เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 239 : ปรุงยาบำรุงพลัง

บทที่ 239 : ปรุงยาบำรุงพลัง

บทที่ 239 : ปรุงยาบำรุงพลัง


บทที่ 239 : ปรุงยาบำรุงพลัง

โดยปกติแล้ว เผ่าคนเถื่อนจะอาศัยอยู่ในทะเลทรายอันกว้างใหญ่

พวกเขาจึงมักจะไม่มีเมืองเป็นหลักแหล่ง และส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในกระโจมหลากหลายรูปแบบ หรือไม่ก็จะมีเมืองอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเพียงเมืองขนาดเล็กคล้ายกับตำบลเสียส่วนใหญ่

ซึ่งเมืองเล็กๆนี้มีหน้าที่หลักเพื่อเป็นจุดรวมพลและแลกเปลี่ยนค้าขายเท่านั้น ดังนั้นจึงแทบไม่มีความสามารถในการป้องกันตัวเองเลย

ส่วนเมืองหลวงใหญ่ๆของเผ่าคนเถื่อนนั้นก็อยู่ห่างจากชายแดนเมืองเหลียงโจวเป็นระยะทางกว่าหมื่นลี้เลยทีเดียว

เฉินซานซือครุ่นคิดคำนวณอยู่ในใจอย่างเงียบๆ

กองกำลังเป่ยเหลียงทั้งสิบสี่ค่าย มีทหารกว่าสองแสนนาย หากว่าต้องเคลื่อนทัพออกไปทั้งหมดจริงๆ จำนวนชาวบ้านที่ต้องเกณฑ์มาเพื่อลำเลียงเสบียงและยุทโธปกรณ์ที่ตามมา เกรงว่าคงจะมีจำนวนสูงถึงห้าแสนคน

กองทัพมหึมา…ห้าแสนคน!

ถึงแม้ว่าจำนวนคนขนาดนี้อาจจะดูไม่มากนักสำหรับแดนเหนือที่กว้างใหญ่และมีประชากรหนาแน่น แต่ทว่ามันต้องใช้ทรัพยากรอย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางไกลเพื่อทำศึกนั้น ปริมาณเสบียงอาหารที่ต้องใช้ก็แทบจะประเมินค่าไม่ได้เลย

สำหรับสงครามครั้งนี้...ต่อให้ได้รับชัยชนะอย่างงดงามกลับมา ก็เกรงว่าไม่เพียงแต่ฝั่งทะเล​ทรายจะต้องใช้เวลากว่ายี่สิบปีเพื่อฟื้นตัว แม้แต่แดนเหนือเองก็คงต้องใช้เวลาพักฟื้นและซ่อมแซมความเสียหายเป็นสิบๆปีเช่นกัน

แน่นอนว่าเรื่องบางอย่างก็ไม่อาจยืดเยื้อต่อไปได้

แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังให้ความรู้สึกว่าทุกคนต่างรีบร้อนกันเกินไป

ทั้งการขยายค่ายทหารอย่างเร่งรีบ และการเปิดศึกอย่างรวดเร็ว…สำหรับท่านอาจารย์ของเขา แท้จริงแล้วคงเพียงต้องการสร้างความสงบสุขให้แก่แดนเหนือโดยเร็วที่สุด มิฉะนั้นแล้วหากปล่อยให้ทหารม้าของคนเถื่อนบุกเข้ามาปล้นฆ่าเผาทำลายบริเวณนอกเมืองอยู่เป็นระยะๆ ก็คงจะไม่มีวันสงบสุขได้เลย

ในขณะเดียวกัน การที่ราชสำนักในเมืองหลวงเห็นด้วย...ก็เกรงว่าจะมีความคิดที่จะทวงอำนาจทางการทหารของแดนเหนือกลับคืนมา หลังจากที่สถานการณ์ความวุ่นวายสงบลงแล้วนั่นเอง

และยังมีอีกประเด็นที่สำคัญที่สุด...

ในช่วงเวลาสิบวันที่มีการบูชายัญ​ในเมืองหยุนโจว...

เผ่าคนเถื่อนได้รับอะไรไปบ้าง?

พลังโดยรวมของพวกมันแข็งแกร่งขึ้นมากน้อยเพียงใด?

เรื่องเหล่านี้ ล้วนยังเป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้

ดูท่าแล้ว เขาคงต้องหาโอกาสเหมาะๆ นำทหารกลุ่มเล็กๆเข้าไปในทะเลทรายเพื่อหยั่งเชิงดูเสียก่อน

"ท่านแม่ทัพ!"

"การส่งมอบหน้าที่ป้องกันชายแดนทั้งหมดได้จัดเตรียมเรียบร้อยแล้วขอรับ" เซี่ยฉงเดินเข้ามารายงาน

"อืม…อย่าได้ประมาท" เฉินซานซือตบไหล่เขาเบาๆ

หลังจากสั่งการเรียบร้อยแล้ว เขาก็ขี่เจ้าขาวจากไป

ในฐานะแม่ทัพหลัก แน่นอนว่าเขาไม่จำเป็นต้องอยู่เฝ้าสังเกตการณ์ด้วยตนเอง หน้าที่หลักของเขาคือการตรวจตราและตรวจสอบ

กำลังพลจากค่ายหงเจ๋อที่รับผิดชอบการเฝ้าระวังมีอยู่ประมาณสองพันนาย…เนื่องจากหน้าที่หลักของกำแพงเมืองคือการสอดแนม จึงไม่จำเป็นต้องทิ้งกำลังพลไว้มากเกินไป

….

[วิชา: หอกมังกรปกปักษ์ - ขั้นเเก่นเเท้สวรรค์ (ความ​สำเร็จ​เล็กน้อย)]

[ความคืบหน้า: 988/2000]

….

เมื่อสิ้นสุดการฝึกฝนของอีกหนึ่งวัน เฉินซานซือก็ถอนหายใจยาว

จากนั้นเขาก็หยิบเตาหลอมยาออกจากถุงเก็บของ และจัดเตรียมข้าวของต่างๆ เพื่อเริ่มการหลอมยาอย่างเป็นทางการครั้งเเรก

"ท่านแม่ทัพจะหลอมยาหรือเจ้าคะ?"

ในที่สุดหนิงเซียงก็เข้าใจแล้วว่า หินวิญญาณจำนวนมหาศาลที่ใช้ไปในตลาดคราวก่อนนั้น…ถูกนำไปทำอะไร

"รบกวนพวกเจ้าทั้งสองช่วยคุ้มกันให้ข้าด้วย" เฉินซานซือกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

เนื่องจากในตอนนี้เขายังหาสถานที่ที่ดีกว่านี้ไม่ได้ ดังนั้นจึงตัดสินใจหลอมยาที่บ้านไปก่อน

ในบรรดาร้อยศาสตร์แห่งการบำเพ็ญเพียร...เหล่าศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่อยู่แถวหน้าสุดก็ได้แก่

การปรุงยา

การหลอมศาสตรา

การสร้างยันต์

และการสร้างค่ายกล

ส่วนศาสตร์อื่นๆ…เช่น การปลูกพืชวิญญาณ การควบคุมสัตว์อสูร หรือการสร้างหุ่นเชิด ล้วนแต่มีสถานะด้อยกว่าศาสตร์ทั้งสี่นี้

และในบรรดาสี่ศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่นั้น การปรุงยาก็ถือเป็นอันดับหนึ่ง

เพราะไม่ว่าจะเป็นการหลอมศาสตรา การสร้างยันต์ หรือการสร้างค่ายกล…ทั้งสามอย่างนั้นล้วนเป็นการเสริมความแข็งแกร่งจากภายนอก

มีเพียงการปรุงยาเท่านั้น ที่เป็นการกินเข้าไปเพื่อเพิ่มพูนพลังของผู้บำเพ็ญเพียรจากภายในอย่างแท้จริง

วิถีแห่งการปรุงยา นั้นสามารถนำไปสู่ชีวิตอันเป็นนิรันดร์ได้!

นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ก็ไม่รู้ว่ามีจักรพรรดิมากี่พระองค์แล้วที่ต้องการแสวงหาวิถีแห่งการมีชีวิตอมตะผ่านการปรุงยา และในจำนวนนั้นก็มีจักรพรรดิผู้ปราดเปรื่องไม่น้อยที่เพราะมัวเมาหลงใหลในการปรุงยาในบั้นปลายชีวิต จนทำให้ราชกิจบ้านเมืองต้องตกอยู่ในสภาพยุ่งเหยิงไปหมด

ในความเป็นจริง…ในโลกของผู้บำเพ็ญเพียรนั้นมียาที่สามารถยืดอายุขัยได้อยู่จริง ยิ่งไปกว่านั้นยังมียาอีกมากมายที่ช่วยในการยกระดับพลังบำเพ็ญ เพียงแต่ว่ายาทุกชนิดล้วนมีค่าและหายากอย่างยิ่งโดยไม่มีข้อยกเว้น…แม้แต่เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรเองก็ยังต้องแย่งชิงกันจนหัวร้างข้างแตก ไม่ต้องพูดถึงคนธรรมดาสามัญเลย แค่เพียงวัตถุดิบก็เป็นไปไม่ได้ที่จะรวบรวมให้ครบถ้วนแล้ว

และเมื่อพูดถึงวัตถุดิบ...

ต้นหลิงเหอ…ก็คือวัตถุดิบพื้นฐานที่ใช้ร่วมกันในร้อยศาสตร์แห่งการบำเพ็ญเพียร!

ไม่ว่าจะเป็นยาชนิดใดก็ตาม วัตถุดิบพื้นฐานอันดับหนึ่งก็คือต้นหลิงเหอ

แม้กระทั่งการสร้างยันต์ วัตถุดิบในการทำกระดาษยันต์ก็มีส่วนผสมของหลิงเหอเช่นกัน และที่น่าทึ่งคือแม้แต่การหลอมศาสตราและการวางค่ายกลก็ไม่เว้น ส่วนศาสตร์อื่นๆอย่างการควบคุมสัตว์อสูรนั้นก็ยิ่งต้องพึ่งพามันเช่นกัน

ดังนั้น สำหรับเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว...ต้นหลิงเหอก็เปรียบเสมือนธัญพืชจำเป็น​นั่นเอง

แต่ทว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือต้นหลิงเหอนั้นไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพลังวิญญาณ​ของสวรรค์เเละโลก แม้แต่ในผืนดินของโลกมนุษย์ หากมีเงื่อนไขที่เหมาะสมก็สามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติ ด้วยเหตุนี้มันจึงถูกนำมาปลูกในโลกมนุษย์เป็นจำนวนมาก

เพียงแต่ว่า...สำหรับคนธรรมดาแล้ว ต้นหลิงเหอคือหญ้าพิษที่มีพิษร้ายแรง ซึ่งไม่เพียงแต่จะแย่งพื้นที่เพาะปลูกเท่านั้น หากปลูกเป็นระยะเวลานานเกินไปก็จะดูดซับพลังของดิน จนทำให้ที่ดินอันอุดมสมบูรณ์กลายเป็นที่ดินเสื่อมโทรม และในที่สุดก็จะกลายเป็นดินที่แห้งแล้งจนเพาะปลูกอะไรไม่ได้อีก

ยิ่งไปกว่านั้น การปรุงยายังต้องใช้ต้นหลิงเหอในปริมาณที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง

ยกตัวอย่างเช่น “ยาบำรุงพลัง” ที่เขากำลังจะลงมือทำอยู่ตรงหน้านี้ ยาหนึ่งเม็ดจำเป็นต้องใช้ต้นหลิงเหอที่ถูกบีบอัดถึงหนึ่งศิลา…ซึ่งก็รวมไปถึงขี้ผึ้งหลิงเหอด้วยเช่นกัน

ทุกครั้งที่เคี่ยวหนึ่งหม้อ ก็จำเป็นต้องใช้ต้นหลิงเหอจำนวนมาก ดังนั้นจึงพอจะจินตนาการได้ว่า ในโลกของผู้บำเพ็ญเพียรนั้น ปริมาณการใช้หลิงเหอในแต่ละวันนั้นมหาศาลเพียงใด

เมื่อวางเตาหลอมยาเรียบร้อยแล้ว...เฉินซานซือก็เติมน้ำเข้าไปก่อนเป็นอันดับแรก

สำหรับการปรุงยาขั้นต่ำยังสามารถใช้น้ำธรรมดาได้ แต่ถ้าเป็นการปรุงยาขั้นสูง แม้แต่น้ำที่ใช้ก็ยังมีข้อกำหนดเฉพาะ

จากนั้นเขาก็หยิบไม้จินเยียนออกมา ทาด้วยน้ำมันตะเกียงแล้วจึงใช้แท่งจุดไฟเพื่อจุดไฟขึ้น

เปลวไฟสีแดงฉานลุกโชนขึ้นสู่ท้องฟ้า

แต่ทว่ามันแตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะคราวนี้เพลิงเซียนไม่ได้ลุกโชนอย่างบ้าคลั่งอย่างในอดีต​

หลังจากที่เผาไหม้ได้ไม่นาน เตาหลอมยาก็ราวกับจะรับรู้ได้ถึงบางสิ่ง…อักขระค่ายกลสีฟ้าครามบนพื้นผิวของมันก็เริ่มสว่างขึ้นทีละเส้นๆ ส่วนที่ก้นเตานั้นก็ดูคล้ายกับวังวนที่ดูดกลืนเปลวเพลิงเซียนทั้งหมดเข้าไป…ก่อนจะส่งเสียง "หึ่งๆ" ออกมา และเริ่มหลอมสิ่งที่อยู่ภายในเตา

ราคาของเตาหลอมยานี้ใบเดียว ก็เทียบเท่ากับความพยายามหลายปีหรืออาจจะนับสิบปีของผู้บำเพ็ญเพียรธรรมดาๆคนหนึ่งเลยทีเดียว

ไม้จินเยียนที่อยู่ข้างใต้ ก็ไม่ได้มอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านในทันทีเหมือนฟืนธรรมดา แต่ถึงอย่างนั้นอัตราการเผาไหม้ก็ยังเร็วกว่าที่จินตนาการไว้

"เพลิงเซียนนี่มันร้ายกาจจริงๆ"

โชคดีที่เฉินซานซือเตรียมไม้ไว้มากพอ และยังสามารถเติมฟืนธรรมดาเข้าไปในปริมาณที่เหมาะสมได้ ซึ่งมันก็ช่วยประหยัดไปได้บ้าง

โดยไม่รอช้า...เขาเริ่มเติมวัตถุดิบลงไปในเตาหลอมยา

ไม่ว่าจะเป็นขี้ผึ้งหลิงเหอที่เตรียมไว้ล่วงหน้า โสม เห็ดหลินจือ ข้าวสารวิญญาณ…

ซึ่งวัตถุดิบอย่างโสมและเห็ดหลินจือเหล่านี้ ล้วนเป็นของวิเศษที่เติบโตในโลกของผู้บำเพ็ญเพียร ถึงแม้ว่าเมื่อเทียบเป็นราคาหินวิญญาณแล้วจะไม่แพงมากนัก แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่สมุนไพรในโลกมนุษย์จะนำมาเปรียบเทียบได้เลย

วัตถุดิบแต่ละชนิด จะต้องใส่ลงไปในเตาหลอมยาตามสัดส่วนและเวลาที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ห้ามมีความคลาดเคลื่อนใดๆ เกิดขึ้นเป็นอันขาด

สำหรับเฉินซานซือแล้ว ขั้นตอนเหล่านี้ถือว่าง่ายดาย แต่ความยากนั้นอยู่ที่ขั้นตอน "เบิกเนตร"

ในระหว่างกระบวนการปรุงยา...เขาจำเป็นต้องวางมือทั้งสองข้างไว้บนเตาหลอมยา และส่งพลังผ่านอักขระค่ายกลเข้าไปในเตา เพื่อช่วยเพลิงเซียนในการหลอมยา

จะส่งพลังเข้าไปมากไปก็ไม่ได้ น้อยไปก็ไม่ดี อีกทั้งความเข้มข้นของพลังก็ยังมีข้อกำหนดที่เข้มงวดอย่างยิ่ง

ขั้นตอนก่อนหน้านี้ ล้วนมีเขียนอธิบายไว้ในตำรายาอย่างชัดเจน

แต่สำหรับขั้นตอนนี้...เนื่องจากระดับพลังบำเพ็ญ วิชาที่ฝึกฝน หรือแม้กระทั่งร่างกายของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไป จึงไม่สามารถวัดปริมาณที่แน่นอนได้

ทำให้ผู้ปรุงยาต้องอาศัยความรู้สึกของตนเองล้วนๆ ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับคำว่า "ตามความเหมาะสม" ในตำราอาหารเลย

ยิ่งไปกว่านั้น ในขั้นตอนนี้ยังเกี่ยวข้องกับความสามารถพิเศษที่เรียกว่า "จิตเทวะ" อีกด้วย

ในช่วงเริ่มต้นของวิถีเซียน จิตเทวะของผู้บำเพ็ญเพียรยังอ่อนแอมาก ดังนั้นจึงไม่สามารถแสดงผลได้มากนัก

แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีอยู่เลย การที่จะควบคุมความร้อนในการปรุงยาได้อย่างแม่นยำนั้น จำเป็นต้องใช้จิตเทวะเพื่อสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยของยาในเตาหลอม

เฉินซานซือหลับตาลง โคจรพลังตามเคล็ดวิชา "ห้าธาตุ"...สัมผัสการเปลี่ยนแปลงภายในเตาหลอมยาอย่างใจเย็น

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด จนกระทั่งในชั่วขณะหนึ่ง เขารู้สึกว่าตนเองกลายเป็นความว่างเปล่า จากนั้นก็แทรกซึมเข้าไปในเตาหลอมยา และสามารถมองเห็นการเปลี่ยนแปลงภายในเตาหลอมยาได้ด้วยตาของตนเอง

นี่ไม่ใช่การปรุงยา...แต่ทว่ามันคือการบำเพ็ญเพียรบนมรรคาแห่งเต๋า!

ภายในเตาหลอมยา นั้นครอบคลุมสรรพสิ่งในสวรรค์เเละโลก และการเปลี่ยนแปลงแห่งเต๋าอันยิ่งใหญ่!

การปะทะกันแต่ละครั้งในนั้น ล้วนส่งผลต่อคุณภาพของยาที่หลอมออกมาในท้ายที่สุด

"ปัง!"

ทันทีที่​มีเสียงระเบิดดังขึ้นข้างหู

…เฉินซานซือก็สะดุ้งตื่นจากภวังค์ในทันที

การปรุงยาครั้งนี้ล้มเหลวเสียแล้ว

เขาร่ายวิชาเปิดฝาเตา ภายในเตาหลอมมีแต่คราบดำไหม้เกรอะกรังพร้อมกลิ่นฉุนรุนแรงที่โชยปะทะใบหน้า

การปรุงยา ในเมื่อมันเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงแห่งเต๋า โดยธรรมชาติแล้วมันย่อมมีความเสี่ยงเช่นกัน

หลังจากที่เขาใช้จ่ายเงินในหอรวมสมบัติไป พวกเขาก็ได้มอบตำราเล่มหนึ่งมาให้ ซึ่งก็เป็นความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการปรุงยา โดยเนื้อหากล่าวว่า ยิ่งเป็นยาขั้นสูงมากเท่าไหร่ ระดับความอันตรายก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น จนกระทั่งอาจจะทำให้ตนเองถูกระเบิดตายได้เลยทีเดียว

[ทักษะ: การปรุงยา (ยังไม่เชี่ยวชาญ)]

[ความคืบหน้า: 2/100]

[ผลลัพธ์: ยังไม่มี]

….

เอาใหม่อีกครั้ง!

ในตอนนี้ เฉินซานซือพอจะจับทางได้บ้างแล้ว

ประกอบกับยาบำรุงพลังนั้นปรุงได้ค่อนข้างง่าย เนื่องจากมันมีการเปลี่ยนแปลงเพียงสิบสองขั้นตอนเท่านั้น…ดังนั้นในครั้งต่อๆ มาจึงไม่ได้ลำบากมากนัก และหลังจากพยายามไปเพียงห้าครั้ง เขาก็สามารถจับเคล็ดลับของมันได้สำเร็จ

การกลั่น

การผสาน

และการหล่อหลอม…

ถึงแม้ว่าตัวเขาจะอยู่ด้านนอกเตาหลอม แต่กลับสามารถสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงภายในได้อย่างเลือนราง จากนั้นจึงใช้พลังวิญญาณเพื่อปรับเปลี่ยนจนกระทั่งสามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลงทั้งสิบสองขั้นตอนได้อย่างราบรื่น

"หึ่ง!"

ยาสำเร็จแล้ว!

พร้อมกับเสียงดังหึ่งขึ้นครั้งหนึ่ง ฝาเตาหลอมยาก็เปิดออก

รอบนี้ก้นเตาหลอมนั้นสะอาดเอี่ยม และมียาเม็ด ห้าเม็ดนอนนิ่งๆอยู่ในนั้น

ทว่า แม้จะเป็นยาที่หลอมในเตาเดียวกัน ก็ยังอาจมีคุณภาพที่แตกต่างกันได้

ตัวอย่างเช่น ยาบำรุงพลังทั้งห้าเม็ดในเตานี้ ในจำนวนนั้นมีสองเม็ดเป็นของคุณภาพชั้นยอด สองเม็ดเป็นของคุณภาพดี และอีกหนึ่งเม็ดเป็นของคุณภาพต่ำ…ซึ่งถ้าคำนวณตามราคาและต้นทุนแล้ว ก็ถือว่าขาดทุนย่อยยับ​

เเต่ก็นะ….ร้อยศาสตร์แห่งการบำเพ็ญเพียร จะเป็นเรื่องง่ายดายได้อย่างไร?

มิฉะนั้นแล้ว...ก็คงไม่มีผู้บำเพ็ญเพียรมากมายที่ถูกบีบให้ต้องไปขุดแร่ ทำนา หรือแม้กระทั่งขายชีวิตเพื่อแลกกับหินวิญญาณ และแย่งชิงทรัพยากรในการบำเพ็ญเพียร

ตามที่ระบุไว้ในตำรา...ในการหลอมยาบำรุงพลังนั้น หากสามารถทำสำเร็จได้หนึ่งครั้งภายในสิบครั้ง ก็ถือว่ามีพรสวรรค์ในระดับปานกลางแล้ว

ส่วนเฉินซานซือที่ทำสำเร็จในครั้งที่ห้า...ก็ถือได้ว่ายอดเยี่ยมอย่างยิ่ง

แม้ว่ารากฐานวิญญาณจะย่ำแย่ แต่ความเข้าใจของเขาก็ยังนับว่าไม่เลวเลยทีเดียว

ซึ่งในเรื่องนี้ ก็มีผลจากการเสริมพลังของ [หัวใจเจ็ดทาง] อยู่ด้วย

[ทักษะ: การปรุงยา (ยังไม่เชี่ยวชาญ)]

[ความคืบหน้า: 20/100]

[ผลลัพธ์: ยังไม่มี]

….

แค่เรียนรู้วิธีการหลอมยาบำรุงพลังยังไม่เพียงพอที่จะก้าวเข้าสู่ประตูแห่งวิถีการปรุงยาได้

ดูท่าแล้ว หลังจากนี้คงต้องหลอมยาบำรุงเส้นชีพจร​และยาเจินหวู่ (ยาพลังยุทธ์แท้จริง​) ต่อไป

โชคดีที่เขาเตรียมการไว้ล่วงหน้า…ดังนั้นสำหรับเฉินซานซือแล้ว มันจึงเป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น

เขาหยิบยาบำรุงพลังคุณภาพชั้นยอดขึ้นมาหนึ่งเม็ด…พอใส่เข้าไปในปาก ยาเม็ดนั้นก็ราวกับมีชีวิต ดุจดังดวงดาวดวงหนึ่งที่ลอยเข้าสู่ท้องของเขาไปเอง หลังจากนั้นเขาก็รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าและเปี่ยมไปด้วยพลังงาน อีกทั้งในนั้นยังแฝงไปด้วยพลังวิญญาณเเห่งสวรรค์เเละโลกอยู่เล็กน้อย

เมื่อกินยาบำรุงพลังเข้าไปหนึ่งเม็ด ต่อให้ไม่กินอะไรเลยเป็นเวลาหนึ่งเดือน ก็จะไม่รู้สึกหิวเลย แถมยังมีสรรพคุณในการฟื้นฟูกำลังอีกด้วย

แค่เพียงมีเม็ดยาเหล่านี้อยู่ในมือ ก็เพียงพอที่จะทำให้ไม่มีวันหมดแรงในสนามรบ!

ช่างสมกับที่เป็นยาเซียนจริงๆ

แม้ว่าจะเป็นเพียงยาเซียนระดับต่ำที่สุด ก็ยังมีอานุภาพมหาศาลถึงเพียงนี้ เเละแท้จริงแล้วยาบำรุงพลังไม่ได้มีความหมายเพียงแค่ทำให้อิ่มท้องตามชื่อของมัน

หลังจากกินยาเข้าไป...เฉินซานซือก็รู้สึกมีพละกำลังท่วมท้นไปทั้งร่าง เขาจึงหยิบหอกยาวออกมาฝึกซ้อมต่อที่ลานบ้าน

[วิชา: หอกมังกรปกปักษ์ - ขั้นเเก่นเเท้สวรรค์ (ความสำเร็จเล็กน้อย)]

[ความคืบหน้า: 1288/2000]

….

ใกล้จะบรรลุขั้นสมบูรณ์แล้ว!

เเต่ก็ต้องเร่งความเร็วขึ้นอีกหน่อย!

ถ้าเข้าไปในเทือกเขาหลัวเทียน เพื่อตามหาอสูรโจวอู๋ที่หนีไปคราวก่อน บวกกับยาบำรุงเส้นชีพจร…ก็คงใช้เวลาไม่นานก็จะสามารถบรรลุขอบเขตเเก่นเเท้สวรรค์ขั้นสมบูรณ์ได้ จากนั้นก็จะสามารถเริ่มเตรียมการทะลวงสู่ขอบเขตเทพยุทธ

เมื่อบรรลุถึงขอบเขตเทพยุทธแล้ว อย่าว่าแต่ในโลกมนุษย์เลย ต่อให้ไปอยู่ในโลกของผู้บำเพ็ญเพียร ก็ไม่ถือว่าเป็นชนชั้นล่างอีกต่อไป

เมื่อคิดได้ดังนั้น...เฉินซานซือก็รีบจัดการภารกิจทางทหารของวันนั้นให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

ในตอนนี้ เขามีภารกิจหลักอยู่สองอย่าง

หนึ่งคือ ตรวจตราการเฝ้าระวังที่กำแพงเมือง

สองคือ จัดกำลังพลลาดตระเวนในเมือง เพื่อตามล่าสาวกของลัทธิเทพวิญญาณ

ณ ปัจจุบัน ในเมืองเหลียงโจวมีกองกำลังประจำการอยู่สี่ค่าย

ได้แก่ ค่ายหงเจ๋อ และอีกสามค่ายของศิษย์พี่ใหญ่

ซึ่งในจำนวนนี้ มีสองค่ายประจำอยู่ที่เมืองตงอี๋และเมืองซีอี๋ ส่วนอีกหนึ่งค่ายก็กำลังเผชิญหน้ากับข้าศึกอยู่ที่แนวหน้า

นั่นเท่ากับว่าในเมืองนี้มีเพียงค่ายหงเจ๋อเท่านั้นที่รับผิดชอบ

ลัทธิเทพวิญญาณ...เห็นทีว่าคงต้องหาเวลาว่างไปตรวจสอบด้วยตัวเองอย่างจริงจังเสียที

….

เมื่อถือหอกยาวและพกคันธนูใหญ่...เฉินซานซือก็เดินทางรอนแรมอยู่ในเทือกเขาหลัวเทียนเป็นเวลาหลายวัน

ตลอดทางเขาได้สังหารอสูรพิษไปนับไม่ถ้วน จนในที่สุดก็มาถึงภูเขาชั้นที่สิบสอง และแทบจะในทันทีที่ก้าวข้ามเส้นแบ่งเขตแดน เขาก็สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของ พลังวิญญาณในสวรรค์เเละโลก

"พลังชั่วร้าย!"

พลังชั่วร้ายสีดำ เริ่มที่จะปนเปื้อนสวรรค์เเละโลกในบริเวณใกล้เคียงแล้ว โดยมันล่องลอยอย่างเจือจางอยู่ท่ามกลางพลังวิญญาณที่สับสนปนเปกัน

"พลังชั่วร้ายนี่..."

เฉินซานซือสัมผัสได้ว่าเคล็ดวิชาห้าธาตุของเขาดูเหมือนจะสามารถดูดซับพลังชั่วร้ายระหว่างสวรรค์เเละโลกได้

เส้นชีพจรวิญญาณงั้นหรือ?!

ไม่ใช่...

น่าจะเรียกว่าเส้นชีพจรปีศาจ!

เส้นชีพจรปีศาจกำลังฟื้นคืนชีพ!

ไม่น่าเชื่อว่าในเทือกเขาหลัวเทียนแห่งนี้ จะมีเส้นชีพจรปีศาจซ่อนอยู่ด้วย!

ดูท่าแล้ว...การฟื้นคืนชีพในทวีปตงเซิ่งเสินโจว ไม่ได้มีเพียงแค่เส้นชีพจรวิญญาณเท่านั้น แต่พลังชั่วร้ายเองก็กำลังฟื้นคืนชีพด้วยเช่นกัน!

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้อสูรพิษในเทือกเขาหลัวเทียนปรากฏตัวออกมามากขึ้นเรื่อยๆ

เพียงแต่ว่าเส้นชีพจรปีศาจนี้...เท่าที่เฉินซานซือรู้มา มันไม่ใช่สิ่งที่เผ่าพันธุ์มนุษย์จะสามารถใช้ฝึกบำเพ็ญเพียรได้

เขาใช้[วิชาอำพรางกาย]จนถึงขีดสุด ซ่อนตัวอยู่บริเวณขอบๆเพื่อสังเกตการณ์ หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็เห็นร่างหลายร่างเคลื่อนไหวไปมาบนท้องฟ้าอีกครั้ง ก่อนที่ในที่สุดจะร่อนลงสู่หุบเขาลึก

เมื่อเป็นเรื่องที่สำคัญถึงเพียงนี้ ท่านอาจารย์ย่อมต้องรับรู้มานานแล้วอย่างแน่นอน ช่วงเวลาสองปีที่หายตัวไป เกรงว่าก็คงจะเกี่ยวข้องกับการรับมือเรื่องนี้เช่นกัน

"ซี่... ซี่..."

นอกเหนือจากนั้น...เฉินซานซือยังเห็นงูยักษ์ตัวนั้นเลื้อยวนเวียนอยู่ในเทือกเขาที่อยู่ห่างไกลอีกครั้ง

งูยักษ์ตัวนี้...เกรงว่าคงไม่ใช่สิ่งที่ผู้ที่ยังไม่ถึงขอบเขตเทพยุทธจะไปหาเรื่องด้วยได้ มิฉะนั้นแล้วหากนำมันมาทำเป็นคันธนู ก็คงจะเป็นวัตถุดิบที่ยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน

ยังไงตอนนี้…ไปหาอสูรโจวอู๋ก่อนแล้วกัน!

เฉินซานซือเคลื่อนที่ผ่านป่าเขาต่อไปอย่างรวดเร็ว และในไม่ช้าเขาก็พบกับอสูรประหลาดตัวหนึ่ง

มันคือลิงเผือก

เจ้าลิงตัวนี้นั่งอยู่บนลำต้นของต้นไม้ที่สูงกว่าสิบจั้ง* (ประมาณ 33 เมตร) ในท่าทางคล้ายมนุษย์ที่กำลังนั่งขัดสมาธิเพื่อดูดซับแก่นแท้แห่งสุริยันจันทรา…ทว่าทันใดนั้นมันก็สัมผัสได้ถึงพลังชั่วร้าย จากนั้นมันก็เริ่มดิ้นรนอย่างเจ็บปวด ก่อนที่จะควบคุมตัวเองไม่ได้อีกต่อไป แล้วเริ่มดูดซับพลังชั่วร้ายเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดมันก็กลายสภาพเป็นอสูรที่บ้าคลั่งและดุร้าย

"กรรรร!"

พอมันสังเกตเห็นคนที่อยู่ข้างใต้ มันก็แยกเขี้ยวคำรามแล้วกระโจนเข้ามา

เฉินซานซือยกหอกขึ้นแทง เพียงครั้งเดียวก็ทะลุหัวใจของมันจนสิ้นฤทธิ์

เมื่อเขามองไปที่ซากศพ ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าอสูรพิษถือกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร

ดูเหมือนว่าสัตว์อสูรในเทือกเขาหลัวเทียนที่มีสายเลือดพิเศษนั้น จะสามารถดูดซับแก่นแท้แห่งสุริยันจันทราหรือพลังวิญญาณเเห่งสวรรค์เเละโลกเพื่อฝึกฝนบำเพ็ญเพียรได้โดยไม่รู้ตัว

ทว่าพวกมันไม่รู้จักวิธีแยกแยะ จึงดูดซับเอาพลังชั่วร้ายเข้าไปด้วย ทำให้ไม่รู้เลยว่าจะกลายร่างเป็นอสูรพิษ

เพียงแต่ไม่รู้ว่า..ใครกันแน่ที่กำลังควบคุมการฟื้นคืนชีพของเส้นชีพจรปีศาจนี้อยู่ เกรงว่าคงจะมีความเกี่ยวข้องกับโลกอื่นในมหาพันโลกธาตุอีกเป็นแน่

บางทีอาจจะเกี่ยวข้องกับการก่อความวุ่นวายของลัทธิเทพวิญญาณในเมืองเหลียงโจวด้วยก็เป็นได้…และถ้าหากว่ามันเกี่ยวข้องกันจริงๆ ก็ไม่แน่ว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ด้วย

เฉินซานซือสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป เพราะเขารู้ดีว่าควรจะจัดการกับเรื่องที่อยู่ตรงหน้าก่อน

เขาใช้เวลาไม่นานนัก...เพียงแค่ครึ่งชั่วยามต่อมา เขาก็พบอสูรโจวอู๋ตัวนั้น

"โฮก!"

อสูรโจวอู๋ที่ถูกบุกรุกอาณาเขตคำรามลั่นแล้วกระโจนเข้ามา

พลังต่อสู้ของมันนั้นเทียบเท่ากับระดับเเก่นเเท้สวรรค์ขั้นเชี่ยวชาญแล้ว

แต่น่าเสียดายที่...เฉินซานซือในตอนนี้ไม่ใช่คนเดิมเมื่อครึ่งปีก่อนอีกต่อไป

เพียงแค่สองกระบวนท่า เขาก็ใช้หอกแทงทะลุศีรษะของอสูรโจวอู๋ โลหิตสีแดงสดสาดกระเซ็นย้อมขนหลากสีของมันจนแดงฉาน และปลิดชีวิตของมันลงในที่สุด

"ขนและหนังของมันนี่ เกรงว่าคงจะมีค่าไม่น้อยเลย"

เขาแบกซากศพของมันขึ้นบ่า แล้วเดินทางกลับไปยังเมืองเหลียงโจวตามเส้นทางเดิม

พอเข้าเมืองมาได้ไม่นาน เขาก็เผอิญพบกับกองทหารม้าของค่ายเต่าดำที่กำลังรีบร้อนมุ่งหน้าไปยังประตูเมืองทิศตะวันออก ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องด่วนที่ต้องรีบไปจัดการ

"นี่มีเรื่องอะไรกันรึ?" เฉินซานซือเอ่ยถาม

"อ้อ ท่านเฉินนี่เอง" นายกองพันที่นำทัพอยู่ประสานหมัดคารวะ

"ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกครับ มีสำนักระดับสองสำนักหนึ่ง กล่าวหาว่าไม่มีลัทธิเทพวิญญาณอยู่จริง คนที่ตายทั้งหมดเป็นฝีมือของกองทัพเป่ยเหลียง แล้วก็กำลังจะก่อกบฏ พวกเราเลยจะไปดูเสียหน่อย คาดว่าคงจะจัดการได้ในไม่ช้าครับ"

สำนักพวกนี้...คงจะถูกบีบจนสติแตกไปแล้วสินะ

เฉินซานซือส่ายหัว

เเต่จะไม่ให้บ้าได้อย่างไร? ในเมื่อมีคนตายอยู่รอบตัวทุกวัน เเต่จนถึงตอนนี้ก็ยังสืบหาความจริงไม่ได้เลย

พรุ่งนี้ก็ถึงตาเขาที่ต้องลาดตระเวนในเมืองแล้ว เห็นทีว่าคงต้องลงไปจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง และใส่ใจกับเรื่องนี้ให้มากขึ้น

เเต่เมื่อเขาแบกซากของอสูรโจวอู๋กลับมาถึงบ้าน...ทันทีที่ก้าวเข้าประตู ก็มีมือของผู้หญิงข้างหนึ่งฟาดเข้ามา หมายจะบิดหูของเขา

เเน่นอนว่าเฉินซานซือหลบไปตามสัญชาตญาณ

"ศิษย์พี่?"

"นี่ยังจะหลบอีกเหรอ?"

ศิษย์พี่เก้า หรงเยี่ยนชิว เดินเข้ามาแล้วบิดหูเขาไว้แน่น

"อะไรกัน พอพลังยุทธ์สูงขึ้นแล้วคิดจะลบหลู่ครูบาอาจารย์รึ? อยากจะลองประมือกับศิษย์พี่อย่างข้าดูสักตั้งไหม?"

"ไม่กล้าขอรับ"

"เพียงแต่ศิษย์น้องไม่ทราบว่าไปทำอะไรให้ศิษย์พี่โกรธเคืองถึงเพียงนี้ขอรับ?" เฉินซานซือกล่าวอย่างงุนงง

"เจ้าว่าไงนะ?" หรงเยี่ยนชิวเหลือบตามองไปทางสวนหลังบ้าน

"เจ้าเด็กคนนี้นี่มันแน่จริงๆ ไม่ใช่แค่ไปเที่ยวหอคณิกา แต่ยังพานังแพศยากลับมาถึงบ้านเลยรึ?"

"ศิษย์พี่ โปรดฟังข้าอธิบายก่อน"

เฉินซานซือปัดมือของศิษย์พี่ออก แต่แล้วก็ไม่รู้จะเริ่มพูดจากตรงไหนดี ในที่สุดเขาจึงเปลี่ยนเรื่องไปเสียดื้อๆ พร้อมกับอวดของที่ได้มี

"ศิษย์พี่ ท่านดูสิ อสูรประหลาดตัวนี้เป็นอย่างไรบ้าง? เดี๋ยวข้าจะถลกหนังกับขนมาทำเสื้อคลุมให้ท่านสักตัว รับรองว่าต้องสวยงามมากแน่ๆ"

"ให้ข้ารึ?"

"เจ้าไม่รู้จักจำเลยจริงๆ ใช่ไหม?" หรงเยี่ยนชิวพูดอย่างไม่สบอารมณ์

"ให้ซุนหลีก่อนสิ!"

เมื่อได้ยินเช่นนี้ เฉินซานซือก็ทำท่าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้

"ข้าจะไปให้นางวันนี้เลย"

"ศิษย์น้อง"

"มีเรื่องหนึ่ง ข้าไม่รู้ว่าควรจะพูดดีหรือไม่" หรงเยี่ยนชิวพูดด้วยสีหน้าจริงจัง

"ศิษย์พี่พูดมาได้เลยขอรับ"

"ศิษย์น้องหญิงซุนหลีปีนี้ก็อายุยี่สิบเอ็ดแล้ว เป็นสาวเต็มตัวแล้วนะ เรื่องบางเรื่องสมควรทำก็ต้องทำ เจ้าจะปล่อยให้มันยืดเยื้อแบบนี้ไปเรื่อยๆ..."

"หรือว่าเจ้าจะรอให้ท่านอาจารย์มาพูดกับเจ้าด้วยตัวเอง หรือจะรอให้ศิษย์น้องหลีเป็นฝ่ายพูดเองกันแน่?"

"ข้าทราบแล้วขอรับ"

อันที่จริง เฉินซานซือก็ไม่ได้รู้สึกกระอักกระอ่วนอะไร

ว่ากันตามตรงแล้ว...ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้เจอหน้าพี่น้องตระกูลซุนมาครึ่งปีกว่าแล้ว

วันนี้พอจะมีเวลาว่างอยู่บ้าง แต่พรุ่งนี้ไปก็คงจะมีเรื่องยุ่งๆไม่สิ้นสุด ดังนั้นก็สมควรที่จะไปหาพวกเขาเสียที

หลังจากจัดการกับหนังและขนของอสูรโจวอู๋เรียบร้อยแล้ว...

ในช่วงบ่ายของวันนั้นเอง เฉินซานซือก็เดินทางมาถึงจวนผู้บัญชาการทหารสูงสุด

"ซานซือ!"

"ในที่สุดก็ได้เจอหน้าเจ้าเสียที ช่างยากเย็นจริงๆ!" ซุนปู้ฉีดูตื่นเต้นมาก

หลังจากทักทายกับเขาอยู่สองสามคำ เฉินซานซือก็ไปหาซุนหลีที่กำลังฝึกดาบอยู่ริมทะเลสาบหลังเขา

นางมีร่างกายที่ไม่เลว ประกอบกับมีทรัพยากรที่เพียงพอ ทำให้ระดับพลังของนางบรรลุถึงขั้นเปิดเส้นชีพจรแล้ว

"ศิษย์พี่"

“ข้านำสิ่งนี้มาให้ เอาไว้ทำเสื้อคลุม” เฉินซานซือยื่นหนังของอสูรโจวอู๋ให้

ถึงแม้ว่าลึกๆแล้วซุนหลีจะมีความเป็นผู้หญิงสูง แต่ในยามปกติเธอก็ไม่ใช่คนเหนียมอาย จึงรับของไปอย่างเปิดเผย

"ขอบคุณนะ"

"ให้ข้าสอนท่านฝึกดาบไหม?"

พอเฉินซานซือพูดประโยคนี้ออกมา เขาก็รู้สึกว่ามันช่างกลับตาลปัตรสิ้นดี

เพราะตอนที่อยู่ที่เมืองผอหยาง ยังเป็นเขาที่ต้องคอยขอร้องให้นางชี้แนะอยู่เลย

จากนั้น เขาก็อยู่ที่จวนผู้บัญชาการทหารสูงสุดจนถึงเย็น...

ในตอนกลางคืน เขาก็กินข้าวกับศิษย์พี่สี่และพี่น้องตระกูลซุน จากนั้นจึงขอตัวลากลับ

ระหว่างทางเขาก็หยุดพักอยู่หลายครั้ง เพื่อลองดูว่าจะได้พบกับปรมาจารย์เหมยอีกหรือไม่

เรื่องราวในเทือกเขาหลัวเทียน บางทีปรมาจารย์เหมยอาจจะพออธิบายได้บ้าง

น่าเสียดายที่ไม่เป็นไปตามที่หวัง…สุดท้ายก็ไม่ได้เจอปรมาจารย์เหมยเลย

……………………

จบบทที่ บทที่ 239 : ปรุงยาบำรุงพลัง

คัดลอกลิงก์แล้ว