- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 503: มู่ชิงหมิง
บทที่ 503: มู่ชิงหมิง
บทที่ 503: มู่ชิงหมิง
บทที่ 503: มู่ชิงหมิง
“กราบทูลฝ่าบาท”
หวังลี่ก้าวฉับๆเข้ามารายงานภายในกระโจม “ด้านนอกมีผู้ฝึกตนจากสิบสองสำนักใหญ่มาขอพบพ่ะย่ะค่ะ คาดว่าน่าจะเป็นกำลังเสริมที่ถูกเรียกตัวมายังสนามรบตามราชโองการศักดิ์สิทธิ์”
“มาได้จังหวะพอดี”
เฉินซานซือวางสาส์นในมือลง “ให้พวกเขาทั้งหมดเข้ามาได้”
ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ กลับมีศิษย์จากสำนักใหญ่ปรากฏตัวขึ้นมามากมายถึงเพียงนี้
อีกทั้งตามที่กล่าวไว้ในสาส์น ในบรรดาคนเหล่านั้นยังมีบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักศักดิ์สิทธิ์รุ่นปัจจุบันรวมอยู่ด้วย ซึ่งมีระดับพลังสูงถึงขั้นวิญญาณแรกเริ่มแล้ว
ทั้งๆที่สนามรบแห่งอื่นกำลังขาดแคลนกำลังคน แต่กลับเลือกที่จะมายังมรรควิถีกว่างเหรินแห่งนี้ ไม่ว่าจะมองอย่างไร ก็ไม่น่าจะใช่แค่การมาเพื่อสนับสนุนสนามรบเพียงอย่างเดียวเป็นแน่
...
วิญญาณแรกเริ่ม...
ด้านนอกพลันมีเสียงฝีเท้าดังจอแจเข้ามา แม้จะยังอยู่ไกล แต่ก็สามารถสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันทรงพลัง
ทว่าเมื่อยิ่งเข้าใกล้กระโจมมากขึ้น ฝ่ายนั้นก็ดูเหมือนจะจงใจเก็บงำสัมผัสเทวะและพลังปราณของตนเอาไว้
ม่านกระโจมถูกเลิกขึ้น ผู้ฝึกตนผู้หนึ่งก้าวเข้ามาภายในด้วยท่วงท่าอันมั่นคง
รูปลักษณ์ภายนอกของผู้ฝึกตนผู้นี้ดูแล้วอายุราวยี่สิบต้นๆสวมอาภรณ์นักพรตแขนกว้างสีขาวจันทร์ลายเมฆาฉีกขาด คลุมทับด้วยเสื้อคลุมสีดำลายดารา ใช้เพียงกิ่งไผ่เขียวม้วนผมเป็นมวยอย่างเรียบง่าย บนมวยผมนั้นประดับไว้ด้วยยอดมงกุฎบัวหยกอวี้ชิงที่แตกหักอยู่ครึ่งหนึ่ง
ด้านหลังของเขา ยังมีผู้ฝึกตนอีกเจ็ดแปดคนทยอยเดินตามเข้ามา
ผู้ฝึกตนหนุ่มรวบชายอาภรณ์นักพรตอันกว้างใหญ่ขึ้น ก่อนจะโค้งคำนับอย่างเป็นแบบแผน
“ศิษย์มู่ชิงหมิงแห่งสำนักคุนซู ขอคารวะฝ่าบาทฮ่องเต้เฉินซานซือ”
พอเขาเอ่ยปาก ผู้ฝึกตนจากเมืองเทียนยงจำนวนไม่น้อยก็ถึงกับต้องเหลียวมองไป
นั่นก็หมายความว่า หากจะถามว่าในบรรดาผู้คนนับหมื่นนับแสนทั่วใต้หล้านี้ ผู้ใดมีโอกาสที่จะบรรลุเป็นเซียนได้มากที่สุด คำตอบนั้นย่อมเป็นบุรุษผู้นี้อย่างไม่ต้องสงสัย
ภายใต้การนำของมู่ชิงหมิง ผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำที่เหลือต่างก็ทำตามเช่นกัน
“ชิงเสวียนซาน, ซือหม่าเพ่าผู่”
“ซานอีเก๋อ, กงซุนโส่วจิ้ง”
“ฝูเหยาเตี้ยน, เซี่ยอวิ๋นชี”
“จิ่วโยวเหมิง, หลินซวีโจว”
“ดาบสวรรค์จง, เผยจี้”
“...”
เพื่อเป็นมารยาท เฉินซานซือจึงประสานหมัดตอบกลับ
“เฉินซานซือ ฮ่องเต้แห่งต้าฮั่น ยินดีที่ได้พบสหายทุกท่าน ต่อจากนี้ไป ความปลอดภัยของมรรควิถีกว่างเหริน คงต้องฝากไว้กับพวกท่านแล้ว”
หลังจากทักทายกันพอเป็นพิธีแล้ว เขาก็ให้คนส่วนใหญ่ออกไปก่อน เหลือไว้เพียงคนจากสามสำนักเซียนสวรรค์ให้อยู่ในกระโจม เพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องภาษีข้าววิญญาณ
“ภาษีข้าววิญญาณจะลดลงอีกหน่อยไม่ได้หรือขอรับ?”
หวังจื๋อกล่าวขึ้นตามพระราชประสงค์ของฮ่องเต้ “สามส่วนนั้น อย่างมากก็แค่ทำให้คนไม่อดตาย แต่ก็ยังเป็นสภาพที่กินมื้อเช้าแล้วต้องกังวลมื้อต่อไปอยู่ดี”
“ลดไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว”
ผู้อาวุโสเผยจี้แห่งสำนักดาบสวรรค์ปฏิเสธข้อเสนออย่างไม่ลังเล “สหายเฉินซานซือ ท่านไม่เคยลองคำนวณดูบ้างหรือ?”
“สามสิบหกสำนักเซียนแห่งเทียนสุ่ย ไหนจะยังมีสำนักระดับสามและนอกกระแสอีกมากมาย รวมไปถึงตระกูลผู้ฝึกตน และผู้ฝึกตนอิสระที่มีจำนวนมากกว่า เมื่อรวมกันแล้วจำนวนผู้ฝึกตนมีมากกว่าหลายล้านคนเสียอีก!”
“คนมากมายขนาดนี้ ทุกวันล้วนต้องกินโอสถ ต่อให้เป็นเพียงโอสถเม็ดเดียวที่ไม่ต้องกินข้าว ก็ยังต้องใช้ข้าววิญญาณหลายสิบชั่งมาสกัด”
“ยิ่งในตอนนี้ที่ฝ่ายธรรมะและอธรรมเปิดศึกสงคราม การบริโภคโอสถก็ยิ่งเพิ่มขึ้นทุกวัน!”
“สามส่วนนับเป็นขีดจำกัดสูงสุดแล้ว หากว่าน้อยไปกว่านี้ เกรงว่าแต่ละสำนักคงจะต้องล่มสลายไปก่อนเป็นแน่”
“พวกคนธรรมดากลุ่มนี้น่ารังเกียจยิ่งนัก!” เสิ่นชิงหยา ผู้อาวุโสฝ่ายนอกแห่งตำหนักจื่อหยางซึ่งมีพลังระดับแก่นทองคำกล่าวอย่างฉุนเฉียว
“ศิษย์แต่ละสำนักบำเพ็ญเพียรอย่างยากลำบาก ไม่ใช่เพื่อปกป้องคุ้มครองพวกมันหรอกรึ?”
“หากไม่มีสามสิบหกสำนัก ป่านนี้พวกมดปลวกเหล่านี้ก็คงกลายเป็นอาหารโลหิตของฝ่ายมารไปนานแล้ว!”
“แต่ดูพวกมันทำสิ แค่ให้ช่วยปลูกข้าววิญญาณนิดหน่อยก็ไม่เต็มใจ แล้วยังจะหันกลับมาแทงข้างหลังพวกเราอีก ช่างเป็นพวกที่ต่ำช้าเลวทรามถึงที่สุด!”
“ถ้าจะให้ข้าพูดล่ะก็ ไม่ต้องลดให้แม้แต่ส่วนเดียว! ที่ไหนมีแววจะก่อกบฏ ก็ชิงลงมือก่อน ใช้ไฟเผาที่นั่นให้สิ้นซากไปเลย!”
“ท่านสหาย” หวังจื๋อเอ่ยขัดขึ้น “ณ ตอนนี้มันไม่ใช่ปัญหาว่าพวกท่านเต็มใจหรือไม่เต็มใจ แต่เป็นหนทางเดียวที่จะหยุดยั้งการเพิ่มจำนวนของมารโลหิตได้”
“ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องนี้เดิมทีก็เป็นบาปกรรมที่พวกท่านก่อขึ้นเอง”
“ในเมืองเทียนยงแห่งต้าฮั่นของเรา แม้จะมีผู้ฝึกตนกว่าหมื่นคน แต่ก็ไม่เคยมีความจำเป็นต้องเก็บภาษีข้าววิญญาณ ก็ยังคงดำเนินต่อไปได้มิใช่หรือ?”
“เจ้าคนผู้นี้ พูดจาไม่รู้จักคิดถึงใจคนอื่นเอาเสียเลย” เสิ่นชิงหยาแค่นเสียงหัวเราะเยาะ
“พวกเจ้ามีกันทั้งหมดกี่คนกันเชียว แล้วที่เทียนสุ่ยเล่า มีผู้ฝึกตนมากเท่าไหร่?”
เขาหันไปมองฮ่องเต้
“สหายเฉินซานซือ ข้าอยากจะถามท่านสักคำ ในอนาคตเมืองเทียนยงของท่านยังจะรับศิษย์เพิ่มอีกหรือไม่?”
“ถ้าหากว่ารับ ไม่ช้าก็เร็วย่อมต้องมีวันที่ข้าววิญญาณขาดแคลน เมื่อถึงตอนนั้น ราชวงศ์ฮั่นของพวกท่านจะเพิ่มภาษีข้าววิญญาณหรือไม่?!”
“ที่ท่านพูดมานับว่าเป็นปัญหาจริงๆเจิ้นจะพิจารณาอย่างรอบคอบในภายภาคหน้า”
เฉินซานซือตอบอย่างตรงไปตรงมา
“แต่ว่านั่นก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ ดังนั้นเจิ้นยังคงหวังว่าสามสำนักเซียนสวรรค์จะพิจารณาให้ดี ว่าจะสามารถลดภาษีข้าววิญญาณลงเหลือหนึ่งหรือสองส่วนได้หรือไม่”
“สหายเฉินซานซือ”
มู่ชิงหมิง บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งคุนซู อันดับหนึ่งแห่งทำเนียบอัจฉริยะ เอ่ยขึ้นช้าๆ
“เรื่องการลดภาษีข้าววิญญาณนั้น มิใช่เรื่องที่จะทำได้ในชั่วข้ามคืน ถึงแม้ว่าจะต้องลดจริงๆก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป”
“อย่างไรก็ตาม ข้าน้อยสามารถตัดสินใจได้เอง ที่จะกำจัดข้าววิญญาณในมรรควิถีกว่างเหรินให้สิ้นซากไปก่อน เช่นนี้แล้ว ก็จะสามารถรับประกันความปลอดภัยของแนวหลังของเราได้ ท่านว่าอย่างไร?”
“เช่นนั้นก็ดีเหมือนกัน”
เฉินซานซือเห็นพ้องด้วย
เขารู้ดีว่าต่อให้โต้เถียงกันต่อไปก็ไม่มีประโยชน์อันใด ถ้าหากสามารถกำจัดข้าววิญญาณในมรรควิถีกว่างเหรินได้จริง สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบันแล้ว ก็นับว่าเพียงพอ
“เรื่องนี้ช้าไม่ได้”
“หวังจื๋อ, หรงเยี่ยนชิว เจ้าสองคนไปลงมือเดี๋ยวนี้ เจิ้นไม่ต้องการให้มีมารโลหิตตนใหม่เกิดขึ้นในมรรควิถีกว่างเหรินอีก”
ทั้งสองรับคำสั่งแล้วจากไป
จากนั้น มู่ชิงหมิงจึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“สหายเฉินซานซือ ข้าน้อยมีบางเรื่องอยากจะเรียนให้ทราบ ไม่ทราบว่าจะสะดวกสนทนากันตามลำพังได้หรือไม่?”
ในไม่ช้า ภายในกระโจมก็เหลือเพียงแค่พวกเขาสองคน
“สหายมู่” เฉินซานซือผายมือเชื้อเชิญ “มีอะไรก็พูดมาตรงๆเถิด”
“ข้ามาในนามของท่านอาจารย์ เพื่อหารือกับท่านสหายเกี่ยวกับเรื่องของทวีปตงเซิ่งเสินโจว” มู่ชิงหมิงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำ
“เมื่อสงครามครั้งนี้สิ้นสุดลง หวังว่าสหายเฉินซานซือจะยอมถอนตัวออกไปโดยสมัครใจ และสำนักศักดิ์สิทธิ์จะให้ความคุ้มครองแก่ตระกูลเฉิน จนกว่าจะสามารถบ่มเพาะผู้ฝึกตนระดับวิญญาณแรกเริ่มขึ้นมาได้หนึ่งคน”
เฉินซานซือคาดเดาได้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายต้องการจะคุยเรื่องอะไร
เขาไม่ได้ปฏิเสธไปตรงๆเพียงแต่กล่าวว่า
“เรื่องของวันนี้ก็ให้จบในวันนี้ เรื่องของวันพรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ ดูเหมือนว่าเรื่องนี้ก็คงจะเหมือนกับเรื่องข้าววิญญาณ เอาไว้ค่อยคุยกันวันหลังจะดีกว่า”
เเต่มู่ชิงหมิงพลันเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด
“ถ้าหากเป็นข้า ข้าก็คงไม่ยอมถอนตัวเช่นกัน”
เฉินซานซือสบตากับเขา มู่ชิงหมิงยิ้มบางๆ
“สหายเฉินซานซือไม่จำเป็นต้องปิดบังความคิดของตนเอง เพราะมันเป็นเรื่องปกติมาก”
“ได้ครอบครองดินแดนทั้งทวีปและปฐพีจักรพรรดิ อีกทั้งยังมีผนึกคอยป้องกันภัยจากภายนอก สภาพแวดล้อมที่ได้เปรียบถึงเพียงนี้ ใครเล่าจะไม่อยากได้ แล้วเหตุใดจะต้องยอมยกให้ผู้อื่นง่ายๆ?”
“หากไม่ต่อสู้แย่งชิง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องก้าวเดินบนเส้นทางแห่งเซียนอันยาวไกลเพื่อช่วงชิงมรรคาสวรรค์แล้ว”
“ข้าน้อยได้ศึกษาประวัติของท่านสหายมา ชื่นชมในพรสวรรค์ ความเป็นคน และรูปแบบการกระทำของท่านเป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากเป็นไปได้ ข้ายินดีอย่างยิ่งที่จะเป็นสหายกับท่าน”
“น่าเสียดาย...ที่ท่านกับข้ามีจุดยืนที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ถึงแม้ว่าจะได้เป็นสหายกันจริงๆในอนาคตก็มิอาจหลีกเลี่ยงการประดาบประลองกันได้”
“สหายมู่ช่างเป็นคนที่เปิดเผยตรงไปตรงมาเสียจริง”
“เพียงแต่ไม่ทราบว่าจุดยืนที่ท่านพูดถึงนั้น หมายถึงสิ่งใดกัน?”
“ข้าน้อยมิอาจคาดเดาความคิดในใจของท่านสหายได้”
มู่ชิงหมิงหยุดไปครู่หนึ่ง
“แต่สามารถบอกกับท่านสหายได้อย่างตรงไปตรงมาว่า ข้าจะยืนหยัดอยู่เคียงข้างสำนักศักดิ์สิทธิ์คุนซู และฝ่ายธรรมะแห่งเทียนสุ่ยตลอดไป”
“ถ้าเช่นนั้นข้าก็สามารถบอกกับสหายมู่ได้เช่นกัน”
“ว่าข้าจะไม่มีวันทำลายแผ่นดินอันสงบสุข ที่พี่น้องนับหมื่นนับแสนได้ใช้ชีวิตเข้าแลกมาอย่างเด็ดขาด”
“ข้าเดาไว้อยู่แล้วว่าต้องเป็นเช่นนี้”
มู่ชิงหมิงลุกขึ้นยืน
“อย่างไรก็ตาม ข้าน้อยยังคงต้องเตือนสหายเฉินสักหน่อยว่า หลังจากที่ผนึกแห่งทวีปตงเซิ่งเสินโจวสั่นคลอน มันก็ไม่ได้แข็งแกร่งดังเดิมอีกต่อไปแล้ว หวังว่าท่านจะยอมรับความจริงโดยเร็ว และอย่าได้ต่อต้านอย่างเปล่าประโยชน์เลย”
“ท่านรู้หรือไม่ ถ้าหากข้าเป็นสหายเฉิน ข้าจะทำเช่นไร?”
“ข้าน้อยจะละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง มองหาสถานที่บำเพ็ญเพียรอย่างสงบ มุ่งมั่นยกระดับพลังของตนเอง”
“ร้อยปีไม่พอก็พันปี พันปียังไม่พอก็หนึ่งหมื่นปี…จนกระทั่งแข็งแกร่งพอ จากนั้นค่อยกลับมากำราบศัตรูทั้งหมด”
เมื่อได้ฟังถึงตรงนี้ เฉินซานซือก็เพียงแต่ยิ้มออกมาบางๆ
“โอ้?”
“ยิ้มเเบบนี้ ท่านสหายหมายความว่าอย่างไร?”
“ทุกคนต่างรู้ดีว่า มู่ชิงหมิงคือผู้ฝึกตนอันดับหนึ่งแห่งทวีปเทียนสุ่ยในยุคปัจจุบัน และยังเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์แห่งเซียนอย่างแท้จริง” เฉินซานซือกล่าวอย่างคล่องแคล่ว
“ข้าเคยคิดว่า คนเช่นนี้ควรจะมีจิตใจที่กระจ่างแจ้ง ความคิดที่โปร่งใส แต่เมื่อมาดูตอนนี้แล้ว ก็เป็นเพียงคนธรรมดาสามัญเท่านั้นเอง”
ในฐานะผู้ฝึกตนระดับวิญญาณแรกเริ่ม มู่ชิงหมิงไม่ได้โกรธเคืองที่ถูกดูแคลน ตรงกันข้ามเขากลับขอคำชี้แนะจากผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำตรงหน้าอย่างนอบน้อม
“สหายเฉินมีความเห็นอย่างไร ลองกล่าวมาให้ฟังหน่อยเป็นไร”
“สหายมู่เห็นว่าด้วยระดับแก่นทองคำในปัจจุบันของข้า การต่อกรกับสำนักเซียนแห่งเทียนสุ่ยก็ไม่ต่างอะไรกับตั๊กแตนตำข้าว คิดจะหยุดรถม้า มีแต่จะนำพาความพินาศมาให้ตนเอง”
“ดังนั้นท่านจึงแนะนำให้ข้าอดทนอดกลั้นยอมรับความอัปยศ หาที่หลบซ่อนสักพันปีหมื่นปี จนกระทั่งบรรลุเป็นเซียนแล้วค่อยกลับมาล้างแค้น”
“เช่นนั้น...จึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด มิใช่หรือ?” มู่ชิงหมิงกล่าวเสริม “อีกทั้งด้วยพรสวรรค์ของสหายเฉิน ข้าคาดว่าในอนาคต ระดับที่ท่านจะไปถึงย่อมไม่ด้อยไปกว่าข้า”
“หนึ่งพันปี...หนึ่งหมื่นปี...”
เฉินซานซือพึมพำทวนคำ ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ
“สหายมู่เคยได้ยินคำกล่าวหนึ่งหรือไม่?”
ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องของอีกฝ่าย เฉินซานซือเอ่ยออกมาทีละคำอย่างชัดเจน
“หนึ่งหมื่นปีนั้นนานเกินไป จงไขว่คว้าเพียงชั่วขณะ!”
“...”
เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ มู่ชิงหมิงถึงกับนิ่งอึ้งไปนานถึงห้าลมหายใจ หลังจากนั้นจึงกล่าวออกมาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเคารพ
“ช่างเป็น ‘หนึ่งหมื่นปีนั้นนานเกินไป จงไขว่คว้าเพียงชั่วขณะ’ ที่ดียิ่งนัก ข้าน้อยเข้าใจสภาวะจิตของท่านสหายแล้ว…ช่างกระจ่างแจ้งและใจกว้างกว่าข้ามากนัก”
“อย่างไรก็ดี ท่านวางใจได้”
“สำนักศักดิ์สิทธิ์คุนซูของเรา พูดคำไหนคำนั้นเสมอ”
“ถึงแม้ว่าท่านจะไม่ยอมตกลงถอนตัวจากทวีปตงเซิ่งเสินโจว แต่ในสนามรบแห่งธรรมะและอธรรมนี้ ข้ามู่ชิงหมิงก็จะปกป้องท่านให้ปลอดภัย”
“ขอลา”
เขากประสานหมัดคารวะ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
เมื่อมองดูแผ่นหลังของอีกฝ่าย เฉินซานซือก็พลันจมอยู่ในภวังค์ความคิด
เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า...ฝ่ายสำนักศักดิ์สิทธิ์ ได้เตรียมพร้อมที่จะลงมือกับเขาแล้วหลังจากมหาสงครามธรรมะอธรรมสิ้นสุดลง
และที่สำคัญ...พวกเขาดูมั่นใจอย่างยิ่ง!
เฉินซานซือพลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
ถ้าหากสำนักศักดิ์สิทธิ์ก็รู้เรื่องที่ดินแดนลับแดนเหนือสุดกำลังจะเปิดออกเช่นกัน พวกเขาก็น่าจะเดาได้ว่า เขาจะเข้าไปในดินแดนลับเพื่อตามหาวัตถุดิบสำหรับหลอมค่ายกลมหาวิบัติวิญญาณ
เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า การที่พวกเขาเรียกผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำมามากมายขนาดนี้
ก็เพื่อ...จับตาดูเขานั่นเอง!
สำนักศักดิ์สิทธิ์เคยให้สัญญาไว้ว่าจะไม่ส่งคนมาสังหารเขาในระยะเวลาอันสั้น
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่จำกัดการเคลื่อนไหวของเขา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะยอมปล่อยให้เฉินซานซือซ่อมแซมผนึกได้สำเร็จ
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว...เขาจะปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ได้เสียแล้ว ต้องหาทางเอาตัวรอดให้ได้
...
“ศิษย์หลานมู่”
ผู้อาวุโสเผยจี้แห่งสำนักดาบสวรรค์ซึ่งมีอาวุโสสูงมากเอ่ยขึ้น
“อีกไม่กี่วัน ดินแดนลับแดนเหนือสุดก็จะปรากฏแล้ว ส่วนทางด้านเฉินซานซือ จะจัดการอย่างไรดี? มิสู้ถึงตอนนั้นก็กักบริเวณเขาไว้ รอจนกว่าดินแดนลับจะปิดตัวลงแล้วค่อยปล่อยออกมาจะดีกว่า”
“ได้ขอรับ” มู่ชิงหมิงยอมรับข้อเสนอนั้น
...
กระโจมบัญชาการกลาง
“ฝ่าบาท!”
ฉีเฉิงยืนขวางอยู่หน้าประตู
“ท่านอาจารย์มีคำสั่งไว้ว่า ภายในสี่สิบเก้าวันนี้ ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าใกล้กระโจมเป็นอันขาดพ่ะย่ะค่ะ”
“โอ้?”
“เขาเป็นอะไรไป หรือว่ากำลังทำพิธีกรรมลับอะไรอยู่?”
เขาลองเพ่งมองดู ก็ไม่พบว่ามีคลื่นพลังวิญญาณใดๆเล็ดลอดออกมาจากกระโจม
“ท่านอาจารย์สั่งห้ามมิให้แพร่งพราย กระหม่อมขอรับโทษตายพ่ะย่ะค่ะ!”
“อีกเพียงสองชั่วยามก็จะครบกำหนดสี่สิบเก้าวันแล้ว ขอฝ่าบาทโปรดรออีกสักครู่เถิดพ่ะย่ะค่ะ!”
“...” เฉินซานซืออดที่จะรู้สึกสงสัยไม่ได้
บัณฑิตเฒ่าเป็นเพียงคนธรรมดา ถึงแม้จะสามารถสังเกตดวงดาวได้ ก็ไม่น่าจะสามารถวางค่ายกลอะไรได้จริง แล้วเหตุใดจึงต้องใช้เวลานานถึงเพียงนี้?
เขาและซูเหวินไฉรู้จักกันมาหลายสิบปี ความไว้วางใจขั้นพื้นฐานย่อมมีอยู่
เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายจะไม่ทำอะไรโดยไม่มีเหตุผล จึงคิดว่าคงจะมีเหตุผลพิเศษบางอย่าง…ดังนั้นจึงไม่ได้พยายามจะบุกเข้าไป
แต่ว่าเฉินซานซือจะอยู่ในค่ายทหารต่อไปไม่ได้อีกแล้ว มิเช่นนั้นมีโอกาสสูงมากที่เขาจะหนีไปไหนไม่ได้
“พอเฒ่าซูคำนวณตำแหน่งของดินแดนลับได้แล้ว เจ้าก็ให้ชิงเหนี่ยวส่งสาส์นมาให้ข้า”
หลังจากสั่งการเสร็จ เฉินซานซือก็รีบจากไป
เขาดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว ก็เรียกหุ่นเชิดตัวหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ
หุ่นเชิดประจำกาย!
หลังจากบ่มเพาะมานานหลายปี ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นอายหรือรูปลักษณ์ของหุ่นเชิดตัวนี้ ก็ล้วนเหมือนกับเขาไม่มีผิดเพี้ยน
เฉินซานซือขอเพียงวางค่ายกลเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย ก็จะสามารถทำให้มันสวมรอยเป็นตัวเขาได้ในระยะเวลาสั้นๆ…ป้องกันไม่ให้คนจากสำนักต่างๆใช้วิธีกักบริเวณหรือจับตาดู เพื่อขัดขวางไม่ให้เขาเข้าไปในดินแดนลับได้
เขาจัดวางหุ่นเชิดเสร็จแล้วก็ดำดินลงไป จากนั้นก็ออกจากชายแดนด้วยความเร็วสูงสุด มาถึงโรงเตี๊ยมของคนธรรมดาที่อยู่ใกล้เคียง
จื่อหนานและชูหลิงชวนกำลังรออยู่ที่นี่มานานแล้ว
“คารวะฝ่าบาท!”
นางโค้งคำนับ ก่อนจะยื่นถุงเก็บของให้ด้วยสองมือ “ของที่ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้หม่อมฉันสร้างเสร็จสิ้นแล้วเพคะ บัดนี้ขอนำมาถวาย ขอฝ่าบาทโปรดทอดพระเนตร”
“เคร้ง——”
ดาบมังกรหลงหยวนถูกชักออกจากฝัก!
ในชั่วพริบตา ปราณดาบก็พลุ่งพล่านราวกับเสียงคำรามของมังกร แรงกดดันและจิตสังหารแผ่พุ่งออกมา จนทำให้ทุกคนรวมถึงจื่อหนานผู้สร้างเองและฉวี่หลิงชวนต่างก็ใจสั่นสะท้าน
หลังจากหลอมรวมเข้ากับทองเกล็ดสันหลังมังกรครามแล้ว ดาบมังกรหลงหยวนก็ได้เลื่อนขั้นเป็นศาสตราวิเศษ
บนตัวดาบปรากฏลายดาวไถเจ็ดดวงซ่อนอยู่ ทุกตำแหน่งดาวล้วนสลักไว้ด้วยอักขระค่ายกลอันซับซ้อน
“ดาบโบราณเล่มนี้ เมื่อพันปีก่อนตอนที่หลอมขึ้นมา เดิมทีก็ได้ยืมพลังแห่งดวงดาวมาใช้เพคะ” จื่อหนานอธิบาย
“ครั้งนี้ตอนที่หม่อมฉันทำการเลื่อนขั้นให้มัน พลังแห่งดวงดาวที่แฝงอยู่ภายใน ดูเหมือนจะตื่นขึ้นมาเองส่วนหนึ่งเพคะ”
อาวุธที่สามารถเป็นศาสตราวิเศษที่เติบโตได้นั้น ตอนที่ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกย่อมไม่ธรรมดา เพียงแต่เพื่อความสะดวกของผู้ใช้ จึงจงใจลดทอนอานุภาพลง
เมื่อมาดูหอกมังกรประกายเงิน
หลังจากเลื่อนขั้นแล้ว ปลายหอกรูปทรงกรวยสามเหลี่ยมทะลวงเกราะก็ส่องประกายสีเงินครามเย็นเยียบไปทั่วทั้งเล่ม
บนผิวคมหอกสลักไว้ด้วยอักขระโบราณ ในร่องคมหอกฝังไว้ด้วยเส้นไหมเหล็กอุกกาบาตทองคำแดง
ยามที่เหวี่ยงออกไปราวกับสายธารดาราที่เททะลัก เสียงแหวกอากาศก็คล้ายกับเสียงมังกรคำราม
เฉินซานซือลองควงดูเบาๆปรากฏว่าบริเวณที่คมหอกกวาดผ่านไป กลับทิ้งอักขระสีทองที่มองเห็นได้จางๆไว้กลางอากาศ
ซึ่งในนั้นยังแฝงไว้ด้วยพลังโจมตีจิตเทวะอยู่เล็กน้อยอีกด้วย!
หอกมังกรประกายเงินที่ท่านอาจารย์ทิ้งไว้ให้ เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ของธรรมดา!
และสุดท้าย ก็คือคันธนูกวางร้อยไล่จันทรา
………………….