เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 238 : มังกรเร้นกาย-ซูเหวินไฉ

บทที่ 238 : มังกรเร้นกาย-ซูเหวินไฉ

บทที่ 238 : มังกรเร้นกาย-ซูเหวินไฉ


บทที่ 238 : มังกรเร้นกาย-ซูเหวินไฉ

เเต่ถ้าเป็นแบบนั้น...มันก็เหมือนเขาทำงานให้ฮ่องเต้ฟรีๆเลยสิ?

เพราะตั้งแต่ต้นจนจบ...เป้าหมายในการฝึกยุทธ์และเข้าร่วมกองทัพของเฉินซานซือมีเพียงหนึ่งเดียว นั่นก็คือการสามารถกำหนดชะตาชีวิตของตัวเองได้

ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ เรียกได้ว่าเขาล้มลุกคลุกคลาน ผ่านร้อนผ่านหนาว ออกรบทั้งเหนือจรดใต้ ฝ่าดงดาบ ทะเลเพลิงมานับครั้งไม่ถ้วน

สู้มาแทบเป็นแทบตายขนาดนี้...จะให้มาทำงานเพื่อฮ่องเต้เฒ่าคนนั้นจริงๆเหรอ?

ลำบากลำบนสร้างกองทัพที่แข็งแกร่งดุจพยัคฆ์และหมาป่าขึ้นมาได้สำเร็จ…แล้วสุดท้ายต้องประเคนส่งคืนให้ง่ายๆอย่างนั้นน่ะหรือ?

มันจะข่มเหงกันเกินไปแล้ว!

แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ก็ยังไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้เท่าไหร่นัก

ทำได้เพียงแค่... ต้องจัดการศึกที่ทุ่งหญ้าให้จบสิ้นเสียก่อน แล้วจากนั้นค่อยปรึกษาหารือกับเหล่าศิษย์พี่อีกที

สรุปก็คือ...ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เขาก็จะไม่มีวันเอาชีวิตของตัวเองไปฝากไว้ในมือของราชสำนักอย่างเด็ดขาด

ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าฮ่องเต้เฒ่าผู้นั้นคือ "เซียน" ที่ไม่รู้ว่าจะก่อ "โศกนาฏกรรมสิบวันที่เมืองหยุนโจว" ขึ้นมาอีกเมื่อไหร่ ต่อให้เป็นฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ เขาก็ไม่มีทางยอมมอบอำนาจทางการทหารให้โดยง่าย

การอยู่ใกล้กษัตริย์ก็เหมือนอยู่ใกล้เสือ

แต่เขา...ไม่คิดจะอยู่ใกล้หรอก

ว่าไปแล้ว...นี่ก็ผ่านไปอีกหลายสิบวันแล้ว ไม่รู้ว่าเรื่องราวที่ "สุดขอบฟ้า" เป็นอย่างไรบ้าง

ถ้าหากฮ่องเต้เฒ่าไปตายอยู่ที่นั่นได้ก็คงจะเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับทุกคน

แล้วท่านอาจารย์เล่า...เป็นอย่างไรบ้าง

"เห้อ….เตรียมทัพก่อนแล้วกัน"

"พลางเตรียมทัพไป พลางปรุงยาไปด้วย…จากนั้น​ก็พยายามทะลวงสู่ระดับเทพยุทธให้ได้โดยเร็วที่สุด จะได้สามารถหยัดยืนในโลกมนุษย์นี้ได้อย่างมั่นคงเสียที"

"แล้วยังมีปรากฏการณ์ประหลาดในเทือกเขาหลัวเทียนที่ต้องจัดการอีก…ช่างเป็นช่วงเวลาที่วุ่นวายเสียจริง"

และเมื่อเฉินซานซือออกจากปิดด่าน...พิธีระดมพลก็ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ

จากเดิมที่คาดว่าจะมีกำลังพลสิบสองค่าย ว่ากันว่าได้มีการเพิ่มขึ้นเป็นสิบสี่ค่ายเป็นการชั่วคราว ส่วนกำลังพลอีกสองค่ายที่เพิ่มขึ้นมานั้น ก็ไม่ทราบว่ามาจากที่ใด

สรุปก็คือ...มีกำลังพลสิบสี่ค่าย เเละแม่ทัพหลักสิบสี่นาย

รวมกำลังพลชั้นยอดสูงถึงสองเเสนหนึ่งหมื่นนาย...

ทั้งหมดได้มาชุมนุมกันอยู่ที่เมืองเหลียงโจว

รายชื่อการระดมพลมีดังนี้:

อันดับแรก คือ ท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดผู้บัญชาการซุน ซึ่งไม่ได้อยู่ที่นี่

ในยามศึกสงคราม ท่านจะบัญชาการกองทัพทั้งหมด ควบคุมกำลังพลทางตอนเหนือ โดยมีกองกำลังส่วนตัวนามว่า "ค่ายยุทธศาสตร์สวรรค์"

ศิษย์พี่ใหญ่ลู่จี๋ควบคุมกำลังพลสามค่าย

โดยมีศิษย์พี่สามเนี่ยหยวนเป็นรองแม่ทัพ…ซึ่งได้แก่ ค่ายเสวียนอู่ (เต่าดำ), ค่ายไป๋หู่ (พยัคฆ์ขาว) และค่ายเทียนซือ (สิงโตสวรรค์)

ฟางชิงหยุน โดยมีเหมิงกว่างซินเป็นแม่ทัพใหญ่และเขาเป็นรองแม่ทัพ ควบคุมค่ายชิงหลง (มังกรฟ้า)

หรงเยี่ยนชิว โดยมีเย่เฟิ่งซิวเป็นแม่ทัพใหญ่และนางเป็นรองแม่ทัพ ควบคุมค่ายจูเชว่ (หงส์สวรรค์)

ศิษย์พี่สองเฉิงเว่ย ร่วมกับแม่ทัพใหญ่จ้าวอู๋จี๋ ควบคุมกองกำลังทหารรักษาการณ์ของเมืองเหลียงโจว

ส่วนค่ายอื่นๆที่เหลือ ล้วนมีแม่ทัพที่ถูกส่งมาจากราชสำนักดำรงตำแหน่งเป็นแม่ทัพหลักทั้งสิ้น

ไป๋ถิงจือ, ลู่ซูหัว, เซี่ยซือซู่, เหยียนฉางชิง และคนอื่นๆทั้งหมดถูกกระจายไปอยู่ตามค่ายต่างๆ โดยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยแม่ทัพ

และจากนั้น... ก็คือค่ายหงเจ๋อ

ตำแหน่งในค่ายหงเจ๋อมีดังนี้:

เฉินซานซือ ดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ประจำค่าย

รองแม่ทัพ คือ ฉู่ซื่อสง…

ผู้ช่วยแม่ทัพกองหน้า, ต่งหยูหลิน

ผู้ช่วยแม่ทัพกองซ้าย, เซียวเจิ้ง

ผู้ช่วยแม่ทัพกองขวา, โหยวจี้เข่อ

ผู้ช่วยแม่ทัพกองหลัง, เมิ่งติ่งซิน

ผู้ช่วยแม่ทัพกองกลาง, เซี่ยฉง

ส่วนตำแหน่งนายพัน และนายร้อยที่เหลือ ก็ให้ปฏิบัติหน้าที่ตามตำแหน่งของตนต่อไป

รวมกำลังพลทั้งสิ้นหนึ่งหมื่นห้าพันนาย

ในที่สุด...หลังจากพิธีระดมพลดำเนินไปได้เจ็ดวัน ก็มีกำลังพลอีกสองค่ายทยอยเดินทางมาถึงเมืองเหลียงโจว

และสิ่งที่ตามมาด้วยนั้น...ก็คือข่าวใหญ่อันน่าตกตะลึง

"มังกรเร้นกาย(โหวหลง) พิชิตแคว้นเว่ย!"

เมื่อหนึ่งปีก่อน...ซูเหวินไฉได้รับคำสั่งให้เดินทางไปยังทิศตะวันออกของมณฑลโหยวโจว เขาใช้เวลาเพียงสี่เดือนก็สามารถปราบปรามกบฏทั้งหมดลงได้อย่างราบคาบ จากนั้นแทนที่จะถอนทัพกลับ เขากลับเดินทัพมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกต่อหลังจากได้รับอนุมัติจากกระทรวงทหาร

และภายในเวลาหกเดือน เขาก็สามารถยึดเมืองต่างๆได้ติดต่อกันถึงสี่สิบกว่าเมือง จนกระทั่งเมื่อสองเดือนก่อน เขาก็สามารถตีเมืองหลวงของแคว้นเว่ยได้สำเร็จ และจับเป็นฮ่องเต้แห่งแคว้นเว่ยได้อีกด้วย

ถึงแม้ว่าแคว้นเว่ยจะเป็นเพียงแคว้นเล็กๆ แต่ถึงอย่างไรก็ยังนับว่าเป็นแคว้นหนึ่ง

และในศึกครั้งนี้...ว่ากันว่าซูเหวินไฉหยั่งรู้ราวกับเทพเจ้า มีกลอุบายอันแยบยล รูปแบบกระบวนทัพที่เขาใช้ก็แทบไม่ต่างจากทัพชุดคลุมขาวเลยแม้แต่น้อย

ประกอบกับกลศึกอันพิสดารที่นำออกมาใช้หลายต่อหลายครั้ง มันก็ทำให้ชื่อเสียงของเขาโด่งดังสะท้านไปทั่วหล้าเช่นกัน

เขาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งขุนนางขั้นหนึ่ง ยศ "จู้กั๋ว (เสาหลักแห่งแคว้น)" และดำรงตำแหน่งเจิ้นกั๋วเจียงจวิน

ณ เวลานี้ ผู้คนจึงได้จัดอันดับ "สี่เทพสงครามแห่งยุค" ขึ้นมา

ซึ่งในสี่คนนั้น มีถึงสามคนที่อยู่ในแดนเหนือของอาณาจักรต้าเซิ่ง (ซูเหวินไฉน เฉินซานซือ ฟางชิงหยุน)

ด้วยเหตุนี้...ราชสำนักจึงจัดตั้งค่ายทหารขึ้นมาสองค่ายเพื่อซูเหวินไฉโดยเฉพาะ

นั่นก็คือ "ค่ายเจิ้นเปียว (รักษาการณ์)" และ "ค่ายเป่ยฝู่ (ปกครองแดนเหนือ)"

การจัดกำลังพลของทั้งสองค่ายนี้ไม่ได้แตกต่างไปจากกองทัพเป่ยเหลียงค่ายอื่นๆเลย…เพียงแต่พวกเขามาที่เมืองเหลียงโจวเป็นการชั่วคราว เพื่อร่วมมือในการทำศึกกับพวกทุ่งหญ้าเป็นหลัก และหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว ว่ากันว่าจะต้องเดินทางลงใต้หรือไม่ก็ไปประจำการเพื่อรักษาการณ์ทางทิศตะวันตกต่อไป

"เจ้าเฒ่านี่..."

เหล่าพี่น้องจากผอหยางเมื่อได้ยินข่าวนี้ ต่างก็มีสีหน้าที่ไม่อยากจะยอมรับ

"มันพิชิตแคว้นได้เลยนะ…ถึงแคว้นเว่ยจะไม่ใหญ่ แต่นั่นมันก็คือแคว้นหนึ่งเลยนะ!"

"เจ้าเฒ่านั่น... แรงจะเชือดไก่ยังไม่มีเลย สามารถคุมเหล่านายทหารอยู่จริงๆเหรอ?!"

"..."

ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่จับจ้อง...กองทัพของค่ายเจิ้นเปียวอันเกรียงไกรก็ได้เคลื่อนทัพผ่านประตูเมืองเข้ามา

และคนที่อยู่หน้าสุด...ก็คือซูเหวินไฉ

ทว่าชายผู้นี้กลับไม่ได้ขี่ม้า แต่กลับนั่งอยู่บนรถเข็น…เเละการแต่งกายของเขาก็ยิ่งโดดเด่นด้วยพัดขนนกและผ้าโพกศีรษะ ช่างดูโอ่อ่าเสียจริง

"เหอะ!"

"เจ้าเฒ่านี่!"

"มีขาดีๆไม่รู้จักเดิน จะมานั่งรถเข็นทำไม?"

"แปดในสิบส่วนคงจะเลียนแบบท่านแม่ทัพฟางนั่นแหละ…น่าขันสิ้นดี!"

…..

ผ่านไปอีกหนึ่งวัน

จนกระทั่งยามพลบค่ำ พิธีระดมพลครั้งใหญ่นี้จึงได้ประกาศสิ้นสุดลง

ซึ่งการระดมพลนี้ก็ไม่ใช่ว่ากำลังพลทั้งหมดจะมารวมตัวกันที่เดียว…หลังจากกองกำลังพลค่ายอื่นๆได้รับการตรวจกำลังพลเสร็จสิ้น ก็จะเหลือไว้เพียงแม่ทัพหลัก ส่วนที่เหลือก็แยกย้ายกันไปก่อนหน้านั้นแล้ว

ทำให้ตอนนี้...ที่ลานประลองยุทธ์จึงไม่ได้เหลือคนอยู่มากนัก

เหล่าแม่ทัพหลักของกองทัพเป่ยเหลียงต่างมารวมตัวกัน เพื่อเตรียมจัดงานเลี้ยงยามค่ำคืน ทำความรู้จักคุ้นเคยกันไว้ เพราะอีกไม่นานก็จะเปิดศึกกับพวกทุ่งหญ้าแล้ว ทุกคนในที่นี้ก็คือสหายร่วมเป็นร่วมตายนั่นเอง

"ยินดีกับท่านซูด้วยนะขอรับ!"

"ใช่แล้วท่านซู ช่างเป็นดั่งคำกล่าวที่ว่า…ผู้มีความสามารถมักจะประสบความสำเร็จช้าโดยแท้!"

"..."

"คารวะท่านเฉิน!"

"ข้าน้อยได้ยินชื่อเสียงของท่านแม่ทัพเฉินมานาน วันนี้ในที่สุดก็ได้พบตัวจริงเสียที นับเป็นวาสนาของข้าน้อยโดยแท้!"

เหล่าแม่ทัพต่างทักทายกันอย่างครึกครื้น

"ท่านซู"

เฉินซานซือก็เดินเข้าไปประสานหมัดคารวะซูเหวินไฉเช่นกัน

"ยินดีด้วยนะขอรับ คุณงามความดีในการพิชิตแคว้นครั้งนี้ สามารถจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ได้เลยทีเดียว"

เเต่คาดไม่ถึงเลยว่า...ซูเหวินไฉจะเพียงแค่เหลือบมองเขาแวบหนึ่ง แล้วก็ตอบแค่ "อืม" คำหนึ่ง ก่อนจะหันไปพูดคุยกับคนอื่นต่อ ราวกับว่ามองไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา

ภาพเหตุการณ์นี้...ทำให้เหล่าแม่ทัพคนอื่นๆที่เห็นเข้าต่างก็พากันตกตะลึงไปตามๆกัน

พวกเขาเคยได้ยินมาว่าคนทั้งสองนี้ไม่ถูกกัน แต่ก็ไม่คิดว่าจะถึงขั้นนี้ ขนาดต่อหน้าธารกำนัลยังไม่คิดจะแสร้งทำเป็นดีต่อกันเลย

"เฒ่าอู๋ เจ้ารู้เรื่องนี้บ้างไหม?"

"ข้าได้ยินมาว่านะ...ตอนที่ซูเหวินไฉสร้างผลงานใหญ่ในอดีต ท่านเฉินกลับกดเรื่องไว้ไม่รายงานเบื้องบน เพราะอยากจะควบคุมเขาไว้ใต้บังคับบัญชาของตัวเอง"

"นี่มัน...เท่ากับตัดอนาคตคนอื่นเลยนะ!"

"มันก็ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าพ่อฆ่าแม่เขานั่นแหละ"

"มิน่าล่ะ มิน่าล่ะ!"

"..."

และด้วยเหตุนี้...เรื่องราวนี้ก็ยิ่งแพร่กระจายออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆจนแทบทั้งเมืองเหลียงโจวต่างก็รู้กันทั่วว่าเฉินซานซือกับซูเหวินไฉไม่ลงรอยกัน

เรื่องนี้ ทำให้ลูกน้องของทั้งสองฝ่ายยังเคยมีเรื่องชกต่อยกันใหญ่โตหลายครั้ง จนถึงขั้นเลือดตกยางออก และต่างฝ่ายต่างก็ถูกลงโทษอย่างรุนแรง

"ไอ้หมาตัวนี้!"

"ฆ่าเจ้าเฒ่านี่ซะ!"

"ฆ่าเลยคงไม่พอหรอก!"

"ต้องหาโอกาสเอาถุงกระสอบคลุมหัวมัน แล้วกระทืบสักทีก่อน!"

“…..”

"พอได้แล้ว!" จ้าวคังตวาดอย่างเหลืออด

"จากนี้ไปก็แค่ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกันก็พอแล้ว มันจะถึงขั้นต้องฆ่าแกงกันเลยรึไง?"

"ไปกันเถอะ….ท่านแม่ทัพเรียกให้พวกเราไปหาอย่างเงียบๆ คืนนี้ คงจะต้องมีเรื่องสำคัญแน่ๆ"

"..."

ณ จวนผู้บัญชาการ

เฉินซานซือนั่งอยู่ในศาลาริมทะเลสาบหลังภูเขา…เล่าเรื่องราวที่ประสบมาที่ "สุดขอบฟ้า" ให้ฟังอย่างคร่าวๆ โดยหวังว่าจะได้ทราบถึงที่มาที่ไปของเรื่องราวทั้งหมด

"จะว่าไปแล้ว ในแง่หนึ่ง เจ้าเองก็ถือได้ว่าเป็นเซียนคนหนึ่งแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งเซียนลึกนัก...ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เรื่องบางอย่างก็ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังเจ้าอีกต่อไป" ฟางชิงหยุนกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

"ปีหลงชิ่งที่ห้าสิบหก...ใช่แล้ว...หนึ่งปีก่อนที่ทัพทั้งหมดขององค์ชายหกจะพ่ายแพ้ยับเยิน"

"ตอนนั้นท่านอาจารย์ได้ค้นพบสุสานโบราณแห่งหนึ่งที่ดินแดนเหนือสุด...ใต้ธารน้ำแข็ง"

"สุสานของผู้บำเพ็ญเซียนหรือขอรับ?" เฉินซานซือคาดเดา

"จะว่าอย่างนั้นก็ได้... แต่ถ้าจะให้พูดให้ถูก มันคือสนามรบแห่งหนึ่งเสียมากกว่า"

"ท่านอาจารย์เปิดสุสานโบราณเข้าไปได้ แต่ตัวเองก็ได้รับบาดเจ็บ จนจำต้องถอยกลับมาที่เมืองเหลียงโจวก่อนชั่วคราว"

"ตอนนั้นอาการบาดเจ็บของท่านสาหัสมาก"

"พอราชสำนักสืบทราบเรื่องเข้า ก็ฉวยโอกาสนี้สร้างเรื่องกล่าวหาท่านอาจารย์จนถูกจองจำในคุก แล้วก็เตรียมที่จะลงมือกับกองทัพหลักทั้งแปดค่ายที่กำลังรุ่งโรจน์อย่างถึงขีดสุดในตอนนั้น..."

"แต่ผลปรากฏว่าปีต่อมา แคว้นหนานซูก็ยกทัพบุกขึ้นเหนือครั้งใหญ่"

"ในช่วงเวลานั้น...ข้าได้เดินทางไปยังดินแดนเหนือสุดแทนท่านอาจารย์ ซึ่งในตอนนั้นข้าบรรลุเป็นเทพยุทธแล้ว"

"ข้ากับคนของราชสำนักได้เผชิญหน้ากันในสุสานนั้น และต่างฝ่ายต่างก็ได้ของบางอย่างติดมือกลับมา"

"หลังจากนั้น ข้าก็เคยไปที่สุดขอบฟ้ามาเช่นกัน เเต่ตอนที่ข้ากลับมา ข้าก็กลายเป็นอย่างที่เจ้าเห็นนี่แหละ...กลายเป็นคนพิการไป"

"ในเวลาเดียวกันนั้น ทัพหนานซูก็บุกทะลวงเข้ามาราวกับน้ำป่า…ด้วยความจำใจ พวกเขาจึงต้องปล่อยตัวท่านอาจารย์ออกมาอีกครั้ง"

"พอสงครามสิ้นสุดลง...ท่านอาจารย์ก็ได้เดินทางไปยังดินแดนเหนือสุดอีกครั้งหนึ่ง แต่รายละเอียดหลังจากนั้นข้าก็ไม่รู้แล้ว"

"รู้เพียงแค่ว่าหลังจากกลับมา พลังของท่านอาจารย์ก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดอีกครั้ง ค่ายกลทำลายวิญญาณที่เจ้าพูดถึง รวมถึงผู้พิทักษ์ทวีปตงเซิ่งเสินโจว ก็อาจจะเกี่ยวข้องกับดินแดนเหนือสุดนี่แหละ แต่รายละเอียดลึกๆข้าก็ไม่ทราบจริงๆ"

"รู้แค่ว่าราชสำนักเองก็ได้ของดีๆ จากที่นั่นมาไม่น้อยเลยทีเดียว มากพอที่จะใช้บ่มเพาะยอดฝีมือระดับเทพยุทธและแม่ทัพระดับเเก่นเเท้สวรรค์ได้อีกมากมาย…การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของราชสำนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็มีที่มาเป็นเช่นนี้เอง"

ดินแดนเหนือสุด...

"ศิษย์พี่... ยังจำท่านเหมยได้หรือไม่ขอรับ?" เฉินซานซือเอ่ยถามเปลี่ยนเรื่อง

"เจ้ากำลังจะถามว่า... เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับท่านเหมยหรือไม่ อย่างนั้นรึ?"

ฟางชิงหยุนส่ายหน้าเบาๆ

"เอาเป็นว่า... เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงท่านอาจารย์หรอก ตราบใดที่เรื่องยังไม่คลี่คลาย ท่านจะต้องกลับมาอย่างปลอดภัยแน่นอน"

….

หลังจากพูดคุยเรื่องสุดขอบฟ้าจบ...เฉินซานซือก็หยิบยกเรื่องอำนาจทางการทหารขึ้นมาอีกครั้ง

ครั้งนี้ ฟางชิงหยุนเพียงแค่เผยรอยยิ้มขมขื่นออกมา แต่ไม่ได้พูดอะไร

"ศิษย์พี่...นี่หมายความว่าอย่างไรหรือ?"

"หรือว่าพวกเราจะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ไปเฉยๆ?"

ตอนนี้เป็นแค่การแตะต้องอำนาจของราชสำนัก...

เขาคาดว่าก้าวต่อไป...คงจะเป็นการแตะต้องบุคคน

"ศิษย์น้อง..."

"ราชสำนักจ้องจะฮุบกองทัพทั้งแปดค่ายมานานแล้ว"

"ตอนนี้...ในที่สุดพวกเขาก็หาโอกาสเจอจนได้ ศึกที่ทุ่งหญ้าครั้งนี้ เกรงว่าจะเป็นการร่ายรำครั้งสุดท้ายแล้วล่ะ"

"หลังจากนี้...กองทัพทั้งแปดค่ายจะไปพึ่งพาใครได้อีก?"

"ผู้คนต่างยกย่องข้าเกินจริง เรียกขานข้าว่าท่านเฟิ่งฉู…แต่เอาเข้าจริงแล้ว ข้าก็เป็นแค่คนพิการไร้ค่าคนหนึ่งเท่านั้น"

"ส่วนศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่นๆก็ยังไม่มีใครบรรลุเป็นเทพยุทธ เกรงว่าคงจะไม่มีอำนาจต่อรองอะไรมากนักหรอก"

"ข้ายังจำได้ดีถึงเรื่องราวในสมัยราชวงศ์ต้าเยี่ยนก่อนหน้านี้ อ๋องต่างแซ่หลี่เวยที่รักษาการณ์ชายแดนมานานกว่าห้าสิบปี พอหลังจากที่เขาสิ้นใจไป บุตรบุญธรรมทั้งสิบสองคนของเขา... คนที่ถูกประทานยาพิษก็ถูกประทานยาพิษ คนที่ถูกตัดหัวก็ถูกตัดหัว คนที่ถูกทำลายวรยุทธ์ก็ถูกทำลายวรยุทธ์ ยังมีบางคนที่จำต้องไปเข้ากับพวกคนเถื่อน..."

"โอ้...เกือบลืมไป เรายังมีศิษย์พี่ใหญ่อยู่"

"มีเขาอยู่ด้วย...ก็คงจะไม่ถึงกับต้องลงเอยอย่างน่าสังเวชเหมือนเหล่าบุตรบุญธรรมของตระกูลหลี่ในสมัยราชวงศ์ต้าเยี่ยนหรอกกระมัง"

"เเต่ใครจะไปรู้อนาคตล่ะ...ก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามลิขิตสวรรค์"

ระหว่างที่พูด...ฟางชิงหยุนก็ได้เข็นรถเข็นของตนค่อยๆเคลื่อนห่างออกไป

"ศิษย์น้องเอ๋ยศิษย์น้อง...เจ้ามาช่างไม่ถูกเวลาเอาเสียเลย หากเจ้ามาอยู่กับกองทัพทั้งแปดค่ายเมื่อหลายปีก่อน ก็ยังพอจะได้อาศัยช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์อยู่สุขสบายไปอีกหลายปี แต่ดันมาอยู่ที่เมืองเหลียงโจวในช่วงบั้นปลายสุดท้ายนี้ มาเป็นศิษย์คนสุดท้อง... เฮ้อ"

สิ้นเสียงนั้น...ร่างของบัณฑิตในชุดสีเขียวก็เลือนหายเข้าไปในความมืดโดยสิ้นเชิง

เฉินซานซือไม่ใช่คนโง่...แน่นอนว่าเขาย่อมฟังความนัยที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของศิษย์พี่ออก

หากเป็นเพียงการโศกเศร้าระลึกถึงความหลัง จะเติมประโยคสุดท้ายเข้ามาทำไมกัน…

นี่เป็นการชี้แนะเขาชัดๆ

เมื่อหวนนึกย้อนกลับไป…พันธสัญญาเทพยุทธในสามปี เกรงว่าคงจะเป็นแผนการที่วางไว้แต่เนิ่นๆแล้ว

เมื่อได้ร่ำเรียนวิทยายุทธ์ของสำนัก ก็ต้องแบกรับความรับผิดชอบของสำนักด้วยเช่นกัน

และอีกอย่าง...นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นการเดินตามความปรารถนาของผู้อื่นเสียทีเดียว

เพราะเส้นทางนี้...เป็นเส้นทางที่เขาเลือกเดินด้วยตัวเองมาตั้งแต่แรก

ในตอนนั้น...ก็มีเพียงสองทางเลือกให้เขาเท่านั้น หนึ่งคือ ไปเป็นสุนัขรับใช้ที่เมืองหลวง

และสองคือ มาเสี่ยงโชคที่ชายแดน

ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว...เขาจะมัวลังเลไปใย?

เฉินซานซือยกถ้วยชาขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด แล้วจึงวางถ้วยลงอย่างแรง ก่อนจะกลับไปยังจวนของตน

…..

ณ จวนอู่ยี่โป๋

สวนหลังบ้านเชื่อมต่อกับตรอกเล็กๆที่เปลี่ยวร้างแห่งหนึ่ง

คืนนี้ ประตูหลังบ้านเปิดกว้าง…จ้าวคังและคนอื่นๆทยอยเดินทางมาถึง

เมื่อทุกคนมาพร้อมหน้ากันแล้ว เด็กรับใช้หญิงคนหนึ่งก็ลงกลอนประตูหลังอย่างแน่นหนา

ภายในสวนนั้น... มีกลิ่นหอมของสมุนไพรลอยคละคลุ้งมาปะทะจมูก

เฉินซานซือนั่งอยู่บนม้านั่งหิน เบื้องหน้าของเขาคือเตาต้มยาหลายใบที่กำลังเดือดปุดๆ

"เป็นอย่างไรบ้าง?" เขาเอ่ยถามขึ้น

"สองสามวันมานี้ อึดอัดใจที่อยู่ในค่ายทหารกันบ้างไหม?"

"อึดอัดสิขอรับ!"

"จะอึดอัดตายอยู่แล้วขอรับ!" ซงชิวอันสบถออกมาอย่างหัวเสีย

"ใช่แล้วขอรับ" เฟิงหยงกล่าวเสริม

"หลังจากที่ท่านแม่ทัพให้พวกเราอยู่ต่อ พวกไอ้ห่านั่นก็ยิ่งมีอคติกับพวกเรามากขึ้นไปอีกขอรับ"

"แล้วทำไมพวกเจ้าถึงทำได้แค่อดทนกับความอึดอัดใจนั้นเล่า?" เฉินซานซือเอ่ยถาม

ทุกคนเงียบกริบ

มันจะเป็นเพราะอะไรได้อีกเล่า...ก็เพราะระดับพลังยุทธไม่สูงพอไม่ใช่รึไง มิฉะนั้นแล้ว ก็คงจะสามารถแข่งขันได้อย่างสง่างามแล้ว

"ท่านแม่ทัพ เป็นเพราะพวกเราไร้ความสามารถเองขอรับ!"

"..."

เฉินซานซือไม่ได้รีบพูดอะไรต่อ แต่กลับตักยาต้มสีดำข้นขึ้นมาถ้วยหนึ่ง

"อู๋ต๋า เจ้าก่อนเลย"

อู๋ต๋ามีกายาเเก่นเเท้สวรรค์โดยกำเนิด ประกอบกับพรสวรรค์ในการหยั่งรู้ที่ยอดเยี่ยม ทำให้ตอนนี้เขากลายเป็นคนที่มีระดับพลังยุทธ์สูงที่สุดในกลุ่มนี้

"ขอรับ"

อู๋ต๋าผู้มีใบหน้าเป็นรอยแผลเป็น ยกถ้วยยาขึ้นดื่มรวดเดียวโดยไม่ลังเล

ทันใดนั้น...เขาก็รู้สึกถึงความสดชื่นแจ่มใสที่ไหลผ่านเข้าสู่ร่างกายหลังจากที่ยาลงท้องไปแล้ว และแผ่ซ่านไปทั่วทุกส่วน

สรรพคุณของยานี้...มันทรงพลังยิ่งกว่ายาล้ำค่าเสียอีก!

หลังจากที่อู๋ต๋าดื่มเสร็จ เขาก็ลองโคจรพลังฝึกฝนในทันที และสัมผัสได้ถึงความก้าวหน้าที่รวดเร็วอย่างน่าอัศจรรย์

"นี่มัน..."

"ท่านแม่ทัพ! นี่มันยาอะไรกันขอรับ?!"

"..."

"ก็แค่ยาธรรมดาๆ" เฉินซานซือกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

"สิ่งที่ข้าจะช่วยพวกเจ้าได้... ก็มีเพียงเท่านี้แหละ"

หลิงเหอ

เขาได้นำยาครีมหลิงเหอ... ไปผสมกับยาบำรุงชั้นเลิศ!

และยิ่งไปกว่านั้น ยาหลิงเหอนี้...ยังเป็นยาที่เขาใช้เตาหลอมยาที่ซื้อมาจากโลกของผู้บำเพ็ญเซียนในการเคี่ยวขึ้นมาโดยเฉพาะ

หลังจากที่ได้ทดลองดูแล้ว ก็พบว่าสรรพคุณของมันดีกว่ายาหลิงเหอที่เคี่ยวจากเตาหลอมเหล็กดำไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า และขอเพียงแค่มีระดับพลังยุทธ์ถึงขั้นหลอมอวัยวะภายในขึ้นไป การกินยานี้ก็จะแทบไม่มีผลข้างเคียงใดๆเลย

เหล่าลูกน้องจากผอหยางของเขา...

ความสามารถในการรับมือสถานการณ์ในสนามรบนั้นมีเพียงพอ ความจงรักภักดีก็มีเพียงพอเช่นกัน…ข้อบกพร่องเพียงอย่างเดียวของพวกเขา ก็คือคุณสมบัติที่ไม่เพียงพอ

ซึ่งในโลกมนุษย์ธรรมดานี้ ไม่มีวิธีใดที่จะมาทดแทนได้

ดังนั้น...เขาก็จะใช้วิธีการของเซียนมาทดแทนให้เอง!

ค่ายหงเจ๋อในปัจจุบันนี้ หากให้ตามเขาไปรบกับพวกคนเถื่อน ก็คงไม่มีปัญหาอะไร

แต่ทว่า...ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาก็ไม่ใช่คนของตัวเอง

หากอยากจะทำให้ค่ายนี้กลายเป็น "ค่ายหงเจ๋อของตัวเอง" อย่างแท้จริง อย่างแรกเลยก็คือต้องมีนายทหารคนสนิทที่ไว้ใจได้มากพอ

ส่วนเรื่องของยาหลิงเหอนั้น...หลังจากที่ได้ไปที่สุดขอบฟ้ามาแล้ว เรื่องนี้ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่สิ่งที่ต้องปิดบังไม่ให้ใครรู้อีกต่อไป

ถ้าหากว่าความลับแตกขึ้นมาจริงๆ เขาก็มีวิธีที่จะแก้ไขมันได้

แม้ว่าจนถึงตอนนี้จะยังไม่รู้แน่ชัดว่า "สมบัติเซียน" คืออะไรกันแน่ แต่เรื่องวิธีการปรุงยาหลิงเหอนั้น หลังจากที่ประตูเซียนเปิดออกในครั้งนี้…เขาก็มีคำอธิบายมากมาย จนไม่จำเป็นต้องเก็บงำมันไว้ในมืออีกต่อไป

เมื่อระดับพลังยุทธ์ของเขาสูงขึ้น ยาครีมหลิงเหอก็ไม่ได้มีผลต่อเฉินซานซือมากเท่าไหร่นัก แต่สำหรับลูกน้องของเขาแล้ว มันยังคงเป็นยาล้ำค่าอันดับหนึ่ง การเก็บมันไว้ก็ดูจะเป็นการเสียของเกินไป

หลังจากอู๋ต๋าแล้ว...คนที่เหลือก็ทยอยกันดื่มยาบำรุงที่ผสมยาครีมหลิงเหอเข้าไป

"ห้าคนต้องบรรลุระดับเปิดเส้นชีพจร และสิบห้าคนต้องบรรลุระดับเปลี่ยนพลัง"

เฉินซานซือออกคำสั่ง

"ภายในครึ่งปีนี้ หากยังทำตามข้อกำหนดนี้ไม่ได้ ก็จงออกจากค่ายหงเจ๋อไปด้วยตัวเองซะ"

อาศัยยาหลิงเหอ ประกอบกับยาบำรุงที่ให้กินได้ไม่อั้น...ถ้าหากยังไม่สามารถบรรลุถึงระดับนี้ได้อีก ก็คงจะเป็นดั่งคำที่ว่า "โคลนตมที่พยุงไม่ขึ้น" โดยแท้

"ท่านแม่ทัพ!"

"ไม่มีปัญหาขอรับ!" จ้าวคังกล่าวอย่างมั่นใจ

"มียาวิเศษนี้ ภายในสองเดือน ข้าก็จะสามารถบรรลุถึงระดับเปิดเส้นชีพจรได้อย่างแน่นอนขอรับ!"

ระดับเปิดเส้นชีพจรและเปลี่ยนพลังนั้น...เทียบเท่ากับตำแหน่งผู้ช่วยแม่ทัพและนายพัน

ซึ่งก็คือตำแหน่งนายทหารหลักที่สำคัญที่สุดในการควบคุมกองทัพ

ขอเพียงแค่มีกำลังคนเพียงพอ ไม่ว่าจะเกิดเรื่องวุ่นวายใหญ่โตแค่ไหน เฉินซานซือก็มั่นใจว่าจะสามารถควบคุมค่ายหงเจ๋อไว้ในมือได้อย่างเหนียวแน่น

หลังจากที่เขาสั่งการเรื่องต่างๆ อย่างละเอียดแล้ว จึงได้ปล่อยให้ทุกคนแยกย้ายกันไป

และโดยไม่ทันรู้ตัว...ท้องฟ้าก็สว่างจ้าแล้ว

เขาไม่มีเวลาแม้แต่จะพักผ่อน ก็ต้องรีบสวมชุดเกราะเต็มยศอีกครั้ง แล้วมุ่งหน้าไปยังค่ายทหารเพื่อขานชื่อ

ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป...ค่ายหงเจ๋อจะต้องรับผิดชอบในการเฝ้าระวังกำแพงเมืองช่วงหนึ่ง รวมถึงรับมือการลองเชิงและการก่อกวนของกองทหารม้ากลุ่มเล็กๆด้วย

เมื่อเฉินซานซือนำทัพมาถึงกำแพงเมือง เขาก็รู้สึกว่าภาพเหตุการณ์นี้ช่างคุ้นตาเหลือเกิน

ราวกับย้อนกลับไปในสมัยที่ยังอยู่ที่ผอหยาง ข้อแตกต่างก็คือตอนนี้เขาบัญชาการทหารนับหมื่นนาย และตัวเขาเองก็ได้กลายเป็นแม่ทัพระดับเเก่นเเท้สวรรค์ไปแล้ว

"ท่านแม่ทัพ!" เซี่ยฉงเดินเข้ามาพร้อมกับแผนที่ในมือ

"ท่านแม่ทัพโปรดดู นี่คือการกระจายกำลังพลของสี่เผ่าในปัจจุบันขอรับ"

"ไม่ใช่แค่พวกเราที่กำลังเตรียมพร้อมรบอย่างแข็งขัน...พวกคนเถื่อนเองก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติเช่นกัน พวกมันจึงได้ระดมทัพใหญ่มายังเผ่าชายแดนเพื่อเฝ้าระวังตั้งแต่เมื่อครึ่งปีก่อนแล้วขอรับ"

"ทัพที่อยู่หน้าสุดของเรา ก็คือทัพใหญ่ของเผ่าหยูเหวิน…ตอนนี้ คาดว่ามีกำลังพลอยู่ประมาณสองหมื่นนาย โดยมีอัครเสนาบดีของเผ่าหยูเหวินนั่งบัญชาการอยู่ที่นั่น"

"นี่เป็นเพียงสถานการณ์ในระดับย่อยขอรับ…แต่ถ้าหากมองภาพรวมทั้งหมด กำลังพลของเรารวมกันแล้วมีอยู่ราวสองแสนนาย ส่วนกองทัพพันธมิตรของสี่เผ่าคนเถื่อนนั้นมีมากถึงสี่แสนกว่านาย"

"หลังจากที่การบุกขึ้นเหนือเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ...พวกมันน่าจะสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นนี่จะเป็นศึกหนักที่ต้องปะทะกันซึ่งๆหน้าอย่างแน่นอน"

เผ่าหยูเหวิน...

เฉินซานซือก็เคยปะมือกับพวกมันมาบ้างแล้ว

เฉินซานซือยืนอยู่บนหอสังเกตการณ์ ทอดสายตามองไปยังทะเลทรายทางตอนเหนือที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา

ณ ที่แห่งนั้น... คือเมืองหลวงอันยิ่งใหญ่ของพวกคนเถื่อน

………………

จบบทที่ บทที่ 238 : มังกรเร้นกาย-ซูเหวินไฉ

คัดลอกลิงก์แล้ว