- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 253: ให้เขาดูชะตากรรมของตัวเองไปเถอะ
บทที่ 253: ให้เขาดูชะตากรรมของตัวเองไปเถอะ
บทที่ 253: ให้เขาดูชะตากรรมของตัวเองไปเถอะ
บทที่ 253: ให้เขาดูชะตากรรมของตัวเองไปเถอะ
ณ กลางทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไพศาล
เหล่าทหารหาญแห่งค่ายหงเจ๋อเริ่มนำวัสดุที่รวบรวมได้จากเผ่าคนเถื่อนตลอดเส้นทาง มาสร้างสะพานลอยน้ำข้ามแม่น้ำหม่าเหน่าที่กว้างขวาง
ซึ่งสะพานที่สร้างขึ้นอย่างเร่งด่วนแบบนี้ โดยพื้นฐานแล้วสามารถให้คนเดินข้ามได้เพียงทีละคนเท่านั้น
นั่นหมายความว่า หากกองทัพใหญ่ข้ามแม่น้ำไปแล้ว ย่อมต้องถูกศัตรูค้นพบอย่างแน่นอน และเมื่อถึงตอนนั้น…การจะคิดถอยทัพกลับ โดยปล่อยให้ศัตรูยืนมองเราข้ามสะพานกลับมาทีละคนนั้น แทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
ดังนั้นแล้ว...เมื่อข้ามแม่น้ำไปแล้ว หากรบไม่ชนะ ก็ต้องตายสถานเดียว
ไม่มีเส้นทางให้ถอยกลับอีกต่อไป
และสำหรับพวกเขา...กองกำลังเพียงหนึ่งหมื่นห้าพันนาย เเต่กลับต้องเผชิญหน้ากับการไล่ล่าสกัดกั้นจากกองทัพนับแสน ทั้งยังต้องบุกยึดค่ายใหญ่ที่มียอดฝีมือระดับเทพยุทธคอยคุ้มกันอยู่เบื้องหน้าให้ได้ จากนั้นก็ต้องรีบมุ่งหน้าขึ้นเหนือเพื่อออกจากที่นี่โดยเร็วที่สุด
อาจกล่าวได้ว่า แม้แต่ยอดนักการทหารคนใดมาเห็นแผนนี้ ก็คงจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า... นี่คือภารกิจที่เป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง
…..
ณ ริมแม่น้ำหม่าเหน่า ภายในค่ายใหญ่ของเผ่าคนเถื่อน
"รายงานท่านอ๋อง!"
"หลังจากผ่านเมืองเฟิงซวงมาแล้ว ค่ายหงเจ๋อก็มุ่งหน้าขึ้นเหนือมาตลอดทาง สังหารหมู่เผ่าของเราไปแล้วห้าเผ่า…ตอนนี้พวกมัน​มาถึงริมแม่น้ำหม่าเหน่าแล้ว และที่สำคัญ กว่าเราจะรู้ตัว พวกมันก็ใกล้จะข้ามแม่น้ำมาสำเร็จแล้วขอรับ!"
"..."
"ท่านอาสี่ พวกมันมาจริงๆ ด้วย!"
องค์ชายเก้า หยูเหวินซิ่น กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ทั้งตื่นเต้นและประหม่า
"ไม่ว่าจะอย่างไร ข้าก็คือคู่แค้นตลอดกาลของเฉินซานซือ!"
"ในตอนนั้น มันเป็นเพียงทหารเลวไร้ชื่อเสียงคนหนึ่งเท่านั้น และศัตรูคนแรกของมันก็คือข้าผู้นี้!"
"มาบัดนี้ ชื่อเสียงของมันโด่งดังสะท้านไปทั่วหล้า แต่ผู้ที่ยืนขวางเส้นทางของมันอยู่...ก็ยังคงเป็นข้า!"
"ข้า หยูเหวินซิ่น คือคู่ปรับฟ้าประทานของเฉินซานซือ!" (ใช่หรอสาว)​
"ดีมาก! ต้องมีความฮึกเหิมเช่นนี้แหละ!"
"ส่งคำสั่งลงไป ให้ทหารทั้งกองทัพเตรียมพร้อมรบ…ตราบใดที่ค่ายหงเจ๋อกล้าข้ามแม่น้ำมาจริงๆ ก็จงทำให้พวกมันไม่ได้กลับไปอีก!" หยูเหวินจิ่งเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
….
ณ เมืองเหลียงโจว
"ครืนนน—"
มหาค่ายกลสังเวยโลหิตเร่งความเร็วในการทำงานขึ้นอีกครั้ง
ม่านหมอกโลหิตที่ทะลักออกมาจากกระแสน้ำวนสีดำได้บดบังท้องฟ้าทั้งผืนจนมิด
จากนั้น...ฟ้าก็ถล่ม!
ใช่แล้ว...ฟ้าถล่มลงมาจริงๆ!
ทุกคนต่างเห็นได้อย่างชัดเจนว่าท้องฟ้าค่อยๆ ลดระดับต่ำลงมาเรื่อยๆ ระยะห่างระหว่างม่านหมอกโลหิตกับพื้นดินก็หดสั้นลงอย่างรวดเร็ว ราวกับว่ามันพร้อมจะร่วงหล่นลงมาได้ทุกเมื่อ
"ตั้กๆๆ—"
ขณะที่เดินอยู่บนท้องถนน ก็จะมีนกที่ปีกไปสัมผัสโดนหมอกโลหิต ร่วงหล่นลงมาจากที่สูงเป็นระยะๆ…เเละเมื่อกระทบพื้น ร่างของมันก็สลายกลายเป็นเเอ่งน้ำเลือดต่อหน้าต่อตาผู้คน
"นี่มัน...อาเพศสวรรค์!"
"หรือว่า...นี่จะเป็นการลงทัณฑ์จากสวรรค์งั้นรึ?!"
"อย่าเพิ่งตื่นตระหนก—"
"ไม่มีอาเพศสวรรค์อะไรทั้งนั้น! ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของพวกคนชั่วจากลัทธิเทพวิญญาณ​!"
"กองทัพเป่ยเหลียงของเราอยู่นอกเมือง กำลังหาทางช่วยเหลือทุกคนอยู่!"
ทหารกองทัพเป่ยเหลียงที่ติดอยู่ในเมืองและไม่สามารถออกไปได้ จึงต้องรับหน้าที่คอยรักษาความสงบเรียบร้อย
"คนชั่วรึ?!"
"แค่คนชั่วจากลัทธิเทพวิญญาณสามารถบดบังฟ้าได้ทั้งผืนได้เลยรึ?!"
แต่ทว่า ยิ่งพูดปลอบใจเช่นนี้...
ผู้คนก็ยิ่งรู้สึกหวาดผวามากขึ้นไปอีก
"บอกแล้วไงว่าอย่าแตกตื่น!"
"นอกเมืองมีกองทัพใหญ่คอยช่วยพวกเราอยู่!"
"ท่านนายทหาร ในเมื่อพวกท่านก็อยู่ในเมือง แล้วนอกเมืองมีแม่ทัพท่านไหนอยู่บ้างรึ?"
"มีท่านแม่ทัพลู่จี๋ และท่านแม่ทัพเฉินซานซือ!"
"ท่านแม่ทัพเฉินอยู่นอกเมืองหรือ?!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น…อารมณ์ของผู้คนก็พลันสงบลงอย่างเห็นได้ชัด
"เรารอดแล้ว!"
"พวกเรายังมีความหวัง!"
"ท่านแม่ทัพเฉินต้องช่วยพวกเราได้อย่างแน่นอน!"
"ใช่ๆๆ!"
…
"แปลกจริง..."
นายทหารระดับผู้ช่วยคนหนึ่งหยุดชาวบ้านไว้แล้วถามว่า
"เหตุใดพวกเจ้าถึงไม่เอ่ยถึงท่านแม่ทัพลู่เลย เอาแต่พูดถึงท่านแม่ทัพเฉิน? ท่านแม่ทัพลู่ไม่เก่งกล้าหรือ?"
"คนทั้งแผ่นดินมีใครบ้างจะไม่รู้ว่าท่านแม่ทัพลู่เก่งกาจหาญกล้า?!"
"แต่แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพวกเราเล่า…เขาเคยช่วยชาวบ้านด้วยหรือ?” ชาวบ้านคนนั้นตอบกลับ
…..
ณ จวนผู้บัญชาการทหารสูงสุด
"นี่เราจะทำอย่างไรกันดี!"
ซุนปู้ฉีกำลังเดินวนไปวนมาในลานบ้านอย่างร้อนใจ
"ครั้งนี้ แม้แต่ท่านพ่อเองก็ติดอยู่ในเมืองด้วย!"
"นี่หมายความว่าทุกอย่างต้องพึ่งพาศิษย์พี่ใหญ่กับซานซือแล้วงั้นหรือ?”
“แต่ข้าได้ยินมาว่าซานซือไม่ได้ไปที่โหยวโจว แต่กลับมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือของทะเลทรายแทน เขาจะไม่เป็นอะไรไปใช่ไหม? ถ้าเป็นแบบนั้น พี่สาวของข้าก็คงต้องเป็นม่ายขันหมากก่อนได้แต่งงานน่ะสิ?”
"คุณชาย! ถ้ายังพูดจาเหลวไหลไม่เลิก ข้าคงต้องสั่งสอนท่านแทนนายท่านแล้วนะ!"
พ่อบ้านเก่าแก่ถลกแขนเสื้อขึ้น ทำท่าจะเข้ามาตี
ต้องบอกว่า ถึงแม้เขาจะมีตำแหน่งเป็นพ่อบ้าน แต่แท้จริงแล้วก็คือพี่น้องรุ่นแรกๆ ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผู้บัญชาการซุนมา
ในขณะเดียวกัน ซุนหลีที่นั่งอยู่ในห้อง ก็ทอดสายตามองม่านเมฆสีแดงฉานบนท้องฟ้าผ่านหน้าต่าง แสงสีแดงนั้นสะท้อนลงบนใบหน้าและแววตาของนาง ทำให้ยากจะมองเห็นสีหน้าที่แท้จริงของนางได้
"แม่รอง ทำไมก้อนเมฆบนฟ้าถึงกลายเป็นสีแดงไปแล้วล่ะคะ?"
เฉินอวิ๋นซีหลบอยู่ข้างกายนางพลางกล่าว
"ข้างนอกมีแต่คนพูดว่าจะมีปีศาจมาจับพวกเราไปกินค่ะ"
"ซีซี ไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ" ซุนหลีบีบมือเล็กๆของเด็กหญิงเบาๆ
"ท่านพ่อของเจ้าจะต้องมารับพวกเราไปอย่างแน่นอน...เอ๊ะ เมื่อกี้เจ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ?"
"ก็แม่รองยังไงล่ะคะ" เฉินอวิ๋นซีตอบอย่างหนักแน่น
….
ณ กำแพงเมืองจีน
"เป็นอย่างไรบ้าง?!"
"ส่งจดหมายออกไปหมดแล้วหรือยัง?"
"เรียนองค์ชาย ส่งออกไปหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ! และได้แจ้งพวกเขาไปแล้วว่าบริเวณแม่น้ำหม่าเหน่าในตอนนี้มีกองกำลังขนาดใหญ่ล้อมอยู่ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ห้ามไปที่นั่นเด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ"
"ก็ได้แต่หวังว่าเฉินซานซือจะคิดได้ทันเวลานะ"
"ถ้าหากยอมหันหลังกลับตอนนี้ ก็ยังทันเข้าร่วมศึกที่โหยวโจวได้ แต่ ถ้าไม่เช่นนั้น ก็จะไม่มีทางให้หันหลังกลับอีกต่อไปแล้ว"
"ก็น่าจะประมาณนั้น"
เฉิงเว่ยขยับลูกคิด คำนวณระยะเวลาการเดินทางอย่างละเอียด
"ท่านแม่ทัพลู่น่าจะไปถึงโหยวโจวแล้ว ส่วนท่านแม่ทัพเฉินถ้าเดินทางกลับทางเดิม ก็จะเสียเวลาไปประมาณยี่สิบวันเท่านั้น…คงไม่มีปัญหาอะไรหรอก"
….
"รายงาน!"
ทันใดนั้น ม้าเร็วตัวหนึ่งก็วิ่งมาหยุดอยู่หน้ากระโจม
"ท่านอ๋อง แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
"ท่านแม่ทัพเฉินส่งจดหมายตอบกลับมาแล้ว!"
"พวกเขาไม่เพียงแต่ไม่ยอมกลับ แต่กลับ เร่งความเร็วข้ามแม่น้ำไปแล้ว บอกว่าจะสู้แบบยอมตาย ตัดหัวของหยูเหวินจิ่งเหวิน…เเล้วให้อินทรีเทพนำกลับมาถวายองค์ชายให้จงได้พ่ะย่ะค่ะ!"
"อะไรนะ?! ข้าบอกเขาไปแล้วมิใช่หรือว่ากองทัพคนเถื่อนกำลังมุ่งหน้าไปรวมตัวกันที่แม่น้ำหม่าเหน่า? จะสู้แบบยอมตาย นี่มันบ้าไปแล้ว!"
เฉาฮ่วนรู้สึกไม่พอใจกับการขัดคำสั่งอยู่แล้วเป็นทุนเดิม พอถูกปฏิเสธคำแนะนำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความโกรธก็ยิ่งพลุ่งพล่านขึ้นมาอีกรอบ
"แม่น้ำสายนี้กว้างใหญ่ไพศาล หากข้ามไปแล้วก็ไม่มีทางถอยกลับได้อีก…ข้าเพียงแค่ต้องการจะช่วยเขา หรือว่าเขามองไม่ออกกัน?!"
จะว่าไปแล้ว...เฉินซานซือก็ถือเป็นหนึ่งใน "สมบัติ" อันล้ำค่าของราชวงศ์ต้าเซิ่ง
เฉาฮ่วนเองก็ไม่อยากให้เขาต้องมาตายเปล่า
ดังนั้น บางครั้งที่เขาแสดงความโมโหออกมา…ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นเพราะความกังวลว่าจะต้องสูญเสียเขาไปมากกว่า
"สู้แบบยอมตาย..." จ้าวอู๋จี๋พึมพำกับตัวเอง "
จากสถานการณ์ที่ผ่านๆมา ท่านแม่ทัพเฉินในสนามรบนั้นชอบที่จะสร้างความได้เปรียบให้ถึงขีดสุด ข้าพอจะเข้าใจความคิดของเขาอยู่ เพียงแต่ว่า ครั้งนี้สถานการณ์มันต่างออกไป"
"การหันหลังให้แม่น้ำหม่าเหน่า ก็เปรียบเสมือนการต่อสู้ของสัตว์ที่จนตรอก ตามทฤษฎีแล้ว มันจะช่วยกระตุ้นขวัญกำลังใจของทหารได้ในระยะสั้น แต่ฝ่ายตรงข้ามมีเทพยุทธอยู่ด้วย หากสถานการณ์ในสมรภูมิเกิดเสียเปรียบขึ้นมาแม้แต่น้อย บทบาทของแม่น้ำหม่าเหน่าก็จะเปลี่ยนจากการเสริมสร้างขวัญกำลังใจ ไปเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่บีบคั้นเหล่าทหารทันที”
“เพราะพวกเขารู้ดีว่าแม้แต่จะหนีก็ยังไม่มีที่ให้หนี ผลที่ตามมาคือ พวกเขาจะเสียขวัญโดยสิ้นเชิง และมีความเป็นไปได้สูงที่จะยอมจำนนต่อศัตรูในที่สุด”
"รนหาที่ตายแล้วจึงรอด"...คำพูดนี้ฟังดูเหมือนง่าย แต่ในความเป็นจริงนั้น ความยากลำบากของมัน มีเพียงเหล่าแม่ทัพที่เคยนำทัพออกรบจริงๆ เท่านั้นที่จะรู้ดีว่ามันยากเย็นแสนเข็ญราวกับจะปีนขึ้นสู่สวรรค์!
นั่นเป็นเพราะว่า เมื่อคนกลุ่มหนึ่งต้องเผชิญหน้ากับทางตัน สิ่งที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นมากกว่าการระเบิดพลังใจในการต่อสู้ออกมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน...ก็คือการกลัวจนขาสั่น!
ศึกที่ด่านหู่เหลาก็คือข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุด
"โบราณว่าไว้ 'หวังดีแค่ไหน ก็เตือนผีที่ถึงฆาตไม่ได้'!" แม่ทัพเฒ่าคนหนึ่งกล่าวขึ้น
"ในเมื่อห้ามไม่ได้จริงๆ ก็ปล่อยเขาไปเถอะ"
"นั่นสินะ"
เฉาฮ่วนวางจดหมายลง ถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง
"ก็ได้แต่หวังว่าท่านแม่ทัพลู่ จะไม่ทำให้พวกเราต้องผิดหวัง"
….
ณ โหยวโจว
หลังจากการเดินทางอันยาวไกล
ในที่สุดลู่จี๋ก็นำทัพมาถึงโหยวโจวได้สำเร็จ
เมื่อมองออกไป กำแพงเมืองที่ทอดยาวนับพันลี้ได้ปรากฏช่องโหว่ขนาดมหึมาขึ้นมา ดูราวกับเป็นงูยักษ์มังกรเดรัจฉานที่ถูกสัตว์ร้ายอีกตัวกัดจนขาดสะบั้นตรงกลาง…และณ ช่องโหว่แห่งนั้น ก็มีทหารคนเถื่อนหลายพันนายประจำการอยู่
"พี่ใหญ่!" เนี่ยหยวนรีบวิ่งตามขึ้นมา
"ข้าไปสืบมาแน่ชัดแล้ว ด้านหน้ามีทหารม้าคนเถื่อนห้าพันนาย ส่วนที่เหลืออีกห้าหมื่นนายอยู่ที่เมืองหลี่เฉิง และกองทัพใหญ่อีกแสนนายตั้งค่ายอยู่ที่บริเวณด่านจูถัว"
"หากข้ามกำแพงเมืองด้านหน้าไป ก็จะเข้าสู่เขตแดนของโหยวโจว"
"จะให้ข้าส่งทหารม้าเร็วสักสิบหน่วยไปหยั่งเชิงกำลังของทหารที่ประจำการอยู่บนกำแพงก่อนหรือไม่?"
"ไม่จำเป็น"
ลู่จี๋กุมหอกไว้ในมือ ดวงตาทั้งสองจับจ้องไปยังกำแพงเบื้องหน้า เเล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
"ส่งคำสั่งลงไป ให้เรียกกองทหารทลายค่ายหนึ่งพันนายจากกองทัพพยัคฆ์ขาวมา แล้วตามข้าบุกทะลวงเข้าไปในค่ายโดยตรง!"
"ได้เลย!"
เนี่ยหยวนรีบไปจัดการทันที
ด้วยความที่ พวกเขาทั้งสองศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมงานกันมานาน
จึงมักจะใช้กลยุทธ์เช่นนี้เสมอมา
กล่าวคือ
เมื่อพบกับกองทัพศัตรู ลู่จี๋จะนำทหารจำนวนน้อยบุกเข้าไปทำลายค่ายเพียงลำพัง หากสามารถชิงความได้เปรียบมาได้ กองทัพใหญ่ก็จะกรูกันตามเข้าไปถล่มศัตรูจนพ่ายแพ้ยับเยินในทันที
แต่หากตกอยู่ในวงล้อม อย่างมากก็สูญเสียกำลังพลไปเพียงพันกว่านาย ส่วนลู่จี๋เองก็สามารถฝ่าวงล้อมออกมาได้อยู่แล้ว โดยมีเนี่ยหยวนคอยคุมกองทัพใหญ่เป็นกำลังเสริมอยู่ด้านหลัง
แน่นอนว่า ในสถานการณ์ส่วนใหญ่ หลังจากที่ลู่จี๋นำทหารม้าพันนายบุกทะลวงเข้าไปในหมู่ศัตรู เขาก็มักจะสังหารจนข้าศึกขวัญหนีดีฝ่อ จากนั้นก็บุกทะลวงต่อไปราวกับไม้ไผ่ผ่าซีก จนกระทั่งได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ในที่สุด
นี่คือวิถีการเดินทัพอันเกรี้ยวกราดของลู่จี๋ เขาอาศัยความกล้าหาญที่ไม่มีใครเทียมทานและการสังหารอย่างโหดเหี้ยม เพื่อข่มขวัญศัตรู ทำให้ข้าศึกตกอยู่ในสภาวะใกล้จะเสียขวัญอยู่ตลอดเวลา
และในวันนี้ ก็ไม่มีข้อยกเว้น!
ตึง! ตึง! ตึง!—
"ฮี้——"
ม้าเพลิงอัคคีส่งเสียงร้องก้องกังวาน เสียงกีบเท้าราวกับเสียงกลองศึก ขนแผงคอสีแดงฉานดุจเปลวเพลิง ทุกลมหายใจออกล้วนมีควันกรุ่น
บนหลังม้า...ยอดขุนพลผู้หนึ่งสวมเกราะสีแดงชาด หอกในมือลากไปกับพื้นดิน ฉีกกระชากปฐพีจนเกิดเป็นร่องลึก
ทั้งคนทั้งม้า ราวกับเทพขุนเขาจุติลงมา พุ่งทะยานเข้าสู่ค่ายศัตรูโดยตรง
"คนต้าเซิ่ง!"
"มีข้าศึกบุก!"
"เป็นลู่จี๋!"
แม่ทัพคนเถื่อนที่ประจำการอยู่ ณ ช่องโหว่ของกำแพงเมืองจำได้ในทันทีว่าผู้มาเยือนคือใคร
"เร็วเข้า! ไปแจ้งท่านอ๋องกับท่านเซียนว่าลู่จี๋มาแล้ว…ส่วนที่เหลือตามข้าตั้งค่ายกลสกัดกั้นไว้! หยุดมันไว้! หยุดมันไว้ให้ได้!"
"โครม—"
ณ บริเวณหน้าค่ายทหาร
ไม่ว่าจะเป็นเรือใบเหล็กหรือเสากีดขวาง เมื่ออยู่ต่อหน้าม้าเพลิงอัคคีก็เปราะบางราวกับทำจากกระดาษ ไม่สามารถต้านทานไว้ได้แม้เพียงชั่วครู่
"อ๊าก!"
เมื่อเห็นข้าศึกบุกเข้ามาถึงในค่าย แม่ทัพคนเถื่อนก็คำรามลั่น คว้าดาบสังหารม้าพุ่งเข้าใส่ทันที
"โครม—"
แต่ทว่า...เพียงแค่การปะทะครั้งเดียวแม่ทัพคนเถื่อนผู้นั้นก็กลายเป็นเศษเนื้อกองหนึ่งไปพร้อมกับม้าของเขา
เมื่อแม่ทัพใหญ่สิ้นชีพ ทหารที่ประจำการอยู่ก็แตกกระสานซ่านเซ็นในทันที ลู่จี๋เข้าสู่สภาวะคลุ้มคลั่งโดยสมบูรณ์ ทุกที่ที่เขาผ่านไปราวกับไร้ผู้คน กองทหารทะลวงค่ายเพียงหนึ่งพันนาย สังหารทหารคนเถื่อนห้าพันนายจนต้องทิ้งเกราะทิ้งอาวุธหนีตายกันอลหม่าน
หลังจากนั้นครึ่งชั่วยาม...กองทัพเต่าดำและกองทัพพยัคฆ์ขาวก็บุกเข้าสู่เขตแดนของโหยวโจวได้สำเร็จ และไปสมทบกับซูเหวินไฉและคนอื่นๆที่เมืองเล็กๆแห่งหนึ่ง
"ท่านแม่ทัพลู่ ในที่สุดท่านก็มา!"
ฟ่านไห่หลิงดีใจจนแทบคลั่ง ราวกับได้พบฟางเส้นสุดท้ายที่ช่วยชีวิต
"ใช่แล้วท่านแม่ทัพ!" เผยเทียนหนานก็ก้าวเข้ามาต้อนรับเช่นกัน
"หลายวันที่ผ่านมานี้ กองหนุนจากที่ต่างๆก็ทยอยมาถึงอย่างต่อเนื่อง พอรวมกับกองทัพเต่าดำและกองทัพพยัคฆ์ขาว ตอนนี้พวกเราก็มีกำลังพลเกือบแปดหมื่นนายแล้ว ทั้งยังมีเทพยุทธถึงสามคน แบบนี้ก็ใช่ว่าจะสู้กับพวกมันไม่ได้นะขอรับ!"
"น่าเสียดายที่ค่ายหงเจ๋อยังมาไม่ถึง"
ฟ่านไห่หลิงกล่าวเสริม
"มิฉะนั้นแล้ว พวกเราจะมีกำลังพลเกือบเเสนนาย ซึ่งแทบจะไม่แตกต่างจากกองทัพคนเถื่อนเลย โอกาสชนะก็จะสูงขึ้นไปอีกหลายส่วน น่าเสียดายจริงๆ..."
"ท่านแม่ทัพลู่"
"กำลังพลที่แม่น้ำหม่าเหน่าเป็นอย่างไรบ้างขอรับ?”
ซูเหวินไฉถือพัดขนนกเดินเข้ามาใกล้ พลางเอ่ยถาม
"ข้าเองก็เพิ่งจะได้รับข่าวมา" ลู่จี๋ใช้นิ้วที่เปื้อนเลือดชี้ไปที่แผนที่
"หยูเหวินจิ่งเหวินระดมพลจากเผ่าต่างๆ ในบริเวณใกล้เคียงเกือบแสนนายเพื่อไล่ล่าสกัดกั้น…ดังนั้น ทันทีที่ข้ามแม่น้ำหม่าเหน่าไป ก็เท่ากับเดินสู่หนทางแห่งความตาย"
จริงอยู่ที่ว่า กลยุทธ์การเดินทัพของเขานั้นเน้นความเกรี้ยวกราดเป็นหลัก
แต่นั่นก็ไม่ใช่การบุกตะลุยโดยไม่ประเมินสถานการณ์ใดๆเลย
ในทางกลับกัน เขาจะตัดสินใจสู้ตายก็ต่อเมื่อได้ประเมินโอกาสชนะ และผลที่จะต้องรับหากพ่ายแพ้แล้วเท่านั้น จึงจะใช้วิธีที่โหดเหี้ยมเพื่อข่มขวัญศัตรู
หากเห็นข้าศึกแล้วบุกเข้าไปสู้ทันที นั่นไม่เรียกว่าเกรี้ยวกราด แต่เรียกว่าไร้สมอง เพราะความเกรี้ยวกราดที่แท้จริงซึ่งทำให้ศัตรูได้ยินชื่อก็ขวัญหนีดีฝ่อได้นั้น ต้องเป็นความเกรี้ยวกราดที่สุขุมรอบคอบและรักษาความไม่พ่ายแพ้เอาไว้ได้
และด้วยเหตุนี้เอง...ในการตัดสินใจของเขา การมุ่งหน้าขึ้นเหนือสู่ทะเลทรายนั้น ไม่เพียงแต่หนทางจะยาวไกล ยังต้องเผชิญหน้ากับเทพยุทธและกำลังพลที่มากกว่า เมื่อพิจารณาดูแล้ว ความยากของทั้งสองทางเลือกนั้นแทบไม่ต่างกัน โดยธรรมชาติแล้ว ก็ย่อมต้องเลือกหนทางที่ประหยัดเวลามากกว่า
แน่นอนว่าหากทำลายแกนหลักของค่ายกลได้ ทุกคนก็จะรอดชีวิต ส่วนการทำลายแกนเสริมนั้น อาจจะไม่ทันการณ์พอที่จะช่วยชีวิตทุกคนได้
แต่ว่าชีวิตคนเราก็มักจะต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบากอยู่เสมอ
"หยูเหวินจิ่งเหวิน เชี่ยวชาญการใช้ค้อนดาวตก เป็นแม่ทัพที่มีชื่อเสียงของตระกูลหยูเหวิน มีชื่อเสียงในด้านความกล้าหาญและสุขุมเยือกเย็น ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเป็นเทพยุทธ ทั้งยังมีกำลังพลมากมายขนาดนั้น ไม่ว่าจะคำนวณอย่างไร ท่านแม่ทัพเฉินก็ไม่มีทางออกจากแม่น้ำหม่าเหน่าได้อย่างราบรื่นแน่นอน"
"ไม่ทราบว่าได้แจ้งสถานการณ์นี้ให้ท่านแม่ทัพเฉินทราบแล้วหรือยัง ให้เขารีบหันหลังกลับมาทันที บางทีอาจจะมาไม่ทันศึกที่เมืองหลี่เฉิง แต่ในการตัดสินชี้ขาดที่ด่านจูถัว ก็น่าจะยังพอมาช่วยพวกเราได้" เผยเทียนหนานเอ่ยถาม
"ทั้งองค์ชายและข้า ต่างก็ส่งจดหมายไปหาเขาหลายฉบับติดต่อกัน"
"แต่ท่านแม่ทัพเฉินก็ยังคงยืนกรานในความคิดของตนเอง"
"นี่มัน..."
"น่าเสียดายจริงๆ!" ฟ่านไห่หลิงกล่าวอย่างเสียดาย
อันที่จริงแล้ว สำหรับพวกเขา การสูญเสียกำลังพลหนึ่งหมื่นห้าพันนายนั้นไม่ใช่ความสูญเสียที่ร้ายแรงถึงชีวิต…เพียงแต่ว่า น่าเสียดายแม่ทัพหนุ่มอนาคตไกลอย่างเฉินซานซือ ที่ต้องมาจบชีวิตลงระหว่างการฝึกฝนเช่นนี้
"อย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้เลย" ซูเหวินไฉพูดขัดขึ้น
"เรามาคุยกันดีกว่าว่าจะยึดเมืองหลี่เฉิงได้อย่างไร จากนั้นก็รีบยกทัพไปโจมตีด่านจูถัวกันเถอะ เพราะตอนนี้ พลังของมหาค่ายกลสังเวยโลหิตนั่นมันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆแล้ว"
….
ณ แคว้นตงชิ่ง
เมืองหลวง
ภายในพระราชวัง, ห้องทรงพระอักษร…กลิ่นกำยานหอมกรุ่นลอยอบอวล บรรยากาศเงียบสงบ
หลังม่านโปร่ง...จักรพรรดินีมิทรงแตะต้องหมึกเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่ปลายนิ้วที่ทาเล็บสีแดงชาดสะบัดผ่านเบาๆ รายงานฎีกาเบื้องหน้าก็พลิกหน้าและลงพระอักษรเองโดยอัตโนมัติ…ถึงกระนั้น การเผชิญหน้ากับกองฎีกาที่สูงเป็นภูเขา ก็ยังต้องใช้เวลาถึงสี่ชั่วยามเต็มๆ ตั้งแต่เช้าจรดพลบค่ำ ก็ยังมีฎีกาอีกมากมายที่ยังจัดการไม่เสร็จ
"ท่าน... ท่านป้า..." เสียงทารกน้อยอู้อี้ดังขึ้น
"อย่าเสียงดังน่า.... บอกว่าอย่าเสียงดัง"
"แว๊ แว๊ แว๊ แว๊ แว๊—"
ในเปลนั้น ทารกน้อยวัยครึ่งขวบก็ส่งเสียงร้องไห้จ้าขึ้นมา
"..."
ด้วยความที่จักรพรรดินีทรงหมดความอดทน จึงได้เพียงแค่ชี้นิ้วเรียวออกไป
จากนั้นลำแสงวิเศษสายหนึ่งก็พลันปรากฏขึ้น แล้วลอยไปตกลงบนเปล จากนั้นเปลก็เริ่มแกว่งไกวเองโดยอัตโนมัติ
"พี่หญิง เด็กชาวบ้านคนนี้หิวแล้ว"
จักรพรรดินีทรงสังเกตเห็นว่าข้างกาย
ไม่มีใครอยู่
"พี่หญิง?"
ไม่มีเสียงตอบรับ
"มานี่! ดูแลองค์รัชทายาทให้ดี"
หลังจากที่จักรพรรดินีทรงมีรับสั่งแล้ว ก็ทรงวางรายงานฎีกาที่ยังตรวจไม่เสร็จลง แล้วเสด็จลึกเข้าไปในพระราชวัง
ทันทีที่พระนางเสด็จจากไป...ทารกน้อยก็ร้องไห้จ้าขึ้นมาอีกครั้ง
นางกำนัลสองคนที่เฝ้าอยู่หน้าท้องพระโรง เมื่อได้ยินรับสั่งก็รีบวิ่งเข้ามาในท้องพระโรงอย่างลนลาน ทั้งเขย่าของเล่น ทั้งทำหน้าทะเล้น พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อทำให้ทารกน้อยอารมณ์ดี
"องค์รัชทายาทเพคะ ท่าน... ท่านจะหยุดร้องไห้ได้หรือไม่เพคะ"
"เดี๋ยวฝ่าบาทเสด็จกลับมาจะทรงลงโทษพวกหม่อมฉันเอานะเพคะ!"
......
"นี่... เจ้าว่าองค์รัชทายาทเป็นพระโอรสของฝ่าบาทกับผู้ใดกัน?" นางกำนัลหลิงเอ๋อร์กระซิบกระซาบ
ย้อนกลับไป…หลังจากศึกที่ด่านหู่เหลาสิ้นสุดลง จักรพรรดิแห่งต้าชิ่งของพวกนางก็เสด็จออกเดินทางไกลไปครั้งหนึ่ง พอกลับมาก็มีเด็กน้อยคนนี้และสตรีอีกนางหนึ่งเพิ่มขึ้นมา
ฝ่าบาทตรัสว่า...เด็กคนนี้คือโอรสของพระนาง ส่วนสตรีผู้นั้นคือป้าของเด็ก
แต่ก็ไม่มีใครรู้เลยว่า พระสวามีของฝ่าบาท หรือก็คือบิดาของเด็กนั้นเป็นผู้ใดกันแน่
"เจ้าไม่อยากมีลิ้นไว้ใช้แล้วหรือ?"
"ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีก็พอ" นางกำนัลชุนเอ๋อร์เตือน
…
ณ ส่วนที่ลึกที่สุดของพระราชวัง มีประตูบานหนึ่งเปิดอยู่
กู้ซินหลันในอาภรณ์ที่ดูสง่างามและหรูหรากำลังยืนอยู่หน้าประตู เผยให้เห็นลำคอระหงขาวผ่อง ทอดสายตามองไปยังจุดแสงสีแดงที่อยู่ไกลออกไปบนท้องฟ้า
ระหว่างคิ้วเรียวงามนั้นเต็มไปด้วยความกังวล มือเรียวงามทั้งสองข้างก็ประสานกันแน่นอย่างประหม่า
"พี่หญิง?"
"เราตกลงกันแล้วมิใช่หรือ ว่าท่านจะตามข้าเรียนรู้งานราชการแผ่นดิน?" จักรพรรดินีตรัสด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเล็กน้อย
"กุ้ยอี เจ้ามาได้จังหวะพอดีเลย รีบมาดูนี่เร็ว"
กู้ซินหลันดึงมือน้องสาว พลางชี้ไปยังทิศตะวันตก
"ที่นั่นคือแคว้นเหลียงโจวมิใช่หรือ? นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น? ทำไมท้องฟ้าถึงกลายเป็นสีแดงไปได้?"
ก่อนที่นางจะจากมา นางก็คาดเดาไว้แล้วว่าจะต้องเกิดเรื่องขึ้น แต่นางคิดว่าอาจจะเป็นแค่สงครามเท่านั้น
ถ้ารบกันขึ้นมาจริงๆก็คงต้องอพยพย้ายถิ่นฐานไปๆมาๆ เหมือนตอนอยู่ที่เมืองผอหยาง
การพานางไปด้วยก็จะเป็นตัวถ่วง ดังนั้นนางจึงพาลูกชายข้ามแม่น้ำมายังแคว้นตงชิ่ง
แต่กลับไม่คาดคิดเลยว่า "เรื่อง" ที่ว่านี้จะใหญ่โตถึงเพียงนี้
"พี่หญิง อย่าได้กังวลไปเลย"
น้ำเสียงของจักรพรรดินีนั้นเย็นชา แต่ถ้อยคำที่ตรัสออกมากลับแฝงไปด้วยความอบอุ่น
"หากพวกคนชั่วจากลัทธิเทพวิญญาณทำสำเร็จจริงๆ จนพวกเซียนเผ่าปีศาจ​โบราณบุกเข้ามาในทวีปตงเซิ่งเสินโจวได้ ข้าย่อมจะพาท่านหนีไปจากที่นี่ และหาทางกลับไปยังโลกของผู้บำเพ็ญเซียน"
"แต่หากแผนการของพวกคนชั่วล้มเหลว ก็ยิ่งไม่ต้องกังวลไปใหญ่"
"ข้าไม่ได้พูดถึงเรื่องนั้น" กู้ซินหลันอธิบาย
"สามีของข้า...พี่เขยของเจ้ายังอยู่ที่แคว้นเหลียงโจวเลยนะ จะทำอย่างไรดี? กุ้ยอีก เจ้าใช้วิชาเซียนได้มิใช่หรือ? เจ้าลองไปดูหน่อยสิ แล้วก็พาพี่เขยของเจ้ามาที่นี่ด้วย"
"พี่หญิง เหตุใดท่านถึงได้พร่ำเพ้อถึงแต่เจ้าคนเสเพลที่ชอบเที่ยวหอคณิกานั่นทั้งวันทั้งคืน?"
จักรพรรดินีตรัสด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"ท่านรู้หรือไม่ว่า ท่านเพิ่งจากมาได้ครึ่งปี เขาก็หมั้นหมายกับบุตรีของผู้บัญชาการซุนแล้ว?"
"นี่ไม่ใช่เรื่องดีหรอกหรือ?"
กู้ซินหลันกล่าวอย่างเป็นเหตุเป็นผล
"หรือว่าเสด็จพ่อของเรา ในตอนนั้นไม่ได้มีนางสนม? อีกอย่าง ท่านแม่ทัพซุนก็เป็นอาจารย์ของพี่เขยเจ้า…คำสั่งของอาจารย์ก็เปรียบเสมือนคำสั่งของบิดา จะขัดขืนได้อย่างไร?"
"ไม่ต้องไปพูดถึงเขาเลย…มาพูดถึงเจ้าดีกว่า ในราชสำนักลือกันให้แซ่ดไปหมดแล้ว ว่าเจ้ามีชายบำเรอถึงสิบแปดคนแน่ะ!"
"..."
"พี่หญิง! เจ้าคนแซ่เฉินนั่นมีดีอะไร? เหตุใดท่านถึงลืมเขาไม่ได้เสียที? สิ่งที่เขาสามารถให้ท่านได้ ข้าก็ให้ได้ สิ่งที่เขาให้ท่านไม่ได้ ข้าก็ยังให้ได้!" จักรพรรดินีอดไม่ได้ที่จะตรัสขัดขึ้น
"หากครั้งนี้ลัทธิเทพวิญญาณทำไม่สำเร็จ...ในอนาคต แคว้นตงชิ่งแห่งนี้ก็คือหลักประกันที่ข้าจะทิ้งไว้ให้ท่านกับเฉินตู้เหอ แต่เจ้าคนแซ่เฉินนั่นจะให้สิ่งใดแก่ท่านได้?"
"พูดให้ถึงที่สุดแล้ว เขาก็เป็นเพียงข้าราชบริพารคนหนึ่งเท่านั้น จักรพรรดิเฒ่าแห่งราชวงศ์เซิ่งก็ทั้งโง่เขลาและขี้ระแวง ไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่งอาจจะสั่งประหารเขาเสียก็ได้ ท่านอยู่กับเขาไปก็ไม่มีวันได้อยู่อย่างสงบสุขหรอก"
"แล้วจะรับพี่เขยของเจ้ามาอยู่ที่นี่ด้วยไม่ได้หรือ?"
"เขาไม่มีทางยอมหรอก"
"ถึงอย่างนั้นก็ต้องช่วยเขาสิ"
"ช่วยไม่ได้หรอก ให้เขาดูชะตากรรมของตัวเองไปเถอะ"
จักรพรรดินีสะบัดชายชุดคลุมมังกร แล้วหายลับไปจากสายตาทันที​
…………….