- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 420: การเคลื่อนพลจัดทัพ
บทที่ 420: การเคลื่อนพลจัดทัพ
บทที่ 420: การเคลื่อนพลจัดทัพ
บทที่ 420: การเคลื่อนพลจัดทัพ
ณ อาณาจักรต้าฮั่น
เมืองฉางอัน, นครเทียนยง
ภายในตำหนักอู๋เจียง
ซุนหลีใช้สองมืออันเรียวยาวขาวผ่องของตนกุมดาบบัวแดงเอาไว้ แล้วตั้งสมาธิฝึกฝนเพลงดาบอย่างแน่วแน่
จวบจนบัดนี้ นางก็ยังคงอยู่ในระดับสุดยอดของขอบเขตเเก่น​เเท้​สวรรค์​ แต่ก็ยังมิอาจทะลวงขึ้นสู่ขอบเขตเทพยุทธ์ได้เสียที
“เพลงดาบชุดนี้ แม้จะดูสับสนวุ่นวายดั่งดอกบัวบาน และดุดันรุนแรงประดุจเปลวเพลิง แต่ที่จริงแล้ว...เคล็ดวิชาของมันคือการแสวงหาความสงบในความวุ่นวาย และเสาะหาความมั่นคงในความดุเดือด”
“ซึ่งหลักการนี้ก็ใช้ได้เช่นเดียวกันกับการหายใจ เอาล่ะ...มา...”
เฉินซานซือยืนอยู่ด้านหลังของหวงกุ้ยเฟยพลางจับมือนางสอนสั่ง
ไม่ว่าจะเป็นกระบวนท่า การหายใจเข้าออก หรือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เขาก็ล้วนชี้แนะอย่างละเอียดถี่ถ้วน
นี่คือการชี้แนะอย่างเต็มกำลังจากจอมยุทธ์อันดับหนึ่งแห่งทวีปตงเซิ่งเสินโจว ซึ่งเป็นสิ่งที่แม้แต่ศิษย์ของเขาหลายคนก็ยังไม่เคยได้รับเลยด้วยซ้ำ
น่าเสียดาย...
สำหรับสองพี่น้องซุนหลีและซุนปู้ฉีนั้น คนพี่แม้จะขยันหมั่นเพียรในวัยเยาว์ แต่กลับมีพรสวรรค์ไม่เพียงพอ ส่วนคนน้องแม้จะมีพรสวรรค์เปี่ยมล้น แต่กลับเกียจคร้านอย่างยิ่ง
จนมาถึงวันนี้ ซุนปู้ฉีก็ได้กลายเป็นเทพยุทธ์ไปแล้ว แต่ซุนหลีกลับยังคงติดค้างอยู่ที่ขอบเขตเเก่น​เเท้​สวรรค์ ไม่สามารถทะลวงผ่านไปได้เสียที ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย
“ศิษย์พี่หญิง”
เฉินซานซือเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“สมบัติล้ำค่าจากสวรรค์และปฐพี ข้าเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว เหลือก็แต่รอให้ท่านเลื่อนขึ้นเป็นเทพยุทธ์เมื่อใด ก็จะสามารถเริ่มลองเปิดทวารเทพยี่สิบสี่ทิวทัศน์ได้ทันที”
ซุนหลีตวัดดาบเป็นลวดลายอันงดงามราวบุปผา ก่อนจะเก็บดาบบัวแดงเข้าฝัก
แต่สีหน้าของนางกลับหมองลงเล็กน้อย พร้อมกับเผยรอยยิ้มที่ดูฝืนออกมา
“ท่านก็รู้ว่าข้าไม่ได้มีใจมุ่งมั่นในการบำเพ็ญเพียร”
“เช่นนั้นจะได้อย่างไรกัน?” เฉินซานซือรีบแย้งขึ้นมาทันที
“อายุขัยของคนธรรมดานั้นมีจำกัด อีกทั้งศิษย์พี่ก็ไม่มีรากวิญญาณด้วย จึงทำได้เพียงแค่ยึดมั่นในวิถียุทธ์นี้ไว้เป็นความหวัง พยายามทะลวงขึ้นสู่ระดับที่เหนือกว่าพลังแท้จริงให้ได้โดยเร็วที่สุด นั่นถึงจะเป็นหนทางที่ยั่งยืน”
ซุนหลีไม่ได้ตอบอะไร นางเพียงแค่ย่อตัวลงคารวะเล็กน้อย
“หม่อมฉัน..จะปฏิบัติตามรับสั่งเพคะ”
“เอ๊ะ?”
เฉินซานซือยังไม่ทันจะเข้าใจสถานการณ์ดีนัก ก็เห็นว่าอีกฝ่ายเดินจากไปเสียแล้ว
เขาจึงทำได้เพียงแค่เดินทางไปยังตำหนักในที่อยู่ด้านหลังของตำหนักอู๋เจียง เพื่อไปหาฮองเฮาที่กำลังทำงานเย็บปักถักร้อยอยู่ โดยหวังว่าจะให้นางช่วยกำกับดูแลซุนหลีแทนในช่วงที่เขาไม่อยู่
“ฝ่าบาท อย่าได้ทรงเร่งรัดน้องหลีเลยเพคะ นางรู้ดีว่าควรทำอย่างไร”
กู้ซินหลานวางเข็มและด้ายในมือลง แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ที่จริงแล้ว ในช่วงวันที่ฝ่าบาทไม่ได้ประทับอยู่ที่นี่ น้องหลีก็อยู่คนเดียวอย่างเงียบเหงาเหลือเกินเพคะ”
“ถึงแม้ว่าในยามปกติ นางจะคอยดูแลหยุนซีกับหยุนหวนอยู่บ้าง แต่ยิ่งเป็นเช่นนั้น บางครั้ง...มันก็ยิ่งทำให้นาง...ฝ่าบาทพอจะเข้าพระทัยความหมายของหม่อมฉันหรือไม่เพคะ?”
“อืม”
เฉินซานซือกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“เป็นความผิดของเจิ้นเอง ที่ตลอดหลายปีมานี้ได้ละเลยศิษย์พี่หญิงไป”
“ก็ต้องอย่างนั้นสิเพคะ” กู้ซินหลานกล่าวต่อไปว่า
“บรรดาขุนนางในราชสำนักเองก็พากันยื่นฎีกาทูลเกล้าฯ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน บอกว่าให้ทรงเร่งมีพระราชโอรสพระราชธิดาให้มากขึ้น เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ราชวงศ์”
“ซินหลาน”
ทันใดนั้น เฉินซานซือก็คิดอะไรขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง
“เจ้า...อยากจะลองฝึกวิถีเทพเจ้าธูปดูบ้างหรือไม่?”
เพราะหากบำเพ็ญเพียรวิถีเทพเจ้าธูปจนทะลวงถึงขอบเขตที่สองได้ ก็จะสามารถยืดอายุขัยออกไปได้เช่นกัน
“หม่อมฉันคงต้องขอบายดีกว่าเพคะ”
กู้ซินหลานส่ายศีรษะเบาๆ
“สำหรับเรื่องการบำเพ็ญเพียรนั้น หม่อมฉันไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยจริงๆ เกรงว่าแม้แต่ถ้อยคำประหลาดๆ ในคัมภีร์ก็คงจะไม่เข้าใจด้วยซ้ำ”
“ก็ได้”
เฉินซานซือไม่ได้กล่าวอะไรต่อ
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า จากความเข้าใจของเขาแล้ว ผู้ที่บำเพ็ญเพียรวิถีเทพเจ้าธูปทุกคนล้วนจำเป็นต้องมีความ ‘ศรัทธาอย่างแรงกล้า’
และเมื่อก้าวไปถึงระดับหนึ่งแล้ว ก็จะกลายเป็น ‘ทูตสวรรค์’ ที่ทั้งร่างกายและจิตใจจะตกเป็นของศาสนาโดยสมบูรณ์ ถึงขนาดที่อาจจะสูญเสียความเป็นตัวเองไปเลยก็ได้
ซึ่งประเด็นนี้ ไม่ว่าจะเป็นวิถีเทพสายธรรมะหรือสายอธรรมก็ไม่มีข้อยกเว้น
…
ในค่ำคืนวันนั้น
เฉินซานซือได้กลับมายังตำหนักหย่งเหอ ซึ่งอยู่ในเขตพระราชวังชิ่งหัว อันเป็นส่วนหนึ่งของวังหลัง
ที่นี่คือตำหนักที่ประทับของซุนหลี เขาตั้งใจว่าจะพำนักอยู่ที่นี่ไปอีกสักระยะหนึ่ง เพื่อฉวยโอกาสในช่วงเวลาว่างนี้... ‘ลงแรง’ ให้มากขึ้นอีกสักหน่อย หวังว่าจะมีทายาทเพิ่มขึ้นมาอีกสักคน
…
เช้าวันรุ่งขึ้น
เฉินซานซือเปลี่ยนมาสวมชุดคลุมมังกร แล้วมุ่งหน้าไปยังท้องพระโรงไท่จี๋ ณ ตำหนักต้าหมิง เพื่อเข้าร่วมประชุมขุนนางในยามเช้า
“ถวายบังคมฝ่าบาท!”
“ขอองค์จักรพรรดิทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี!”
“มีเรื่องให้ทูลก็จงทูลมา หากไม่มีก็เลิกประชุม”
หลังจากผ่านขั้นตอนตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว การประชุมขุนนางก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
เรื่องราวต่างๆ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ก็ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงโดยละเอียด สรุปโดยรวมแล้วก็คือบ้านเมืองมีความเจริญรุ่งเรืองดีทุกประการ
ท้องพระคลังอุดมสมบูรณ์ การเงินมั่งคั่งมั่นคง และมีกองทัพขนาดใหญ่ถึงสองล้านแปดแสนนาย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นเพียงกองกำลังทหารชั้นยอดก็มีมากถึงสี่แสนกว่านายแล้ว
“ทูลฝ่าบาท”
ซูเหวินไฉก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว
“เรื่องที่แคว้นหนานซูจะสละตำแหน่งจักรพรรดิและยอมสวามิภักดิ์ต่ออาณาจักรต้าฮั่นของเรานั้น ได้ดำเนินการจัดการอย่างเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“คาดว่าอีกสิบวันให้หลัง ฟานซูเจิ้นจะออกจากเมืองเพื่อถวายตราหยกจักรพรรดิอย่างเป็นทางการ ซึ่งตอนนี้ฉีเฉิงก็ได้ไปประจำการอยู่ใกล้กับเมืองหลวงของแคว้นหนานซูแล้ว”
“แต่ทางด้านแคว้นตงชิ่งนั้น ตอนแรกก็มีท่าทีที่ดีอยู่หรอกพ่ะย่ะค่ะ แต่พอถึงเวลาที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงจริงๆ กลับเปลี่ยนท่าทีไปเป็นคนละคน ถึงขนาดวางกำลังซุ่มโจมตี จนทำให้กองทัพของเราต้องสูญเสียกำลังพลไปนับพันนาย”
“ตงชิ่ง”
นิ้วของเฉินซานซือเคาะเบาๆ บนบัลลังก์มังกร พลางทบหอกข้อมูลในหัว
“ถ้าเจิ้นจำไม่ผิด ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันของตงชิ่งเป็นเพียงแค่ฮ่องเต้น้อยอายุสิบขวบมิใช่รึ?”
“ถูกต้องพ่ะย่ะค่ะ”
“เมื่อหลายปีก่อน อดีตฮ่องเต้ของตงชิ่ง ฮ่องเต้สุยหยวน ทรงเป็นฝ่ายเสนอที่จะยอมเป็นเมืองขึ้นของเราเอง แต่ผลสุดท้ายกลับถูกฮ่องเต้น้อยองค์ปัจจุบันร่วมมือกับเชื้อพระวงศ์ชิงบัลลังก์ไป แม้ว่าคนผู้นี้จะอายุยังน้อย แต่ก็มีสติปัญญาอยู่พอตัวทีเดียวพ่ะย่ะค่ะ”
“กำหนดเวลาให้พวกเขาไป” เฉินซานซือเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“ถ้าถึงกำหนดแล้วยังไม่ยอมสวามิภักดิ์อีก เจิ้นจะเดินทางไปจัดการด้วยตนเอง”
“กระหม่อมจะรีบไปจัดการให้ทันทีพ่ะย่ะค่ะ”
ซูเหวินไฉกล่าวเสริมต่อ
“สำหรับพิธีรับการยอมจำนนของแคว้นหนานซูในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ ฝ่าบาทจะเสด็จไปร่วมพิธีด้วยพระองค์เองหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
“เพราะหลังจากเสร็จสิ้นพิธีแล้ว ก็จะต้องเริ่มดำเนินการเคลื่อนพลไปยังชายแดนทางใต้ของแคว้นหนานซูตามแผนการที่วางไว้แต่เดิม”
“เรื่องนี้...ให้เจิ้นเป็นคนจัดการเองเถอะ”
เฉินซานซือทอดสายตามองไปยังแผนที่ขนาดมหึมาของทวีปตงเซิ่งเสินโจวที่แขวนอยู่ด้านข้างของท้องพระโรง เขารู้ดีว่าแผนการบางอย่างก็ใกล้ถึงเวลาที่จะต้องเริ่มเตรียมการแล้ว
เขากล่าวเสริมขึ้นมาว่า
“ในเรื่องการพิชิตแคว้นหนานซู พวกเจ้าหลายคนมีความดีความชอบ เจิ้นจะปูนบำเหน็จรางวัลและลงโทษอย่างยุติธรรมแน่นอน”
“เลิกประชุม—”
และแล้ว...ก็สิ้นสุดลงด้วยเสียงประกาศอันดังกังวานของขันที เป็นอันว่าการประชุมขุนนางในยามเช้าได้จบลงแล้ว
หลังจากที่เฉินซานซือจัดการกับเรื่องจิปาถะอื่นๆอีกเล็กน้อย เขาก็ขึ้นนั่งบนราชรถมังกรที่เทียมด้วยสัตว์อสูรสูหู เดินทางออกจากเมืองฉางอันแล้วมุ่งตรงไปยังทิศใต้ทันที ไม่กี่วันให้หลัง เขาก็เดินทางมาถึงแคว้นหนานซู
ฉีเฉิง ศิษย์แห่งซูเห​วิน​ไฉ หลังจากที่จัดการเรื่องราวที่ภูเขาหลัวเสียเรียบร้อยแล้ว เขาก็รีบเดินทางกลับมายังทวีปเสินโจวทันที เพื่อมาดูแลเรื่องการรับการยอมจำนนของแคว้นหนานซู
และภายใต้การต้อนรับของเขา ฮ่องเต้เทียนอู่ก็ได้นำทัพทหารม้าหลายพันนายมาประทับอยู่ ณ เบื้องหน้าประตูเมืองหลวง
“ครืนนนนน—”
ประตูเมืองเปิดออกอย่างช้าๆ
ฮ่องเต้หงซีแห่งแคว้นหนานซู ฟานซูเจิ้น ได้เปลี่ยนจากชุดคลุมมังกรมาเป็นชุดคลุมอสรพิษ
เขาชูมงกุฎจักรพรรดิและตราหยกแผ่นดินของหนานซูเอาไว้ พร้อมกับนำเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งหมดออกมาคุกเข่าต้อนรับที่นอกเมือง
“ถวายบังคม ฮ่องเต้เทียนอู่!”
สีหน้าของฟานซูเจิ้นดูหม่นหมองสิ้นหวัง ในดวงตายังคงมีเส้นเลือดฝอยปรากฏให้เห็นอยู่จางๆ และจากน้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้น ก็สามารถรับรู้ได้ถึงความจนปัญญา
“ข้า ฟานซูเจิ้น ขอปฏิญาณตนว่าจะเป็นข้ารับใช้แห่งอาณาจักรต้าฮั่นไปชั่วกัลปาวสานพ่ะย่ะค่ะ!”
“ลุกขึ้นเถอะ”
เฉินซานซือยื่นมือไปประคองเขาให้ลุกขึ้นด้วยตนเอง
“เจิ้นจะให้ท่านอยู่ที่เมืองฉู่จิงต่อไป และดำรงตำแหน่งหนานซูอ๋องอย่างสุขสบายเถิด”
“ข้า...ขอกราบขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณของฝ่าบาท!”
ฟานซูเจิ้นซึ่งย่างเข้าสู่วัยกลางคนแล้วก็ได้โขกศีรษะลงกับพื้นอย่างหนักหน่วง
เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ก็ราวกับว่าแก่ชราลงไปถึงยี่สิบปีในชั่วพริบตา เมื่อมองไปยังฮ่องเต้เทียนอู่ที่อยู่เบื้องหน้า ก็ยิ่งรู้สึกราวกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเพียงความฝันไป
เมื่อย้อนนึกถึงวันวาน ในยามที่คนทั้งสองเผชิญหน้ากันที่ด่านหู่เหลา ตัวเขาเองนั้นมีฐานะสูงส่งเป็นถึงองค์ชาย ในขณะที่อีกฝ่ายเป็นเพียงแค่แม่ทัพคนหนึ่งเท่านั้น
แต่สิบกว่าปีให้หลัง สถานะของทั้งสองกลับพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ถึงเพียงนี้
เฉินซานซือได้เชิญเขาขึ้นไปนั่งบนราชรถมังกรคันเดียวกัน แล้วเคลื่อนขบวนเข้าสู่เมืองหลวง กองทัพใหญ่ก็ตามเข้าไปอย่างราบรื่น
นับแต่นี้ไป...ใต้หล้าก็ไม่มีแคว้นหนานซูอีกต่อไปแล้ว จากเดิมที่อาณาจักรต้าฮั่นมีหนึ่งเมืองหลวงกับอีกสามสิบหกเขต ก็กลายเป็นหนึ่งเมืองหลวงกับอีกหกสิบสองเขต
ภายในเมืองฉู่จิง เขาได้มีรับสั่งให้ขุนนางกรมกลาโหมนำแผนที่ออกมา
“ให้ย้ายกองพันหงเจ๋อแห่งกองทัพเป่ยเหลียงไปประจำการที่เมืองหลงฮว่า ให้ย้ายกองพันเทียนเช่อไปประจำการที่เมืองเชียนหยาง ให้ย้ายกองพันเสวียนอู่ไปประจำการที่เมืองลิ่วอัน และให้ย้ายกองพันไป๋หู่ไปประจำการที่เมืองจื่อถง”
ในโลกของผู้คนธรรมดานั้น มีสายลับของทวีปเทียนสุ่ยแฝงตัวอยู่ไม่น้อย
ทุกการเคลื่อนไหวจึงล้วนตกอยู่ภายใต้การจับตามองของฝ่ายศัตรู การเคลื่อนพลจัดทัพครั้งใหญ่เช่นนี้ก็ย่อมไม่พ้นสายตาไปได้อย่างแน่นอน
ดังนั้น การเคลื่อนพลในครั้งนี้จึงมีทั้งเรื่องจริงและเรื่องหลอกปะปนกันไป มีทั้งจริงและเท็จซ้อนกันอยู่ ผิวเผินแล้วอาจจะดูเหมือนว่าทำไปเพื่อควบคุมดินแดนสำคัญต่างๆ ของหนานซูให้มั่นคงยิ่งขึ้น
แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีทหารม้าอยู่สองพันนายที่ถูกส่งไปอยู่ใกล้กับเมืองหนานหลิ่งเป็นอย่างมาก ขอเพียงแค่มีคำสั่งลงมา พวกเขาก็จะสามารถมุ่งหน้าไปยังเมืองหนานหลิ่งได้ด้วยความเร็วสูงสุดทันที
กำลังพลสองพันนาย ถือว่าเป็นจำนวนที่น้อยมาก
นั่นก็เป็นเพราะว่าการเดินทางจากเมืองหนานหลิ่งไปยังสุดขอบฟ้านั้น ยังจำเป็นต้องผ่านทะเลหมอกอันกว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งเฉินซานซือเองก็ยังไม่สามารถหารวบรวมเรือรบที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษได้มากพอ
ในช่วงหลายปีต่อจากนี้ เขายังคงต้องหาทางจัดซื้อเพิ่มเติมอีก
เรื่องนี้ถือเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงต่อการบุกโจมตีทวีปเทียนสุ่ยเช่นกัน
เพราะเรือรบที่สามารถแล่นผ่านทะเลหมอกได้นั้น ล้วเป็นศาสตราวิเศษที่ใช้ในการเดินทาง มีระดับชั้นและราคาที่แพงลิบลิ่ว
ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าการจะหาซื้อเรือลำใหญ่ๆ จำนวนมากนั้นเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด
ทางที่ดีที่สุดก็คือการหาคนมาสร้างให้โดยเฉพาะ
“จื่อหนาน”
เฉินซานซือพลันนึกถึงหนึ่งในเพื่อนบ้านของเขาในสมัยที่ยังอยู่ที่ยอดเขาเสี่ยวจู๋
คนผู้นี้เชี่ยวชาญในศาสตร์การหลอมศาสตราเป็นอย่างยิ่ง การสร้างเรือรบก็คงไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาเป็นแน่ ไว้คราวหน้าเมื่อกลับไปก็คงต้องลองพยายามติดต่อเขาดูเสียหน่อย
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ก็คงทำได้แค่เคลื่อนพลไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ไปก่อน ขอเพียงแค่มีกำลังพลมากพอที่จะใช้ค่ายกลจากตำราสวรรค์ได้ ก็พอจะนับว่าเพียงพออยู่บ้าง
เพราะถึงอย่างไร จำนวนผู้ฝึกตนในตลาดต้าเจ๋อก็ไม่ได้มีมากนัก
…
ณ กองบัญชาการกลาง กองพันหงเจ๋อ
หวังลี่, หลิวจินขุย, ซงชิวอัน, จวงอี้ และเหล่าพี่น้องคนอื่นๆ ที่มาจากเมืองผัวหยางต่างมารวมตัวกันพร้อมหน้าที่นี่ ทุกคนล้วนอยู่ในสภาพเตรียมพร้อมออกรบได้ทุกเมื่อ
และหลังจากที่เตรียมการทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วเฉินซานซือก็ได้เริ่มทำการปูนบำเหน็จรางวัลแก่ผู้ที่มีความดีความชอบตลอดระยะเวลาสิบปีนับตั้งแต่ก่อตั้งอาณาจักรต้าฮั่นเป็นต้นมา
ฉีเฉิง ผู้ซึ่งผ่านการขัดเกลามานานกว่าสิบปี จนบัดนี้ก็ได้ย่างเข้าสู่วัยสามสิบแล้ว
ไม่ว่าในด้านใดเขาก็ล้วนมีความสุขุมรอบคอบมากขึ้น จัดการเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนโดยไม่ย่อท้อต่อความเหนื่อยยาก
ในศึกที่ภูเขาหลัวเสีย เขารับหน้าที่เป็นหน่วยลวง ตีตะวันออกล่อตะวันตก ทั้งยังเป็นผู้ดำเนินการเรื่องการยอมจำนนของแคว้นหนานซูและแคว้นตงชิ่งด้วยตนเอง เมื่อรวมความดีความชอบต่างๆ เข้าด้วยกันแล้ว จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ‘อันติ้งโหว’
ตงฟางจิ่งสิง จัดการเรื่องราวได้อย่างเหมาะสม ตั้งแต่ศึกแรกก็แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาด จึงได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น ‘ขันทีผู้ถือตราแห่งกรมพิธีการ’ มีตำแหน่งรองลงมาจากผู้บัญชาการกรมพิธีการเพียงผู้เดียว
โจวเหวยเจิน มีพรสวรรค์เป็นเลิศ อาบเลือดกรำศึกอยู่แนวหน้าเสมอ จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ‘แม่ทัพทหารม้าเร็วชั้นสอง’ ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยแม่ทัพกองทัพเทียนสี
ส่วนผู้ที่แสดงความกล้าหาญในศึกที่ภูเขาหลัวเสียคนอื่นๆ ก็ล้วนได้รับรางวัลตามความชอบเช่นกัน
กว่าที่เฉินซานซือจะจัดการเรื่องราวทุกอย่างจนเสร็จสิ้นเรียบร้อย เวลาก็ล่วงเลยไปกว่าหนึ่งเดือนแล้ว หากนับตามกำหนดการเดิม แดนต้องห้ามเก้านรกก็ใกล้จะเปิดออกเต็มที
ทว่า ข่าวสารที่ซุ่นจื่อส่งกลับมาจากทวีปเทียนสุ่ยกลับระบุว่า แดนต้องห้ามยังไม่ได้เปิดออก
เพียงแต่ภายในนั้นมีเสียงเคลื่อนไหวผิดปกติเล็ดลอดออกมาเป็นครั้งคราว และยิ่งนานวันเข้า เสียงเคลื่อนไหวก็ยิ่งดังมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อแดนต้องห้ามยังไม่เปิดออก เฉินซานซือจึงยังไม่รีบร้อนที่จะกลับไป
ในด้านหนึ่งเขาก็ศึกษาค้นคว้าศาสตร์วิชาแขนงต่างๆ ส่วนอีกด้านหนึ่งเขาก็หาเวลาว่างอยู่กับบุตรธิดาและเหล่าศิษย์ของตน
…
ณ ลานฝึกยุทธ์ในตำหนักอู๋เจียง
ซูช่าน, หยูจี้ และหยูเลี่ย ทั้งสามคนต่างกำลังฝึกฝนวิชาของตนเองอยู่ด้านข้าง
ในขณะที่เฉินตู้เหอนั้นกำลังพิงเสาหินอยู่ พลางหาวหวอดไม่หยุด
“ยืนตัวตรง!”
เฉินซานซือในชุดคลุมสีขาวยืนกอดอกอยู่ด้านหลังพลางเอ็ดขึ้น
“ทั้งวันเจ้าเอาแต่ยืนก็ไม่เป็นยืน นั่งก็ไม่เป็นนั่ง แล้วจะมาฝึกยุทธ์ทำไม?”
เฉินตู้เหอจึงยอมยืนตัวตรงแต่โดยดี
“คิดได้แล้วหรือยัง?” เฉินซานซือเอ่ยถาม
“คิดจะฝึกอาวุธอะไร?”
ข้างๆ พวกเขานั้นมีชั้นวางอาวุธตั้งอยู่ บนนั้นมีศาสตราวุธครบสิบแปดชนิด ไม่ว่าจะเป็นดาบ หอก หอกวงเดือน ขวาน ง้าว ขอ หรือสามง่าม ก็ล้วนมีให้เลือกสรรอย่างครบครัน
“ก็ต้องหอกสิ”
เฉินตู้เหอกล่าวอย่างไม่ลังเลแล้วเดินไปยังชั้นวางอาวุธ ยื่นมือออกไปคว้าหอกใบหลิวเล่มหนึ่งขึ้นมา
แต่พอเห็นอาวุธที่อยู่ข้างๆ เขาก็เปลี่ยนใจในทันที
“เอาอันนี้แล้วกัน!”
เขากล่าวพลางดึงอาวุธที่ถูกใจขึ้นมา
อาวุธชิ้นนี้ก็จัดเป็น ‘อาวุธประเภทยาว’ เช่นกัน เพียงแต่ที่ขอบของคมหอกนั้นมีใบมีดคมกริบงอกออกมาอีกหนึ่งอัน มีลักษณะคล้ายกับเคียว
“หอกเคียว”
เฉินซานซือพยักหน้า
“เมื่อเทียบกับหอกทั่วไปแล้ว อาวุธชนิดนี้เรียนรู้ง่ายกว่าก็จริง แต่การจะฝึกให้เชี่ยวชาญนั้นยากยิ่งกว่า ลูกคิดดีแล้วหรือ?”
เฉินตู้เหอพยักหน้ารับโดยไม่ได้เอ่ยคำใด
“พอดีเลย ข้ามีเพลงหอกเคียวอยู่ชุดหนึ่งพอดี เป็นวิชาที่ท่านปู่ของลูกเคยถ่ายทอดให้ข้าไว้”
“บัดนี้...ข้าจะถ่ายทอดมันให้แก่ลูกเมื่อใดที่เจ้าฝึกฝนจนถึงระดับหนึ่งแล้ว พ่อจะสามารถปรับปรุงวิชาให้เข้ากับตัวลูกโดยเฉพาะได้”
เฉินซานซือเริ่มต้นถ่ายทอดวิชาอย่างใจเย็น
“อย่าได้ดูแคลน ‘ขอบเขตผลัดเปลี่ยนสู่สามัญ’ เป็นอันขาด
แม้ว่าในช่วงต้นอย่างการฝึกฝนโลหิต ฝึกฝนกระดูก หรือกระทั่งฝึกฝนอวัยวะภายใน พลังต่อสู้จะด้อยกว่าผู้ฝึกตนสายเซียนระดับรวบรวมปราณขั้นที่หนึ่งเสียอีก แต่มันกลับเป็นรากฐานที่สำคัญอย่างยิ่งยวด”
“ไม่ว่าในอนาคตเจ้าจะก้าวไปได้ไกลเพียงใด ความเข้าใจในวิถียุทธ์ทั้งหมดล้วนมาจากช่วงเวลาของการผลัดเปลี่ยนสู่สามัญนี้ทั้งสิ้น ขอบเขตเทพยุทธ์อันเป็นจุดสูงสุดของการผลัดเปลี่ยนสู่สามัญ ก็คือ ‘ที่สุด’ แห่งวิถียุทธ์”
“เพราะฉะนั้น เจ้าจะต้องตั้งใจฝึกฝนอย่างจริงจัง ห้ามเกียจคร้านเป็นอันขาด มิเช่นนั้นแล้ว หากผิดพลาดไปแม้เพียงนิดเดียว ก็อาจจะส่งผลเสียใหญ่หลวงไปไกลลิบ ซึ่งมันจะส่งผลกระทบต่อขีดจำกัดสูงสุดของเจ้าในอนาคตได้”
เฉินตู้เหอรับฟังอย่างขอไปที พลางเริ่มฝึกท่ายืนและเพลงหอกด้วยท่าทางที่ยังดูเก้ๆกังๆอยู่บ้าง
แต่ไม่ถึงครึ่งวัน เขาก็เริ่มจับทางได้และฝึกฝนได้อย่างราบรื่นขึ้น
บุตรชายคนโตเลือกฝึกยุทธ์ ในขณะที่บุตรสาวทั้งสองคนล้วนเป็นผู้ฝึกตนสายเซียน
เฉินหยุนซีนั้นฝึกฝนเพลงดาบตามจ้าวจ้าว และบัดนี้ก็ใกล้จะเข้าสู่ระดับรวบรวมปราณขั้นที่สี่แล้ว
“มานี่สิ ยาเม็ดพวกนี้พ่อเตรียมไว้ให้เจ้า”
เฉินซานซือโยนขวดยาเคลือบใบหนึ่งไปให้
“ขอบพระทัยเพคะท่านพ่อ”
เฉินหยุนซีย่อตัวคารวะ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ท่านพ่อ แล้วพี่ขาวเล่าเพคะ? ช่วงนี้บนยอดเขาหลางเฟิงมีสัตว์อสูรวิญญาณอยู่สองสามตัวที่ไม่ค่อยเชื่อฟังเท่าไหร่ ลูกอยากจะให้พี่ขาวช่วยสั่งสอนพวกมันหน่อยเพคะ”
“พี่ขาว? แล้วมันไปเป็นพี่ของเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”
เฉินซานซือปล่อยมันออกมาจากถุงเก็บของ
“ช่วงนี้ต้องลำบากหยุนซีช่วยดูแลสัตว์พาหนะพวกนี้แล้วนะ นี่มันเป็นงานที่เหนื่อยยากน่าดูเลยทีเดียว”
“ท่านพ่อรับสั่งเช่นนี้ได้อย่างไรเพคะ” เฉินหยุนซีรีบกล่าว
“การที่ลูกสามารถช่วยแบ่งเบาภาระของท่านพ่อได้ก็นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีแล้ว ไม่ใช่แค่ลูกหรอกนะเพคะ หยุนหวนเองก็พยายามหาทางทำประโยชน์ให้กับนครเทียนยงอยู่เหมือนกัน”
“แล้วนางอยู่ที่ไหนล่ะ?” เฉินซานซือกล่าว
“พาข้าไปหาน้องสาวของเจ้าหน่อยสิ”
“เพคะ”
เฉินหยุนซีเรียกดาบบินออกมาด้วยท่าทางที่ไม่ค่อยจะคล่องแคล่วนัก
ตอนที่เหยียบขึ้นไปบนนั้น ใบหน้าเล็กๆ ของนางก็ยังคงฉายแววหวาดกลัวอยู่ หลังจากที่โคลงเคลงอยู่สองสามครั้ง นางก็สามารถทรงตัวได้มั่นคง แล้วจึงทะยานร่างมุ่งหน้าไปยังยอดเขาหลางเฟิง
….
ยอดเขาหลางเฟิง คือสถานที่ที่จัดไว้สำหรับเลี้ยงดูสัตว์อสูรวิญญาณโดยเฉพาะ
บัดนี้ จำนวนของสูหูและลู่สู่รวมกันก็มีเกือบจะหนึ่งพันตัวแล้ว
หากมองลงมาจากฟากฟ้า จะเห็นฝูงสัตว์อสูรวิญญาณกำลังวิ่งควบทะยานไปมาอย่างไม่ขาดสาย ช่างเป็นภาพที่ดูยิ่งใหญ่อลังการยิ่งนัก
และเมื่อมีจำนวนถึงหนึ่งพันตัวแล้ว ในไม่ช้า...จำนวนของพวกมันก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวอีกครั้ง
ขอเพียงแค่มีเฉินหยุนซีและเจ้าขาวอยู่ ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นเพียงทหารธรรมดาแห่งกองทัพเป่ยเหลียง พวกเขาก็จะสามารถควบคุมสัตว์อสูรเหล่านี้ได้
ในช่วงสองปีมานี้ ขอเพียงแค่มีโอกาส เฉินซานซือก็จะจัดหาลูกสัตว์อสูรวิญญาณชนิดอื่นๆ กลับมาเลี้ยงดูอยู่เสมอ แต่ทว่าอัตราการเติบโตของพวกมันนั้นค่อนข้างจะช้ากว่ามาก
ข้างๆสวนสัตว์อสูรวิญญาณนั้น ซูหยุนหวนได้ไถพรวนดินสร้างเป็นแปลงสมุนไพรขึ้นมาแปลงหนึ่ง
ในขณะนี้ นางกำลังประสานอินด้วยมือทั้งสองข้าง พลันปรากฏจุดแสงสีเขียวมรกตเล็กๆ พวยพุ่งออกมาจากผนึกอินเบื้องหน้าของนาง แล้วโปรยปรายลงบนผืนดินราวกับแสงจันทร์
เฉินซานซือร่อนลงสู่พื้นอย่างแผ่วเบา ไม่ได้เร่งรีบที่จะเข้าไปรบกวน
เนิ่นนานต่อมา ซูหยุนหวนจึงเพิ่งจะรู้สึกตัวว่ามีคนเข้ามาใกล้ เมื่อเห็นว่าเป็นใคร นางก็รีบทำความเคารพด้วยความดีใจและนอบน้อม
“ลูก...ถวายบังคมเพคะท่านพ่อ”
“มิต้องมากพิธี”
เฉินซานซือพิจารณาจากธาตุในร่างกายของนางแล้ว ก็ได้โยนขวดยาเม็ดที่เหมาะสมที่สุดไปให้เช่นกัน
ธิดาบุญธรรมของเขาผู้นี้ ในยามปกติแล้วมีงานอดิเรกคือการดูแลดอกไม้ใบหญ้าต่างๆ ทั้งยังบำเพ็ญเพียรวิชาธาตุไม้ โดยคิดที่จะช่วยราชสำนักปลูกพืชสมุนไพรวิญญาณที่ขาดแคลนมากที่สุด
จากงานประมูล เขาก็ได้พืชสมุนไพรวิญญาณล้ำค่ามาไม่น้อยเช่นกัน น่าเสียดายก็ตรงที่ว่าราชสำนักนั้นไม่มีแปลงนาวิญญาณที่จะใช้ในการเพาะปลูกเลย
ในช่วงที่ผ่านมานี้ เฉินซานซือก็ได้ค้นคว้าตำราต่างๆอยู่บ้าง และก็ได้พบเจอสมบัติล้ำค่าจากสวรรค์และปฐพีอยู่สองสามชนิดที่สามารถเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของดินได้
แต่ทว่า...ของเหล่านั้นก็ล้วนเป็นของที่หาได้ยากยิ่ง
“หยุนซี หยุนหวน พ่อเข้าใจในความปรารถนาดีของพวกเจ้า แต่เจ้าทั้งสองยังไม่ต้องรีบร้อนที่จะทำอะไรหรอกนะ ตั้งใจบำเพ็ญเพียรไปก่อนเถิด ไม่ช้าก็เร็วจะต้องมีโอกาสอย่างแน่นอน”
“วันนี้แม่ของพวกเจ้าลงครัวทำอาหารไว้หลายอย่าง พวกเจ้าตามพ่อไปร่วมโต๊ะเสวยกันเถอะ”
เขากำลังจะนำคนทั้งสองเดินจากไป แต่แล้วบนท้องฟ้าอันไกลโพ้นก็พลันปรากฏร่างของคนผู้หนึ่งที่กำลังเหินศาสตราบินมา
จางลุนร่อนลงสู่พื้นอย่างรีบร้อน แล้วประสานหมัดคารวะ
“ฝ่าบาท แดนต้องห้ามเก้านรก...เกิดเรื่องแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
…………………..