- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 310 : เผาข้าวหลิงเหอ
บทที่ 310 : เผาข้าวหลิงเหอ
บทที่ 310 : เผาข้าวหลิงเหอ
บทที่ 310 : เผาข้าวหลิงเหอ
ณ เมืองตงอี้
หลังจากราชสำนักมีพระราชโองการเรียกตัวเฉินซานซือกลับเมืองหลวง ค่ายหงเจ๋อก็ถอนกำลังออกจากเมืองเหลียงโจว และเคลื่อนทัพไปตั้งค่ายที่เมืองตงอี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในสองเมืองบริวารสำคัญของเหลียงโจว
ยามเช้ายังมาไม่ถึง ท้องฟ้าเป็นสีเทาหม่น
บุรุษชุดขาวควบม้าขาว นำหวังจื๋อและศิษย์อีกสองคนมาถึงหน้ากำแพงเมือง
หยูจี้ตะโกนขึ้นไปด้วยเสียงดังฟังชัด
“ท่านผู้​บัญชาการมา! ยังไม่รีบเปิดประตูเมืองอีกหรือ?!”
“ท่านผู้​บัญชาการ?”
เซี่ยฉง ผู้รับผิดชอบเวรยามกลางคืน ชะโงกหน้าจากบนกำแพงลงมา
ทันใดนั้นสีหน้าเข่เปลี่ยน​เป็นประหลาดใจปนยินดี
“ท่านผู้​บัญชาการมาเพื่อร่ำลาพวกเราหรือขอรับ? ข้าจะรีบเปิดประตูเดี๋ยวนี้!”
ครืดดด——
ประตูเมืองเปิดออกช้าๆ
“หลังงานเลี้ยงเมื่อคืน ข้าน้อยยังนึกว่าคงต้องใช้เวลาอีกหลายปีจึงจะได้พบกับท่านผู้​บัญชาการอีก ไม่คาดเลยว่าจะได้พบเร็วขนาดนี้”
เซี่ยฉงลงมาต้อนรับด้วยตัวเอง เอ่ยด้วยท่าทีเคารพ
“ไม่ทราบว่าท่านผู้​บัญชาการมีบัญชาใดหรือไม่ขอรับ?”
เฉินซานซือไม่ได้ตอบคำ เพียงควบม้าเดินตรงไปข้างหน้า
ใบหน้าเรียบเฉยดุจผิวน้ำของบุรุษชุดขาวทำให้เซี่ยฉงรู้สึกใจไม่ดีนัก
เขาไม่กล้าถามอะไร แต่ยังคงเดินตามไปใกล้ๆ และเมื่อเห็นว่าเฉินซานซือกำลังตรงไปยังกระโจมบัญชาการกลาง สายตาของเขาก็เริ่มเหม่อลอย มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มขื่นๆ
“ท่านผู้​บัญชาการ...แท้จริงแล้ว ข้ามิได้ตั้งใจจะปิดบัง”
“ไม่นานมานี้ ราชสำนักส่งสารลับมาสั่งให้ข้ากับท่านนายพลฉู่และคนอื่นๆ คอยจับตาดูค่ายหงเจ๋อให้ดี หากเกิดเรื่องใดขึ้นให้รีบรายงานทันที”
“ตอนนั้นข้าก็คิดว่า...มันเกินกว่าเหตุไปไหม?”
“ท่านผู้​บัญชาการชนะศึกเพื่อราชสำนักมานับไม่ถ้วน คุณูปการใหญ่หลวงถึงเพียงนี้ จะคิดไม่ซื่อได้อย่างไรกัน? ขุนนางเฒ่าในราชสภานั่นเลอะเลือนไปเอง”
“และหากท่านผู้​บัญชาการคิดจะทำอะไรจริงๆ พวกเราจะต้านไว้ได้หรือ? แค่ประตูเมืองเมื่อครู่ ต่อให้ข้าไม่เปิด ท่านก็ยังสามารถขึ้นกำแพงหรือทลายประตูด้วยตัวเองได้ จะขวางอย่างไรก็คงไร้ความหมาย”
“ดังนั้น ท่านผู้​บัญชาการ...”
“เซี่ยฉง” เฉินซานซือเอ่ยขึ้นอย่างกะทันหัน
“เจ้าติดตามข้ามากี่ปีแล้ว?”
“สามปีขอรับ” เซี่ยฉงตอบอย่างไม่ลังเล
“เมื่อสามปีก่อน ราชสำนักมีราชโองการให้พวกข้านำกองทัพเกราะดำสามพันนายไปรอท่านที่เมืองถงหนาน แล้วก็ศึกที่เขตไหลโจว ที่สามสิบสี่เมืองยอมจำนนโดยไม่ต้องรบ ศึกผาอิ๋นซงที่สายฟ้าฟาดทัพหนานซูแตกกระเจิง ศึกด่านหู่เหลา ที่ทหารสามพันของเราล้มกองทัพเเสนนายของหนานซู ศึกบนเขาจื่อเว่ยที่ท่านเสี่ยงชีวิตปกป้องฮ่องเต้ ต่อมาก็ศึกทะเลทรายทางเหนือ และล่าสุดคือศึกกวนตู้ ที่ท่านบุกนำหน้า ฆ่าเซียนการทัพ พลิกสถานการณ์กลับมายึดเขาหมางซานได้...”
เขารำลึกทุกศึกได้อย่างแม่นยำ ราวกับเป็นเรื่องราวในบ้านของตนเอง
แล้วเขาก็หยิบแผนที่สองสามแผ่นออกมาจากอกเสื้อ
“ท่านผู้​บัญชาการดูสิขอรับ ทุกครั้งที่ท่านบัญชาการ ข้าขีดเขียนจดไว้หมดแล้ว...”
โดยไม่รู้ตัว พวกเขาก็มาถึงหน้ากระโจมบัญชาการกลาง
“เจ้า…จบชีวิตตัวเองอย่างสมศักดิ์ศรีเถอะ” (โหดจัง)​
เฉินซานซือไม่ปล่อยให้เขาพูดต่ออีก เขาก้าวลงจากหลังม้า เดินเข้าไปในกระโจม หยิบตราแม่ทัพของค่ายหงเจ๋อขึ้นมา แล้วโยนให้หวังจื๋อ
นับจากนี้...หวังจื๋อคือแม่ทัพใหญ่ผู้บัญชาการค่ายหงเจ๋อ!
เขาชูตราขึ้นสูง เสียงสั่งการดังกังวานทำลายความเงียบสงัด
“ทหารค่ายหงเจ๋อฟังคำสั่ง! ทั้งหมดจงจัดทัพออกจากเมือง เตรียมพร้อมรับศึก!”
หยูเลี่ย รีบวิ่งไปที่ข้างลาน รัวกลองศึกดังกระหึ่ม
ตุ้ม! ตุ้ม! ตุ้ม!
ค่ายหงเจ๋อเคยผ่านสมรภูมิใหญ่น้อยมานับครั้งไม่ถ้วน
ทั้งการข้ามแม่น้ำหงเจ๋อ ศึกหู่เหลา ศึกหลางจูซู และศึกกวนตู้
ดังนั้นเมื่อเสียงกลองดังขึ้น พวกเขาจึงเคลื่อนไหวสวมเกราะ คว้าอาวุธ เข้าประจำแถวอย่างมีระเบียบทันที
ณ เวลานี้…สีหน้าของเซี่ยฉงซีดเผือด ราวกับขี้เถ้า
“พวกเจ้าทำอะไรกัน?!”
นายพันใหญ่เซียวเจิ้ง วิ่งออกมาด้วยใบหน้าเคร่งเครียด
เขาเองก็ได้รับสารลับเช่นกัน และเข้าใจในทันทีว่าเรื่องใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น
“ทุกคน กลับที่เดี๋ยวนี้! บัดนี้ค่ายหงเจ๋อไม่ฟังคำสั่งผู้บัญชาการอีกต่อไป แต่ต้องฟังคำสั่งจากกรมกลาโหมเท่านั้น!”
ทหารส่วนใหญ่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ในที่สุดก็ไม่มีใครหยุดเท้า ยังคงมุ่งหน้าไปรวมพลที่ลานฝึก
“ข้าบอกให้หยุด! พวกเจ้าไม่ได้ยินรึ?!”
เซียวเจิ้งตะโกนสุดเสียง แล้วชักดาบออกมาอย่างกราดเกรี้ยว
“ไม่ฟังคำสั่งท่านผู้บัญชาการ…งั้นจงตายซะเถอะ!”
ทันใดนั้น หวังลี่กับซูปินก็บุกเข้ามาจากด้านข้าง
เซียวเจิ้งยกดาบขึ้นป้องกัน แต่แล้วก็เบิกตากว้างอย่างตะลึงงัน
สองคนนี้บรรลุขั้นทะลวงชีพจรตั้งแต่เมื่อใด?!
ไม่ทันได้คิดหาคำตอบ ศีรษะของเขาก็ปลิวหลุดจากบ่า
“เหล่าเซียว!”
เมิ่งติ่งซินตระหนักทันทีว่าสิ่งที่ราชสำนักเตือนนั้นเป็นจริง
บุรุษชุดขาวคิดก่อกบฏ!
เขาพยายามชักดาบ แต่ก่อนจะได้ลงมือ โลกทั้งใบของเขาก็มืดมิด
เป็นจูถงที่ใช้ค้อนทุบศีรษะเขาจนแหลกเหลว
“ท่านผู้​บัญชาการ!”
โหยวจี้เข่อกุมดาบแน่น พรางตะโกนอย่างสิ้นหวัง
“เหตุใดท่านจึงต้องก่อกบฏ?!”
หวังลี่ เฟิงหยง และพวกพ้อง บุกเข้าไปพร้อมกัน…และในพริบตา ศีรษะของเขาก็หลุดออกจากร่าง
ต่งหยูหลินคิดจะหนี แต่สุดท้ายก็ถูกตามไปสังหารด้วยดาบเพียงดาบเดียว
เพียงชั่วพริบตา ขุนพลระดับสูงของราชสำนักก็เหลือรอดอยู่เพียงสองคนสุดท้าย รองแม่ทัพฉู่ซื่อสงและนายพันเซี่ยฉง
เมื่อคืน ฉู่ซื่อสงดื่มจนเมามาย พอได้ยินเสียงกลองศึกก็ยังอยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น
เขาก็รีบสวมเกราะด้วยความเร่งรีบที่สุดเท่าที่จะทำได้ คว้าดาบใหญ่แล้วเดินโซเซออกจากกระโจม ทว่าเบื้องหน้ากลับเป็นภาพอันนองเลือดเหมือนถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ
เขาได้แต่นิ่งตะลึงงันอยู่กับที่
ส่วนเซี่ยฉงกลับเหมือนถูกดูดพลังชีวิตและจิตวิญญาณไปจนสิ้น เขาทรุดกายคุกเข่าลงกับพื้น…สีหน้าเหม่อลอย ราวกับบางสิ่งในจิตใจพังทลายลงมาพร้อมกับร่างกาย
“เซี่ยฉง!”
เฟิงหยงโยนดาบเล่มหนึ่งไปตรงหน้าเขา
“จบชีวิตตัวเองอย่างสมศักดิ์ศรีซะ!”
“ท่านผู้​บัญชาการ...”
เซี่ยฉงเงยหน้าขึ้น มองไปยังบุรุษในชุดขาวที่ยืนตระหง่านอยู่ใต้ผืนฟ้า…
แล้วอดถามออกมาไม่ได้
“เหตุใดกันขอรับ?!”
“ในราชสำนักมีขุนนางชั่วคิดทำร้ายท่านหรือ?...เหตุใดยังไม่ทูลถวายฎีกาต่อฝ่าบาทเล่า!”
แต่กลับไม่มีคำตอบใดๆ
งานเลี้ยงเมื่อคืน...คือโอกาสสุดท้ายของพวกเขาแล้ว
“เซี่ยฉง อย่ามัวพูดจาไร้สาระอยู่เลย” ซูปินเอ่ยเร่ง
“ถ้ายอมกลับใจ ตอนนี้ยังทันที่จะเข้าร่วมฝ่ายเรา ติดตามท่านผู้​บัญชาการ แต่ถ้าไม่…ก็อย่าเสียเวลาเลย”
“ข้า...เซี่ยฉง เป็นเด็กกำพร้า บิดามารดาอดตายตั้งแต่ข้าอายุสามขวบ ราชสำนักต่างหากที่เลี้ยงดูข้ามา ถ่ายทอดวิชาการต่อสู้ให้ ให้เบี้ยหวัด ให้ข้าได้สวมเกราะชุดนี้ ข้าจะทำตัวเยี่ยงกบฏได้อย่างไร...”
เซี่ยฉงค่อยๆ หยิบดาบขึ้นมา วางจรดลำคอเบาๆ…เสียงเด็ดเดี่ยวนั้นสั่นไหวเล็กน้อย
“เสียดายก็เพียง...ไม่ได้ตายในสนามรบ”
สิ้นเสียง ดาบก็กรีดผ่านลำคอ ศีรษะหล่นลงมากับพื้นอย่างหมดแรง
“รู้แต่เพียงว่าในเมืองหลวงมีเด็กกำพร้า แต่เคยนึกบ้างไหมว่า...เด็กกำพร้ามาจากที่ใด”
“เคยนึกบ้างหรือไม่ ว่าทำไมบิดามารดาของเจ้าจึงต้องอดตาย?” เฉินซานซือพึมพำกับตนเอง
ไม่ใช่ทุกคนในโลกนี้จะสามารถตื่นรู้ได้เช่นเติ้งเฟิง
“ฉู่ซื่อสง ถึงตาเจ้าแล้ว!”
หวังจื๋อมองคนสุดท้ายพลางพูดเสียงเรียบ
“จัดการตัวเองซะ!”
และจนถึงขณะนั้นเอง ฉู่ซื่อสงจึงเพิ่งตื่นจากความฝัน อาการเมาค้างพลันสร่างในพริบตา
“เฉินซานซือ! ข้าดูเจ้าผิดไปจริงๆ! เจ้ามันกบฏชัดๆ! ข้าไม่ฆ่าตัวตายหรอก”
“ข้ายังคงยืนยันคำเดิม—ข้าตายไป ข้าก็จะเป็นดวงวิญญาณผู้ภักดีต่อราชวงศ์ต้าเซิ่ง!”
“ถ้าอย่างนั้นก็สมใจเจ้าเถอะ”
หวังจื๋อไม่พูดพร่ำ มือเปล่งพลังปราณเเท้จริ​งอันรุนแรง ผนึกลงบนดาบโม่เตาในมือ จนทั้งเล่มส่องประกายประหนึ่งเต่าเสวียนอู่ ดาบฟันลงมาด้วยอานุภาพราวขุนเขาไท่ซานถล่มทับ
เพียงกระบวนท่าเดียว ก็ปลิดชีพฉู่ซื่อสงลงในทันที
ในเวลาเดียวกัน กองทัพของค่ายหงเจ๋อก็รวมพลเสร็จเรียบร้อย
ทหารเหล่านี้แตกต่างจากพวกขุนพลใหญ่ที่ตระกูลได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณมาหลายชั่วอายุคน
ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาล้วนมาจากครอบครัวธรรมดา ความคิดเกี่ยวกับ “ราชสำนัก” สำหรับพวกเขานั้นเลือนรางนัก
ตรงกันข้าม บุรุษในชุดขาวผู้ลงศึกด้วยตัวเองทุกครั้ง บุกเมืองด้วยตนเอง นำพาพวกเขาออกจากหายนะนับครั้งไม่ถ้วน—ต่างหากคือผู้บัญชาการที่แท้จริง ในสายตาของพวกเขา มีเพียง “คำสั่งแม่ทัพ” ไม่มีพระราชโองการ
ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่หลังศึกที่ภูเขาหลางจูซู ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีราชโองการออกมา
ข่าวลือว่าราชสำนักแม้จะดูเหมือนให้รางวัล แท้จริงกลับเป็นการลดอำนาจของบุรุษชุดขาว และมีคำสั่งเรียกตัวเข้าเมืองหลวงเพื่อกักบริเวณก็แพร่สะพัดไปทั่วค่าย
ช่วงไม่กี่วันมานี้ ยิ่งมีข่าวลือถึงการก่อกบฏในสามเมืองของ “กวนตู้” แพร่กระจาย…แม้จะถูกกดไว้ แต่ใช่ว่าจะไม่มีใครได้ยิน
ทหารชายแดนตะวันตกจำนวนหนึ่งแสนห้าหมื่นนายเสี่ยงชีวิตอยู่แนวหน้า แต่กลับมีผู้คนในราชสำนักไปเจรจากับพวกเซียนเพื่อผลักไสพวกเขาไปสู่ความตาย!
ตอนนี้ยังจะเรียกบุรุษชุดขาวเข้าเมืองอีก…หากเข้าไปจริง อาจไม่ได้กลับออกมาอีกเลย!
จะทนได้อย่างไรกัน?!
การตายของนายพันทั้งหลาย เห็นชัดว่าเพราะพวกเขารับใช้ราชสำนักที่กำลังบีบคั้นแม่ทัพของพวกตน มันคือการหักหลัง…สมควรตาย!
…..
เฉินซานซือก้าวขึ้นสู่แท่นสูง กวาดตามองทหารหนึ่งหมื่นห้าพันนายที่ยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ
ระหว่างพวกเขา ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก
ความเข้าใจนั้น หล่อหลอมจากการรบเคียงบ่าเคียงไหล่ การเอาชนะอุปสรรคอย่างไม่คาดฝัน ความเชื่อใจระหว่างกันเกิดจากการฝ่าฝันผ่านห่าธนู เลือด และซากศพ
ในโลกนี้ ไม่มีใครฝากชีวิตไว้ในมือของกันและกันได้เท่าพวกเขา และไม่มีใครย่างก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่ลังเลได้เท่าเขาเหล่านี้
เฉินซานซือเอ่ยเพียงสั้นๆ แต่เสียงของเขากลับชัดถ้อยชัดคำ
“ออกจากเมือง เคลื่อนทัพ!”
ตุ้ม! ตุ้ม! ตุ้ม!
เสียงกลองศึกดังขึ้นอีกครั้ง
กองทัพค่ายหงเจ๋อหนึ่งหมื่นห้าพันนาย ยกทัพจากเมืองตงอี้ มุ่งหน้าขึ้นเหนือ!
….
ไก่ทองขัน เป้าเสี่ยว ดวงอาทิตย์เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้า
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เป็นช่วงท้ายของฤดูเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง และยังเป็นวาระสุดท้ายตามกฎหมายของราชสำนักที่อนุญาตให้ปลูกข้าวหลิงเหอได้
ห่างจากเมืองเหลียงโจวประมาณห้าสิบลี้ มีผืนนาชั้นดีที่เชื่อมต่อกันเป็นพื้นที่กว่าพันหมู่ นี่คือแหล่งเพาะปลูกสำคัญของชาวบ้านทั้งในและนอกเมือง ทุกครั้งที่ถึงฤดูไถหว่านหรือเก็บเกี่ยว บริเวณนี้จึงคึกคักเป็นพิเศษ
ต้นข้าวหลิงเหอที่สุกงอมแล้วแผ่ขยายดั่งท้องทะเลสีทองสีน้ำเงิน โบกไหวตามแรงลมฤดูใบไม้ร่วงอย่างอ่อนโยน
เช่นเดียวกับพืชผลบางชนิด ข้าวหลิงเหอสามารถเก็บเกี่ยวได้ปีละสองครั้ง…หลังเก็บเกี่ยวรอบฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ก็จะต้องเร่งปลูกต้นกล้าใหม่ลงไปทันที
เช้าวันนี้ ฉีต้าจู้พาชาวบ้านจากหมู่บ้านชิงผิงออกมาตั้งแต่ยังไม่สว่าง พวกเขาเตรียมปลูกข้าวสาลีฤดูหนาวหรือธัญพืชชนิดอื่นในพื้นที่ที่เหลือ ซึ่งเดิมทีถูกสงวนไว้สำหรับปลูกข้าวหลิงเหอตามคำสั่งของทางการ
แม้พื้นที่ที่ได้จะเป็นเพียงครึ่งหนึ่ง แต่ก็ยังพอเป็นเสบียงสำคัญให้ได้พอหายใจหายคอสะดวกขึ้นในปีหน้า
นับตั้งแต่เหตุการณ์ขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับผู้ว่าการเมืองเหลียงโจว อู๋โหย่วเต๋อครั้งก่อน…ทางการก็เงียบหายไป ชาวบ้านเริ่มคาดหวังว่า ราชสำนักอาจยอมผ่อนปรน เห็นใจความลำบากของพวกเขา และอนุญาตให้ปลูกพืชอื่นแทนข้าวหลิงเหอได้อีกหนึ่งถึงสองปี
แต่แล้ว ในขณะที่ทุกคนกำลังจะเริ่มลงมือทำงาน เสียงกีบม้าที่น่าสะพรึงกลัวก็ดังขึ้นใกล้เข้ามา
ทัพม้ากองใหญ่ตรงมุ่งเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูกที่คึกคักที่สุดของเมืองเหลียงโจว
ผู้นำขบวนไม่ใช่ใครอื่น นอกจากอู๋โหย่วเต๋อ ผู้ว่าการเมืองเหลียงโจว และแม่ทัพพานลั่ว
ตามหลังด้วยทหารเกราะหนัก พร้อมขบวนจัดทัพอย่างใหญ่โต ฝุ่นทรายลอยคลุ้งไปทั่ว บรรยากาศตึงเครียดราวพายุจะถาโถมลงมา
เหนือหัวของพวกเขา มีชายคนหนึ่งขี่ดาบลอยล่องอยู่กลางอากาศ — ซูหยวนเซี่ยง เซียนจากนิกายเซิงอวิ๋น
ข้าวหลิงเหอที่ปลูกในแผ่นดินราชวงศ์ต้าซิ่ง ต้องถูกส่งมอบให้กับนิกายของเขา และปีนี้ เขาคือผู้รับผิดชอบเก็บภาษีข้าวหลิงเหอ
ด้วยเหตุนี้ อู๋โหย่วเต๋อจึงเชิญเซียนมาด้วยในวันนี้
“พวกเจ้ามันชาวบ้านดื้อด้าน!”
อู๋โหย่วเต๋อชี้หน้าชาวนา พลางตะโกนด้วยเสียงเกรี้ยวกราด
“วันนี้จะปลูกหรือไม่ปลูกข้าวหลิงเหอ?!”
ชาวนาในทุ่งต่างเงยหน้าขึ้นมอง พอเห็นอาวุธในมือทหารและเกราะหนักบนตัว ความกลัวก็ฉายชัดบนใบหน้าทุกคน ต่างลังเลและรู้สึกอยากถอยหนี
จนกระทั่ง ฉีต้าจู้ ตะโกนขึ้นมาเป็นคนแรกด้วยเสียงเด็ดเดี่ยว
“ปีนี้! ไม่ว่าจะพูดอย่างไร พวกข้าก็จะไม่ปลูก! ถ้ายังบังคับกันอีก พวกข้าจะทำลายข้าวหลิงเหอทั้งหมดทิ้งให้หมด!”
“พูดถูก…ถ้ายังปลูกอยู่ พวกเราก็อดตายอยู่ดี!”
“เเม้ตายก็ไม่ปลูก!”
“ราชสำนักต้องให้ความเป็นธรรมกับพวกเรา!”
เสียงร้องประท้วงดังขึ้นจากรอบทุ่งนา ดังระงมไปทั่ว
บนฟ้า…ซูหยวนเซี่ยงวางน้ำเต้าสุราลง แล้วเอ่ยด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม
“ถ้าไม่มีพวกข้าเหล่าเซียน พวกเจ้าชาวบ้านก็ถูกเผ่าอสูรกับเผ่าปีศาจฆ่าทิ้งเหมือนหมูเหมือนหมาไปนานแล้ว!”
“แค่ให้ปลูกข้าวหลิงเหอ พวกเจ้าก็ยังไม่ยอม!”
“ยังมีความสำนึกบุญคุณอยู่บ้างไหม?! ดี! ดีมาก!”
“ในเมื่อไม่ยอมปลูก เช่นนั้นก็ไม่ต้องปลูกอะไรทั้งสิ้น!”
พูดจบ เขาก็ร่อนลงมาจากฟ้า ดาบบินส่งเสียงหวีดลั่น พลังเซียนถูกส่งเข้าสู่ดาบจนเกิดแสงสว่างวาบ แล้วเขาก็ฟันลงไปอย่างแรง
ฉับพลัน ผืนนาของหญิงชาวบ้านคนหนึ่งถูกทำลายจนหมดสิ้น เมล็ดพันธุ์ที่เพิ่งปลูกยังไม่ทันงอกงามดี ก็ถูกพลังเซียนฟาดราบไปกับดิน
หญิงชาวบ้านคุกเข่าลงร่ำไห้พร้อมพ่อสามีผู้ชราอย่างเจ็บปวด
ดาบนั้นแม้เหมือนแค่ไถนา แต่จริงๆ แล้วคือการฆ่าคนทั้งเป็น!
“ทุกคนเห็นแล้วใช่ไหม!” อู๋โหย่วเต๋อพูดเสริม
“ท่านเซียนยังเมตตา ไม่ได้ทำให้เลือดตกยางออกเลยด้วยซ้ำ เอาล่ะ! ทำหน้าที่ของพวกเจ้าเถิด ปลูกข้าวหลิงเหอลงไป ทุกอย่างจะได้สงบสุข ข้าก็จะได้รายงานราชสำนักได้เช่นกัน!”
“ไอ้คนชั่ว! ข้าจะสู้กับเจ้าจนตาย!”
ฉีต้าจู้ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขายกจอบขึ้นมาหมายจะบุกเข้าใส่
“พี่น้องทั้งหลาย…สู้กับพวกมันให้ตายไปข้าง!”
เสียงของเขาจุดประกายให้เหล่าชาวนาที่อัดอั้นถึงขีดสุด พากันคว้าเครื่องมือแล้วกรูกันเข้าไป
อู๋โหย่วเต๋อแสยะยิ้ม ดูเหมือนเตรียมใจไว้แล้ว
“นี่แหละ ที่ใดกันดาร ที่นั่นย่อมมีคนพาล” เขาพูดเย้ย
“ท่านผู้​บัญชาการพาน ฝากสั่งสอนพวกมันด้วย”
แม่ทัพพานลั่วไม่เอ่ยคำใด เพียงโบกมือ
ทันใดนั้น…ทหารนับร้อยก็พุ่งออกมา
แม้ไม่มีอาวุธสังหาร แต่ทุกคนก็ถือแส้ยาวไว้ในมือ
ผลลัพธ์นั้นเลวร้าย
ชาวนาไม่มีทางสู้กับทหารที่ผ่านศึกมาได้ พวกเขาถูกฟาดล้มลงทีละคน เลือดสาดกระเซ็น
อีกด้าน ทหารอีกชุดก็เริ่มไถพรวนอย่างบ้าคลั่ง ใช้หอกเกราะทำลายพืชผลที่เพิ่งปลูกไว้จนย่อยยับ
“พวกเจ้ามันสารเลว!”
“เลวยิ่งกว่าหมูกว่าหมา!”
เสียงก่นด่าดังทั่ว ผสมกับเสียงคร่ำครวญ
ฉีต้าจู้และชาวบ้านคนอื่นๆ ที่บาดเจ็บเต็มตัว ทำได้เพียงกัดฟันรับการเฆี่ยนตี และมองดูต้นกล้าที่เพิ่งลงมือปลูกถูกทำลายลงต่อหน้าต่อตา
ปีหน้า...คงไม่มีอะไรให้พวกเขาเก็บเกี่ยวอีกแล้ว
“ชาวบ้านดื้อด้านทั้งหลาย ฟังให้ดี!”
อู๋โหย่วเต๋อชี้แส้ไปยังฝูงชน
“ใครไม่ร่วมมือ จะถูกเนรเทศ! ที่นาทั้งหมดจะถูกยึด และนำไปปลูกข้าวหลิงเหอ!”
วันนี้...พวกเขาไม่ได้สังหารใคร
เพราะต้องการใช้ความหวาดกลัวเป็นเครื่องมือ
หากยอม ความเสียหายก็แค่ปลูกข้าวหลิงเหอครึ่งหนึ่ง
แต่หากขัดขืน...จะต้องสูญเสียทุกอย่าง
“อ๊า!”
ทหารเกราะหนักยังคงลงมือไถพรวนอย่างโหดเหี้ยม ต้นกล้าที่เพิ่งแตกรากงอกเงยถูกย่ำยีไม่ต่างจากหญ้าหรือวัชพืช
“ดี! ดีมาก! ตีให้หนักๆเข้า ตีให้พวกมันสำนึก!”
ซูหยวนเซี่ยงยืนดูเสียงร่ำไห้โหยหวนที่ดังก้องไปทั่วทุ่งนา แล้วค่อยๆยกน้ำเต้าสุราขึ้นจิบ ดื่มด้วยความพึงพอใจ...
แต่แล้วในฉับพลัน…เสียงม้าศึกแผดร้องกึกก้องราวกับคำรามของมังกร ก็ดังขึ้นแทรก
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
เฉินซานซือกระตุกบังเหียนม้าให้หยุด
ด้านข้างของเขา มีสองพี่น้อง หยูจี้และหยูเลี่ย ติดตามมาด้วย คนหนึ่งถือดาบโม่เตา อีกคนถือหอกยาว
พวกเขาทั้งสองกระโดดลงจากหลังม้า แล้วพุ่งตรงเข้าสู่ท้องนา
“ท่านผู้​บัญชาการสั่งให้หยุด!”
“หยุดมือเดี๋ยวนี้!”
“...”
ไม่นานนัก ความวุ่นวายในท้องนาก็สงบลง
“เจ้าแซ่เฉิน…เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย?!” ซูหยวนเซี่ยงตะโกนลั่น
แต่บุรุษในชุดขาวกลับทำเหมือนไม่ได้ยินแม้แต่น้อย เขานั่งนิ่งอยู่บนหลังม้าขาว…จ้องมองความเสียหายที่เกลื่อนกลาดอยู่ในผืนนา ก่อนจะกล่าวเสียงเย็นเฉียบ
“อู๋โหย่วเต๋อ ข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่า เจ้าหมดสิทธิ์เป็นผู้ว่าการเมืองเหลียงโจว…ส่วนพานลั่ว ข้าก็เคยเตือนไปเช่นกันว่า ห้ามยุ่งเกี่ยวกับทุ่งนาอีกต่อไป”
“โอ้ ที่แท้ท่านผู้​บัญชาการเฉินเสด็จมาเอง”
อู๋โหย่วเต๋อฉีกยิ้มประจบ
“เอ๊ะ… แต่ข้าน้อยจำได้ว่า วันนี้ท่านควรจะอยู่ที่เมืองหลวงเพื่อรับราชโองการมิใช่หรือ? ไยจึงมีเวลามาที่นี่ได้?”
“ตอบคำถามของข้า” เฉินซานซือกล่าวเสียงเรียบ
ครืนนนน!
ในขณะนั้นเอง พื้นดินก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงราวกับมังกรใต้ดินพลิกตัว พร้อมพายุฝุ่นลูกใหญ่ที่พัดกระหน่ำมาตามแรงลม
ภายในพายุนั้น ปรากฏเงาของทหารม้าเกราะทมิฬพุ่งทะลวงเข้ามาเป็นระลอกดั่งคลื่นทะเล เปี่ยมด้วยอำนาจดุดันและไอสังหารที่ทะยานสู่ฟ้า
เพียงแค่เผชิญหน้ากันในพริบตาเดียว…ค่ายหอกเกราะหนักที่แม้จะเชี่ยวชาญการรบ ก็ถูกกดดันอย่างราบคาบ ม้าศึกใต้ร่างเริ่มกระวนกระวาย บางตัวถึงกับสั่นเทิ้ม
“ใครเป็นคนสั่งเคลื่อนทัพ?!”
พานลั่ว แม่ทัพค่ายหอกเกราะหนัก สีหน้าถมึงทึงทันที
“ฉู่ซื่อสงอยู่ไหน?! แล้วซูเหวินไฉล่ะ?!”
เมื่อห้าวันก่อน กองทัพหงเจ๋อเพิ่งจะขึ้นตรงต่อผู้อื่น แล้วเหตุใดเฉินซานซือถึงปรากฏตัวพร้อมทัพได้อีก?
“ท่าน...ท่านผู้​บัญชาการเฉิน ท่านจะทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร?”
อู๋โหย่วเต๋อเริ่มพูดติดขัด
“ฤดูใบไม้ร่วงใกล้สิ้นสุดแล้ว หากไม่รีบปลูกข้าวหลิงเหอก็จะไม่ทัน ในฐานะขุนนางราชสำนักด้วยกัน ท่านน่าจะเข้าใจดีมิใช่หรือ?”
“เเล้วเหตุใดจึงต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่โต? อีกอย่าง การเคลื่อนทัพโดยไม่ได้รับคำสั่งเช่นนี้ เกรงว่าจะขัดต่อกฎระเบียบนะขอรับ...”
“อู๋โหย่วเต๋อ!”
เฉินซานซือกล่าวเสียงเย็นราวน้ำแข็ง
“เจ้าเฆี่ยนตีผู้บริสุทธิ์ ย่ำยีที่นาชาวบ้าน กดขี่ราษฎร…โทษตามกฎหมายคือไต่สวนและประหารชีวิต! นำตัวไป!”
สิ้นคำสั่ง ทหารหงเจ๋อสองนายก็กรูเข้าไปจับกุมตัวเขาทันที
องครักษ์ผู้ว่า…ยังไม่ทันได้ชักดาบ เฟิงหยงก็วาดดาบเพียงครั้งเดียว ฟันคอขาดกระเด็น
“ผู้ใดขัดคำสั่ง ฆ่าได้ทันที!”
อู๋โหย่วเต๋อถูกลากลงจากหลังม้า พอเห็นว่าการอ่อนข้อก็ไม่มีผล เขาจึงฉีกหน้ากากออกแล้วตะโกนลั่น
“เฉินซานซือ!”
​
“เจ้ามันก็แค่ผู้บัญชาการในนาม จะมาทำตัววางอำนาจอยู่ที่นี่ทำไม? ข้าวหลิงเหอเป็นคำสั่งจากราชสำนัก! เจ้าจับข้า แล้วใครจะปลูก?!”
เขาหยุดไปชั่วครู่ แล้วกล่าวเสียงเย้ยหยัน
“เจ้ามีสิทธิ์อะไรมายุ่ง? หรือว่า...เจ้าจะก่อกบฏ?!”
“เจ้าทายถูกแล้ว”
เฉินซานซือกล่าวเรียบๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปในทุ่งนา
ค่อยๆยื่นมือถอนต้นข้าวหลิงเหอทั้งรากขึ้นมา แล้วชูสูงเหนือศีรษะ
“นับจากนี้ ข้าต้องการให้ผืนดินเหลียงโจว ไม่มีวัชพืชพิษต้นใดหลงเหลืออยู่!”
พรึ่บ!
ภายใต้สายตาทุกคน หมัดของเขาเปล่งประกาย​เปลวเพลิงแผดเผาข้าวหลิงเหอจนกลายเป็นเถ้าถ่าน ปลิวหายไปตามลมฤดูใบไม้ร่วง
แล้วในขณะนั้นเอง…เสียงของเฉินซานซือดังก้องกังวานราวระฆังสวรรค์ กระแทกฟ้าดินสะเทือนเลื่อนลั่น ปกคลุมทั่วเมืองเหลียงโจว
“ประกาศคำสั่งข้า!”
“ทำลายข้าวหลิงเหอทั้งหมดในท้องนา…เผาทิ้งให้สิ้น!”
“เบื้องบนมีสวรรค์ไร้เมตตา! มีเซียนไร้กรุณา!”
“เบื้องล่างมีราชสำนักชั่ว! มีขุนนางชั่วครองเมือง!”
“วันนี้….ข้าเฉินซานซือ จะสังหารเซียน ขจัดขุนนางชั่ว!”
“ชูธงทัพ ก่อการปฏิรูป!”
…..
สังหารเซียน ขจัดขุนนางชั่ว ชูธงทัพ ก่อการปฏิรูป!
เสียงทั้งสี่ดังสะท้อนสะเทือนผืนแผ่นดิน ฝังแน่นอยู่ในจิตใจของทุกผู้คน ราวกับถูกสลักไว้ด้วยอักขระสวรรค์
ปลายฤดูใบไม้ร่วงอันหม่นหมอง ณ เหลียงโจวแห่งแดนเหนือ
เปลวเพลิงโหมไหม้ข้าวหลิงเหอ บุรุษชุดขาวชูธงแห่งการก่อการปฏิรูป!
…………….