีปตงเซิ่งเสินโจวเข้ามา”

ในยามนี้ ร่างของเขาอาภรณ์ขาดรุ่งริ่ง เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด จะมีส่วนไหนที่ดูเหมือนจักรพรรดิได้บ้าง ดูไปแล้วไม่ต่างอะไรกับขอทานข้างถนนเลยสักนิด

“พ่ะย่ะค่ะ!”

ทุกคนสบตากัน ก่อนจะทยอยเดินออกจากโถงพิธีไปทีละคน

เฉินซานซือค่อยๆนั่งลงข้างโลงศพ จากนั้นจึงเริ่มทบทวนการเดินทางในแดนลับครั้งนี้อย่างละเอียดในหัว

เผชิญหน้าซวิ่นอย่าผลีผลาม คือเคล็ดทำนายฟู่ลำดับสอง เดินสวนทางขั่นเพื่อกุมอสนีบาต การเปลี่ยนแปลงแห่งสวรรค์มีสี่สิบเก้า ทว่าหนึ่งนั้นคือหนทางรอด

นี่คือวิธีคลี่คลายปรากฏการณ์ “ดาวอังคารรุกรานใจกลางฟ้า” ที่บัณฑิตเฒ่ามอบให้

แต่ทว่านับตั้งแต่ไปถึงประตูทองสัมฤทธิ์ แม้หนทางจะเต็มไปด้วยภยันตราย แต่เฉินซานซือกลับรู้สึกอยู่ตลอดว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นไม่สอดคล้องกับคำทำนายเสียทีเดียว

หรือว่า...ปรากฏการณ์ดาวอังคารรุกรานใจกลางฟ้ายังไม่จบสิ้น?

ถ้าเช่นนั้น อันตรายครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และที่ไหนกัน?

เฉาเซี่ย!

เฉินซานซือพลันนึกขึ้นได้ ทันทีที่เขาเข้าสู่แดนลับ ก็ถูกกลุ่มนักบวชชราที่ทาสเลี้ยงม้าจ้างวานไล่ล่ามาโดยตลอด แต่จนกระทั่งบัดนี้ที่แดนลับได้พังทลายลงแล้ว เจ้าคนผู้นั้นกลับไม่เคยปรากฏตัวออกมาเลยแม้แต่ครั้งเดียว

อีกทั้งจานบังตะวันสองลักษณ์!

เจ้าคนผู้นี้...

มีความเป็นไปได้ว่ามันอาจจะไปถึงทวีปตงเซิ่งเสินโจวแล้ว!

เมื่อคิดได้ดังนี้ เขาก็ไม่อาจนั่งนิ่งอยู่เฉยๆได้อีกต่อไป

และเป็นจังหวะเดียวกับที่ฉีเฉิงกลับเข้ามาด้วยสีหน้าเร่งรีบ ทว่าน้ำเสียงยังคงราบรื่นเป็นระเบียบ

“ฝ่าบาท เพิ่งมีข่าวส่งมาว่า ที่แคว้นเป่ยหยางเกิดการต่อสู้ของผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกเริ่มขึ้นพ่ะย่ะค่ะ และเฉาเซี่ยก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย ดูเหมือนว่ามันต้องการจะใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายเพื่อเข้ามายังต้าฮั่น แต่ถูกคนจากสำนักอื่นขัดขวางเอาไว้”

แย่แล้ว...

หัวใจของเฉินซานซือพลันหนักอึ้ง

หลานเจี่ยเอ๋อร์, ซุนหลี, เฉินหยุนซีและสมาชิกครอบครัวคนอื่นๆยังคงอยู่ในดินแดนเสินโจว หากปล่อยให้คนผู้นี้บุกรุกเข้าไปในต้าฮั่นได้จริงๆผลที่ตามมาคงยากจะคาดเดา!

“มีบัญชา!”

เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ให้ระดมผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหมดในเมืองเทียนยงไปรวมตัวกันที่กองทัพกลาง จากนั้นให้รีบเดินทางกลับทวีปตงเซิ่งเสินโจวด้วยความเร็วสูงสุด!”

สิ้นเสียง เฉินซานซือก็กลายร่างเป็นลำแสง เคลื่อนวิชาเผาโลหิตสามชั้น มุ่งหน้าตรงไปยังทิศตะวันตกเฉียงเหนือทันที

เขาต้องรีบกลับไปให้เร็วที่สุด!

หลังจากตงฟางจิ่งสิงมองส่งองค์จักรพรรดิจนลับสายตา เขาก็รีบออกราชโองการให้ขุนนางเซียนทั้งหมดในแคว้นกว่างเหรินมารวมตัวกันทันที

เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาก็มองไปยังด้านข้าง “เจ้ายังมีอารมณ์มานั่งอ่านตำราอีกรึ”

ดูจากปฏิกิริยาของฝ่าบาทแล้ว เห็นได้ชัดว่าต้องมีเรื่องคอขาดบาดตายเกิดขึ้นเป็นแน่

“เจ้าไผ่น้อย ยิ่งเป็นเวลาเช่นนี้ พวกเราก็ยิ่งต้องสงบนิ่ง”

ฉีเฉิงค่อยๆพลิกหน้าตำรา

“อีกอย่าง พลังของพวกเรานั้นอ่อนด้อยนัก คงจะช่วยอะไรไม่ได้มาก สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงทำตามรับสั่งของฝ่าบาทเท่านั้น”

ตงฟางจิ่งสิงไม่เอ่ยอะไรต่อ เขาเพียงรีบเดินออกจากโถงพิธี เพื่อไปกำกับการรวมพลด้วยตนเอง

ส่วนฉีเฉิงยังคงพลิกตำราอ่านต่อไป บนปกตำราโบราณสีเหลืองซีดในมือของเขามีอักษรสี่ตัวเขียนไว้ว่า ‘คำไขปริศนาเหอลั่ว’

นี่คือสิ่งที่ซูเหวินไฉทิ้งไว้ให้

การฝึกฝนวิชานี้ จะสามารถสร้าง ‘กระดานหมากเหอลั่ว’ ขึ้นในทะเลปราณของตนได้ โดยใช้ตนเองเป็นผู้เดินหมาก เพื่อคำนวณโชคชะตาและปรากฏการณ์บนฟากฟ้า

อิทธิฤทธิ์เช่นนี้ นับเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง

แต่ทว่าการล่วงรู้ความลับสวรรค์ จะไม่มีบทลงโทษได้อย่างไร?

ในหน้าสุดท้ายของ ‘คำไขปริศนาเหอลั่ว’ มีบทกวีบทหนึ่งเขียนไว้ว่า :

เคาะประตูสวรรค์ ทลายดาวเหนือ ฝืนชะตาฟ้า

คำทำนายแตกสลาย ดวงดาวร่วงหล่น กระดูกเยียบเย็น

กระเรียนเดียวดายคาบน้ำค้าง เผาเงาคำทำนาย

นั่งสมาธิจนร่างแห้งกรัง แสงเกล็ดมังกรผุพัง

ฉีเฉิงผู้เจนจบในตำราโบราณ มีหรือจะอ่านความหมายในบทกวีไม่ออก?

แต่แล้วอย่างไรเล่า?

เขารับใช้ท่านอาจารย์มาตั้งแต่สมัยที่ฝ่าบาทยังเป็นเพียงมังกรซ่อนกาย พริบตาเดียวสามสิบกว่าปีก็ผ่านไป เขาได้เห็นการก่อตั้งต้าฮั่นด้วยตาตนเอง และเฝ้ามองแผ่นดินเติบใหญ่มาจนถึงทุกวันนี้

ดวงจิตวิญญาณทั้งสามและเจ็ดของเขาได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับต้าฮั่นไปนานแล้ว

ไม่ว่าจะเพื่อตอบแทนบุญคุณที่ท่านอาจารย์ชุบเลี้ยง เพื่อตอบแทนที่ฝ่าบาทไว้วางพระทัย หรือเพื่ออุดมการณ์ของต้าฮั่น เขาก็พร้อมจะทุ่มเทกำลังอันน้อยนิดนี้

และการฝึกฝนวิชาแห่งสวรรค์ ก็เป็นสิ่งเดียวที่เขาสามารถทำได้ และเป็นสิ่งที่จะช่วยเหลือฝ่าบาทได้อย่างแท้จริง

เมื่อความคิดของฉีเฉิงตกผลึก ความลังเลใดๆก็ไม่หลงเหลืออีกต่อไป เขาปิดตำราลงเสียงดัง พลันพลังปราณในตันเถียนก็เริ่มโคจรเพื่อหล่อหลอมกระดานหมากเหอลั่วขึ้นมา

…..

ณ แคว้นเป่ยหยาง, ค่ายกลเคลื่อนย้ายโบราณ

บนผืนฟ้าสีครามสดใส คาถาอาคมแต่ละสายเบ่งบานราวกับดอกไม้ไฟหลากสีสัน ส่งผลให้เกิดคลื่นพลังสะท้อนกลับมาราวกับสึนามิ

ยอดเขาหลายลูกพังทลายลงมาครืนๆทะเลสาบหลายแห่งเหือดแห้งหายไปอย่างไร้ร่องรอย

นี่คือการต่อสู้ระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นปลาย ถึงขนาดที่ว่าหากผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นต้นพลาดพลั้งโดนลูกหลงเข้าไป ก็อาจถึงแก่ชีวิตได้

ครืนนน—

หลังจากการปะทะกันอีกครั้ง บนท้องฟ้าก็ปรากฏร่างของคนสี่คนขึ้นมา

ราชันย์สังหารสวรรค์ เฉาเซี่ย…เขาถือดาบพู่สีเขียว ยืนอยู่บนปุยเมฆขาว ปอยผมข้างขมับและชายเสื้อคลุมของเขาปลิวไสวไปตามสายลม

ข้างกายของเขามีมหายอดฝีมือระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นปลายอีกสามคนยืนคุมเชิงกันเป็นสามเส้า

ประกอบด้วย เจ้าสำนักดาบสวรรค์ หวังโส่วจั๋ว, ผู้อาวุโสแห่งสำนักคุนซู เสิ่นจวินจั๋ว และผู้อาวุโสแห่งตำหนักจื่อหยาง เหลียนฮวาเจินเหริน

“เฉาเซี่ย เจ้าบ้าไปแล้ว”

เสิ่นจวินจั๋ว ผู้อาวุโสแห่งสำนักศักดิ์สิทธิ์คุนซู ถือขลุ่ยหยกขาวเลาหนึ่งไว้ในมือ

ขลุ่ยหยกเลานี้แกะสลักขึ้นจากกระดูกสันหลังของสัตว์เทวะ ตัวขลุ่ยขาวราวหิมะ บนผิวปรากฏอักขระภาษาสันสกฤตสีทอง

สมบัติวิญญาณชั้นเลิศ, ขลุ่ยเก้าสำเนียง

เขาใช้ขลุ่ยชี้ไปยังชายในชุดสีเขียวพลางเอ่ยอย่างเย็นชา “ตอนนี้ถอยยังทันนะ!”

“ใช่แล้ว ศิษย์น้อง” หวังโส่วจั๋วกล่าวเสริม “เจ้า...จู่ๆเจ้าก็ก่อเรื่องแบบนี้ขึ้นมา ตกลงเจ้าต้องการอะไรกันแน่?”

“พี่ใหญ่” เฉาเซี่ยเอ่ยด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ “ข้าเพียงแค่ต้องการทวงคืน สิ่งที่เคยเป็นของข้า”

“เหลวไหล! เจ้าเคยเป็นแค่จักรพรรดิของคนธรรมดาในดินแดนเล็กๆของทวีปตงเซิ่งเสินโจว กล้าดียังไงมาพูดจาพล่อยๆเช่นนี้?!” เสิ่นจวินจั๋วตวาดลั่น “เจ้ารู้หรือไม่ว่าการทำเช่นนี้ กำลังทำลายเส้นทางสู่ความเป็นอมตะของตัวเอง!”

“เส้นทางสู่ความเป็นอมตะรึ?”

ในส่วนลึกของดวงตาเฉาเซี่ย ราวกับมีดวงดาวสั่นไหวเกิดเป็นระลอกคลื่นสีทองแดง

เสียงของเขาดังสนั่นราวกับอสนีบาตจากเก้าชั้นฟ้า

“ข้าเฉาเซี่ยจะมีชีวิตอมตะหรือไม่ ใช่เรื่องที่สำนักคุนซูของเจ้าจะมาตัดสินได้งั้นรึ?!”

“ต้องได้” เสิ่นจวินจั๋วหรี่ตาลง “ในทวีปเทียนสุ่ยนี้ สำนักศักดิ์สิทธิ์คุนซูของข้าคือลิขิตสวรรค์ ที่แขวนอยู่เหนือหัวของทุกคน!”

ความโกรธของเฉาเซี่ยค่อยๆจางหายไป น้ำเสียงกลับมาสงบราบเรียบ แต่สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือจิตสังหารอันบริสุทธิ์ที่เพิ่มพูนขึ้นทุกคำที่เอ่ยออกมา

“รู้อะไรไหม?”

“นานมาแล้ว เคยมีคนพูดประโยคนี้กับข้าเหมือนกัน หลังจากนั้น...มันก็ตาย”

หลายร้อยปีก่อน เขายังเป็นเพียงทาสเลี้ยงม้าในคฤหาสน์ตระกูลโจว

ในตอนนั้น ในคฤหาสน์มีสาวใช้คนหนึ่งชื่อชุ่ยหลาน นางเห็นว่าเขาอายุยังน้อย จึงคอยดูแลเขาเหมือนพี่สาวมาโดยตลอด

ต่อมา บิดาของพี่สาวชุ่ยหลานล้มป่วย เฉาเซี่ยจึงขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพร และได้พบกับเห็ดหลินจือพันปีเพียงต้นเดียวในแถบนั้น

แต่ทว่านายท่านโจวในตอนนั้นกำลังหลงใหลในการบำรุงร่างกาย จึงใช้กำลัง ‘ซื้อ’ เห็ดหลินจือต้นนั้นไป

เฉาเซี่ยทนไม่ไหว ในตอนกลางคืนจึงแอบเข้าไปขโมยมันออกจากคลังยา แล้วมอบให้พี่สาวชุ่ยหลานนำไป แต่แล้วผลลัพธ์ในวันรุ่งขึ้น...

พี่สาวชุ่ยหลานถูกทุบตีจนตาย!

เฉาเซี่ยไม่มีวันลืมคำพูดของนายท่านโจวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ราชครูในวันนั้นได้เลย

“กฎหมายรึ? ในเมืองชิงเหอทั้งสิบแปดตำบลนี้ ข้าผู้นี้คือกฎหมาย คำพูดของข้าคือลิขิตสวรรค์!”

และนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เฉาเซี่ยก็ได้สาบานในใจ

เขาจะทำให้ทั่วทั้งหล้าไม่มีใครกล้าทำตัวสูงส่งต่อหน้าเขาอีกต่อไป!

……

เพลงดาบชิงหยวน!!!

พลังปราณระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นปลายในร่างของเฉาเซี่ยระเบิดออกดังสนั่น ดาบบินจำนวนมหาศาลพุ่งทะยานขึ้นฟ้าดุจมังกรเขียวหลายร้อยตัว จู่โจมเข้าใส่ศัตรูทั้งสามเบื้องหน้า เสียงดังสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับฟ้าถล่มดินทลาย!

เสิ่นจวินจั๋วเป่าขลุ่ยหยกเก้าสำเนียง เงาของสัตว์เทวะมากมายพลั่งพรูออกมาจากขลุ่ย เข้ากัดฉีกปราณดาบที่ถาโถมเข้ามาดั่งพายุ

ในขณะเดียวกัน เหลียนฮวาเจินเหรินแห่งตำหนักจื่อหยางในชุดคลุมสีรุ้งก็ประสานอินสองมือ ผ้าคลุมที่พาดอยู่บนร่างอรชรของนางพลันลุกเป็นไฟ

ผ้าคลุมผืนนี้เป็นสีแดงชาดทั้งผืน บนผิวประดับด้วยขนนกเรียงรายไล่ระดับสีขาวแดงดุจลาวาที่ปกคลุมด้วยหิมะ ขอบผ้าประดับด้วยกระดิ่งไฟกรรมสีทองที่ลุกโชน ภายในกระดิ่งผนึกดวงจิตอัคคีหนานหมิงเอาไว้

สมบัติวิญญาณชั้นเลิศ, แพรไหมชาดอัคคีล้างโลกา!

“จิ๊บ—”

พร้อมกับเสียงร้องใสดุจหงส์ ผ้าคลุมก็กลายร่างเป็นวิหคเพลิง เข้าหลอมละลายดาบบินทีละเล่มจนกลายเป็นน้ำเหล็กสีแดงฉาน จากนั้นก็แผดเผาผืนฟ้าทั้งผืนจนกลายเป็นสีแดงเพลิง หมายจะกลืนกินองค์ปฐมจักรพรรดิแห่งต้าฮั่นให้สิ้นซาก

ทว่า ทันใดนั้นกลับมีเสียงมังกรคำรามดังขึ้น ร่างของเฉาเซี่ยพลันหายไปจากจุดเดิม พอปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ก็มาพร้อมกับปราณดาบทั่วฟ้าที่พุ่งเข้าจู่โจมด้านหลังของนางเซียนผู้นั้นแล้ว

“เคร้ง!”

เหลียนฮวาเจินเหรินชักดาบสั้นสมบัติวิญญาณออกมา

แม้นางจะมั่นใจว่าสามารถป้องกันการโจมตีได้สำเร็จ แต่ทว่าคมดาบของอีกฝ่ายกลับเคลื่อนมาจ่ออยู่ตรงลำคอของนางได้อย่างน่าพิศวง

ในช่วงเวลาคับขัน เพียงพอนสีขาวตัวหนึ่งก็พุ่งออกมาจากแขนเสื้อของนาง พ่นเปลวไฟรุนแรงออกมา จึงสามารถป้องกันการโจมตีครั้งนี้ไว้ได้อย่างหวุดหวิด

สัตว์วิญญาณระดับสี่, เพียงพอนอัคคีเผาสวรรค์!

เพียงพอนเผาสวรรค์สลัดร่างกลายเป็นเด็กชาย ยกดาบเพลิงขึ้นฟันลงมาราวกับจะผ่าสวรรค์

แต่แล้วสถานการณ์คล้ายเดิมก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เสี้ยววินาทีก่อนเขายังเห็นวิถีดาบของอีกฝ่ายได้ชัดเจน แต่ในเสี้ยววินาทีต่อมากลับต้องเผชิญกับอันตรายถึงชีวิต!

ช่างเป็นเพลงดาบที่พิสดารยิ่งนัก!

“ศิษย์น้อง หยุดมือก่อนจะเกิดความผิดพลาดที่แก้ไขไม่ได้!”

หวังโส่วจั๋ว เจ้าสำนักดาบสวรรค์ยกแขนขึ้น กลางฝ่ามือปรากฏแสงสีทองสว่างจ้า ราวกับกำลังกุมดวงอาทิตย์ไว้ในมือ

เมื่อเพ่งมองดูดีๆสิ่งนั้นคือกระจกบานหนึ่ง

กรอบกระจกถักทอจากลายมังกรขดสีทองเก้าตัว ในดวงตามังกรฝัง ‘ผลึกดาวเทียนกัง’ ที่ได้จากอุกกาบาตนอกพิภพเก้าดวง กลางวันจะเปล่งแสงสีทอง กลางคืนจะส่องประกายสีเงิน พื้นผิวกระจกมิใช่ของแข็ง แต่เป็นแสงสีทองเหลวที่ไหลเวียน บนผิวปรากฏอักขระทำนายสีทอง ด้านหลังกระจกสลักอักษรแปดตัวไว้ว่า “ส่องทะลวงยมโลก สยบมารสังหารอสูร”

สมบัติวิญญาณชั้นเลิศ, คันฉ่องสุวรรณเสวียนตู!

แสงจากกระจกทองแดงส่องครอบคลุมพื้นที่รัศมีพันจั้ง

ภายใต้แสงนี้ ดาบบินของเฉาเซี่ยกลับสูญเสียพลังวิญญาณไปชั่วขณะ ความเร็วในการฟาดฟันก็ลดลงอย่างฮวบฮาบ เปิดโอกาสให้เหลียนฮวาเจินเหรินและเด็กชายบริวารถอยหนีจากคมดาบไปได้อย่างปลอดภัย

ในอีกด้านหนึ่ง เสียงขลุ่ยของเสิ่นจวินจั๋วก็พลันรุนแรงขึ้น กลายเป็นโซ่หนามแหลมคมนับไม่ถ้วนพุ่งเข้าจู่โจม

เฉาเซี่ยไม่มีท่าทีร้อนรนแม้แต่น้อย ใต้ฝ่าเท้าปรากฏลายค่ายกลขึ้น พลันอาศัยพลังของค่ายกลเคลื่อนย้ายตัวเองไปอยู่เบื้องหน้าเสิ่นจวินจั๋วในชั่วพริบตา ฟาดฟันดาบออกไปหนึ่งครั้ง ผ่าผืนฟ้ากว้างหมื่นลี้จนเกิดเป็นรอยดาบที่ชัดเจน

“ตู้ม!”

เสิ่นจวินจั๋วหลบไม่ทัน ทำได้เพียงเปิดใช้งานยันต์วิเศษป้องกันกาย เปลี่ยนเป็นชุดเกราะหนาหนักปกคลุมทั่วร่าง

เเม้รับดาบไว้ได้หนึ่งครั้ง แต่ก็ยังถูกแรงกระแทกมหาศาลซัดกระเด็นถอยหลังไปไกลจนลับหายไปสุดขอบฟ้าก็ยังไม่หยุด

หลายลมหายใจต่อมา เขาจึงใช้วิชาเคลื่อนย้ายในพริบตากลับมาได้

ผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกเริ่มสี่คน พร้อมกับอสูรแปลงกายอีกหนึ่งตน เข้าสู่การต่อสู้อันดุเดือด

ราชันย์สังหารสวรรค์ต่อสู้หนึ่งต่อสาม แต่กลับไม่เสียเปรียบเลยแม้แต่น้อย

…..

“เพลงดาบของเขานี่...ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน” เสิ่นจวินจั๋วขมวดคิ้ว “ท่านเจ้าสำนักหวัง นี่เป็นเเก่นเเท้เเห่งวิถียุทธ์ที่สืบทอดในสำนักของท่านหรือไม่? มีวิธีรับมือหรือไม่?!”

“เพลงดาบของเขา ผู้น้อยก็ไม่เคยเห็นเช่นกัน”

หวังโส่วจั๋วไม่ได้ใช้พลังเต็มที่ในการต่อสู้ เขาแสร้งทำเป็นร่ายเวทย์อย่างสุดกำลัง พลางกล่าวว่า

“แต่เมื่อไม่นานมานี้ ได้ยินศิษย์น้องข้าเอ่ยถึงอยู่เหมือนกัน ว่ามันเรียกว่า ‘เเก่นเเท้เเห่งวิถียุทธ์’”

“เเก่นเเท้เเห่งวิถียุทธ์?” เสิ่นจวินจั๋วกัดฟัน

เจ้าคนแซ่เฉานั่นมันละทิ้งวิถียุทธ์ไปตั้งหลายปีแล้วไม่ใช่รึ เหตุใดจู่ๆถึงมีเเก่นเเท้เเห่งวิถียุทธ์เพิ่มขึ้นมาอีกได้?!

เจ้านี่มีวิชาค่ายกลพิสดารแห่งฟ้าดินอยู่แล้ว เดิมทีก็รับมือยากยิ่งนัก ตอนนี้กลับมีเเก่นเเท้เเห่งวิถียุทธ์เพิ่มขึ้นมาอีก หากต้องการจะจับกุมมัน คงต้องเปลืองแรงอยู่ไม่น้อย

“อย่าเพิ่งรีบร้อน!” เสิ่นจวินจั๋วส่งกระแสจิตถึงอีกสองคน “อย่างมากอีกครึ่งชั่วยาม จะมีผู้อาวุโสจากสำนักข้ามาถึงอีกหนึ่งคน ถึงเวลานั้นต่อให้มันมีฤทธิ์เดชล้นฟ้า ก็ไม่มีทางต้านทานไหวแน่นอน!”

ทั้งสามคนจึงเปลี่ยนกลยุทธ์ ไม่เข้าปะทะแลกชีวิตอีกต่อไป แต่พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อถ่วงเวลา

เห็นได้ชัดว่าเฉาเซี่ยสังเกตเห็นเรื่องนี้ เขาเองก็ไม่คิดจะยืดเยื้อต่อไปเช่นกัน

เขาใช้วิชาค่ายกลพิสดารอีกครั้ง สลับตำแหน่งฟ้าดินในรัศมีหลายร้อยจั้ง เปลี่ยนเมฆบนท้องฟ้าให้กลายเป็นค่ายกลลวงตา บดบังการรับรู้ทางจิตของทุกคน

จากนั้น เขาก็ใช้วิชาเคลื่อนย้ายในพริบตาต่อเนื่อง ไปปรากฏตัวอยู่บนค่ายกลเคลื่อนย้ายโบราณ ใช้แผ่นหยกเปิดใช้งานค่ายกล และเคลื่อนย้ายเข้าสู่ทวีปตงเซิ่งเสินโจวในทันที

…………………………………

จบบทที่ บทที่ 526 : ทาสเลี้ยงม้า

คัดลอกลิงก์แล้ว