- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 525: หวนคืนสู่ชายแดน
บทที่ 525: หวนคืนสู่ชายแดน
บทที่ 525: หวนคืนสู่ชายแดน
บทที่ 525: หวนคืนสู่ชายแดน
แน่นอนว่า ถึงแม้จะได้ของมามากเพียงใด ก็ต้องมีชีวิตรอดกลับไปให้ได้เสียก่อน
หลังจากเก็บของเรียบร้อยแล้ว สายตาของเฉินซานซือก็กวาดมองไปทั่วโรงปรุงยาอีกครั้ง และ ณ มุมสุด ก็ได้พบค่ายกลเคลื่อนย้ายที่ถูกปิดตายมานานแห่งหนึ่ง
ค่ายกลเคลื่อนย้ายนี้ก็ต้องใช้ป้ายผู้พิทักษ์เพื่อเปิดใช้งานเช่นกัน เพียงแต่ว่าเคยถูกโจมตีมาก่อน จึงทำให้มีมุมหนึ่งที่ชำรุดเสียหายไป
"สามีของข้า ท่านซ่อมได้หรือไม่?" เสียงเย้ยหยันของนางมารดังขึ้น
"ค่ายกลเคลื่อนย้ายนี้ระดับสูงมาก"
เฉินซานซือย่อตัวลงไปดู "แต่ส่วนที่เสียหายมีน้อยมาก อีกทั้งยังเป็นส่วนฐานที่พื้นฐานที่สุด ข้าพอจะลองดูได้"
"ครืนนน—"
ขณะที่คนทั้งสองกำลังพูดคุยกัน ก็มีเสียงการพังทลายของดินแดนลับดังขึ้น เมื่อฟังจากระยะทางแล้วก็ใกล้เข้ามากว่าเดิม นั่นหมายความว่าหุบเขาแห่งนี้ก็คงจะอยู่ได้อีกไม่นาน
เฉินซานซือไม่รีรอ เขานั่งลงกับพื้น พลางหยิบวัตถุดิบออกมาจากแหวนมิติ จากนั้นก็เริ่มซ่อมแซมค่ายกล
ส่วนนางมารตนนั้น ก็ยืนพิงดาบ ก่อนจะค่อยๆหลับตาลง
จิตสำนึกของนางได้เข้าสู่ห้วงมิติอันมืดมิด ท่ามกลางความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด ปรากฏร่างหนึ่งในชุดคลุมสีดำที่ถูกผ้าไหมปิดตาไว้ ถูกจองจำอยู่ใจกลาง พลางมีเถาวัลย์สีเลือดนับไม่ถ้วนพันธนาการนางไว้อย่างแน่นหนา
ใบหน้าที่งดงามไร้ที่ติอยู่แล้ว เมื่ออยู่ภายใต้สีดำและสีแดง ก็ยิ่งขับให้ผิวขาวเนียนราวกับหิมะ
"เจ้าเด็กน้อย…นี่คือคำเตือน"
น้ำเสียงของเจียงซีเยว่เย็นเยียบ
"หากเจ้าทำเช่นนั้น เขาจะฆ่าเจ้า ไม่ใช่ช่วยเจ้า"
"ดูน้ำเสียงของเจ้าสิ นี่ถือว่าพี่สาวเป็นศัตรูรึอย่างไร?!"
แรงบีบที่มือของนางมารเพิ่มขึ้น แทบจะบดขยี้คางที่ราวกับรูปปั้นน้ำแข็งของหญิงตาบอดจนแหลกละเอียด
เถาวัลย์สีเลือดก็รัดแน่นขึ้นเรื่อยๆราวกับอสรพิษพิษ จนทำให้เค้าโครงร่างของนางยิ่งตึงเครียดขึ้น พร้อมที่จะแตกสลายไปพร้อมกับอวัยวะภายในได้ทุกเมื่อ
ภายใต้ความเจ็บปวดอันน่าสะพรึงกลัว เจียงซีเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย แม้ว่าบนผิวของนางจะเริ่มปรากฏรอยร้าวแล้ว ก็ยังคงนิ่งเงียบไม่พูดอะไร
เมื่อเห็นว่าจิตวิญญาณของนางใกล้จะถึงจุดแตกสลาย เถาวัลย์สีเลือดก็หยุดลงในที่สุด
นางมารคว้าผมของหญิงตาบอด พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงบ้าคลั่ง
"จิตวิญญาณของเจ้ากับข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน เจ้าคิดว่าจะหนีพ้นรึ? ข้าพยายามหาทางขอความช่วยเหลือ นี่ไม่ใช่เพื่อเจ้าด้วยหรอกหรือ?
"อีกอย่าง หากไม่วางยาพิษเสน่หา เจ้าจะแน่ใจได้อย่างไรว่า ในอนาคตไอ้เด็กนั่นจะไม่ทรยศพวกเราเหมือนกับบิดาผู้ขี้ขลาดของเจ้า?!"
เจียงซีเยว่นิ่งเงียบไปนาน ก่อนจะเอ่ย
"การข่มขู่ไม่ได้ผล ข้าก็ไม่อยากจะลาก..."
นางมารกระชากผมของอีกฝ่ายอย่างแรง ดึงนางเข้ามาใกล้ "นี่ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะมาตัดสินใจ!"
นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ
"ในเมื่อการข่มขู่ไม่ได้ผล งั้นก็ไม่ข่มขู่ ข้าจะทำให้พวกเจ้าสองคนยินยอมพร้อมใจกันเอง อย่างนี้ก็ถือว่าสมเหตุสมผลแล้วใช่หรือไม่?!"
"วื้ด—"
สิ้นเสียง ร่างของนางมารผมเงินก็หายไปจากห้วงสำนึก
ณ โรงปรุงยา เฉินซานซือพยายามซ่อมแซมค่ายกลครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกครั้งที่ล้มเหลว ก็จะสูญเสียจิตสำนึกและแก่นพลังไปเป็นจำนวนมาก เมื่อผ่านไปสองชั่วยาม ใบหน้าของเขาก็ซีดเผือด ปวดหัวแทบระเบิด
แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ จะมีเวลาพักได้อย่างไร?
เขาทำได้เพียงกินยาโอสถฟื้นฟู ฝืนทนพยายามครั้งแล้วครั้งเล่า
ทำเช่นนี้ซ้ำๆจนกระทั่งครั้งที่ยี่สิบกว่า อักขระกฎเกณฑ์ที่ยุ่งเหยิงภายในค่ายกลก็ค่อยๆเรียงตัวเป็นระเบียบ
จิตสำนึกของเฉินซานซือตัดการเชื่อมต่อ พลางทรุดตัวลงนั่งกับพื้นหอบหายใจอย่างหนัก
ในที่สุดก็สำเร็จ!
โชคดีที่ขาดหายไปเพียงแค่มุมที่พื้นฐานและเรียบง่ายที่สุดเท่านั้น มิเช่นนั้นแล้ว ด้วยความสามารถด้านค่ายกลของเขาในตอนนี้ อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาครึ่งปีกว่าจึงจะศึกษาจนเข้าใจได้
ถึงแม้กระบวนการจะเหนื่อยยาก แต่ความเชี่ยวชาญในค่ายกลก็เพิ่มขึ้นไม่น้อย
[ทักษะ: ค่ายกล (ระดับสาม)]
[ความคืบหน้า: 122/2000]
ระดับความสามารถด้านค่ายกล เกี่ยวข้องกับการสร้างมหาค่ายกลทำลายวิญญาณด้วยตนเองในภายหลัง ฉะนั้นความสำคัญในตอนนี้จึงอาจจะมากกว่าการปรุงยาเสียอีก
"ไปได้แล้ว"
เฉินซานซือหันกลับไป ก็เห็นว่าในฝ่ามือของนางมารผมเงินปรากฏผลไม้สีชมพูที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้
"ปัง—"
ในชั่วพริบตาที่ผลไม้ถูกบดขยี้ หมอกสีชมพูก็แผ่กระจายไปทั่วห้องลับ
ตามมาด้วยผมสีเงินของนางมารที่เปลี่ยนเป็นสีดำ ดวงตาสีเลือดอันน่าประหลาดก็ค่อยๆจางลง กลับคืนสู่สภาพปกติ
"ศิษย์พี่หญิง?" เฉินซานซือปิดทวารทั้งเจ็ด พยายามหลีกเลี่ยงหมอกอย่างสุดความสามารถ
"ใช่ท่านหรือไม่?"
"เป็นข้าเอง"
หลังจากเจียงซีเยว่ได้ควบคุมร่างกายกลับคืนมา นางก็รีบปิดกั้นเส้นชีพจรของตนเองเป็นอันดับแรกเช่นกัน
แต่ทว่าไม่ว่าคนทั้งสองจะพยายามอย่างไร สุดท้ายก็ยังไม่อาจหลีกเลี่ยงการกัดกร่อนของหมอกพิษได้
ณ โรงปรุงยา บรรยากาศค่อยๆแปลกประหลาดขึ้น...
บนใบหน้างามดุจดอกบัวน้ำแข็งของเจียงซีเยว่ ค่อยๆปรากฏรอยแดงระเรื่อขึ้นมา
เฉินซานซือโคจรเคล็ดวิชาเพื่อให้ตนเองยังคงสติอยู่ได้ พร้อมกับเอ่ยถาม "เจ้าบ้านั่นทำไมถึงทำเช่นนี้?"
ผลไม้ที่ไม่รู้จักชื่อนั่น เป็นไปได้อย่างยิ่งว่านางมารไปเก็บมาจากที่ใดที่หนึ่งในหุบเขาแห่งนี้ แต่นางจะลำบากใช้วิธีการต่ำช้าเช่นนี้ เพื่อ "จับคู่" เขากับศิษย์พี่หญิงไปทำไมกัน?
"คือยาพิษเสน่หา"
ภายใต้ฤทธิ์ของยาพิษ เจียงซีเยว่ถึงกับพูดจายาวขึ้น
"ถ้า...ถ้าพวกเราควบคุมตัวเองไม่ได้ หลังจากเสร็จเรื่องก็จะผูกพันกันด้วยชีวิตและจิตใจ"
"ผูกพันกันด้วยชีวิตและจิตใจ?"
เฉินซานซือยิ่งสับสน
"เหตุใดเล่า?"
เจียงซีเยว่ก็เริ่มพูดช้าๆพลางหอบหายใจ "นางกลัวว่าจะถูกคนตามหาเจอ จึงอยากให้เจ้าช่วย แต่นางก็กลัวว่าเจ้าจะทรยศนาง ดังนั้นจึงคิดจะใช้วิธีการเช่นนี้เพื่อควบคุมเจ้า"
"กลัวว่าจะถูกคนตามหาเจอ..."
เฉินซานซือพลันเข้าใจขึ้นมาว่าเหตุใดสามสำนักสวรรค์จึงได้ค้นวิญญาณท่านอาจารย์ไท่ซานจวินมาเป็นเวลาหลายปี แท้ที่จริงแล้วพวกเขากำลังตามหาสิ่งใดกันแน่
พวกเขากำลังตามหา...เมล็ดพันธุ์มาร!
แต่ใครเลยจะคาดคิดว่า ธิดาศักดิ์สิทธิ์ในตอนนั้นจะมีลูก และยังซ่อนเมล็ดพันธุ์มารไว้ในร่างของลูกสาวตนเอง...
"แล้วนางเล่า?!"
เฉินซานซือเริ่มรู้สึกคอแห้งผาก แต่ในใจกลับไม่มีความคิดอื่นใด มีเพียงความหงุดหงิด
"ให้นางออกมา! อยากให้ข้าช่วย ก็มาพูดกับข้าต่อหน้า!"
"ศิษย์น้อง..."
เจียงซีเยว่ไม่อาจยืนทรงตัวได้อีกต่อไป นางพิงอยู่กับผนังหิน สายตาก็เริ่มพร่ามัว
"ยังมีอีกคำถามหนึ่ง" เฉินซานซือไม่กล้าจ้องมองตรงๆจึงใช้การพูดคุยเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
"เมล็ดพันธุ์มารคืออะไรกันแน่?"
"ข้าไม่รู้..." เจียงซีเยว่ไม่สามารถรักษาพลังปราณไว้ได้อีกต่อไป
"ถ้าเช่นนั้น..." เฉินซานซือกลืนน้ำลาย "พิษนี้จะแก้ไขได้อย่างไร?"
หากเขามองไม่ผิด ผลไม้ลูกนั้นอย่างน้อยก็ต้องระดับห้า อีกทั้งเขาก็ไม่เคยเห็นวิธีแก้พิษในตำราเล่มใดมาก่อน
หมอกยังคงซึมซาบเข้าสู่ร่างกายอย่างต่อเนื่อง หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าคนทั้งสองคงจะต้องถูกยาพิษเสน่หาเข้าจริงๆ...
"จงสะกด!"
ด้วยความรีบร้อน เฉินซานซือจึงหยิบยันต์สมบัติออกมา หลังจากเปิดใช้งาน ก็ครอบตัวเองไว้ภายในโดยตรง
ระฆังสะกดวิญญาณมหาการุณย์ครรภ์ส่องประกายเจิดจ้า อักขระนับไม่ถ้วนรวมตัวกันเป็นรูปธรรมในอากาศธาตุ พร้อมกันนั้นก็มีเสียงสวดพระสูตรอันทรงอำนาจดังขึ้น
ภายใต้อานุภาพของยันต์สมบัติ เฉินซานซือสามารถรู้สึกได้ว่าพิษในร่างกายกำลังหมดฤทธิ์ สติของเขาก็เริ่มแจ่มใสขึ้นเรื่อยๆ
ได้ผล!
ยันต์สมบัติแผ่นนี้ เดิมทีก็ใช้เพื่อสะกดสิ่งชั่วร้าย ช่วยให้ศิษย์พี่หญิงฟื้นคืนสติอยู่แล้ว จึงสามารถแก้พิษได้พอดี
เพียงแต่...ถึงแม้เขาจะลดพลังทำลายล้างลงต่ำสุดแล้ว ความรู้สึกนี้ก็ยังไม่ค่อยดีนัก
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ก็จะปล่อยให้นางมารตนนั้นสมหวังไม่ได้
เฉินซานซือกัดฟันอดทน เมื่อผ่านไปราวครึ่งก้านธูป เขาจึงเก็บระฆังสะกดวิญญาณกลับ และพบว่าหมอกพิษในโรงปรุงยาได้สลายไปจนหมดสิ้นแล้ว ส่วนศิษย์พี่หญิงนั้นกลับอยู่ในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยหมดสติไปแล้ว
"ครืนนน—"
ห้องลับเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง นั่นหมายความว่าที่แห่งนี้กำลังจะพังทลายลง
เขาไม่กล้ารีรอ พลันรีบใช้ป้ายเปิดใช้งานค่ายกล จากนั้นก็อุ้มศิษย์พี่หญิงที่หมดสติขึ้นมา แล้วก้าวขึ้นไปบนค่ายกลเคลื่อนย้าย
ลวดลายอาคมนับหมื่นนับพันค่อยๆสว่างวาบขึ้น แสงวิญญาณรวมตัวกันที่ใต้เท้าของเขา จากนั้นก็กลายเป็นลำแสงพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า!
ความรู้สึกวิงเวียนที่คุ้นเคยกลับมาอีกครั้ง กว่าเฉินซานซือจะเหยียบลงบนพื้นดินอีกครั้ง รอบด้านก็เปลี่ยนไปแล้ว
"ที่นี่คือ..."
เขาอุ้มศิษย์พี่หญิงพลางมองออกไป "ภูเขาอวี้ฝางรึ?"
ห่างออกไปราวสิบลี้ คือประตูทองสัมฤทธิ์ที่ทุกคนใช้เข้าสู่ดินแดนลับ เพียงแต่ว่าในตอนนี้มันได้พังทลายลงโดยสิ้นเชิง และเมื่อแผ่นดินสั่นสะเทือนเป็นครั้งสุดท้าย ก็สลายหายไปในอากาศธาตุ
ในขณะเดียวกัน ลำแสงสายแล้วสายเล่าก็พุ่งเข้ามาหาเขา เมื่อพิจารณาจากคลื่นพลังปราณแล้ว ก็สามารถตัดสินได้ว่าระดับสูงสุดคือผู้บำเพ็ญเพียรระดับเเก่นทองคำ
ผู้ที่นำมาข้างหน้าสุด คือนักพรตหยาบกร้านผู้มีใบหน้าดำและเคราดก ผู้อาวุโสสำนักชิงซู...นักพรตจิ่วหวน!
"เฉินซานซือ?"
นักพรตจิ่วหวนมองบุรุษชุดขาว แล้วก็มองหญิงตาบอดในอ้อมแขนของเขา ก่อนจะตวาดลั่น
"เจ้าโจรราคะ กล้าทำร้ายคนของสำนักข้ารึ!"
ซูหยางผู้รอดชีวิตออกมาจากดินแดนลับได้อย่างราบรื่น เอ่ยถามเสียงดัง
"ศิษย์น้องหลูของข้าเล่า?!"
ในตอนที่พวกเขาแยกจากกัน ศิษย์น้องกับศิษย์พี่หญิงอยู่ด้วยกันอย่างชัดเจน!
แต่ตอนนี้ ดินแดนลับทั้งหมดปิดตัวลงแล้ว ก็ยังไม่เห็นเงาของศิษย์น้องหลูเลย อีกทั้งศิษย์พี่หญิงยังกลายเป็นเช่นนี้อีก
"หลูเซิงจือรึ? เจ้าหมายถึงเจ้าเด็กโง่นั่นน่ะรึ" เฉินซานซือแค่นหัวเราะ
"เขาตายก่อนจะมาถึงมณฑลก่วงเหรินเสียอีก หลังจากนั้นคนที่พวกเจ้าเห็นก็คือข้าเองทั้งหมด ยังอุตส่าห์เรียกข้าว่าเจ้าสำนักอย่างสนิทสนมอีกนะ"
"อะไรนะ?" ซูหยางไม่อยากจะเชื่อ
"เจ้า...เจ้าหมายความว่า ศิษย์น้องหลูก่อนหน้านี้คือเจ้าปลอมตัวมาอย่างนั้นรึ? ไม่น่าแปลกใจเลย...ไม่น่าแปลกใจเลยที่ในดินแดนลับเจ้าพยายามจะแยกพวกเราออกไปตลอดเวลา!"
"ส่วนแม่นางผู้นี้..."
เฉินซานซือยื่นมือที่เต็มไปด้วยดินโคลนออกมาลูบไล้ใบหน้าขาวนวลของเจียงซีเยว่ต่อหน้าทุกคน
"ข้าถูกใจนางแล้ว เตรียมจะนำกลับไปแต่งตั้งเป็นสนม"
เขามองออก
คนเหล่านี้ที่อยู่เบื้องหน้า เห็นได้ชัดว่ายังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นภายในดินแดนลับ
สิ่งที่เขาต้องทำในตอนนี้ ก็คือตัดขาดกับสำนักชิงซู!
เรื่องของหลูเซิงจือ อาจจะลามไปถึงท่านอาจารย์อ ดังนั้นเขาจึงจำต้องบอกไปว่า เป็นตนเองที่สังหารหลูเซิงจือ แล้วปลอมตัวเป็นคนผู้นี้
ศิษย์พี่หญิง...ก็ต้องพาไปด้วย
ภายในดินแดนลับ ถึงแม้เฉินซานซือจะสร้างเรื่องจอมดาบยึดร่างขึ้นมา แต่เมื่อสามสำนักสวรรค์ได้รับข่าว ก็ยังคงเป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะส่งคนมาตรวจสอบด้วยตนเอง
และเมื่อตรวจสอบ ก็จะโป๊ะแตก!
เฉินซานซือก็ไม่รู้ว่าการทำเช่นนี้ จะสามารถล้างข้อสงสัยในการให้ที่พักพิงแก่เขาของสำนักชิงซูได้หรือไม่ แต่ในตอนนี้ ก็ไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้แล้ว
"เจ้าหาที่ตาย!"
นักพรตจิ่วหวนโกรธจัดจนหนวดเคราลุกเป็นไฟ เขาถือขวานยักษ์เปิดขุนเขาเล่มหนึ่งพุ่งลงมาจากฟ้า หมายจะผ่าบุรุษชุดขาวออกเป็นสองซีก!
เฉินซานซือกระทืบเท้าถอยหลังไปร้อยจั้ง หลบการโจมตีนี้ได้อย่างง่ายดาย
เขามองลงไปยังทุกคน พลางแสร้งทำเป็นโกรธ
"ผู้อาวุโสจิ่วหวน ท่านคงไม่ได้ลืมราชโองการของสำนักศักดิ์สิทธิ์ ที่ว่าในช่วงสงคราม ห้ามมิให้ผู้ใดเป็นศัตรูกับข้าและต้าฮั่นของข้าหรอกนะ?"
"น่าขัน!" นักพรตจิ่วหวนถลึงตาอย่างโกรธเกรี้ยว "หรือว่ามีราชโองการอยู่แล้ว เจ้าจะสามารถสังหารผู้บำเพ็ญเพียรฝ่ายธรรมะได้ตามอำเภอใจอย่างนั้นรึ?!"
"ใช่แล้ว"
ผู้อาวุโสของสำนักระดับเเก่นทองคำอีกหลายคนที่มาดูเหตุการณ์ ก็ต่างพากันกล่าวเสริม
"สหายเต๋าเฉินซานซือ ท่านทำเกินไปหน่อยหรือไม่?"
"น่ารังเกียจ!" ผู้บำเพ็ญเพียรระดับเเก่นทองคำผู้หนึ่งสบถด่าอย่างเดือดดาล "คาดไม่ถึงเลยว่าเจ้าคนพาลผู้นี้ ยังจะเป็นพวกมักมากในกามอีกด้วย!"
"ลงมือ! จับมันไว้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน!"
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับเเก่นทองคำจำนวนมากลงมือพร้อมกัน
…..
"ฝ่าบาท รับลูกธนูด้วยเพคะ!"
และในตอนนั้นเอง จื่อหนานแห่งนครเทียนยงก็ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน
นางยิงลำแสงสายหนึ่งไปยังเฉินซานซือ
เฉินซานซือยื่นมือออกไปคว้า ก็พบว่าเป็นแหวนมิติ และภายในแหวนมิตินั้น คือลูกธนูนับพันดอก
"ฝ่าบาท" จื่อหนานส่งกระแสจิต
"หลังจากที่ประตูทองสัมฤทธิ์ปรากฏขึ้น พระองค์ทรงมีรับสั่งให้คนขนย้ายหุ่นหยกบางส่วนกลับไป หลังจากสร้างตราประจำตำแหน่งเสร็จแล้ว ก็ยังคงเหลือวัตถุดิบอีกมาก หม่อมฉันจึงนำมาสร้างเป็นลูกธนูทั้งหมดเพคะ"
หลังจากนางทำงานเสร็จ ก็ได้นำของมาส่งที่ทวีปเทียนสุ่ยด้วยตนเอง เมื่อได้ยินว่าฝ่าบาทเข้าสู่ดินแดนลับ ก็ได้รอรับคำสั่งอยู่ที่ภูเขาอวี้ฝางมาโดยตลอด
"ทำได้ดีมาก"
ดวงตาของเฉินซานซือลุกเป็นไฟ กายาทองคำปกคลุมทั่วร่าง หกแขนเสวียนหลิงงอกออกมา
เขาง้างคันธนูจนสุดสาย ลูกธนูที่สร้างขึ้นจากหยกแต่ละดอก ราวกับห่าฝนดาวตกพุ่งเข้าใส่เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่รุมล้อมเข้ามา
"ตู้มๆๆ—"
ผู้บำเพ็ญเพียรเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นระดับเเก่นทองคำขั้นต้นถึงขั้นกลาง จึงไม่สามารถบุกทะลวงห่าฝนลูกธนูเข้ามาใกล้เฉินซานซือได้!
"พวกเจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า!"
เฉินซานซือหยุดยิงชั่วครู่เพื่อสะสมพลัง จากนั้นก็รวบรวมพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมขึ้นที่หน้าคันธนู
"มีอะไร ก็ให้คนของสำนักศักดิ์สิทธิ์มาคุยกับข้าเถอะ!"
"ครืนนน—"
ห่าฝนลูกธนูตกลงมาราวกับจันทราที่ร่วงหล่น พลังปราณถาโถมราวกับคลื่นสึนามิ กลืนกินทุกคนเข้าไป
เฉินซานซือไม่มีเวลามาต่อสู้กับคนเหล่านี้ เขาจึงฉวยโอกาสนี้ใช้วิชาเผาโลหิตสามชั้น พุ่งตรงไปยังค่ายทหารต้าฮั่น
"จะหนีไปไหน!"
นักพรตจิ่วหวนคิดจะไล่ตาม แต่ผลคือถูกทิงซงเค่อแห่งสำนักอู๋เซิงที่อยู่ข้างๆดึงไว้
"สหายเต๋า พอเถอะ! พวกเราไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้าคนพาลนั่น ต่อให้ตามไปก็ไม่มีประโยชน์"
"หลายปีก่อนได้ยินว่าเจ้าเฉินซานซือนี่ยังเป็นเพียงมดปลวกระดับรวบรวมปราณ"
เผยจี้แห่งสำนักดาบสวรรค์กล่าวอย่างไม่อยากจะเชื่อ
"คาดไม่ถึงเลยว่าตอนนี้ ไม่เพียงแต่จะบรรลุระดับเเก่นทองคำบนเส้นทางแห่งเซียน อีกทั้งยังหลอมรวมกายาทองคำบนเส้นทางแห่งยุทธ์ได้อีกด้วย หากให้เวลาอีกสักหน่อย..."
"อย่ามัวพูดมากเลย"
หลินซูโจวแห่งพันธมิตรเก้าขุมนรกกล่าว "พวกเรารีบไปแจ้งเรื่องนี้ให้คนของสามสำนักสวรรค์ทราบเถอะ ดูซิว่าพวกเขาจะจัดการอย่างไร"
"ดินแดนลับครั้งนี้ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก" เผยจี้พึมพำ
"แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกเริ่มก็ยังตายอยู่ในนั้นไปไม่น้อย...แท้ที่จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
….
ณ ค่ายทหารต้าฮั่น
เฉินซานซือเหาะมาตลอดทาง พลางคำนวณสิ่งที่ต้องทำต่อไปในใจ
อันดับแรก คือการสืบข่าว
ดูว่าหลังจากที่มู่ชิงหมิงและคนอื่นๆออกจากดินแดนลับไปแล้ว ทวีปเทียนสุ่ยเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นบ้าง
อันดับที่สอง คือการส่งศิษย์พี่หญิงไปยังทวีปตงเซิ่งเสินโจว
ทั่วทั้งใต้หล้า หากจะพูดว่าที่ใดสามารถหลบซ่อนจากคนของสำนักศักดิ์สิทธิ์ได้ เกรงว่าก็คงจะมีเพียงต้าฮั่นเท่านั้น
สุดท้าย ไม่รู้ว่าสถานการณ์รบที่ชายแดนเป็นอย่างไรบ้าง
ฮ่องเต้ต้าซ่งจ้าวรุ่ยก็ปรากฏตัวในดินแดนลับในครั้งนี้ด้วย คาดว่าสถานการณ์รบที่ชายแดนคงจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก
"เดี๋ยวนะ..."
หลังจากเฉินซานซือมาถึงเหนือน่านฟ้าของค่ายทหาร ก็พลันชะงักไป
เขามองออกไป ก็เห็นว่าภายในค่ายทหาร เหล่าทหารล้วนสวมชุดไว้ทุกข์ ส่วนบนพื้นดิน ก็มีกระดาษเงินกระดาษทองโปรยปรายอยู่เป็นจำนวนมาก
เขารีบพุ่งตรงไปยังค่ายกลาง
"เสี่ยวจู๋จื่อ! เกิดอะไรขึ้น?!"
………………