- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 419: ผู้ที่หลงเหลืออยู่จากราชวงศ์เก่า
บทที่ 419: ผู้ที่หลงเหลืออยู่จากราชวงศ์เก่า
บทที่ 419: ผู้ที่หลงเหลืออยู่จากราชวงศ์เก่า
บทที่ 419: ผู้ที่หลงเหลืออยู่จากราชวงศ์เก่า
[คล่องแคล่วชำนาญ]
หลังจากที่ได้คุณสมบัตินี้มา การวาดยันต์ก็ช่วยประหยัดพลังจิตไปได้มากโข แถมประสิทธิภาพก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดอีกด้วย
เดิมทีแล้ว เฉินซานซือสามารถวาดยันต์ได้วันละเจ็ดถึงแปดแผ่น แต่เมื่อมาลองใหม่อีกครั้งในตอนนี้ อย่างน้อยๆเขาก็น่าจะวาดได้ถึงสิบห้าแผ่นเลยทีเดียว น่าเสียดายก็ตรงที่ว่า ในมือของเขานั้นไม่มีตำราภาพยันต์ดีๆอยู่เลย
ไม่ว่าจะเป็น “ยันต์พละกำลังมหาศาล” “ยันต์ความเร็วเทพ” “ยันต์แยกร่าง” หรือ “ยันต์หลบลม” ยันต์ทั้งสี่ชนิดนี้เอาเข้าจริงแล้วก็ล้วนเป็นยันต์ที่ไม่ค่อยจะมีประโยชน์สักเท่าไหร่
ส่วนยันต์ที่ใช้งานได้จริงมากกว่า อย่างเช่นยันต์ดำดินของโม่จู๋ หรือยันต์แช่แข็งที่ยึดมาได้นั้น เขากลับไม่มีไว้ในครอบครองเลยแม้แต่แผ่นเดียว
ไม่เพียงแค่นั้น แม้วิชาอาคมค่ายกลของเขาก็กำลังจะทะลวงขึ้นสู่ระดับสองแล้ว แต่ก็เช่นเดียวกันคือ เขาไม่มีวิชาสืบทอดขั้นต่อไป ทั้งยังไม่มีตำราภาพค่ายกลชนิดอื่นใดอีกเลย
“ถ้าหากสามารถบุกยึดตลาดต้าเจ๋อมาได้ล่ะก็...”
“เมื่อถึงตอนนั้นก็คงจะไม่ขาดอะไรอีกแล้ว”
ตลาดการค้าหลายแห่งในแคว้นเป่ยหยางนั้นล้วนมีกิจการใหญ่โต ทั้งยังดำเนินงานมานานหลายปี แต่ละแห่งจึงมั่งคั่งร่ำรวยจนน่าเหลือเชื่อ
ถ้าหากสามารถเข้าตรวจค้นและยึดสถานที่เหล่านี้มาได้ ไม่ต้องพูดถึงแค่ตัวเขาคนเดียวเลย แค่ทรัพยากรที่ได้มานั้น ต่อให้เป็นของทั้งราชสำนักก็ยังเพียงพอให้ใช้ไปได้อีกเป็นสิบปี
แต่ปัญหาก็คือ...ผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำ!
น่าเสียดายจริงๆที่ยังมีโส่วจงจื่อแห่งนิกายเซิงอวิ๋นมาเป็นก้างขวางคออยู่
มิฉะนั้นแล้ว ขอเพียงแค่เฉินซานซือยกระดับยุทธ์ของตนให้ถึงขั้นปลายของพลังแท้จริง และยกระดับการบำเพ็ญเซียนให้ถึงขั้นกลางของการสร้างรากฐานได้
ด้วยความแข็งแกร่งของเขาเพียงคนเดียวก็มากพอที่จะเดินเหินไปมาทั่วแคว้นเป่ยหยางได้อย่างไม่เกรงกลัวใครแล้ว
ยิ่งถ้าหากเขาสามารถหาทางควบคุมค่ายกลเคลื่อนย้ายได้ ประกอบกับค่ายกลจากตำราสวรรค์แล้วล่ะก็ เขาก็จะสามารถเปิดฉากบุกโจมตีแบบไม่ให้ทันตั้งตัว แล้วยึดตลาดการค้ามาได้โดยตรงเลยทีเดียว
แต่ทว่า...
เฉินซานซือรู้สึกว่า คงไม่ใช่มีแค่เขาคนเดียวเป็นแน่ที่รู้สึกว่าโส่วจงจื่อนั้นเกะกะขวางทาง
ไม่ว่าจะเป็นหน่วยปราบมาร ตระกูลหลี่ หรือแม้กระทั่งเมืองหรงหัวก็คงคิดไม่ต่างกัน
ถ้าหากไม่มีผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำโผล่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ป่านนี้หุบเขาอัสดงก็คงจะถูกทำลายล้างไปแล้ว จะมีเรื่องยุ่งยากมากมายเช่นนี้ได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างเมืองหรงหัวกับนิกายเจ็ดสังหาร ที่แอบลักลอบเผยแพร่วิชามารและขยายจำนวนศิษย์ในนิกาย
ดูเหมือนว่าในช่วงไม่กี่ปีมานี้พวกเขากำลังจะมีแผนการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่
เกรงว่าพวกเขาเองก็คงจะแอบหมายตาสมบัติของตระกูลไป๋อยู่ไม่มากก็น้อย
แม้ว่าในบรรดากลุ่มอำนาจอย่างหน่วยปราบมารและตระกูลหลี่ จะไม่สามารถหาผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านิกายเจ็ดสังหารจะไม่มีเช่นกัน
และนี่...อาจจะเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญก็เป็นได้
ส่วนเรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น ก็คงทำได้เพียงแค่เฝ้ารอดูสถานการณ์อย่างเงียบๆเท่านั้น
หลังจากที่เรียบเรียงความคิดจนกระจ่างแล้ว เฉินซานซือก็ถอนหายใจยาวพรืดออกมาเฮือกหนึ่ง ก่อนจะเคลื่อนกายออกจากถ้ำบำเพ็ญเพียร เตรียมตัวกลับไปยังราชสำนักสักรอบ
พริบตาเดียวก็ผ่านไปกว่าครึ่งปีแล้ว
แม้ว่าจะมีหุ่นเชิดคอยจัดการเรื่องต่างๆให้ แต่ก็ถึงเวลาที่เขาควรจะกลับไปจัดการบางเรื่องด้วยตนเองเสียที รวมถึงหาเวลาว่างกลับไปอยู่กับครอบครัวบ้าง
และในตอนนี้…
วันนี้คือวันที่สิบสองเดือนอ้าย ปีเทียนอู่ที่สิบเอ็ด เพิ่งจะเลยช่วงปีใหม่มาได้ไม่นาน
เฉินตู้เหอเองก็อายุสิบห้าปีแล้ว เรียกได้ว่าถึงวัยที่สามารถเริ่มต้นฝึกฝนบำเพ็ญเพียรอย่างเป็นทางการได้เสียที
เเต่ไม่รู้ว่าในช่วงสองปีที่ผ่านมานี้ นิสัยใจคอของเขาจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือไม่
ส่วนเฉินหยุนซีนั้นก็ย่างเข้าวัยยี่สิบปีเต็ม เป็นดรุณีแรกรุ่นที่งดงามสะพรั่ง รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น
ทางด้านซูหยุนหวนก็อายุสิบหกปีเต็มแล้วเช่นกัน ตามธรรมเนียมของที่นั่น ถือว่าเป็นวัยที่สามารถออกเรือนแต่งงานได้แล้ว
ขณะที่ฮองเฮาและหวงกุ้ยเฟยนั้น ทั้งวันก็ทำได้เพียงแค่งานเย็บปักถักร้อยอยู่ในวังหลังเท่านั้น
ฐานะฮ่องเต้ของเฉินซานซือเรียกได้ว่าทำได้แค่พอให้ผ่านเกณฑ์ไปได้หวุดหวิด อย่างน้อยก็สามารถรับประกันได้ว่าราษฎรจะมีกินมีใช้อย่างอุดมสมบูรณ์ในทุกๆปี แต่ในฐานะสามีและบิดาแล้ว เขาออกจะบกพร่องไปหน่อย
เขาจึงทิ้งซือหม่าเย่าไว้ที่ทวีปเทียนสุ่ยให้คอยจับตาดูสถานการณ์ของแดนต้องห้ามจิ่วยิว ส่วนตัวเองก็อาศัยช่วงเวลาว่างนี้เดินทางกลับมายังทวีปตงเซิ่งเสินโจวผ่านค่ายกลเคลื่อนย้ายโบราณ
…
ณ อาณาจักรต้าฮั่น
อำเภอหนิงหย่วน หมู่บ้านชิงผิง
เกล็ดหิมะโปรยปรายลงมาปกคลุมผืนดินอย่างเงียบงัน ทั่วทั้งอาณาบริเวณร้อยลี้กลายเป็นสีขาวโพลนไปสุดลูกหูลูกตา บรรดาชาวบ้านต่างพากันสวมเสื้อนวมหนาเตอะแล้วเร่งฝีเท้าเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว ภายในบ้านแต่ละหลังต่างก็มีแสงไฟรำไรจากเตาถ่านส่องสว่างออกมา
หนูตัวหนึ่งซึ่งมีขนมันปลาบวิ่งแนบไปตามมุมกำแพง พุ่งทะยานไปบนพื้นหิมะอย่างบ้าคลั่ง จนกระทั่งมันวิ่งห่างจากเขตที่อยู่อาศัยของผู้คนออกไปเรื่อยๆแล้วหายลับเข้าไปในป่ารกร้าง
มันยืดตัวขึ้นชะเง้อมองไปยังทุ่งหิมะอันกว้างใหญ่ไพศาลเบื้องหน้า จนกระทั่งมีเหยี่ยวหิมะตัวหนึ่งโฉบลงมาคาบมันขึ้นไปบนท้องฟ้า ห่างไกลออกไปจากภูเขาและป่ารกร้างบนผืนดินแห่งนี้
บนต้นไม้คดงอต้นหนึ่ง เด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังพิงลำต้นพลางคาบกิ่งไม้อยู่ในปาก ท่าทางไม่แยแสต่ออากาศที่หนาวเหน็บจนแทบจะแข็งเลยแม้แต่น้อย
เขาทำได้เพียงแค่มองท้องฟ้าที่หิมะกำลังโปรยปรายลงมาอย่างเบื่อหน่ายเท่านั้น
“กุบกับ กุบกับ กุบกับ—”
เสียงกีบม้ากระทบหิมะดังขึ้นทำลายความเงียบสงบ เสียงนั้นดังมาจากที่ไกลๆและค่อยๆใกล้เข้ามาเรื่อยๆจนกระทั่งปรากฏร่างของชายฉกรรจ์หลายคนในชุดจอมยุทธ์กำลังขี่ม้าเข้ามาในสายตา แล้วหยุดลงตรงทางแยกเบื้องหน้า
ในยามที่หิมะตกหนักจนปิดภูเขาเช่นนี้ การจะแยกแยะทิศทางนั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่ง
“ช้าก่อน!”
ชายตาเดียวผู้เป็นหัวหน้ายกแขนขึ้นส่งสัญญาณให้ลูกน้องข้างหลังหยุด จากนั้นจึงชักม้าให้ชะลอความเร็วแล้วหยุดลงตรงหน้าต้นไม้ ก่อนจะเอ่ยปากถามเด็กหนุ่มที่อยู่บนนั้นว่า
“พ่อหนุ่ม หมู่บ้านชิงผิงต้องไปทางไหนรึ?”
“หาเองสิ”
เด็กหนุ่มหาวหวอด ไม่ได้ใส่ใจพวกเขาเลยแม้แต่น้อย
ชายตาเดียวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะล้วงหยิบเศษเงินก้อนหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ แล้วโยนขึ้นไปบนต้นไม้พร้อมกับกล่าวว่า
“พ่อหนุ่ม ช่วยอำนวยความสะดวกให้พวกเราหน่อยเถอะ พวกเรามาตามหาคนน่ะ”
ทว่า เด็กหนุ่มในชุดผ้าป่านหยาบๆกลับไม่แม้แต่จะชายตามองเงินก้อนนั้นเลยสักนิด
เขาปล่อยให้มันกระแทกเข้ากับร่างของตนแล้วตกลงไปในกองหิมะ ทำราวกับว่าคนกลุ่มนี้เป็นเพียงอากาศธาตุโดยสิ้นเชิง
“ไอ้หนู ข้าพูดกับเจ้าอยู่ ได้ยินไหม!”
มีคนหนึ่งทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงแยกเขี้ยวขู่ขึ้นมา
“บอกให้เจ้านำทางไปหมู่บ้านชิงผิงไงเล่า!”
“เฮ้อ...”
เด็กหนุ่มรู้สึกว่าเสียงเจี๊ยวจ๊าวนี่ช่างน่ารำคาญเสียเหลือเกิน
เขาจึงกระโดดลงจากต้นไม้อย่างแผ่วเบา คิดจะเดินหนีไปให้พ้นจากแขกที่ไม่ได้รับเชิญกลุ่มนี้ แต่แล้วจู่ๆก็มีแสงเย็นเยียบวาบขึ้น พร้อมกับความเย็นเฉียบที่มาจ่ออยู่ตรงลำคอ
“นำทางไป”
ใบหน้าของชายตาเดียวมืดครึ้มลง
เด็กหนุ่มเหลือบมองดาบขนนกห่านป่าที่จ่ออยู่บนคอของตน แต่ก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาตื่นตกใจอะไรมากนัก เขาเพียงแค่คายกิ่งไม้ออกจากปาก แล้วเชิดคางขึ้นเล็กน้อย
“โน่นไง เดินไปทางนี้”
“อย่าคิดตุกติก!”
ชายตาเดียวคว้าตัวเขาขึ้นไปบนหลังม้า
ในขณะเดียวกันนั้นเอง ก็มีเสียงกีบม้าดังขึ้นอีกระลอก คราวนี้มีคนอีกสิบกว่าคนมาจากทิศทางต่างๆกัน แถมยังนำรถม้ามาด้วยหลายคัน
คนพวกนี้จะใช่จอมยุทธ์ที่มาตามหาคนได้อย่างไร ดูแล้วเห็นๆว่าเป็นโจรภูเขาที่หนีมาจากไหนสักแห่งเสียมากกว่า
หากเป็นในสมัยราชวงศ์ก่อน พอถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวทีไร โจรภูเขาก็มักจะลงมาปล้นสะดมหมู่บ้านอยู่เป็นประจำ
ซึ่งเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่หลังจากอาณาจักรต้าฮั่นก่อตั้งขึ้น แต่ละพื้นที่ก็ได้มีการดำเนินการปราบปรามโจรอยู่เรื่อยมา ทำให้เหตุการณ์ทำนองนี้ลดน้อยลงไปทุกที แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เกิดขึ้นเลยเสียทีเดียว
“นี่ ข้าว่านะ...พ่อตาเดียว”
เด็กหนุ่มเอ่ยเกลี้ยกล่อม พลางนำทางไปข้างหน้าอย่างไม่ใส่ใจ
“ข้าพรวนดินมาทั้งปี กว่าจะปลูกข้าวปลูกธัญพืชได้แต่ละทีมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ แล้วยิ่งตอนนี้อากาศก็หนาวเหน็บขนาดนี้ ถ้าพวกท่านปล้นของไปหมด แล้วพวกเราจะเอาอะไรกินกันล่ะ?”
“เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว!”
ชายตาเดียวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“นำทางไปดีๆเดี๋ยวข้าจะไว้ชีวิตเจ้า”
“หรือว่าจะล้มเลิกเสียดีกว่า?”
เด็กหนุ่มมองไปยังทางแยกเบื้องหน้าแล้วกล่าวอย่างใจเย็น
“ถ้าพวกท่านยอมไปมอบตัวกับทางการตอนนี้ ก่อนจะถึงฤดูใบไม้ร่วงก็ยังสามารถมีข้าวกินอิ่มมีเสื้อผ้าอุ่นๆใส่ได้เหมือนเดิม แถมยังไม่ต้องร่อนเร่พเนจรไปวันๆด้วยนะ”
“ไอ้หนู เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไรของเจ้า? เดี๋ยวพ่อจะเฉือนลิ้นของเจ้าซะ...”
“โฮกกกก——”
ทันใดนั้น เสียงคำรามของสัตว์ร้ายที่ดังกึกก้องจนอวัยวะภายในสั่นสะเทือนก็ดังขึ้นมาจากป่าทางด้านซ้ายมือ
สัตว์อสูรดุร้ายตัวหนึ่งซึ่งมีขนสีขาวปลอดทั้งตัว รูปร่างคล้ายพยัคฆ์ แต่กลับมีเขาแหลมสีทองอยู่บนหน้าผาก พุ่งทะยานออกมาพร้อมกับประกายแสงแห่งพลังปราณ
สัตว์อสูรคำรามทอง!
ชายตาเดียวตกใจจนหน้าถอดสี รีบกระโดดลงจากหลังม้าในทันใด
กรงเล็บอันแหลมคมของสัตว์อสูรคำรามทองขนขาวราวกับคมดาบ ฉีกกระชากม้าศึกจนกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในชั่วพริบตา
“สัตว์อสูรมาจากไหนกันวะ?!”
ชายตาเดียวใช้ดาบพยุงกายลุกขึ้นยืน
“ฆ่าพวกมันให้หมดเลย”
เฉินตู้เหอโบกมือเป็นเชิงออกคำสั่ง
“โฮกกกก——”
สัตว์อสูรคำรามทองคำรามลั่นแล้วพุ่งเข้าใส่กลุ่มคน
“นี่มันอะไรกัน?”
เดิมทีเฉินตู้เหอตั้งใจจะหาที่นั่งลงแล้วค่อยๆชมดูเหตุการณ์อย่างสบายอารมณ์ แต่ภาพที่ปรากฏขึ้นตรงหน้ากลับทำให้ความเกียจคร้านของเขาหายวับไปเป็นปลิดทิ้ง
เขาเห็นเพียงว่า หัวหน้าโจรภูเขาหลายคนนั้น ในระหว่างที่กำลังต่อสู้กับสัตว์อสูรคำรามทอง ร่างกายของพวกเขากลับมีไอสีม่วงลอยฟุ้งขึ้นมา พร้อมกับพลังอำนาจที่ผิดแผกไปจากคนธรรมดาระเบิดออกมา
“วิถีเทพเจ้าธูป?”
เมื่อสองปีก่อน ตอนที่เฉินตู้เหอสุ่มหยิบหนังสืออ่านเล่นๆในหอสมุด เขาเคยผ่านตาวิชาบำเพ็ญเพียรแขนงนี้อยู่บ้าง แต่ก็นึกไม่ถึงเลยจริงๆว่าจะได้มาพบเจอเข้ากับมันที่นี่
สัตว์อสูรคำรามทองนั้นเป็นสัตว์อสูรวิญญาณระดับปลายของขอบเขตทวารวิญญาณ การจะจัดการกับผู้ฝึกตนสายวิถีเทพเจ้าธูปที่ยังไม่เข้าขั้นพวกนี้จึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย
ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งถ้วยชา มันก็สังหารหมู่โจรภูเขาจนเหลือเพียงลูกสมุนไม่กี่คนเท่านั้น และในขณะที่มันกำลังจะกำจัดให้สิ้นซากอยู่นั้นเอง จู่ๆก็มีพลังปราณที่แข็งแกร่งกว่าระเบิดออกมาจากทิศตะวันออกเฉียงใต้
“เลี้ยงสัตว์อสูรวิญญาณงั้นรึ?”
“ไอ้หนู!”
“เจ้าก็คือไอ้ทายาทชั่วของนายพรานเฉินสินะ!”
ผู้ฝึกตนในชุดคลุมสีดำคนหนึ่งปรากฏกายขึ้นบนยอดไม้ เขามองลงมายังเด็กหนุ่มบนพื้นดินด้วยรอยยิ้มที่น่าขนลุก
“เดิมทีข้าก็แค่คิดจะมาจับชาวบ้านสักสองสามคนไปทำพิธีสังเวยเพื่อช่วยให้ข้าทะลวงระดับพลัง แต่ก็นึกไม่ถึงว่าจะได้มาเจอกับทายาทของไอ้โจรเฉินเข้าเสียได้ ช่างเป็นโชคดีที่ไม่ต้องออกแรงหาเลยจริงๆวันนี้ข้าจะขอใช้เลือดของเจ้า...มาเซ่นไหว้ดวงวิญญาณของอดีตฮ่องเต้บนสวรรค์ก็แล้วกัน!”
“นายพรานเฉิน? ท่านหมายถึงพ่อข้าอย่างนั้นรึ?”
พอเฉินตู้เหอได้สติ เขาก็รีบโพล่งขึ้นมาทันที
“ท่านนี่มันบ้าไปแล้วรึเปล่า ท่านมีเรื่องแค้นเคืองกับเขาก็ไปฆ่าเขาสิ แล้วมันมาเกี่ยวอะไรกับข้าด้วย?!”
“ตายซะเถอะ!”
ผู้ฝึกตนชุดดำไม่ยอมฟังความใดๆทั้งสิ้น เขาระดมพลังเทพเจ้าธูป…พลันปรากฏไอสีม่วงล้อมรอบฝ่ามือทั้งสองข้าง แล้วแปรเปลี่ยนเป็นกรงเล็บปีศาจอันน่าสยดสยอง ตบลงมาจากฟากฟ้า
“จินเจี่ยว!” เฉินตู้เหอตะโกนลั่น
สัตว์อสูรคำรามทองรีบหันกลับมาทันที พลังวิญญาณระเบิดออกมาจากเขาทองคำบนหน้าผากของมัน เข้าปะทะกับกรงเล็บปีศาจอย่างจัง จนทำให้คลื่นหิมะสาดกระจายไปทั่วบริเวณ
สัตว์อสูรคำรามทองนั้นอยู่ในระดับปลายของขอบเขตทวารวิญญาณ ในขณะที่ผู้ฝึกตนชุดดำก็อยู่ในระดับปลายของขอบเขตเชื่อมจิต ซึ่งเป็นขอบเขตแรกของวิถีเทพเจ้าธูป…พลังของทั้งคนและสัตว์จึงสูสีคู่คี่กัน ยากที่จะตัดสินแพ้ชนะได้
“ไอ้สัตว์เดรัจฉาน!”
ผู้ฝึกตนชุดดำจนปัญญา จึงทำได้เพียงหันไปสั่งลูกน้องของตน
“พวกเจ้า รีบไปจับคนในหมู่บ้านข้างหน้ามาทำพิธีก่อน!”
“ขอรับ!”
เหล่าสาวกของนิกายเทพเจ้าธูปที่ยังมีชีวิตรอดอยู่ไม่กี่คน ก็พุ่งตรงไปข้างหน้าทันที
เฉินตู้เหอไม่มีทางถอยหนี จึงทำได้เพียงแค่หยิบดาบเล่มหนึ่งขึ้นมาต่อสู้กับพวกเขาอย่างไม่คิดชีวิต
แต่เขายังไม่ได้เริ่มฝึกยุทธ์เพื่อขัดเกลาพลังลมปราณและโลหิตอย่างเป็นทางการเลย แล้วจะเป็นคู่ต่อสู้ของคนพวกนี้ได้อย่างไรกัน?
เพียงแค่สองสามกระบวนท่าเท่านั้น เขาก็ถูกคนผู้หนึ่งเตะเข้าที่กลางอกอย่างจัง
“ไอ้หนู! รีบบอกมาว่าทางเข้าหมู่บ้านไปทางไหน?!”
สาวกคนนั้นทำหน้าตาถมึงทึง
“รีบบอกมาเดี๋ยวนี้!!!”
หมู่บ้านที่อยู่ข้างหน้านั้นมีผู้คนอาศัยอยู่ไม่น้อย แต่ตำแหน่งที่ตั้งกลับซ่อนเร้นอยู่เป็นอย่างดี
ท่ามกลางหิมะที่ขาวโพลนเช่นนี้ หากไม่มีคนนำทาง เกรงว่าคงต้องใช้เวลาคลำทางอยู่หลายวันเลยทีเดียว
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่มีเวลามากขนาดนั้น
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรเล่า ข้าไม่ใช่คนในหมู่บ้านเสียหน่อย”
เฉินตู้เหอนั่งอยู่บนพื้น พลางเช็ดเลือดที่มุมปาก
“มิเช่นนั้น...พวกท่านปล่อยข้าไป แล้วข้าจะไปสืบข่าวมาให้พวกท่านเอง”
“ผลัวะ!”
สาวกคนนั้นกดแขนข้างหนึ่งของเขาลงไปในกองหิมะทันที
“ถ้ายังไม่พูดอีก ข้าจะตัดแขนเจ้าก่อนเลยข้างหนึ่ง!”
…
“พี่ต้าเหอ!”
ในป่าไม้แห้งเหี่ยวที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบก้าว จู่ๆก็ปรากฏร่างของเด็กหนุ่มวัยไล่เลี่ยกันหลายคนขึ้นมา
เมื่อพวกเขาเห็นภาพอันนองเลือดตรงหน้า ใบหน้าของทุกคนก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“รีบหนีไป มีโจรภูเขามา!”
เฉินตู้เหอแทบจะสบถออกมา สถานการณ์มันก็ย่ำแย่พออยู่แล้ว แต่เด็กๆจากหมู่บ้านเดียวกันพวกนี้กลับวิ่งออกมาอีก มีแต่จะทำให้เรื่องมันวุ่นวายยิ่งขึ้นไปกันใหญ่
“พี่ต้าเหอ!”
หลังจากที่ตกใจอยู่ครู่หนึ่ง เด็กหนุ่มเหล่านั้นกลับแสดงความกล้าหาญแบบคนหนุ่มที่ไม่กลัวเสือ พวกเขาพากันหยิบก้อนหินและท่อนไม้ขึ้นมาหมายจะเข้าช่วย
เหล่าสาวกของนิกายเทพเจ้าธูปยกดาบขึ้นเตรียมจะสังหาร
“อย่า!” เฉินตู้เหอรีบตะโกนขึ้นมาทันที
“ข้าจะพาพวกท่านเข้าหมู่บ้านเอง!”
“เหอะๆถ้าทำอย่างนี้เสียแต่แรกก็จบเรื่องแล้ว!”
สาวกคนนั้นออกคำสั่งให้ลูกน้องของตนจับตัวเด็กหนุ่มทุกคนเอาไว้ให้แน่น
“ข้าว่านะ...”
เฉินตู้เหอเอ่ยขึ้นขณะที่ถูกผลักให้เดินไปข้างหน้า
“ไม่ว่าจะเป็นข้าวปลาอาหารหรือจำนวนคนในหมู่บ้านก็มีไม่มากเท่าไหร่เลย พวกท่านจะมาลำบากทำไมกัน?”
“ข้าจะแนะนำที่แห่งหนึ่งให้พวกท่านเอาไหม ไม่เพียงแต่คนจะเยอะ ข้าวปลาก็ยิ่งเยอะเข้าไปใหญ่ แถมยังมีแก้วแหวนเงินทองอีกนับไม่ถ้วน แค่ปล้นครั้งเดียวก็อยู่สุขสบายไปทั้งชาติเลยนะ เอาไหมล่ะ?”
“โอ้?” สาวกคนนั้นเอ่ยถาม
“ที่ไหนรึ?”
“ก็เมืองเทียนยงอย่างไรเล่า”
“ไอ้ลูกหมา! เจ้ายังจะมาเล่นลิ้นอีกเรอะ! คิดว่าข้าโง่หรืออย่างไรกัน?!”
สาวกคนนั้นเดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟ
แต่ทว่าในชั่วพริบตานั้นเองที่เขาเผยช่องโหว่ออกมา เฉินตู้เหอฉวยโอกาสโต้กลับอย่างรวดเร็ว ปักเข็มเงินหลายเล่มเข้าไปในลำคอของเขาจนมิด
พิษจากสัตว์อสูรวิญญาณแล่นเข้าสู่ร่างกาย ออกฤทธิ์ร้ายแรงถึงชีวิตเมื่อสัมผัสกับเลือด สาวกคนนั้นล้มลงไปชักกระตุกอยู่บนพื้นหิมะสองสามครั้งก่อนจะสิ้นใจตาย
“ไอ้ทายาทชั่วตัวน้อย เจ้าช่างมีจิตใจโหดเหี้ยมเหมือนพ่อของเจ้าไม่มีผิด!”
ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ฝึกตนชุดดำที่เพิ่งทำร้ายสัตว์อสูรคำรามทองบาดเจ็บ ก็เหยียบย่างบนหิมะเหินกายขึ้นมากลางอากาศอย่างรวดเร็วราวกับไร้ร่องรอย หมายจะปลิดชีวิตของเด็กหนุ่มให้จงได้
“ฟิ้ว——”
ทันใดนั้น พลันมีลูกธนูดอกหนึ่งแหวกอากาศพุ่งเข้ามา ขัดจังหวะการโจมตีของผู้ฝึกตนชุดดำ ทำให้เขาต้องขมวดคิ้วแล้วหันไปมอง
ปรากฏให้เห็นเพียงเหล่าองครักษ์เสื้อแพรที่หลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศดุจสายน้ำ
“เผยเทียนหนาน?!”
คนที่นำหน้ามานั้นคือ จ้าวคัง ผู้บัญชาการสูงสุดขององครักษ์เสื้อแพร และแม่ทัพหลงหู หวังลี่ ซึ่งคนหลังนี้ได้ทะลวงขึ้นสู่ขอบเขตเทพยุทธ์แล้ว
หลังจากที่พวกเขาทั้งสองจำผู้ฝึกตนชุดดำตรงหน้าได้ ก็อดที่จะรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยไม่ได้
“เหอะๆ!”
เผยเทียนหนานหรี่ตามอง พลางสำรวจคนทั้งสองตรงหน้าด้วยแววตาอำมหิต
“เมื่อครั้งที่ข้ายังเป็นถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน พวกเจ้าสองคนยังเป็นแค่เพียงนายร้อยกระจอกๆแต่มาวันนี้กลับได้สวมใส่เสื้อผ้าชุดนี้แล้ว ช่างเป็นดั่งคำกล่าวที่ว่า ‘คนเดียวได้ดี ไก่หมาพลอยได้ขึ้นสวรรค์’ โดยแท้!”
“ไอ้พวกกากเดนจากราชวงศ์ก่อน รับมือซะ!”
หวังลี่ชักดาบเข้าใส่
เสียงลูกธนูสัญญาณดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วท้องฟ้า เป็นการระดมพลทหารม้าในพื้นที่ให้มาสมทบ
เมื่อตกอยู่ภายใต้วงล้อมเช่นนี้ เผยเทียนหนานไหนเลยจะกล้าอยู่ต่อ เขาแค่นเสียงเย็นชาคำหนึ่งแล้วทะยานร่างแหวกอากาศหนีไป เพียงชั่วสองสามลมหายใจก็หายลับไปอย่างไร้ร่องรอยโดยสิ้นเชิง
….
“ถวายบังคมองค์ชาย!”
จ้าวคัง หวังลี่ และเหล่าองครักษ์เสื้อแพรต่างพากันค้อมกายคารวะพร้อมเพรียงกัน
“กระหม่อมและเหล่าทหารมาช่วยเสด็จช้าไป ขอองค์ชายได้โปรดอภัยโทษด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
“องค์ชาย?”
เด็กๆจากหมู่บ้านเดียวกันต่างพากันมองมาด้วยสายตาตื่นตะลึง
“โอ๊ย...ข้าไม่เป็นไรๆ”
เฉินตู้เหอไอออกมาสองสามครั้งพลางอดทนต่อความเจ็บปวดอย่างสุดซึ้ง
“แล้วคนพวกนี้เป็นใครกันแน่?”
“เป็นพวกนิกายเทพเจ้าธูปพ่ะย่ะค่ะ”
หวังลี่ทูลรายงาน
“เมื่อครั้งที่ราชวงศ์ก่อนล่มสลาย เผยเทียนหนานซึ่งเป็นปลาที่เล็ดรอดจากตาข่ายไปได้ ได้หลบหนีไปเข้าร่วมกับนิกายเทพเจ้าธูป”
“ในช่วงไม่กี่ปีมานี้พวกมันเคลื่อนไหวอย่างหนักหน่วง พวกองครักษ์เสื้อแพรเองก็คอยตามสืบเสาะจับกุมอยู่ทั่วทุกหนแห่ง แต่ก็นึกไม่ถึงว่าพวกมันจะกล้าบุกมาถึงบริเวณรอบนอกของเมืองหลวงเช่นนี้ นับเป็นความบกพร่องของพวกกระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ”
จริงอยู่ที่ราชวงศ์ใหม่ก่อตั้งมาได้สิบปีแล้ว และแผ่นดินก็สงบสุข
แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะบริสุทธิ์ผุดผ่องไร้มลทินโดยสิ้นเชิง พวกกากเดนจากราชวงศ์ก่อนเช่นนี้ อย่างไรเสียก็ยังคงมีหลงเหลืออยู่บ้าง
“วิถีเทพเจ้าธูป”
เฉินตู้เหอเดินไปยังตำแหน่งที่เผยเทียนหนานเคยยืนอยู่ก่อนหน้านี้ แล้วหยิบม้วนคัมภีร์หนังแกะชุดหนึ่งขึ้นมา เขาเปิดอ่านดูสองสามทีก่อนจะเก็บมันเข้าไว้ในอกเสื้อ
จากนั้น เขาจึงหันไปมองทุกคนตรงหน้า
“พวกท่านมาที่นี่ทำไมกัน?”
“ทูลองค์ชาย”
“ฝ่าบาทเสด็จกลับมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวคังตอบตามความจริง
“ฝ่าบาทมีรับสั่งมาว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป องค์ชายมิจำเป็นต้องประทับอยู่ในป่าเขาอีกต่อไปแล้ว สามารถเสด็จกลับไปประทับในเมืองหลวงได้พ่ะย่ะค่ะ”
“ในที่สุด...พ่อเฒ่าก็ยอมสอนข้าเสียทีสินะ”
เฉินตู้เหอผู้บาดเจ็บ ค่อยๆประคองกายขึ้นไปนั่งบนรถม้าเหินเวหาที่สร้างขึ้นจาก ‘สูหู’ สัตว์อสูรวิเศษ
“แล้วจะยังรออะไรกันอยู่เล่า ไปกันได้แล้ว”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ภายใต้การโบกแส้ของสารถีทั้งสอง สูหูเริ่มออกวิ่งพร้อมกับกระพือปีกของมัน
จนกระทั่งรถม้าทั้งคันทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล…
………………….