- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 438: คัมภีร์ยันต์แท้จริง
บทที่ 438: คัมภีร์ยันต์แท้จริง
บทที่ 438: คัมภีร์ยันต์แท้จริง
บทที่ 438: คัมภีร์ยันต์แท้จริง
หลังจากจัดการเรื่องราวของวังบุปผาโอสถเสร็จสิ้น เฉินซานซือก็เดินทางกลับไปยังตำหนักอู๋เจียง เขาหยุดการทำงานของหุ่นเชิดและลงมือจัดการราชการบางอย่างด้วยตนเอง จากนั้น จึงเรียกเสี่ยวจู๋จื่อเข้ามาพบ
“ทูลฝ่าบาท”
“สำหรับเส้นทางแห่งเต๋าในแขนงต่างๆไม่ว่าจะเป็นการปรุงยา วาดยันต์ หรือค่ายกล ล้วนได้คัดเลือกบุคลากรเพื่อทำการบ่มเพาะแล้ว รายชื่ออยู่ที่นี่แล้วเพคะ ขอฝ่าบาททรงทอดพระเนตร” ตงฟางจิ่งรายงานรายละเอียดทุกอย่างโดยไม่ขาดตกบกพร่อง
“จูฉือฉือ”
เฉินซานซือเห็นชื่อบุตรสาวคนที่สองของจูถง
ณ ตอนนี้ นางกำลังฝึกฝนวิชาหุ่นเชิดอยู่ในเมืองเทียนยง ส่วนทายาทของจ้าวคัง เฟิงหยง และคนอื่นๆบางส่วนก็อยู่ในเมืองเทียนยงเช่นกัน
เพียงแต่ว่า คนส่วนใหญ่ไม่ได้โชคดีขนาดนั้น บ้างก็ไม่มีรากปราณ บ้างก็มีพรสวรรค์ด้านยุทธไม่ดีพอ ทำได้เพียงเข้ารับตำแหน่งในกองทัพธรรมดาเท่านั้น
หลังจากจัดการเรื่องราวในเมืองเทียนยงเรียบร้อย เฉินซานซือจึงเดินทางกลับไปยังวังหลัง
ณ เวลานี้ คือเดือนห้าแห่งปีเทียนอู่ที่สิบสอง และยังเป็นเดือนที่สิบของการตั้งครรภ์ของพระสนมเอกหวงกุ้ยเฟย ถ้าหากว่าไม่มีอะไรผิดพลาด การให้กำเนิดก็คงจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้
เฉินซานซือไม่อยากพลาดช่วงเวลาที่ลูกของเขาจะลืมตาดูโลก ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจพักอยู่ในวังหลวงสักสองสามวัน
….
ราวๆห้าวันต่อมา
ขณะที่เขากำลังแกะสลักหุ่นเชิดอยู่ในตำหนักบรรทม ทันใดนั้น เนี่ยนเซี่ยก็รีบร้อนวิ่งเข้ามา
“ฝ่าบาท พระสนมกุ้ยเฟยจะประสูติแล้วเพคะ”
“โอ้? รีบพาข้าไป”
เฉินซานซือรีบวางงานในมือลงทันที ก่อนจะเดินตามนางกำนัลไปยังวังหย่งเหอ และก็ได้พบว่าพระมเหสีก็มารออยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน
“หม่อมฉันถวายบังคมฝ่าบาท”
“ไม่ต้องมากพิธี”
หลังจากที่เฉินซานซือสอบถามสถานการณ์แล้ว เขาก็รอคอยอย่างสงบ
ชั่วเวลาครึ่งก้านธูปผ่านไป ประตูตำหนักก็เปิดออก นางกำนัลที่รับหน้าที่ทำคลอดเดินออกมาพลางคารวะ พลางเอ่ยด้วยความยินดี
“ยินดีด้วยเพคะฝ่าบาท ดีใจด้วยเพคะฝ่าบาท พระสนมกุ้ยเฟยทรงประสูติพระธิดาให้แก่อาณาจักรต้าฮั่นของเราแล้วเพคะ”
“ดีจริงๆ”
เฉินซานซือรีบก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปพร้อมกับพระมเหสี เพื่อเยี่ยมเยียนพระสนมเอกหวงกุ้ยเฟยที่อยู่บนแท่นบรรทม จากนั้น เขาก็อุ้มองค์หญิงน้อยขึ้นมา พลางใช้จิตสัมผัสตรวจสอบพรสวรรค์ของนาง
“มีรากปราณด้วย”
เขาค่อนข้างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว เพราะซุนหลีเองก็ไม่มีรากปราณ ส่วนตัวเขาในอดีตก็มีเพียงรากปราณชั้นเลว แต่ลูกที่เกิดมากลับมีรากปราณเสียอย่างนั้น
“พี่สาวทั้งสองของเจ้า คนหนึ่งชื่อหยุนซี อีกคนชื่อหยุนหวน ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็ชื่อหยุนเหมยก็แล้วกันนะ” เฉินซานซือตั้งชื่อให้กับนาง
เขาค่อยๆวางทารกน้อยกลับลงบนแท่นบรรทม ก่อนจะอยู่ช่วยดูแลอีกสองวัน และเมื่อเรื่องราวหยุมหยิมต่างๆได้รับการแก้ไขจนเกือบหมดแล้ว เขาก็ได้ร่ำลาครอบครัวอีกครั้ง และมุ่งหน้าตรงไปยังทวีปเทียนสุ่ยในทันที
….
“จำนวนผู้ฝึกตนที่ออกลาดตระเวน เพิ่มขึ้นมาอีกมากเลยทีเดียว”
เฉินซานซือเดินอยู่ท่ามกลางป่าเขาที่รกร้างในแคว้นเป่ยหยาง แต่ก็ยังคงเห็นคนของหน่วยปราบมารและสำนักเซิงอวิ๋นร่วมกันออกตรวจตราอยู่เป็นระยะๆไม่ว่าจะเป็นบนฟ้าหรือบนดิน พอพบเจอผู้คนก็จะทำการสอบสวนอย่างละเอียด
ไม่ว่าใครก็ตามที่เป็นผู้ฝึกตนพเนจรจากต่างถิ่น หรือเป็นผู้ที่มีที่มาไม่แน่ชัด ล้วนต้องถูกนำตัวกลับไปตรวจสอบทั้งหมด
แต่ยังนับว่าโชคดีที่เฉินซานซือปลอมตัวเป็นตาเฒ่าม่อจู๋ผู้ล่วงลับ ซึ่งก็ถือว่าเป็นคนท้องถิ่นอย่างแท้จริง โดยพื้นฐานแล้ว จึงไม่ถูกซักไซ้ไล่เลียงให้ลำบากใจ
การที่พวกเขาต้องทำเรื่องใหญ่โตถึงขนาดนี้ ก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าเรื่องราวสองเรื่อง
เรื่องแรกก็คือ สถานการณ์ภายในดินแดนต้องห้ามเก้านรกเมื่อไม่นานมานี้….เเละเฉินซานซือก็เพิ่งจะมารู้เรื่องก็ตอนที่กลับมาครั้งนี้นี่แหละ
ในตอนนั้น หลังจากที่เขาจากไป ศิษย์ของถ้ำหลิงจี้และสำนักเซิงอวิ๋นทั้งหมดที่เข้าไปสำรวจในแดนต้องห้าม พวกเขาล้วนตายอย่างอนาถอยู่ข้างใน ไม่มีใครรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว!
คนกว่าร้อยคน และในบรรดาคนเหล่านั้น ก็มีผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานขั้นปลายอยู่ไม่น้อย แต่กลับไม่มีใครรอดชีวิตกลับมาได้แม้แต่คนเดียว!
กระทั่งผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำจากยอดเขาหลักแห่งต้าเจ๋อยังต้องตกใจ
คนอื่นอาจจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ทว่า เฉินซานซือกลับรู้ดีอย่างยิ่ง
หญิงตาบอดผู้นั้นคนเดียว สังหารคนกว่าร้อยคนจนหมดสิ้น!
ในหัวของเฉินซานซือพลันหวนนึกถึงความรู้สึกอันตรายที่ได้สัมผัสเมื่อแรกพบหญิงตาบอดผู้นั้น เพียงแต่ว่าในภายหลังต้องมาเจอกับสถานการณ์ที่พลังทุกสรรพสิ่งถูกผนึก อีกทั้งอีกฝ่ายยังเป็นผู้ฝึกตนสายเซียน จึงทำให้ความประทับใจที่เขามีต่อหญิงตาบอดผู้นั้นอ่อนลงไปบ้าง
แม้แต่เขาเองก็ยังรู้สึกว่ามันเหลือเชื่ออยู่บ้าง
ยิ่งไปกว่านั้น...การที่เจียงซีเยว่เดินทางจากสำนักชิงซูมายังแคว้นเป่ยหยาง คาดว่าคงไม่ได้มาเพื่อตามหาสมบัติเพียงอย่างเดียว เรื่องของตระกูลไป๋ บางทีนางก็อาจจะมีส่วนร่วมด้วย
นั่นก็หมายความว่า ต่อจากนี้ไปเฉินซานซือมีแนวโน้มสูงที่จะได้พบกับหญิงตาบอดผู้นั้นอีกครั้ง
….
เรื่องที่สองก็คือ การเคลื่อนไหวของผู้ฝึกตนสายมารที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ประชากรในโลกมนุษย์หายตัวไปเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กชายและเด็กหญิง
เนื่องจากแคว้นเป่ยหยางเป็นอาณาเขตของสำนักเซิงอวิ๋น ดังนั้น ทั้งสำนักเซิงอวิ๋นและหน่วยปราบมารจึงได้ส่งกำลังคนเพิ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตามหาร่องรอยของศิษย์สำนักเจ็ดสังหาร
“ดูท่าว่า หลังจากเรื่องที่ภูเขาเมฆาโรยรา การเผยแผ่ลัทธิของพวกเขาก็ยังคงดำเนินต่อไป เพียงแต่ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วมีแผนการอะไรซ่อนอยู่กันแน่”
….
โดยไม่รู้ตัว เฉินซานซือก็ได้เดินทางกลับมาถึงหุบเขาอัสดงของตระกูล​ไป๋แล้ว
เเละเขายังมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องทำ
ณ ดินแดนต้องห้ามเก้านรก คนเหล่านั้นที่ซุ่มโจมตีบรรพบุรุษตระกูลไป๋เคยพูดไว้ว่า พวกเขาตั้งใจปล่อยคนไป ดังนั้นจึงคาดเดาได้ว่าหุ่นปฐพีทองคำเเก่นเเท้อาจจะถูกใครบางคนลงมือทำอะไรบางอย่างไว้ล่วงหน้าแล้ว
ข่าวนี้ เขาได้ให้ลูกน้องส่งมาแจ้งที่หุบเขาอัสดงล่วงหน้าแล้ว แต่กลับไม่ได้รับการตอบกลับใดๆดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมาบอกด้วยตนเองอีกครั้ง
“สหายเต๋าเซียวช่างกล้าหาญยิ่งนัก”
ไป๋เหลียงปี้ ประมุขตระกูลไป๋ มองดูชายหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้าพลางเอ่ยด้วยความทึ่ง “ศิษย์ในสำนักกว่าร้อยคน อยากจะฆ่าก็ฆ่า ไม่กลัวเลยรึว่าจะถูกคนพวกนั้นจับไปแล่เนื้อเถือหนัง”
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้า ต่อให้ข้ารวมกำลังกับคนจากทวีปตงเซิ่งเสินโจว ณ ตอนนี้ ก็ไม่มีทางทำถึงขั้นนี้ได้อย่างแน่นอน”
เฉินซานซือไม่ได้บอกไปว่า คนที่ลงมือฆ่าก็คือศิษย์จากสำนักชิงซูที่พวกเขาเชิญมาช่วยนั่นแหละ
“เรื่องหุ่นปฐพีทองคำเเก่นเเท้ ไม่ทราบว่าสหายเต๋าไป๋เตรียมจะจัดการอย่างไร?” เขาเปลี่ยนเรื่องคุย
“ที่แท้คนที่มาส่งข่าวเมื่อหลายวันก่อน ก็เป็นคนที่สหายเต๋าเซียวส่งมานี่เอง”
ไป๋เหลียงปี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ดูท่าว่า เรื่องราวที่ท่านพ่อของข้าประสบในแดนต้องห้าม สหายเต๋าเซียวคงจะได้เห็นอยู่บ้าง ขอบคุณสำหรับคำเตือนด้วยเจตนาดีของสหายเต๋า….แต่ว่า หุ่นปฐพีทองคำเเก่นเเท้ไม่ได้มีปัญหาอะไร”
“ไม่มีปัญหา?” เฉินซานซือรู้สึกสงสัยเล็กน้อย
“สหายเต๋าอาจจะยังไม่ทราบ”
“หุ่นปฐพีทองคำเเก่นเเท้นั้นเป็นของวิเศษที่ถือกำเนิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ดังนั้น ภายในของมันจึงบริสุทธิ์อย่างยิ่ง หากมีการลงมือทำอะไรไว้ ย่อมไม่มีทางซ่อนเร้นไว้ได้อย่างแน่นอน”
“ยิ่งไปกว่านั้น หุ่นปฐพีทองคำเเก่นเเท้ยังมีความนึกคิดเป็นของตนเอง แถมยังมีนิสัยซื่อตรง ไม่รู้จักโกหก…พวกเราได้ทำการสอบสวนเขาอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว นอกเหนือไปจากการใช้เหยื่อล่อเขาออกมา คนเหล่านั้นก็ไม่ได้ลงมือทำอะไรอื่นอีกเลย”
“เหยื่อล่อที่กินเข้าไป ก็ไม่มีปัญหาอะไรทั้งสิ้น…เพียงแต่ว่า ท่านพ่อของข้า”
เขายิ้มอย่างขมขื่น ก่อนจะไม่ได้พูดอะไรต่อ
“เป็นเช่นนั้นรึ” เฉินซานซือพยักหน้า
หรือว่าเขาจะคาดเดาผิดไป?
ในตอนนั้น คนเหล่านั้นพูดอย่างชัดเจนว่าพวกเขาตั้งใจปล่อยไป๋ซีเฟิงไป…หรือว่าปัญหาจะอยู่ที่อื่นกันแน่?
แต่เมื่อพูดถึงขนาดนี้แล้ว เขาก็นับว่าได้ทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่แล้ว
“สหายเต๋าเซียวไม่ต้องกังวลไป ต่อจากนี้พวกเราจะระวังตัวให้มากขึ้น และอีกอย่าง...”
“สำนักชิงซูได้ส่งคนมายังหุบเขาอัสดงแล้ว คาดว่าคืนนี้ก็น่าจะมาถึง ข้าได้จัดงานเลี้ยงไว้ที่หอชมทะเลสาบแล้ว เมื่อถึงตอนนั้น สหายเต๋าสามารถมาร่วมพบปะพูดคุยกันได้ จากนั้น ค่อยลองคิดดูดีๆอีกครั้ง ว่าจะเดินทางออกจากสถานที่แห่งปัญหาแห่งนี้ไปพร้อมกับพวกเราหรือไม่ หวังว่าท่านคงจะไม่ปฏิเสธ”
“ตกลง”
เฉินซานซือไม่อยากหักหน้าอีกฝ่าย จึงพยักหน้าตอบตกลงไป
จากนั้น เขาหยิบสัตว์หินเฟิ่งหลวนที่ได้มาจากแดนต้องห้ามออกมาจากถุงเก็บของ แล้วเอ่ยขึ้นว่า
“จริงสิ ข้ามีสมุนไพรวิญญาณอยู่ต้นหนึ่ง อยากจะรบกวนสหายเต๋าไป๋ช่วยใช้น้ำทิพย์ไม้วิญญาณบ่มเพาะให้ที”
“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ข้าได้เคยรับปากสหายเต๋าไว้แล้ว ย่อมไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน”
ไป๋เหลียงปี้รับสมุนไพรวิญญาณไป หลังจากพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยขึ้นว่า
“สัตว์หินเฟิ่งหลวนของสหายเต๋าต้นนี้ มีอายุราวๆแปดร้อยปี หากต้องการบ่มเพาะให้ถึงหนึ่งพันปี อย่างเร็วที่สุดก็ต้องใช้เวลาเกือบสี่ปี”
“เกือบสี่ปี”
เฉินซานซือคำนวณในใจ ช่วงเวลาที่ผนึกจะอ่อนกำลังลง ก็ราวๆนี้เช่นกัน ขอเพียงแค่สามารถเชี่ยวชาญค่ายกลเคลื่อนย้ายได้ก่อนถึงตอนนั้น ก็ถือว่ายังทันเวลา
ว่าไปแล้ว การบ่มเพาะสมุนไพรวิญญาณอายุแปดร้อยปีให้ถึงหนึ่งพันปีได้ในเวลาเพียงสี่ปี นั่นก็หมายความว่า การบ่มเพาะหนึ่งปี เท่ากับการเจริญเติบโตตามปกติถึงห้าสิบปีเลยทีเดียว
ถึงแม้ว่าสมุนไพรวิญญาณต่างชนิดกันอาจจะมีความยากง่ายในการบ่มเพาะที่แตกต่างกันไป แต่นี่ก็นับว่าเป็นความเร็วที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง ซึ่งหมายความว่า สมุนไพรอายุราวร้อยปี หากว่ามีน้ำทิพย์ไม้วิญญาณเพียงพอ ก็สามารถจัดหามาได้เป็นจำนวนมาก
“ถ้าเช่นนั้น ก็ขอบคุณสหายเต๋าไป๋มาก”
หลังจากที่เฉินซานซือพูดคุยทักทายอีกสองสามประโยค เขาก็ขอตัวไปยังโรงปรุงยา เพื่อเตรียมปรุงโอสถที่ตนเองต้องใช้ในช่วงนี้
โอสถนักรบศักดิ์สิทธิ์ร้อยกำเนิด เป็นโอสถที่ปรุงขึ้นสำหรับยอดฝีมือขอบเขตพลังเเท้จริงขั้นกลางโดยเฉพาะ ไม่เพียงแต่จะมีราคาแพง แต่ยังหาซื้อได้ยากยิ่งในตลาดทั่วไปอีกด้วย
และที่เขาจะปรุงในตอนนี้นั้นก็คือ “โอสถนักรบศักดิ์สิทธิ์พันกำเนิด” ซึ่งเป็นสูตรโอสถโบราณที่เขาค้นพบจากในถ้ำเซียนผู้พิทักษ์
สรรพคุณของมันดีกว่า “โอสถนักรบศักดิ์สิทธิ์ร้อยกำเนิด” อยู่ครึ่งหนึ่ง เพียงแต่ว่า “ของเหลวทรายทองม่วง” ที่เป็นส่วนผสมนั้นล้ำค่าอย่างยิ่ง จัดเป็นของหายากที่แม้มีหินวิญญาณก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้
และก็ช่างพอดี ที่ในแดนต้องห้ามมีของสิ่งนี้อยู่ แถมยังเก็บมาได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
หลังจากหยิบวัตถุดิบที่จำเป็นออกมาทั้งหมด เฉินซานซือก็ท่องคาถาสงบจิตใจ จากนั้น จึงเปิดเส้นชีพจรไฟ เริ่มต้นการปรุงยา
สูตรโอสถโบราณที่สาบสูญไปนั้น ไม่ได้มีสาเหตุเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากปัจจัยหลายๆอย่างรวมกัน…ไม่เพียงแต่วัตถุดิบที่ต้องการจะแปลกประหลาด แต่ความยากในการปรุงยาก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณเช่นกัน
เฉินซานซือประสานอินด้วยมือทั้งสองข้าง ใช้จิตสัมผัสรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของมหาเต๋าภายในเตาปรุงยา เขารู้สึกราวกับว่ามันซับซ้อนดั่งกลไกนับพันชั้น แทบจะควบคุมไม่ได้เลย
หลังจากที่ล้มเหลวติดต่อกันหลายครั้ง สิ้นเปลืองวัตถุดิบไปถึงสี่ชุด ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะมั่งคั่งร่ำรวย แต่ก็ยังรู้สึกเสียดายจนเจ็บปวดใจ
จนกระทั่งครั้งที่ห้า เฉินซานซือถึงจะพอจับเคล็ดการปรุงยาได้บ้าง
“วูมมมมม”
เปลวเพลิงมอดดับลง อินอาคมสลายไป…เตาปรุงยาเปิดออกเองโดยอัตโนมัติ พลันปรากฏโอสถสีครามเข้มเม็ดหนึ่งลอยขึ้นมาอยู่กลางอากาศ ส่องประกายราวกับดวงดาว
….
[ทักษะ: การปรุงยา (ระดับสอง)]
[ความคืบหน้า: 556/1000]
….
“สำเร็จแล้ว”
เฉินซานซือไม่รอช้า เขารีบเดินทางกลับไปยังถ้ำที่พักของตน เปิดค่ายกลรวบรวมปราณ แล้วเตรียมพร้อมที่จะเริ่มการฝึกตน
เส้นชีพจรวิญญาณระดับหนึ่ง ต่อให้มีค่ายกลรวบรวมปราณช่วย อย่างมากที่สุดก็เป็นได้แค่ระดับสองปลอมๆเท่านั้น…แต่ทว่า ตอนนี้ตัวเขาไม่ว่าจะเป็นวิถียุทธ์หรือวิถีเซียน ล้วนเป็นผู้ฝึกตนระดับสองอย่างแท้จริงแล้ว ดังนั้น จึงเริ่มรู้สึกว่ามันไม่เพียงพอเสียแล้ว
หากว่าสามารถแก้ไขปัญหาที่ยอดเขาหลักแห่งต้าเจ๋อได้อย่างราบรื่น เห็นทีว่าตัวเขาคงต้องเปลี่ยนสถานที่ฝึกตนเสียแล้ว
หลังจากสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป เฉินซานซือก็กลืนโอสถลงไป พลันรู้สึกได้ถึงปราณวิญญาณที่เข้มข้นราวกับฝูงปลาแหวกว่ายจากช่องปากลงสู่ช่องท้อง…จากนั้น จึงค่อยๆแผ่ซ่านออกไป หลอมรวมเข้ากับแขนขาทั้งสี่ ชำระล้างเส้นชีพจรและทิวทัศน์เทพภายในร่างกายครั้งแล้วครั้งเล่า
และในขณะที่ทวนยาวถูกตวัดร่ายรำ ณ เบื้องบนของจุดตันเถียนของเขา แสงวิญญาณสามสี อันได้แก่ สีเขียวเข้ม สีเหลืองสว่าง และสีขาวหยก ก็ค่อยๆสว่างวาบขึ้นมา
แสงมงคลสามสีผสมผสานเข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันโดยสมบูรณ์
[เคล็ดวิชา: คัมภีร์มังกร (พลังแท้จริงขั้นกลาง)]
[ความคืบหน้า: 437/500]
….
ทิวทัศน์เทพซ้ายหยาง นามว่าฝูหลิวฉี่ นามรองว่าเต้ากุย ยาวสองชุ่นสามเฟิน สวมอาภรณ์สีเขียวเหลืองขาว!
ทิวทัศน์เทพแปดแห่งส่วนล่าง เบิกออกแล้วเจ็ดแห่ง!
เหลือเพียงแค่ทิวทัศน์เทพแห่งสุดท้ายเท่านั้น ก็จะสามารถทะลวงสู่ขอบเขตพลังเเท้จริงขั้นปลายได้แล้ว!
“โอสถที่ปรุงจากสูตรโอสถโบราณนี้ ช่างเห็นผลได้ทันตาจริงๆหากว่าได้มาเร็วกว่านี้ เกรงว่าความเร็วในการทะลวงระดับของข้าคงจะเร็วกว่านี้มากโข”
“ไม่น่าแปลกใจเลยที่เหล่าผู้ฝึกตนต่างยอมเสี่ยงชีวิตเข้าสำรวจในแดนลับต่างๆผลประโยชน์ที่ได้มานั้น ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ”
น่าเสียดายที่สูตรโอสถที่บันทึกไว้ในนั้น ส่วนใหญ่เป็นโอสถระดับสอง มีเพียงโอสถระดับสามอยู่ไม่กี่ชนิดเท่านั้น
แต่เมื่อลองคิดดูดีๆแล้ว นี่ก็เป็นเรื่องปกติ
ในอดีต ดินแดนต้องห้ามเก้านรกได้เกิดสงครามครั้งใหญ่ขึ้น ดูท่าว่าสำนักหลัวเซียวคงจะสูญเสียไปไม่น้อย และแน่นอนว่าผู้ฝึกตนจากไป๋หยูจิงย่อมต้องทำการสำรวจค้นหาอยู่แล้ว ดังนั้น จึงมีเพียงสูตรโอสถระดับต่ำเท่านั้น ที่อาจจะไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับผู้ฝึกตนโบราณ จึงรอดพ้นจากภัยพิบัติมาได้
นอกเหนือไปจากสิ่งเหล่านี้แล้ว…ผลผลิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเฉินซานซือ ก็คือวิธีสร้าง “มหาค่ายกลสลายวิญญาณ” และ “มหาค่ายกลผนึกวิญญาณ” ที่ได้มาจากผู้พิทักษ์ของสำนักหลัวเซียวนั่นเอง
“มหาค่ายกลสลายวิญญาณ” และ “มหาค่ายกลผนึกวิญญาณ” แม้จะต่างกันเพียงอักษรเดียว แต่ผลลัพธ์กลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
อย่างแรกนั้น คือการทำลายเส้นชีพจรวิญญาณโดยตรง เหลือทิ้งไว้เพียงปราณวิญญาณปริมาณน้อยนิดที่ถูกผนึกไว้ในลูกเเก้วพลังวิญญาณ
อาจารย์ของเขา ผู้บัญชาการซุน ก็ได้ใช้วิชานี้เช่นกัน หลังจากที่เส้นชีพจรวิญญาณบรรพชนของเมืองหนานหลิ่งถูกผนึก ความเข้มข้นของปราณวิญญาณในลูกเเก้วพลังวิญญาณก็มีเพียงระดับหนึ่งขั้นสูงเท่านั้น
ส่วนอย่างหลังนั้น จะสามารถรักษาเส้นชีพจรวิญญาณบรรพชนไว้ได้ในระดับที่สูงกว่า แต่ในขณะเดียวกัน ความยากในการสร้างก็แตกต่างกันราวเมฆกับดินโคลนเช่นกัน
และทั้งสองอย่างนั้น ในการสร้างล้วนต้องการของวิเศษที่สำคัญอย่างยิ่ง…เเละนั่นก็คือ ลูกเเก้วพลังวิญญาณเม็ดที่อยู่ในเมืองเทียนยง ณ ปัจจุบันนั่นเอง
ตามคำบอกเล่าของผู้พิทักษ์ป้ายเงินแห่งสำนักหลัวเซียวนั้น ลูกเเก้วพลังวิญญาณเหล่านี้คือ “แก่นค่ายกล” ที่เจ้าสำนักของพวกเขาเป็นผู้สร้างขึ้นมา ซึ่งแฝงไว้ด้วยมนต์เสน่ห์แห่งเต๋าอันสูงส่ง
ขอเพียงแค่ได้ลูกเเก้วพลังวิญญาณมา แล้วทำการสลักค่ายกลรอบๆพลังต้นกำเนิดของมัน ก็จะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการทำลายและผนึกเส้นชีพจรวิญญาณได้
มหาค่ายกลสลายวิญญาณนั้นค่อนข้างจะเรียบง่ายกว่า ขอเพียงมีวัตถุดิบเพียงพอ ประกอบกับมีความเชี่ยวชาญด้านค่ายกลและยันต์อาคมในระดับสาม ก็จะสามารถสร้างขึ้นมาได้
ส่วนมหาค่ายกลผนึกวิญญาณนั้น กลับยากเย็นกว่ามาก…ไม่เพียงแต่จะต้องมีความเชี่ยวชาญด้านค่ายกล ยันต์อาคม รวมไปถึงการหลอมศาสตราในระดับสี่ขึ้นไป แต่ยังต้องมีจิตสัมผัสที่แข็งแกร่ง และวัตถุดิบล้ำค่าอีกด้วย จึงจะพอมีหวังสร้างขึ้นมาได้
ลูกเเก้วพลังวิญญาณที่สร้างขึ้นจากมหาค่ายกลผนึกวิญญาณนั้น ส่วนใหญ่แล้วมักจะสามารถสร้างเส้นชีพจรวิญญาณระดับสูงขึ้นมาได้
“ระดับสี่... เทียบได้กับผู้ฝึกตนในขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดสินะ”
เฉินซานซือรู้สึกว่ามันช่างห่างไกลเหลือเกิน…แม้แต่ความเชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับสาม สำหรับเขาในตอนนี้ ก็ยังคงเป็นเรื่องที่ยากเย็นอยู่
….
[ทักษะ: ค่ายกล (ระดับหนึ่ง)]
[ความคืบหน้า: 485/500]
หากเป็นแค่เรื่องความชำนาญ อันที่จริง ก็ใช้เวลาอีกไม่นานก็จะสามารถทะลวงสู่ระดับสองได้ แต่ทว่า วิชาสืบทอดด้านค่ายกลขั้นต่อไปนั้น เขากลับไม่มีเลยแม้แต่น้อย
และจากประสบการณ์ในการปรุงยาของเฉินซานซือ หากต้องการเพิ่มความชำนาญอย่างรวดเร็ว วิธีที่ดีที่สุดก็คือการสร้างค่ายกลที่แตกต่างกันไปอย่างต่อเนื่อง…เพราะถ้าหากฝึกฝนค่ายกลเดิมๆซ้ำไปซ้ำมา ความชำนาญก็จะเพิ่มขึ้นอย่างเชื่องช้า
“ดูท่าว่า คงต้องหาวิธีไปเอาวิชาสืบทอดด้านค่ายกลมาอีกสักชุดเสียแล้ว”
เฉินซานซือทบทวนวิธีสร้างค่ายกลซ้ำไปซ้ำมา…คาดไม่ถึงเลยว่า การที่ตนเองฝึกฝนทักษะหลากหลายแขนง จะมีวันที่ได้นำมาใช้ประโยชน์เช่นนี้ด้วย
ในอนาคต หากต้องการจะสร้างมหาค่ายกลผนึกวิญญาณ ไม่ว่าจะเป็นวิชาค่ายกล วิชาสร้างยันต์ ไปจนถึงวิชาหุ่นเชิด ล้วนเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ทั้งสิ้น
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็หยิบวิชาสืบทอดการสร้างยันต์ที่ได้มาจากตาเฒ่าม่อจู๋ออกมา
"คัมภีร์ยันต์แท้จริง"
เมื่อดูจากภายนอก มันก็คือแผ่นหยกที่เก่าคร่ำคร่าแผ่นหนึ่ง
เฉินซานซือถือมันไว้ในฝ่ามือ หลังจากถ่ายทอดจิตสัมผัสเข้าไป เขาก็รู้สึกราวกับว่าเท้าของตนเองพลันว่างเปล่า และเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก็ได้มาอยู่ในอีกมิติหนึ่งเสียแล้ว
รอบด้านมืดมิดราวกับน้ำหมึกประหนึ่งห้วงอเวจีที่ไร้ที่สิ้นสุด…เบื้องหน้าของเขา คือยันต์อาคมขนาดมหึมาที่เปล่งประกายแสงสีทองลอยอยู่มากมาย ยันต์อาคมนับพันนับหมื่นลอยนิ่งอยู่ ดูไปแล้วก็คล้ายกับธงทิวจำนวนนับไม่ถ้วน
เพียงแค่ชายตามองเพียงครั้งเดียว เฉินซานซือก็เข้าใจในทันทีว่า วิชาสืบทอดชุดนี้ ไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่ม่อจู๋เคยบอกไว้อย่างแน่นอน
………………….