เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 319 : อ้อมตีเมืองหงตู

บทที่ 319 : อ้อมตีเมืองหงตู

บทที่ 319 : อ้อมตีเมืองหงตู


บทที่ 319 : อ้อมตีเมืองหงตู

เดิมที กองทัพใหญ่จำนวนหนึ่งแสนสามหมื่นนายที่มารวมตัวกันอยู่หน้าเขาฉีหลิน ดูเหมือนกำลังเตรียมบุกโจมตีเมืองชุนชิว

ทว่า...จู่ๆ พวกเขากลับเปลี่ยนทิศทางอย่างกะทันหัน แล้วหันคมหอกมุ่งตรงไปยังเมืองหยุนโจวแทน!

ขณะเดียวกัน กองกำลังแนวหน้าที่ปักหลักอยู่นอกเขาฉีหลิน ก็ได้ตั้งค่ายกลลวงตาไว้ล่อศัตรู

กลลวงตานี้อาศัยจังหวะที่หิมะตกหนัก ปล่อยให้ทหารหลายพันนายเข็นรถลากไปมาบนถนนไม้เลียบหน้าผา เพื่อให้ดูเสมือนว่ามีกำลังพลจำนวนมากหลั่งไหลเข้าไปในหุบเขา ทั้งที่

เเต่ในความเป็นจริง กลับเป็นเพียงทหารกลุ่มเดิมที่เดินวนไปวนมา

ในขณะเดียวกัน เฉินซานซือได้คัดทหารเจ็ดพันนายจากค่ายหงเจ๋อ ลอบออกจากเขาฉีหลินเงียบๆ ท่ามกลางพายุหิมะ มุ่งหน้าไปยังตีนเขาอินผิง

นับแต่อดีตกาล การเดินทัพทำศึก ย่อมต้องอาศัย “เส้นทางคมนาคม”

เพราะไม่ใช่ว่าทุกเส้นทางที่คนธรรมดาเดินไปถึงได้ กองทัพจะยกพลไปถึงได้เช่นกัน

ทั้งเสบียง ม้า อาวุธ ชุดเกราะ และยุทธภัณฑ์อื่นๆ ล้วนต้องขนส่งตามเส้นทางหลัก หากไม่ใช่กองกำลังกล้าตายที่ต้องเร่งเดินทัพโดยเฉพาะแล้วละก็ แม้แต่อาวุธและชุดเกราะก็ยังไม่สวมใส่จนกว่าจะถึงแนวหน้า หรือใกล้เข้าสู่เขตอันตราย

นั่นเองคือเหตุผลที่กลยุทธ์จู่โจมโดยไม่ให้ศัตรูทันตั้งตัว มักให้ผลลัพธ์อย่างเหนือความคาดหมาย

เพราะบางครา ทหารศัตรูอาจยังสวมเพียงชุดธรรมดา เดินทางมือเปล่าอยู่ระหว่างทาง…แต่แล้วกองทหารม้าที่สวมเกราะครบมือก็โผล่มาจากด้านหลัง ซ้ำยังจู่โจมรวดเร็วดั่งพายุ ถ้าไม่ถูกตีแตกกระเจิงก็คงจะแปลกแล้ว

แม้แต่ทหารองครักษ์ในวังหลวง ยามปกติก็ไม่ได้มีอาวุธประจำกายครบมือ

ดังนั้น การก่อรัฐประหารในทุกยุคทุกสมัยจึงต้องยึดคลังอาวุธให้ได้เสียก่อน จึงจะสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นทางการ

ด้วยเหตุนี้ การเดินทัพทำศึกจึงต้องอาศัยแรงงานชาวบ้านจำนวนมากมารับหน้าที่ส่งกำลังบำรุง และต้องใช้ทั้งรถม้าและรถลากนับไม่ถ้วน ซึ่งล้วนต้องอาศัยเส้นทางหลักในการเคลื่อนย้าย

ทว่า ณ เวลานี้ ภายใต้คำสั่งของเฉินซานซือ พวกเขากลับทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง

"ทหารทุกนาย ทิ้งอาวุธยาว!"

"ถอดเกราะ ใส่เพียงชุดเดินทาง!"

"ห้ามขี่ม้า เดินเท้าเปล่า​ขึ้นเขา!"

"เอาล่ะ…ออกเดินทาง!"

...

ทหารค่ายหงเจ๋อเจ็ดพันนาย ถอดชุดเกราะออกจนหมด ทุกคนสะพายเพียงดาบยาวไว้บนหลัง คาดเสบียงแห้งและถุงน้ำไว้ที่เอว แล้วรวมตัวกันที่ตีนเขาอินผิง

เบื้องหน้าพวกเขาคือภูเขารกร้างทอดยาวนับพันลี้ เต็มไปด้วยเส้นทางขรุขระลำบาก แถมยังแฝงไปด้วยไอพิษร้ายแรง ไร้อาหารและน้ำ มีเพียงแมลงพิษและอสรพิษอันตราย

อย่าว่าแต่การเดินทัพเลย แม้แต่คนธรรมดาที่พลัดหลงเข้าไปก็อาจไม่มีวันได้กลับออกมา

แต่ในวันนั้น...ทหารกล้าเหล่านั้นกลับเดินหน้าฝ่าภูเขาพิษอย่างไม่ลังเล

และในไม่ช้า ร่างของพวกเขาก็ถูกไอพิษสีเขียวเข้มกลืนหายไปจนหมดสิ้น

...

ณ ตำหนักโยวหลัน เมืองหยูลู่

จิ้นอ๋อง เฉาฮวน และเยี่ยนอ๋อง เฉาจือ ได้ก่อกบฏขึ้นเมื่อครึ่งปีก่อน โดยได้รับการสนับสนุนจากหอค้นหาเซียนและสำนักยุทธ์จากดินแดนเซียน

และไม่นานนัก พวกเขาก็สามารถยึดครองดินแดนสามเมืองได้สำเร็จ โดยเมืองหยูลู่ก็คือหนึ่งในนั้น อีกทั้งยังกลายเป็น “เมืองหลวง” ของพวกเขา

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากทำเลไม่เอื้ออำนวย ดินแดนสามเมืองจึงลดเหลือเพียงสองในเวลาไม่นาน

กระนั้น...ฮ่องเต้ก็ยังไม่เสด็จออกมาปรากฏพระองค์เสียที

ยิ่งไปกว่านั้น จิ้นอ๋อง เฉาฮวนยังมีทั้งตราหยกแผ่นดินปลอม และราชโองการสละราชสมบัติปลอม ประกอบกับข่าวลือเรื่องความผิดของตระกูลเหยียนที่แพร่สะพัดไปทั่วหล้า…ทำให้เขาได้รับแรงสนับสนุนจากดินแดนจงหยวนฝั่งตะวันออกและภาคใต้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

และเมื่อไม่นานมานี้ จิ้นอ๋อง เฉาฮวนได้ส่งสารไปทั่วหล้า ประกาศว่าเป่ยเหลียงอ๋อง เฉินซานซือ ได้นำกองทัพม้าเหล็กหนึ่งแสนห้าหมื่นนายมาเข้าร่วมสนับสนุนการก่อการของเขา

ข่าวนี้ยิ่งกระพือให้ผู้คนแห่กันมาลงทุน

นั่นเพราะ...เฉินซานซือยังไม่เคยพ่ายแพ้แม้แต่ครั้งเดียว

นับตั้งแต่พ่ายศึกที่ผอหยางด้วยทหารเพียงสองพันคนในตอนแรก จนถึงศึกกวนตู้ที่สามารถพลิกสถานการณ์จากความตายสู่ชัยชนะ เขาก็ไม่เคยพ่ายแพ้อีกเลย

ทั้งตระกูลใหญ่และสำนักยุทธ์ต่างๆ ต่างมองว่าการหนุนจิ้นอ๋อง เฉาฮวน คือการลงทุนในตัวเฉินซานซือ

และเมื่อเป่ยเหลียงอ๋องประกาศตัว ดินแดนของจิ้นอ๋องก็ขยายจากสองเมืองเป็นสี่เมืองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยุดนิ่งไปไม่นานนี้เอง พวกเขาต่างรอคอยให้กองทัพเป่ยเหลียงบุกผ่านด่านให้ได้เสียก่อน จึงจะสามารถรุกคืบต่อไป

ทั้งสองฝ่ายต่างใช้ประโยชน์จากกันและกัน

จิ้นอ๋อง เฉาฮวนใช้ชื่อเสียงของเฉินซานซือ ในขณะที่เฉินซานซือเองก็ใช้ “ความชอบธรรม” จากฝั่งจิ้นอ๋องเป็นเครื่องมือเช่นกัน

….

ภายในตำหนักอ๋อง...

เสียงขลุ่ยกังวานสะท้อนก้องไปทั่วตำหนักกว้าง

บัณฑิตในชุดสีคราม ฟางชิงหยุน นั่งบรรเลงเพลง “เป่ยเหลียงทำลายค่ายกล” อยู่บนรถเข็นใต้ศาลา ท่ามกลางสายลมและหิมะ

เมื่อเพลงจบลง ผู้ฝึกเซียนผู้หนึ่งก็ปรบมือชื่นชม

“สหายฟาง ช่างเชี่ยวชาญในสี่ศิลปะยิ่งนัก …บทเพลงที่บรรเลงไพเราะจับใจมาก”

ผู้ฝึกเซียนจากสำนักกุยหยวนเอ่ยหยอกล้อ

“ว่าแต่…ขลุ่ยของท่าน ดูคล้ายกับของศิษย์ร่วมสำนักของข้าผู้หนึ่งเหลือเกิน”

บัณฑิตในชุดสีครามหันหลังให้ผู้ฝึกเซียนผู้นั้น

อีกฝ่ายจึงไม่ทันเห็นสีหน้า เห็นเพียงมือที่ถือขลุ่ยของเขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า

“สหายเฉียน ของที่ว่า... นำมาหรือยัง?”

“นำมาแล้วๆ”

เฉียนฉีเหรินยื่นยันต์ไม่กี่แผ่นให้

“ยันต์พวกนี้ ใช้เพียงโลหิตของผู้ฝึกเซียนก็สามารถเปิดใช้งานได้แล้ว”

แท้จริงแล้ว ฟางชิงหยุนเคยเป็นผู้ฝึกเซียนขั้นหลอมปราณมาก่อน เพียงแต่ถูกทำลายวรยุทธ์ไปในภายหลัง จึงไม่อาจรวบรวมพลังเซียนได้อีก

“อันที่จริง ท่านไม่จำเป็นต้องระวังถึงเพียงนี้ ต่อให้คนจากสำนักเซิงอวิ๋นบุกมาจริง ก็ยังมีพวกเรารับมืออยู่ด้านหน้า”

“เอาล่ะ ไปกับข้าเถอะ พวกเขากำลังจะเรียกท่านไปหารือเรื่องการทหารพอดี”

...

ห้องโถงในตำหนักอ๋องถูกแปลงเป็นกระโจมบัญชาการกลาง มีทั้งกระดานทราย แผนที่ และอุปกรณ์วางแผนการศึกครบครัน

ภายในมีทั้งจิ้นอ๋อง เฉาฮวน เยี่ยนอ๋อง เฉาจือ

อดีตเสนาบดีกลาโหมหมิงชิงเฟิง อดีตรองแม่ทัพองครักษ์เสื้อแพรฉางซุนซูเซิง และขุนนางจากสายราชสำนักของจิ้นอ๋องมารวมตัวกันอยู่พร้อมหน้า

“เป่ยเหลียงเริ่มเคลื่อนทัพแล้ว!”

ฉางซุนซูเซิงถือรายงานข่าวกรองเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ

“หนึ่งเดือนก่อน เฉินซานซือนำทัพหนึ่งแสนห้าหมื่นนายไปตั้งมั่นที่เขาฉีหลิน และเริ่มโจมตีเมืองชุนชิวแล้ว!”

“ดี! ในที่สุดก็เริ่มเคลื่อนทัพเสียที”

เสนาบดีกลาโหม หมิงชิงเฟิง กล่าวไปได้เพียงครึ่งประโยค ก็พลันฉุกคิดขึ้นมาได้บางอย่าง

“กองทัพหนึ่งแสนห้าหมื่นนาย ทั้งหมดบุกโจมตีเมืองชุนชิวอย่างนั้นหรือ?”

ตามหลักแล้ว กลยุทธ์ที่สมเหตุสมผลกว่านั้น...

ควรเป็นการทิ้งกองกำลังไว้ราวสามถึงสี่หมื่นนาย เพื่อปิดตายทางเข้าถนนไม้เลียบหน้าผาที่เขาฉีหลิน จากนั้นจึงแบ่งกำลังออกไปตีเมืองหยุนโจว และหลังจากขับไล่กองทัพชิ่งที่หยุนโจวได้แล้ว จึงค่อยเคลื่อนพลอ้อมลงใต้ ไปยังฝั่งตะวันออกของเมืองชุนชิว แล้วดำเนินแผนการต่อไปอย่างเป็นขั้นตอน

แผนการเช่นนี้ แม้จะเป็นการรบแบบตั้งรับที่รอบคอบ มั่นคง และไม่หวือหวา แต่น่าจะบรรลุผลได้รวดเร็วกว่าการบุกโจมตีเมืองชุนชิวตรงๆเสียอีก

“เป็นอะไรไป?”

จิ้นอ๋อง เฉาฮวน เดินมาที่หน้ากระดานทราย

“แม่ทัพเฉินวางหมากเช่นนี้ หรือว่าจะบุกเข้าไปไม่สำเร็จ?”

“ถ้าต้องการตีทะลวงเมืองชุนชิวให้ได้... อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาสองปีขึ้นไป!” หมิงชิงเฟิงตอบอย่างเคร่งเครียด

“และระหว่างนั้น ก็มีโอกาสสูงที่จะถูกกองทัพตงชิ่งลอบโจมตี หากพลาดพลั้งก็อาจถึงขั้นพ่ายแพ้ย่อยยับ ที่สำคัญที่สุดก็คือ... เวลานั่นแหละที่เรากำลังขาดแคลน”

เวลา….เป็นสิ่งที่อยู่ฝั่งเดียวกับเมืองหลวงฉางอัน

พวกเขามีเพียงราชโองการสละราชสมบัติปลอม ใช้อ้างสิทธิ์ในการสืบทอดราชบัลลังก์ รับบัญชาสวรรค์โดยชอบธรรม ดังนั้นจึงมีผู้คนจำนวนมากแห่เข้าร่วมด้วย

แต่ทั้งหมดนี้จะยังคง “ฟังขึ้น” อยู่...ก็ต่อเมื่อฮ่องเต้หลงชิ่งยังไม่เสด็จออกมา และยังคงมอบอำนาจให้ฉินอ๋องกับตระกูลเหยียนบริหารบ้านเมืองต่อไป

หากเมื่อใดที่ฮ่องเต้หลงชิ่งเสด็จออกจากด่าน...

ต่อให้ไม่มีใครออกมาหักล้าง ข่าวลือที่พวกเขาแพร่กระจายไว้ก็จะล่มสลายลงเอง และยังมีความเป็นไปได้สูงที่ฮ่องเต้จะเสด็จนำทัพปราบปรามด้วยพระองค์เอง

เพราะหลังจากที่ฝ่าบาทบรรลุขอบเขตสร้างรากฐานแล้ว เมื่อรวมกับของวิเศษเสริมพลัง... ก็แทบไม่มีใครในตงเซิ่งเสินโจวสามารถต้านทานพระองค์ได้อีก

“แม่ทัพฟาง!”

หมิงชิงเฟิงรีบเข้าหาบัณฑิตในชุดสีครามที่เพิ่งเดินเข้ามา

“ท่านเป็นผู้ที่รู้ใจแม่ทัพเฉินดีที่สุด ท่านคิดว่าเหตุใดเขาจึงเคลื่อนไหวเช่นนี้? และเราพอจะช่วยเหลือเขาได้บ้างหรือไม่?”

สถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลาย่อมไม่เหมือนกัน

ไม่มีศัตรูถาวร มีแต่ผลประโยชน์ถาวร

และในตอนนี้ เป่ยเหลียงคือพันธมิตรเพียงหนึ่งเดียวที่พวกเขาพอจะฝากความหวังไว้ได้

“…”

ฟางชิงหยุนยืนมองกระดานทรายอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะตอบเรียบๆว่า

“เขากำลังเดิมพันด้วยชีวิต”

“หมายความว่า…ท่านเองก็ยังไม่มั่นใจใช่หรือไม่?” เฉาฮวนถามพลางขมวดคิ้ว

“ระดมทหารสี่หมื่นนาย ไปรวมพลที่ชายแดนเมืองหยูลู่ของพวกเรา”

“หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นกับเป่ยเหลียง ก็รีบยกกำลังขึ้นเหนือไปช่วยให้ทันก็แล้วกัน”

ฟางชิงหยุนกล่าวเพียงเท่านั้น จากนั้นหมิงชิงเฟิงกับขุนนางคนอื่นๆจึงรีบออกไปดำเนินการทันที

ส่วนจิ้นอ๋อง เฉาฮวน แม้จะพยายามสงบใจ แต่ก็ยังรู้สึกกระสับกระส่ายอย่างยิ่ง

เมื่อเสร็จสิ้นจากงานบัญชาการแล้ว เขาจึงเดินไปยังหลังฉากกั้น พบเยี่ยนอ๋อง เฉาจือที่กำลังนั่งกินหม้อไฟอยู่ตามลำพัง

“น้องสิบสอง เจ้ายังมีอารมณ์มากินหม้อไฟอยู่รึ? ยอดฝีมือที่เจ้าบอกว่าจะเชิญมาคราวก่อน...เชิญมาได้หรือยัง?”

“ยังต้องรอฟังข่าวอยู่” เฉาจือพูดพลางคีบของกินไม่หยุดมือ

“เชิญคนน่ะไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือจะพา ‘ยอดฝีมือระดับสูง’ เหล่านั้นเข้ามาในตงเซิ่งเสินโจวได้อย่างไรทั้งที่ยังมีผนึกกดพลังอยู่นั่นแหละ คงต้องรอไปก่อน อาจมาไม่ทันเวลาก็ได้”

“ถ้าเช่นนั้น...เราก็ยังคงต้องฝากความหวังไว้ที่แม่ทัพเฉินสินะ” เฉาฮวนถอนหายใจหนักหน่วง

เพราะหากเป่ยเหลียงล้มลง พวกเขาก็ไม่มีทางอยู่รอดได้เช่นกัน

...

ณ เมืองชุนชิว

นับตั้งแต่ปะทะกับกองทัพเป่ยเหลียงครั้งล่าสุด เวลาก็ล่วงเลยมากว่า 60 วันแล้ว

ในช่วงเวลานี้...กองทัพเป่ยเหลียงยังคงตั้งมั่นอยู่ที่เขาฉีหลิน ไม่เคลื่อนไหว ไม่บุก ไม่โจมตี

แม้การจะเคลื่อนพลนับแสนนาย พร้อมอาวุธและเสบียงผ่านถนนไม้เลียบหน้าผาอันแคบและอันตราย จะกินเวลามากเพียงใด แต่โดยปกติ 70 วันก็น่าจะเพียงพอแล้ว ทว่าจนบัดนี้ก็ยังไม่เห็นเงาการโจมตีแม้แต่น้อย

เจิ้นหนานอ๋อง เฉาหรง ยืนกอดอกอยู่เบื้องหลัง

เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา เขาจึงเอ่ยถามขึ้นโดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง

“สถานการณ์เป็นอย่างไร?”

“ทูลฝ่าบาท!” ทหารสอดแนมประสานหมัดคารวะ

“กองทัพเป่ยเหลียงยังคงปักหลักอยู่ที่เดิม บนถนนไม้เลียบหน้าผาก็ยังมีการลำเลียงกำลังและเสบียงอย่างต่อเนื่องพ่ะย่ะค่ะ”

“ยังไม่ยอมจบอีกเรอะ?” เฉาหรงขมวดคิ้ว

หลิงหยุนที่ต้องมาเสียเวลานั่งรออยู่ทั้งวันทั้งคืน เริ่มออกอาการร้อนใจ

“ฝ่าบาทประทานกองทหารให้ข้าสักหน่วย ให้ข้าออกไปลองหยั่งเชิงดูก่อนดีหรือไม่?”

“ไม่ได้เด็ดขาด!” เซียนเสวียนรีบห้าม

“คนผู้นี้เจ้าเล่ห์นัก มีความเป็นไปได้สูงว่าเขาตั้งใจนิ่งสงบดังขุนเขา แล้ววางกองกำลังนับแสนซุ่มโจมตีไว้เพื่อรอให้เราหลงกลออกไปตายเอง

ในเมื่ออีกฝ่ายอยากยื้อเวลา...ก็ยื้อไป ไม่เห็นจะเสียหายอะไร

หนึ่ง เวลาอยู่ฝั่งเรา

สอง ข้าจะได้มีเวลาสร้างธงค่ายกลให้เสร็จเรียบร้อย”

“…”

เจิ้นหนานอ๋อง เฉาหรงเงียบไปครู่หนึ่ง

แน่นอนว่าเขาย่อมรู้ดีว่า “เวลา” อยู่ข้างฝ่ายตน

แต่เพราะรู้...เขาจึงยิ่งรู้สึกว่ามันผิดปกติ

เฉินซานซือไม่ใช่คนโง่ เขาจะมัวยื้อนานขนาดนี้ไปเพื่ออะไร?

“คนอยู่ไหน!”

เฉาหรงออกคำสั่งเสียงเข้ม

“ไปรวบรวมข่าวกรองมาให้หมด ไม่ใช่แค่ที่นี่ แต่รวมถึงความเคลื่อนไหวของเมืองเยี่ยน เหลียง โยว และหยุนโจว รวมถึงทัพของแคว้นตงชิ่งด้วย ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าทุกคนกำลังทำอะไรกันอยู่!”

...

ในพริบตา เวลาก็ผ่านไปอีกเจ็ดวัน

เขาฉีหลินยังคงเงียบสงัดดั่งเดิม

จนกระทั่ง...เสียงตะโกนจากภายนอกดังกระหึ่ม ทำลายความเงียบทั้งมวลลง

“ฝ่าบาท!”

“หยุนโจว! กองทัพเป่ยเหลียงอยู่ที่หยุนโจว!”

“เมื่อสามสิบวันก่อน กองทัพเป่ยเหลียงนับแสนนายได้เปิดศึกกับตงชิ่งที่หยุนโจวแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”

“…”

“พูดจาเหลวไหล!” หลี่เหอตวาดลั่น

“กองทัพเป่ยเหลียงก็อยู่ตรงหน้าพวกเรานี่นา! เหตุใดจึงไปโผล่ที่หยุนโจวได้ในพริบตา?!”

"นั่นสิ"

"เมื่อไม่นานมานี้ พวกเรายังเพิ่งปะทะกับเฉินซานซืออยู่เลย!"

"หลี่เหอ!"

"เจ้านำผู้ฝึกเซียนสองสามคนเหาะเข้าใกล้ค่ายของศัตรู แต่อย่าลืมว่าต้องแน่ใจว่าจะรอดกลับมาให้ได้ สืบให้กระจ่างว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่!" เฉาหรงตัดสินใจออกคำสั่งทันที

"น่าจะทำแบบนี้ตั้งนานแล้ว!"

หลี่เหอรับคำสั่งแล้วออกเดินทางไปพร้อมกับผู้ฝึกเซียนอีกสองคนทันที

เพียงครึ่งชั่วยามให้หลัง เขาก็กลับมาด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว

"แย่แล้ว…ค่ายของกองทัพเป่ยเหลียงว่างเปล่า ไม่มีคนอยู่เลยแม้แต่คนเดียว! ไม่เพียงเท่านั้น ถนนไม้ที่เลียบหน้าผาเขาฉีหลินก็ถูกพวกเขาทำลายทิ้งด้วยตัวเอง"

"พวกมัน...ยกทัพไปโจมตีหยุนโจวทั้งหมดจริงๆแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"

ทันทีที่ได้ยิน ทุกคนก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

ถ้าเบื้องหน้าว่างเปล่า...แล้วที่พวกเขาตั้งรับอย่างเต็มกำลังอยู่ที่นี่ มันเพื่ออะไรกัน?

แต่เฉินซานซือก็เคยปรากฏตัวที่นี่จริงๆ

ทหารสอดแนมก็เห็นกับตาว่ามีการลำเลียงเสบียงตลอดทั้งวันทั้งคืนบนถนนไม้เลียบผา!

"เป็นค่ายกลลวงตา..." เฉาหรงเข้าใจขึ้นมาทันที

"เขาไม่เคยคิดจะโจมตีเมืองชุนชิวจริงๆ เลยสักครั้ง ทุกสิ่งที่ผ่านมาเป็นเพียงกลลวง เพราะเป้าหมายแท้จริงของเขาคือ หยุนโจว!"

เขาเคยรู้สึกแปลกๆมานานแล้ว และตอนนี้ก็ชัดเจนแล้วว่ามันมีลับลมคมในอยู่จริง

"พวกเจ้าคนธรรมดา วันๆเอาแต่คิดคดวางแผนกันอยู่ได้..."

หลี่เหอซึ่งบำเพ็ญเพียรมากว่าเจ็ดสิบปี ยังไม่เคยพบเล่ห์เหลี่ยมใดที่ซับซ้อนเช่นนี้มาก่อน

"แต่มันก็ยังไม่ถูกต้องทั้งหมด..."

เซียนเสวียนหยิบแผนที่ออกมา

เขาเป็นปรมาจารย์ด้านค่ายกล และเชี่ยวชาญกลยุทธ์การรบ เคยอ่านตำราพิชัยสงครามมามากมาย จึงสามารถมองภาพรวมของสถานการณ์ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

เขาชี้ไปยังหยุนโจวก่อนจะกล่าวว่า

"ต่อให้เฉินซานซือไปถึงหยุนโจว และสามารถขับไล่กองทัพตงชิ่งออกไปได้ในเวลาอันสั้น แต่เขาก็ยังผ่านด่านของพวกเราไปไม่ได้อยู่ดี ตราบใดที่เมืองชุนชิวยังตั้งมั่น เส้นทางลำเลียงเสบียงจากทางใต้ของเป่ยเหลียงก็จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ เปรียบเสมือนมีดที่จ่ออยู่ด้านหลังตลอดเวลา"

"หรือว่า...การที่เฉินซานซือเคลื่อนทัพลงใต้สู่นครจงหยวนเป็นเพียงอุบาย แต่เป้าหมายที่แท้จริง คือการยึดครองดินแดนทางเหนือทั้งหมด?

เมื่อได้ดินแดนแล้ว จึงค่อยรวบรวมไพร่พล สะสมกำลัง เตรียมตัวรับศึกใหญ่อีกครั้ง?"

"เหอะๆ\~"

หลี่เหอฟังจนจบแล้วก็หัวเราะเยาะอย่างเย็นชา

"ถ้าคิดกันแบบนี้ แสดงว่าเจ้าเด็กนั่นตั้งใจจะแข่งความเร็วในการบำเพ็ญเพียรกับฮ่องเต้ของพวกเจ้ารึ?"

เขาเคยอ่านประวัติของชายหนุ่มผู้นี้มาบ้าง จึงรู้ดีว่า เฉินซานซือในชุดคลุมขาวคนนี้ บำเพ็ญเพียรได้รวดเร็วอย่างน่าทึ่ง

จากพรานป่าในเวลาเพียงห้าหกปี ก็กลายเป็นจอมยุทธ์ขั้นพลังแท้จริงขั้นต้นได้ พรสวรรค์เช่นนี้ หากอยู่ในสำนักหรือสกุลใหญ่แห่งใดในดินแดนเซียน ก็ย่อมได้รับการบ่มเพาะด้วยทรัพยากรขั้นสูงสุด

แต่สงครามช่วงชิงเส้นชีพจรวิญญาณครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายดาย

หากปล่อยให้ยืดเยื้อไป เจ้าเด็กนี่มีแต่หนทางสู่ความตายเท่านั้น

"สหายเฉา"

"แล้วพวกเราควรทำอย่างไรต่อไป?" หลิงหยุนถามขึ้นเบาๆ

"รายงาน—!"

ขณะที่เฉาหรงกำลังครุ่นคิด ก็มีทหารนายหนึ่งเข้ามา เเล้วยื่นจดหมายลับฉบับหนึ่งด้วยสองมือ

"ท่านมู่เฟิงชุนจากเมืองหลวงส่งจดหมายมา ขอให้ฝ่าบาททรงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างยิ่งพ่ะย่ะค่ะ!"

เฉาหรงรับจดหมายมา

ชื่อของกุนซือพิษ มู่เฟิงชุน เป็นที่กล่าวขานไปทั่วหล้าด้วยเล่ห์กลที่ทั้ง "อำมหิต" และ "โหดเหี้ยม"

ในอดีต ชัยชนะหลายครั้งของผู้บัญชาการซุน ล้วนมีเงาของชายผู้นี้อยู่เบื้องหลัง

แต่ไม่นานนัก ทั้งสองก็แยกทางกันอย่างเงียบงัน โดยไม่ทราบสาเหตุ

หากจะถามว่าใครคือยอดฝีมืออันดับหนึ่งด้านการทหารของราชสำนักต้าเซิ่งในเวลานี้…ก็ต้องยกให้มู่เฟิงชุนแบบไร้ข้อกังขา

เฉาหรงคลี่จดหมายลับออกดู

เนื้อหาเรียบง่ายจนน่าขนลุก มีเพียงสี่คำเท่านั้น

"ระวังเส้นทางเสบียง!"

...

ณ เมืองหงตู

เมืองแห่งนี้แข็งแกร่ง ทว่าไม่ได้ใหญ่โตนัก

มันตั้งอยู่บนเส้นทางหลวงที่เชื่อมต่อจงหยวนกับดินแดนทางเหนือ ใช้เป็นจุดพักสำหรับลำเลียงเสบียงและกองกำลัง เรียกได้ว่ากุมชะตาเมืองชุนชิวไว้โดยตรง

อย่างไรก็ตาม ทำเลที่ตั้งกลับปลอดภัยเป็นอย่างยิ่ง

สี่ทิศแปดด้านล้วนล้อมด้วยด่านสำคัญของราชสำนักและภูเขาสูงชัน มีเพียงทิศเหนือที่เปิดรับการคุกคามจากเป่ยเหลียง แต่เมืองชุนชิวก็ยังเป็นกำแพงป้องกันอีกชั้นหนึ่งอยู่ดี

พูดได้ว่าสามารถนอนหลับได้อย่างสบายไร้กังวล

ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ถูกทิ้งไว้เฝ้าเมือง จึงมีเพียงผู้ฝึกเซียนอิสระระดับหลอมปราณขั้นปลายหนึ่งคน และขั้นกลางอีกหนึ่งคน

ทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมสายเลือด—ผู้พี่ชื่อ "ซูฝู" และผู้น้องชื่อ "ซูโซ่ว"

ซูฝูผู้พี่แม้อยู่ระดับหลอมปราณขั้นปลาย แต่พรสวรรค์ธรรมดา หมดหวังที่จะก้าวเข้าสู่ขั้นสร้างรากฐาน

ส่วนซูโซ่วอายุเพียงยี่สิบสามปี กลับบรรลุหลอมปราณขั้นกลางแล้ว พรสวรรค์นับว่าไม่เลว ทว่าขาดแคลนทรัพยากร

ด้วยเหตุนี้ ซูฝูจึงยอมเสี่ยงรับภารกิจค่าหัวจากสำนักเซิงอวิ๋น เดินทางมาร่วมศึกยังทวีปตงเซิ่งเสินโจว เพียงเพื่อหาโอกาสให้อนาคตของน้องชายได้เบ่งบานต่อไป...

หากวันใดน้องชายสามารถบรรลุขอบเขตสร้างรากฐานได้สำเร็จ

ตระกูลซูของพวกเขาก็อาจมีหวังได้เช่าเส้นชีพจรวิญญาณระดับต่ำแห่งหนึ่งในทวีปเทียนสุ่ย เพื่อก่อตั้งตระกูลบำเพ็ญเซียนขึ้นมา…จะได้ไม่ต้องใช้ชีวิตเยี่ยงผู้ฝึกเซียนอิสระที่ไร้ที่พึ่ง ต้องคอยหลบซ่อนหวาดระแวงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเช่นนี้อีก

“ซูโซ่ว!”

ซูฝูเดินขึ้นมายังบนกำแพงเมือง มองน้องชายที่กำลังนั่งหาวอยู่บนใบเสมา แล้วเอ่ยขึ้น

“เจ้าไม่ควรมาที่นี่เลย เจ้าไม่ได้ลงนามในสัญญาโลหิต ตอนนี้หากจะกลับไป...ก็ยังทันอยู่นะ”

ตั้งแต่สิ้นสุดศึกกวนตู้เป็นต้นมา

เงื่อนไขการรับภารกิจในใบประกาศค่าหัวก็ยิ่งเข้มงวดขึ้น

โดยเฉพาะสำหรับผู้ฝึกเซียนอิสระ ซึ่งแทบจะไม่มีโอกาสได้รับการว่าจ้างอีกหากพลังไม่ถึงขั้นหลอมปราณปลายเสียก่อน ยิ่งเมื่อได้เส้นชีพจรวิญญาณจากเขาหมางซานมาแล้ว ค่าตอบแทนก็ลดลงจากแต่ก่อนอย่างมาก

ส่วนซูโซ่ว น้องชายของเขา แม้จะฝ่าอันตรายมาด้วยตนเอง แต่เพราะไม่ได้ลงชื่อในสัญญาโลหิต เขาจึงไม่ได้รับรางวัลใดๆเลยแม้แต่น้อย

“ไม่ทันแล้ว” ซูโซ่วตอบเสียงเรียบ

“ใกล้ค่ายกลเคลื่อนย้ายมีหน่วยควบคุมการรบของสำนักเซิงอวิ๋นเฝ้าอยู่ กว่าจะสิ้นสุดการแย่งชิงเส้นชีพจรวิญญาณ หากไม่ได้รับอนุญาตจากสำนัก ก็ไม่มีใครออกจากที่นี่ได้ทั้งนั้น ข้าว่าพี่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก พวกเราอยู่กันมาตั้งหลายเดือนแล้ว รอบๆ มีแต่ภูเขารกร้างและไอพิษ ยังไม่เจอแม้แต่เงาของศัตรู จะมีภัยอันใดได้?”

“ก็จริงอยู่”

ซูฝูพยักหน้า ไม่ได้ค้านอะไร

ก่อนมา เขาเองก็คิดว่าเป็นศึกที่เก้าในสิบต้องตาย แต่ไม่คาดเลยว่าจะได้รับภารกิจเบาสบายเช่นนี้ เพียงแค่ดูแลเสบียง ไม่ต้องเข้าร่วมการสู้รบใดๆ เลย

ยิ่งไปกว่านั้น เมืองที่เขารับผิดชอบก็อยู่ในทำเลทอง ข้างหน้ามีเมืองชุนชิวขวางไว้ ด้านหลังก็ล้วนเป็นพวกเดียวกัน แม้แต่บนฟ้าก็ยังมีผู้คอยตรวจการณ์ เรียกได้ว่าอยู่ในความคุ้มกันหลายชั้น โอกาสที่จะถูกศัตรูบุกถึงนั้นแทบจะไม่มีเลย

หากทุกอย่างเป็นไปเช่นนี้ต่อไป ขอเพียงอยู่ให้ครบอีกไม่กี่เดือนก็สามารถกลับไปรับรางวัลได้อย่างสบาย เรียกว่าปอกกล้วยเข้าปากก็ไม่ผิด

คิดได้ดังนั้น ซูฝูก็นั่งลงข้างๆ น้องชาย ยื่นมือไปตบไหล่เบาๆ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“พี่รู้ว่าเจ้าหวังดีอยากช่วยเหลือ ครั้งนี้ก็แล้วไปเถอะนะ...แต่อย่าทำเช่นนี้อีกเลย ตระกูลซูยังต้องพึ่งเจ้าไปสร้างรากฐานที่เทียนสุ่ยอยู่”

ระหว่างที่ทั้งสองสนทนากัน

ใต้ท้องฟ้ายามเย็นที่ย้อมไปด้วยแสงอาทิตย์สีส้มงดงาม ก็มีเงาร่างของผู้ฝึกเซียนผู้หนึ่งบินตรงมาด้วยท่าทีเร่งรีบ ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด พร้อมเอ่ยถามทันที

“ช่วงนี้ที่นี่มีเหตุผิดปกติอะไรบ้างหรือไม่?”

“อ้อ ที่แท้ก็เป็นสหายเต้านี่เอง”

ซูฝูลุกขึ้นประสานหมัดคารวะ

“ทุกอย่างยังปกติดีขอรับ เสบียงรอบต่อไปคาดว่าจะมาถึงภายในหนึ่งเดือน รับรองว่าการส่งของจะไม่ล่าช้าแน่นอน”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้ฝึกเซียนที่เพิ่งมาถึงก็ถอนหายใจเบาๆ สีหน้าเคร่งเครียดผ่อนคลายลงบ้าง แต่ยังไม่วางใจนัก

“เมืองชุนชิวได้รับข่าวมาว่า อาจมีคนเตรียมลอบโจมตีเส้นทางเสบียง ข้าจึงถูกส่งมาตรวจสอบโดยเฉพาะ”

“เรื่องนั้นขอท่านวางใจได้” ซูฝูทุบอกให้คำมั่น

“ข้าขึ้นตรวจการณ์บนฟ้าทุกวัน พื้นที่ในรัศมีร้อยลี้อยู่ในความควบคุมของข้าทั้งหมด ไม่พบสิ่งผิดปกติแม้แต่น้อย”

“อืม”

ผู้ฝึกเซียนแซ่เต้าพยักหน้าเบาๆ

ที่จริง ระหว่างทางเขาก็ตรวจสอบมาแล้ว พื้นที่หลายพันลี้รอบด้านล้วนเป็นกองทัพฝ่ายตน ไม่ควรมีทางที่ศัตรูจะปรากฏตัวได้เลย...ไม่รู้ว่าท่านอ๋องตระกูลเฉาคนนั้นวิตกอะไรนักหนา คงจะระแวงเกินไปกระมัง

“ภายในสามสิบวันนี้ เมืองชุนชิวจะส่งกองกำลังเสริมอีกสี่หมื่นคนมาเพื่อเสริมการป้องกันของเมือง ระหว่างนี้ทุกฝ่ายจงระมัดระวังไว้ก่อน หากไม่มีอะไรแล้ว ข้าจะขอตัวกลับไปรายงานก่อน” เขากำชับเสียงเข้ม

สิ้นคำพูด ผู้ฝึกเซียนผู้นั้นก็เตรียมจะจากไป

ทว่าในขณะนั้นเอง…ซูโซ่วที่นั่งอยู่บนใบเสมาตลอดเวลากลับลุกขึ้นยืนอย่างฉับพลัน

เขามองไปทางทิศตะวันออกที่มีภูเขารกร้างตั้งตระหง่านอยู่ แล้วหรี่ตาลง

“พวกท่านดูนั่นสิ... เขาอินผิงเหมือนจะมีคนอยู่เลย?”

“เป็นไปไม่ได้หรอก” ซูฝูตอบแทบจะทันที

“ภูเขาลูกนั้นข้าเคยสำรวจอย่างละเอียดมาแล้ว ภายในเต็มไปด้วยไอพิษ ไม่ต้องพูดถึงคนธรรมดาเลย แม้แต่ผู้ฝึกเซียนอย่างพวกเรา หากอยู่ในนั้นนานเกินไปยังจะได้รับอันตราย อีกทั้งเส้นทางภายในยังขรุขระลำบาก ไม่ต้องพูดถึงกองทัพเลย แค่คนคนเดียวก็แทบจะเข้าไปไม่ได้ด้วยซ้ำ”

“ข้าเห็นจริงๆ ลองดูให้ดีเถอะ!” ซูโซ่วพูดอย่างหนักแน่น

ซูฝูกับผู้ฝึกเซียนแซ่เต้าอดไม่ได้ที่จะมีสีหน้าจริงจังขึ้นมา แล้วหันไปจ้องมองทิศตะวันออกอย่างตั้งใจ

……………………….

จบบทที่ บทที่ 319 : อ้อมตีเมืองหงตู

คัดลอกลิงก์แล้ว