เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 420: การเคลื่อนพลจัดทัพ

บทที่ 420: การเคลื่อนพลจัดทัพ

บทที่ 420: การเคลื่อนพลจัดทัพ


บทที่ 420: การเคลื่อนพลจัดทัพ

ณ อาณาจักรต้าฮั่น

เมืองฉางอัน, นครเทียนยง

ภายในตำหนักอู๋เจียง

ซุนหลีใช้สองมืออันเรียวยาวขาวผ่องของตนกุมดาบบัวแดงเอาไว้ แล้วตั้งสมาธิฝึกฝนเพลงดาบอย่างแน่วแน่

จวบจนบัดนี้ นางก็ยังคงอยู่ในระดับสุดยอดของขอบเขตเเก่น​เเท้​สวรรค์​ แต่ก็ยังมิอาจทะลวงขึ้นสู่ขอบเขตเทพยุทธ์ได้เสียที

“เพลงดาบชุดนี้ แม้จะดูสับสนวุ่นวายดั่งดอกบัวบาน และดุดันรุนแรงประดุจเปลวเพลิง แต่ที่จริงแล้ว...เคล็ดวิชาของมันคือการแสวงหาความสงบในความวุ่นวาย และเสาะหาความมั่นคงในความดุเดือด”

“ซึ่งหลักการนี้ก็ใช้ได้เช่นเดียวกันกับการหายใจ เอาล่ะ...มา...”

เฉินซานซือยืนอยู่ด้านหลังของหวงกุ้ยเฟยพลางจับมือนางสอนสั่ง

ไม่ว่าจะเป็นกระบวนท่า การหายใจเข้าออก หรือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เขาก็ล้วนชี้แนะอย่างละเอียดถี่ถ้วน

นี่คือการชี้แนะอย่างเต็มกำลังจากจอมยุทธ์อันดับหนึ่งแห่งทวีปตงเซิ่งเสินโจว ซึ่งเป็นสิ่งที่แม้แต่ศิษย์ของเขาหลายคนก็ยังไม่เคยได้รับเลยด้วยซ้ำ

น่าเสียดาย...

สำหรับสองพี่น้องซุนหลีและซุนปู้ฉีนั้น คนพี่แม้จะขยันหมั่นเพียรในวัยเยาว์ แต่กลับมีพรสวรรค์ไม่เพียงพอ ส่วนคนน้องแม้จะมีพรสวรรค์เปี่ยมล้น แต่กลับเกียจคร้านอย่างยิ่ง

จนมาถึงวันนี้ ซุนปู้ฉีก็ได้กลายเป็นเทพยุทธ์ไปแล้ว แต่ซุนหลีกลับยังคงติดค้างอยู่ที่ขอบเขตเเก่น​เเท้​สวรรค์ ไม่สามารถทะลวงผ่านไปได้เสียที ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย

“ศิษย์พี่หญิง”

เฉินซานซือเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“สมบัติล้ำค่าจากสวรรค์และปฐพี ข้าเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว เหลือก็แต่รอให้ท่านเลื่อนขึ้นเป็นเทพยุทธ์เมื่อใด ก็จะสามารถเริ่มลองเปิดทวารเทพยี่สิบสี่ทิวทัศน์ได้ทันที”

ซุนหลีตวัดดาบเป็นลวดลายอันงดงามราวบุปผา ก่อนจะเก็บดาบบัวแดงเข้าฝัก

แต่สีหน้าของนางกลับหมองลงเล็กน้อย พร้อมกับเผยรอยยิ้มที่ดูฝืนออกมา

“ท่านก็รู้ว่าข้าไม่ได้มีใจมุ่งมั่นในการบำเพ็ญเพียร”

“เช่นนั้นจะได้อย่างไรกัน?” เฉินซานซือรีบแย้งขึ้นมาทันที

“อายุขัยของคนธรรมดานั้นมีจำกัด อีกทั้งศิษย์พี่ก็ไม่มีรากวิญญาณด้วย จึงทำได้เพียงแค่ยึดมั่นในวิถียุทธ์นี้ไว้เป็นความหวัง พยายามทะลวงขึ้นสู่ระดับที่เหนือกว่าพลังแท้จริงให้ได้โดยเร็วที่สุด นั่นถึงจะเป็นหนทางที่ยั่งยืน”

ซุนหลีไม่ได้ตอบอะไร นางเพียงแค่ย่อตัวลงคารวะเล็กน้อย

“หม่อมฉัน..จะปฏิบัติตามรับสั่งเพคะ”

“เอ๊ะ?”

เฉินซานซือยังไม่ทันจะเข้าใจสถานการณ์ดีนัก ก็เห็นว่าอีกฝ่ายเดินจากไปเสียแล้ว

เขาจึงทำได้เพียงแค่เดินทางไปยังตำหนักในที่อยู่ด้านหลังของตำหนักอู๋เจียง เพื่อไปหาฮองเฮาที่กำลังทำงานเย็บปักถักร้อยอยู่ โดยหวังว่าจะให้นางช่วยกำกับดูแลซุนหลีแทนในช่วงที่เขาไม่อยู่

“ฝ่าบาท อย่าได้ทรงเร่งรัดน้องหลีเลยเพคะ นางรู้ดีว่าควรทำอย่างไร”

กู้ซินหลานวางเข็มและด้ายในมือลง แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ที่จริงแล้ว ในช่วงวันที่ฝ่าบาทไม่ได้ประทับอยู่ที่นี่ น้องหลีก็อยู่คนเดียวอย่างเงียบเหงาเหลือเกินเพคะ”

“ถึงแม้ว่าในยามปกติ นางจะคอยดูแลหยุนซีกับหยุนหวนอยู่บ้าง แต่ยิ่งเป็นเช่นนั้น บางครั้ง...มันก็ยิ่งทำให้นาง...ฝ่าบาทพอจะเข้าพระทัยความหมายของหม่อมฉันหรือไม่เพคะ?”

“อืม”

เฉินซานซือกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าครุ่นคิด

“เป็นความผิดของเจิ้นเอง ที่ตลอดหลายปีมานี้ได้ละเลยศิษย์พี่หญิงไป”

“ก็ต้องอย่างนั้นสิเพคะ” กู้ซินหลานกล่าวต่อไปว่า

“บรรดาขุนนางในราชสำนักเองก็พากันยื่นฎีกาทูลเกล้าฯ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน บอกว่าให้ทรงเร่งมีพระราชโอรสพระราชธิดาให้มากขึ้น เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ราชวงศ์”

“ซินหลาน”

ทันใดนั้น เฉินซานซือก็คิดอะไรขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง

“เจ้า...อยากจะลองฝึกวิถีเทพเจ้าธูปดูบ้างหรือไม่?”

เพราะหากบำเพ็ญเพียรวิถีเทพเจ้าธูปจนทะลวงถึงขอบเขตที่สองได้ ก็จะสามารถยืดอายุขัยออกไปได้เช่นกัน

“หม่อมฉันคงต้องขอบายดีกว่าเพคะ”

กู้ซินหลานส่ายศีรษะเบาๆ

“สำหรับเรื่องการบำเพ็ญเพียรนั้น หม่อมฉันไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยจริงๆ เกรงว่าแม้แต่ถ้อยคำประหลาดๆ ในคัมภีร์ก็คงจะไม่เข้าใจด้วยซ้ำ”

“ก็ได้”

เฉินซานซือไม่ได้กล่าวอะไรต่อ

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า จากความเข้าใจของเขาแล้ว ผู้ที่บำเพ็ญเพียรวิถีเทพเจ้าธูปทุกคนล้วนจำเป็นต้องมีความ ‘ศรัทธาอย่างแรงกล้า’

และเมื่อก้าวไปถึงระดับหนึ่งแล้ว ก็จะกลายเป็น ‘ทูตสวรรค์’ ที่ทั้งร่างกายและจิตใจจะตกเป็นของศาสนาโดยสมบูรณ์ ถึงขนาดที่อาจจะสูญเสียความเป็นตัวเองไปเลยก็ได้

ซึ่งประเด็นนี้ ไม่ว่าจะเป็นวิถีเทพสายธรรมะหรือสายอธรรมก็ไม่มีข้อยกเว้น

ในค่ำคืนวันนั้น

เฉินซานซือได้กลับมายังตำหนักหย่งเหอ ซึ่งอยู่ในเขตพระราชวังชิ่งหัว อันเป็นส่วนหนึ่งของวังหลัง

ที่นี่คือตำหนักที่ประทับของซุนหลี เขาตั้งใจว่าจะพำนักอยู่ที่นี่ไปอีกสักระยะหนึ่ง เพื่อฉวยโอกาสในช่วงเวลาว่างนี้... ‘ลงแรง’ ให้มากขึ้นอีกสักหน่อย หวังว่าจะมีทายาทเพิ่มขึ้นมาอีกสักคน

เช้าวันรุ่งขึ้น

เฉินซานซือเปลี่ยนมาสวมชุดคลุมมังกร แล้วมุ่งหน้าไปยังท้องพระโรงไท่จี๋ ณ ตำหนักต้าหมิง เพื่อเข้าร่วมประชุมขุนนางในยามเช้า

“ถวายบังคมฝ่าบาท!”

“ขอองค์จักรพรรดิทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี!”

“มีเรื่องให้ทูลก็จงทูลมา หากไม่มีก็เลิกประชุม”

หลังจากผ่านขั้นตอนตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว การประชุมขุนนางก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ

เรื่องราวต่างๆ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ก็ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงโดยละเอียด สรุปโดยรวมแล้วก็คือบ้านเมืองมีความเจริญรุ่งเรืองดีทุกประการ

ท้องพระคลังอุดมสมบูรณ์ การเงินมั่งคั่งมั่นคง และมีกองทัพขนาดใหญ่ถึงสองล้านแปดแสนนาย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นเพียงกองกำลังทหารชั้นยอดก็มีมากถึงสี่แสนกว่านายแล้ว

“ทูลฝ่าบาท”

ซูเหวินไฉก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว

“เรื่องที่แคว้นหนานซูจะสละตำแหน่งจักรพรรดิและยอมสวามิภักดิ์ต่ออาณาจักรต้าฮั่นของเรานั้น ได้ดำเนินการจัดการอย่างเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“คาดว่าอีกสิบวันให้หลัง ฟานซูเจิ้นจะออกจากเมืองเพื่อถวายตราหยกจักรพรรดิอย่างเป็นทางการ ซึ่งตอนนี้ฉีเฉิงก็ได้ไปประจำการอยู่ใกล้กับเมืองหลวงของแคว้นหนานซูแล้ว”

“แต่ทางด้านแคว้นตงชิ่งนั้น ตอนแรกก็มีท่าทีที่ดีอยู่หรอกพ่ะย่ะค่ะ แต่พอถึงเวลาที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงจริงๆ กลับเปลี่ยนท่าทีไปเป็นคนละคน ถึงขนาดวางกำลังซุ่มโจมตี จนทำให้กองทัพของเราต้องสูญเสียกำลังพลไปนับพันนาย”

“ตงชิ่ง”

นิ้วของเฉินซานซือเคาะเบาๆ บนบัลลังก์มังกร พลางทบหอกข้อมูลในหัว

“ถ้าเจิ้นจำไม่ผิด ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันของตงชิ่งเป็นเพียงแค่ฮ่องเต้น้อยอายุสิบขวบมิใช่รึ?”

“ถูกต้องพ่ะย่ะค่ะ”

“เมื่อหลายปีก่อน อดีตฮ่องเต้ของตงชิ่ง ฮ่องเต้สุยหยวน ทรงเป็นฝ่ายเสนอที่จะยอมเป็นเมืองขึ้นของเราเอง แต่ผลสุดท้ายกลับถูกฮ่องเต้น้อยองค์ปัจจุบันร่วมมือกับเชื้อพระวงศ์ชิงบัลลังก์ไป แม้ว่าคนผู้นี้จะอายุยังน้อย แต่ก็มีสติปัญญาอยู่พอตัวทีเดียวพ่ะย่ะค่ะ”

“กำหนดเวลาให้พวกเขาไป” เฉินซานซือเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

“ถ้าถึงกำหนดแล้วยังไม่ยอมสวามิภักดิ์อีก เจิ้นจะเดินทางไปจัดการด้วยตนเอง”

“กระหม่อมจะรีบไปจัดการให้ทันทีพ่ะย่ะค่ะ”

ซูเหวินไฉกล่าวเสริมต่อ

“สำหรับพิธีรับการยอมจำนนของแคว้นหนานซูในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ ฝ่าบาทจะเสด็จไปร่วมพิธีด้วยพระองค์เองหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”

“เพราะหลังจากเสร็จสิ้นพิธีแล้ว ก็จะต้องเริ่มดำเนินการเคลื่อนพลไปยังชายแดนทางใต้ของแคว้นหนานซูตามแผนการที่วางไว้แต่เดิม”

“เรื่องนี้...ให้เจิ้นเป็นคนจัดการเองเถอะ”

เฉินซานซือทอดสายตามองไปยังแผนที่ขนาดมหึมาของทวีปตงเซิ่งเสินโจวที่แขวนอยู่ด้านข้างของท้องพระโรง เขารู้ดีว่าแผนการบางอย่างก็ใกล้ถึงเวลาที่จะต้องเริ่มเตรียมการแล้ว

เขากล่าวเสริมขึ้นมาว่า

“ในเรื่องการพิชิตแคว้นหนานซู พวกเจ้าหลายคนมีความดีความชอบ เจิ้นจะปูนบำเหน็จรางวัลและลงโทษอย่างยุติธรรมแน่นอน”

“เลิกประชุม—”

และแล้ว...ก็สิ้นสุดลงด้วยเสียงประกาศอันดังกังวานของขันที เป็นอันว่าการประชุมขุนนางในยามเช้าได้จบลงแล้ว

หลังจากที่เฉินซานซือจัดการกับเรื่องจิปาถะอื่นๆอีกเล็กน้อย เขาก็ขึ้นนั่งบนราชรถมังกรที่เทียมด้วยสัตว์อสูรสูหู เดินทางออกจากเมืองฉางอันแล้วมุ่งตรงไปยังทิศใต้ทันที ไม่กี่วันให้หลัง เขาก็เดินทางมาถึงแคว้นหนานซู

ฉีเฉิง ศิษย์แห่งซูเห​วิน​ไฉ หลังจากที่จัดการเรื่องราวที่ภูเขาหลัวเสียเรียบร้อยแล้ว เขาก็รีบเดินทางกลับมายังทวีปเสินโจวทันที เพื่อมาดูแลเรื่องการรับการยอมจำนนของแคว้นหนานซู

และภายใต้การต้อนรับของเขา ฮ่องเต้เทียนอู่ก็ได้นำทัพทหารม้าหลายพันนายมาประทับอยู่ ณ เบื้องหน้าประตูเมืองหลวง

“ครืนนนนน—”

ประตูเมืองเปิดออกอย่างช้าๆ

ฮ่องเต้หงซีแห่งแคว้นหนานซู ฟานซูเจิ้น ได้เปลี่ยนจากชุดคลุมมังกรมาเป็นชุดคลุมอสรพิษ

เขาชูมงกุฎจักรพรรดิและตราหยกแผ่นดินของหนานซูเอาไว้ พร้อมกับนำเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งหมดออกมาคุกเข่าต้อนรับที่นอกเมือง

“ถวายบังคม ฮ่องเต้เทียนอู่!”

สีหน้าของฟานซูเจิ้นดูหม่นหมองสิ้นหวัง ในดวงตายังคงมีเส้นเลือดฝอยปรากฏให้เห็นอยู่จางๆ และจากน้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้น ก็สามารถรับรู้ได้ถึงความจนปัญญา

“ข้า ฟานซูเจิ้น ขอปฏิญาณตนว่าจะเป็นข้ารับใช้แห่งอาณาจักรต้าฮั่นไปชั่วกัลปาวสานพ่ะย่ะค่ะ!”

“ลุกขึ้นเถอะ”

เฉินซานซือยื่นมือไปประคองเขาให้ลุกขึ้นด้วยตนเอง

“เจิ้นจะให้ท่านอยู่ที่เมืองฉู่จิงต่อไป และดำรงตำแหน่งหนานซูอ๋องอย่างสุขสบายเถิด”

“ข้า...ขอกราบขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณของฝ่าบาท!”

ฟานซูเจิ้นซึ่งย่างเข้าสู่วัยกลางคนแล้วก็ได้โขกศีรษะลงกับพื้นอย่างหนักหน่วง

เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ก็ราวกับว่าแก่ชราลงไปถึงยี่สิบปีในชั่วพริบตา เมื่อมองไปยังฮ่องเต้เทียนอู่ที่อยู่เบื้องหน้า ก็ยิ่งรู้สึกราวกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเพียงความฝันไป

เมื่อย้อนนึกถึงวันวาน ในยามที่คนทั้งสองเผชิญหน้ากันที่ด่านหู่เหลา ตัวเขาเองนั้นมีฐานะสูงส่งเป็นถึงองค์ชาย ในขณะที่อีกฝ่ายเป็นเพียงแค่แม่ทัพคนหนึ่งเท่านั้น

แต่สิบกว่าปีให้หลัง สถานะของทั้งสองกลับพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ถึงเพียงนี้

เฉินซานซือได้เชิญเขาขึ้นไปนั่งบนราชรถมังกรคันเดียวกัน แล้วเคลื่อนขบวนเข้าสู่เมืองหลวง กองทัพใหญ่ก็ตามเข้าไปอย่างราบรื่น

นับแต่นี้ไป...ใต้หล้าก็ไม่มีแคว้นหนานซูอีกต่อไปแล้ว จากเดิมที่อาณาจักรต้าฮั่นมีหนึ่งเมืองหลวงกับอีกสามสิบหกเขต ก็กลายเป็นหนึ่งเมืองหลวงกับอีกหกสิบสองเขต

ภายในเมืองฉู่จิง เขาได้มีรับสั่งให้ขุนนางกรมกลาโหมนำแผนที่ออกมา

“ให้ย้ายกองพันหงเจ๋อแห่งกองทัพเป่ยเหลียงไปประจำการที่เมืองหลงฮว่า ให้ย้ายกองพันเทียนเช่อไปประจำการที่เมืองเชียนหยาง ให้ย้ายกองพันเสวียนอู่ไปประจำการที่เมืองลิ่วอัน และให้ย้ายกองพันไป๋หู่ไปประจำการที่เมืองจื่อถง”

ในโลกของผู้คนธรรมดานั้น มีสายลับของทวีปเทียนสุ่ยแฝงตัวอยู่ไม่น้อย

ทุกการเคลื่อนไหวจึงล้วนตกอยู่ภายใต้การจับตามองของฝ่ายศัตรู การเคลื่อนพลจัดทัพครั้งใหญ่เช่นนี้ก็ย่อมไม่พ้นสายตาไปได้อย่างแน่นอน

ดังนั้น การเคลื่อนพลในครั้งนี้จึงมีทั้งเรื่องจริงและเรื่องหลอกปะปนกันไป มีทั้งจริงและเท็จซ้อนกันอยู่ ผิวเผินแล้วอาจจะดูเหมือนว่าทำไปเพื่อควบคุมดินแดนสำคัญต่างๆ ของหนานซูให้มั่นคงยิ่งขึ้น

แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีทหารม้าอยู่สองพันนายที่ถูกส่งไปอยู่ใกล้กับเมืองหนานหลิ่งเป็นอย่างมาก ขอเพียงแค่มีคำสั่งลงมา พวกเขาก็จะสามารถมุ่งหน้าไปยังเมืองหนานหลิ่งได้ด้วยความเร็วสูงสุดทันที

กำลังพลสองพันนาย ถือว่าเป็นจำนวนที่น้อยมาก

นั่นก็เป็นเพราะว่าการเดินทางจากเมืองหนานหลิ่งไปยังสุดขอบฟ้านั้น ยังจำเป็นต้องผ่านทะเลหมอกอันกว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งเฉินซานซือเองก็ยังไม่สามารถหารวบรวมเรือรบที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษได้มากพอ

ในช่วงหลายปีต่อจากนี้ เขายังคงต้องหาทางจัดซื้อเพิ่มเติมอีก

เรื่องนี้ถือเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงต่อการบุกโจมตีทวีปเทียนสุ่ยเช่นกัน

เพราะเรือรบที่สามารถแล่นผ่านทะเลหมอกได้นั้น ล้วเป็นศาสตราวิเศษที่ใช้ในการเดินทาง มีระดับชั้นและราคาที่แพงลิบลิ่ว

ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าการจะหาซื้อเรือลำใหญ่ๆ จำนวนมากนั้นเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด

ทางที่ดีที่สุดก็คือการหาคนมาสร้างให้โดยเฉพาะ

“จื่อหนาน”

เฉินซานซือพลันนึกถึงหนึ่งในเพื่อนบ้านของเขาในสมัยที่ยังอยู่ที่ยอดเขาเสี่ยวจู๋

คนผู้นี้เชี่ยวชาญในศาสตร์การหลอมศาสตราเป็นอย่างยิ่ง การสร้างเรือรบก็คงไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาเป็นแน่ ไว้คราวหน้าเมื่อกลับไปก็คงต้องลองพยายามติดต่อเขาดูเสียหน่อย

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ก็คงทำได้แค่เคลื่อนพลไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ไปก่อน ขอเพียงแค่มีกำลังพลมากพอที่จะใช้ค่ายกลจากตำราสวรรค์ได้ ก็พอจะนับว่าเพียงพออยู่บ้าง

เพราะถึงอย่างไร จำนวนผู้ฝึกตนในตลาดต้าเจ๋อก็ไม่ได้มีมากนัก

ณ กองบัญชาการกลาง กองพันหงเจ๋อ

หวังลี่, หลิวจินขุย, ซงชิวอัน, จวงอี้ และเหล่าพี่น้องคนอื่นๆ ที่มาจากเมืองผัวหยางต่างมารวมตัวกันพร้อมหน้าที่นี่ ทุกคนล้วนอยู่ในสภาพเตรียมพร้อมออกรบได้ทุกเมื่อ

และหลังจากที่เตรียมการทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วเฉินซานซือก็ได้เริ่มทำการปูนบำเหน็จรางวัลแก่ผู้ที่มีความดีความชอบตลอดระยะเวลาสิบปีนับตั้งแต่ก่อตั้งอาณาจักรต้าฮั่นเป็นต้นมา

ฉีเฉิง ผู้ซึ่งผ่านการขัดเกลามานานกว่าสิบปี จนบัดนี้ก็ได้ย่างเข้าสู่วัยสามสิบแล้ว

ไม่ว่าในด้านใดเขาก็ล้วนมีความสุขุมรอบคอบมากขึ้น จัดการเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนโดยไม่ย่อท้อต่อความเหนื่อยยาก

ในศึกที่ภูเขาหลัวเสีย เขารับหน้าที่เป็นหน่วยลวง ตีตะวันออกล่อตะวันตก ทั้งยังเป็นผู้ดำเนินการเรื่องการยอมจำนนของแคว้นหนานซูและแคว้นตงชิ่งด้วยตนเอง เมื่อรวมความดีความชอบต่างๆ เข้าด้วยกันแล้ว จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ‘อันติ้งโหว’

ตงฟางจิ่งสิง จัดการเรื่องราวได้อย่างเหมาะสม ตั้งแต่ศึกแรกก็แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาด จึงได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น ‘ขันทีผู้ถือตราแห่งกรมพิธีการ’ มีตำแหน่งรองลงมาจากผู้บัญชาการกรมพิธีการเพียงผู้เดียว

โจวเหวยเจิน มีพรสวรรค์เป็นเลิศ อาบเลือดกรำศึกอยู่แนวหน้าเสมอ จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ‘แม่ทัพทหารม้าเร็วชั้นสอง’ ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยแม่ทัพกองทัพเทียนสี

ส่วนผู้ที่แสดงความกล้าหาญในศึกที่ภูเขาหลัวเสียคนอื่นๆ ก็ล้วนได้รับรางวัลตามความชอบเช่นกัน

กว่าที่เฉินซานซือจะจัดการเรื่องราวทุกอย่างจนเสร็จสิ้นเรียบร้อย เวลาก็ล่วงเลยไปกว่าหนึ่งเดือนแล้ว หากนับตามกำหนดการเดิม แดนต้องห้ามเก้านรกก็ใกล้จะเปิดออกเต็มที

ทว่า ข่าวสารที่ซุ่นจื่อส่งกลับมาจากทวีปเทียนสุ่ยกลับระบุว่า แดนต้องห้ามยังไม่ได้เปิดออก

เพียงแต่ภายในนั้นมีเสียงเคลื่อนไหวผิดปกติเล็ดลอดออกมาเป็นครั้งคราว และยิ่งนานวันเข้า เสียงเคลื่อนไหวก็ยิ่งดังมากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อแดนต้องห้ามยังไม่เปิดออก เฉินซานซือจึงยังไม่รีบร้อนที่จะกลับไป

ในด้านหนึ่งเขาก็ศึกษาค้นคว้าศาสตร์วิชาแขนงต่างๆ ส่วนอีกด้านหนึ่งเขาก็หาเวลาว่างอยู่กับบุตรธิดาและเหล่าศิษย์ของตน

ณ ลานฝึกยุทธ์ในตำหนักอู๋เจียง

ซูช่าน, หยูจี้ และหยูเลี่ย ทั้งสามคนต่างกำลังฝึกฝนวิชาของตนเองอยู่ด้านข้าง

ในขณะที่เฉินตู้เหอนั้นกำลังพิงเสาหินอยู่ พลางหาวหวอดไม่หยุด

“ยืนตัวตรง!”

เฉินซานซือในชุดคลุมสีขาวยืนกอดอกอยู่ด้านหลังพลางเอ็ดขึ้น

“ทั้งวันเจ้าเอาแต่ยืนก็ไม่เป็นยืน นั่งก็ไม่เป็นนั่ง แล้วจะมาฝึกยุทธ์ทำไม?”

เฉินตู้เหอจึงยอมยืนตัวตรงแต่โดยดี

“คิดได้แล้วหรือยัง?” เฉินซานซือเอ่ยถาม

“คิดจะฝึกอาวุธอะไร?”

ข้างๆ พวกเขานั้นมีชั้นวางอาวุธตั้งอยู่ บนนั้นมีศาสตราวุธครบสิบแปดชนิด ไม่ว่าจะเป็นดาบ หอก หอกวงเดือน ขวาน ง้าว ขอ หรือสามง่าม ก็ล้วนมีให้เลือกสรรอย่างครบครัน

“ก็ต้องหอกสิ”

เฉินตู้เหอกล่าวอย่างไม่ลังเลแล้วเดินไปยังชั้นวางอาวุธ ยื่นมือออกไปคว้าหอกใบหลิวเล่มหนึ่งขึ้นมา

แต่พอเห็นอาวุธที่อยู่ข้างๆ เขาก็เปลี่ยนใจในทันที

“เอาอันนี้แล้วกัน!”

เขากล่าวพลางดึงอาวุธที่ถูกใจขึ้นมา

อาวุธชิ้นนี้ก็จัดเป็น ‘อาวุธประเภทยาว’ เช่นกัน เพียงแต่ที่ขอบของคมหอกนั้นมีใบมีดคมกริบงอกออกมาอีกหนึ่งอัน มีลักษณะคล้ายกับเคียว

“หอกเคียว”

เฉินซานซือพยักหน้า

“เมื่อเทียบกับหอกทั่วไปแล้ว อาวุธชนิดนี้เรียนรู้ง่ายกว่าก็จริง แต่การจะฝึกให้เชี่ยวชาญนั้นยากยิ่งกว่า ลูกคิดดีแล้วหรือ?”

เฉินตู้เหอพยักหน้ารับโดยไม่ได้เอ่ยคำใด

“พอดีเลย ข้ามีเพลงหอกเคียวอยู่ชุดหนึ่งพอดี เป็นวิชาที่ท่านปู่ของลูกเคยถ่ายทอดให้ข้าไว้”

“บัดนี้...ข้าจะถ่ายทอดมันให้แก่ลูกเมื่อใดที่เจ้าฝึกฝนจนถึงระดับหนึ่งแล้ว พ่อจะสามารถปรับปรุงวิชาให้เข้ากับตัวลูกโดยเฉพาะได้”

เฉินซานซือเริ่มต้นถ่ายทอดวิชาอย่างใจเย็น

“อย่าได้ดูแคลน ‘ขอบเขตผลัดเปลี่ยนสู่สามัญ’ เป็นอันขาด

แม้ว่าในช่วงต้นอย่างการฝึกฝนโลหิต ฝึกฝนกระดูก หรือกระทั่งฝึกฝนอวัยวะภายใน พลังต่อสู้จะด้อยกว่าผู้ฝึกตนสายเซียนระดับรวบรวมปราณขั้นที่หนึ่งเสียอีก แต่มันกลับเป็นรากฐานที่สำคัญอย่างยิ่งยวด”

“ไม่ว่าในอนาคตเจ้าจะก้าวไปได้ไกลเพียงใด ความเข้าใจในวิถียุทธ์ทั้งหมดล้วนมาจากช่วงเวลาของการผลัดเปลี่ยนสู่สามัญนี้ทั้งสิ้น ขอบเขตเทพยุทธ์อันเป็นจุดสูงสุดของการผลัดเปลี่ยนสู่สามัญ ก็คือ ‘ที่สุด’ แห่งวิถียุทธ์”

“เพราะฉะนั้น เจ้าจะต้องตั้งใจฝึกฝนอย่างจริงจัง ห้ามเกียจคร้านเป็นอันขาด มิเช่นนั้นแล้ว หากผิดพลาดไปแม้เพียงนิดเดียว ก็อาจจะส่งผลเสียใหญ่หลวงไปไกลลิบ ซึ่งมันจะส่งผลกระทบต่อขีดจำกัดสูงสุดของเจ้าในอนาคตได้”

เฉินตู้เหอรับฟังอย่างขอไปที พลางเริ่มฝึกท่ายืนและเพลงหอกด้วยท่าทางที่ยังดูเก้ๆกังๆอยู่บ้าง

แต่ไม่ถึงครึ่งวัน เขาก็เริ่มจับทางได้และฝึกฝนได้อย่างราบรื่นขึ้น

บุตรชายคนโตเลือกฝึกยุทธ์ ในขณะที่บุตรสาวทั้งสองคนล้วนเป็นผู้ฝึกตนสายเซียน

เฉินหยุนซีนั้นฝึกฝนเพลงดาบตามจ้าวจ้าว และบัดนี้ก็ใกล้จะเข้าสู่ระดับรวบรวมปราณขั้นที่สี่แล้ว

“มานี่สิ ยาเม็ดพวกนี้พ่อเตรียมไว้ให้เจ้า”

เฉินซานซือโยนขวดยาเคลือบใบหนึ่งไปให้

“ขอบพระทัยเพคะท่านพ่อ”

เฉินหยุนซีย่อตัวคารวะ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“ท่านพ่อ แล้วพี่ขาวเล่าเพคะ? ช่วงนี้บนยอดเขาหลางเฟิงมีสัตว์อสูรวิญญาณอยู่สองสามตัวที่ไม่ค่อยเชื่อฟังเท่าไหร่ ลูกอยากจะให้พี่ขาวช่วยสั่งสอนพวกมันหน่อยเพคะ”

“พี่ขาว? แล้วมันไปเป็นพี่ของเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”

เฉินซานซือปล่อยมันออกมาจากถุงเก็บของ

“ช่วงนี้ต้องลำบากหยุนซีช่วยดูแลสัตว์พาหนะพวกนี้แล้วนะ นี่มันเป็นงานที่เหนื่อยยากน่าดูเลยทีเดียว”

“ท่านพ่อรับสั่งเช่นนี้ได้อย่างไรเพคะ” เฉินหยุนซีรีบกล่าว

“การที่ลูกสามารถช่วยแบ่งเบาภาระของท่านพ่อได้ก็นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีแล้ว ไม่ใช่แค่ลูกหรอกนะเพคะ หยุนหวนเองก็พยายามหาทางทำประโยชน์ให้กับนครเทียนยงอยู่เหมือนกัน”

“แล้วนางอยู่ที่ไหนล่ะ?” เฉินซานซือกล่าว

“พาข้าไปหาน้องสาวของเจ้าหน่อยสิ”

“เพคะ”

เฉินหยุนซีเรียกดาบบินออกมาด้วยท่าทางที่ไม่ค่อยจะคล่องแคล่วนัก

ตอนที่เหยียบขึ้นไปบนนั้น ใบหน้าเล็กๆ ของนางก็ยังคงฉายแววหวาดกลัวอยู่ หลังจากที่โคลงเคลงอยู่สองสามครั้ง นางก็สามารถทรงตัวได้มั่นคง แล้วจึงทะยานร่างมุ่งหน้าไปยังยอดเขาหลางเฟิง

….

ยอดเขาหลางเฟิง คือสถานที่ที่จัดไว้สำหรับเลี้ยงดูสัตว์อสูรวิญญาณโดยเฉพาะ

บัดนี้ จำนวนของสูหูและลู่สู่รวมกันก็มีเกือบจะหนึ่งพันตัวแล้ว

หากมองลงมาจากฟากฟ้า จะเห็นฝูงสัตว์อสูรวิญญาณกำลังวิ่งควบทะยานไปมาอย่างไม่ขาดสาย ช่างเป็นภาพที่ดูยิ่งใหญ่อลังการยิ่งนัก

และเมื่อมีจำนวนถึงหนึ่งพันตัวแล้ว ในไม่ช้า...จำนวนของพวกมันก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวอีกครั้ง

ขอเพียงแค่มีเฉินหยุนซีและเจ้าขาวอยู่ ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นเพียงทหารธรรมดาแห่งกองทัพเป่ยเหลียง พวกเขาก็จะสามารถควบคุมสัตว์อสูรเหล่านี้ได้

ในช่วงสองปีมานี้ ขอเพียงแค่มีโอกาส เฉินซานซือก็จะจัดหาลูกสัตว์อสูรวิญญาณชนิดอื่นๆ กลับมาเลี้ยงดูอยู่เสมอ แต่ทว่าอัตราการเติบโตของพวกมันนั้นค่อนข้างจะช้ากว่ามาก

ข้างๆสวนสัตว์อสูรวิญญาณนั้น ซูหยุนหวนได้ไถพรวนดินสร้างเป็นแปลงสมุนไพรขึ้นมาแปลงหนึ่ง

ในขณะนี้ นางกำลังประสานอินด้วยมือทั้งสองข้าง พลันปรากฏจุดแสงสีเขียวมรกตเล็กๆ พวยพุ่งออกมาจากผนึกอินเบื้องหน้าของนาง แล้วโปรยปรายลงบนผืนดินราวกับแสงจันทร์

เฉินซานซือร่อนลงสู่พื้นอย่างแผ่วเบา ไม่ได้เร่งรีบที่จะเข้าไปรบกวน

เนิ่นนานต่อมา ซูหยุนหวนจึงเพิ่งจะรู้สึกตัวว่ามีคนเข้ามาใกล้ เมื่อเห็นว่าเป็นใคร นางก็รีบทำความเคารพด้วยความดีใจและนอบน้อม

“ลูก...ถวายบังคมเพคะท่านพ่อ”

“มิต้องมากพิธี”

เฉินซานซือพิจารณาจากธาตุในร่างกายของนางแล้ว ก็ได้โยนขวดยาเม็ดที่เหมาะสมที่สุดไปให้เช่นกัน

ธิดาบุญธรรมของเขาผู้นี้ ในยามปกติแล้วมีงานอดิเรกคือการดูแลดอกไม้ใบหญ้าต่างๆ ทั้งยังบำเพ็ญเพียรวิชาธาตุไม้ โดยคิดที่จะช่วยราชสำนักปลูกพืชสมุนไพรวิญญาณที่ขาดแคลนมากที่สุด

จากงานประมูล เขาก็ได้พืชสมุนไพรวิญญาณล้ำค่ามาไม่น้อยเช่นกัน น่าเสียดายก็ตรงที่ว่าราชสำนักนั้นไม่มีแปลงนาวิญญาณที่จะใช้ในการเพาะปลูกเลย

ในช่วงที่ผ่านมานี้ เฉินซานซือก็ได้ค้นคว้าตำราต่างๆอยู่บ้าง และก็ได้พบเจอสมบัติล้ำค่าจากสวรรค์และปฐพีอยู่สองสามชนิดที่สามารถเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของดินได้

แต่ทว่า...ของเหล่านั้นก็ล้วนเป็นของที่หาได้ยากยิ่ง

“หยุนซี หยุนหวน พ่อเข้าใจในความปรารถนาดีของพวกเจ้า แต่เจ้าทั้งสองยังไม่ต้องรีบร้อนที่จะทำอะไรหรอกนะ ตั้งใจบำเพ็ญเพียรไปก่อนเถิด ไม่ช้าก็เร็วจะต้องมีโอกาสอย่างแน่นอน”

“วันนี้แม่ของพวกเจ้าลงครัวทำอาหารไว้หลายอย่าง พวกเจ้าตามพ่อไปร่วมโต๊ะเสวยกันเถอะ”

เขากำลังจะนำคนทั้งสองเดินจากไป แต่แล้วบนท้องฟ้าอันไกลโพ้นก็พลันปรากฏร่างของคนผู้หนึ่งที่กำลังเหินศาสตราบินมา

จางลุนร่อนลงสู่พื้นอย่างรีบร้อน แล้วประสานหมัดคารวะ

“ฝ่าบาท แดนต้องห้ามเก้านรก...เกิดเรื่องแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”

…………………..

จบบทที่ บทที่ 420: การเคลื่อนพลจัดทัพ

คัดลอกลิงก์แล้ว