เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 28 เยี่ยมสุสานหมู่บ้านตระกูลหลี่

บทที่ 28 เยี่ยมสุสานหมู่บ้านตระกูลหลี่

บทที่ 28 เยี่ยมสุสานหมู่บ้านตระกูลหลี่


บทที่ 28 เยี่ยมสุสานหมู่บ้านตระกูลหลี่

เพื่อให้มั่นใจว่าคูปองจะแปะลงบนตัวผีได้อย่างแม่นยำ เก๊กฮวยครึ่งปอนด์จำเป็นต้องเข้าใกล้วิญญาณอาฆาตให้มากที่สุด แล้วค่อยปามันออกไป

ทว่าทันทีที่ก้าวเข้าสู่ระยะขว้าง จู่ๆ เขาก็รู้สึกถึงหยดน้ำบางอย่างหยดลงบนหลังมือ สมองของเขาขาวโพลนไปชั่วขณะ ถึงขั้นมีความคิดแวบหนึ่งว่าจะลากโลกทั้งใบให้พินาศไปพร้อมกับเขา วินาทีถัดมาความคิดนั้นก็มลายหายไป ไม่ใช่เพราะเขามีจิตใจเมตตา แต่เป็นเพราะมือของเขาสั่นจนคูปองหลุดจากปลายนิ้วร่วงลงสู่พื้น

เก๊กฮวยครึ่งปอนด์: "!!!"

คูปองสีสวยสดใสนอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้น ในขณะที่วิญญาณอาฆาตอยู่ใกล้แค่เอื้อม

จังหวะนั้นเอง เสียงของซูเจินที่เปี่ยมด้วยความโล่งใจก็ดังมาจากด้านหลัง "ทางนี้เรียบร้อยแล้ว!"

เก๊กฮวยครึ่งปอนด์หลับตาลง ด้วยความรู้สึกเหมือนเผชิญหน้ากับความตายอย่างไม่เกรงกลัว เขาย่อตัวลงแล้วกลิ้งตัวไปบนพื้น ลอดผ่านใต้รักแร้ของวิญญาณอาฆาตไป เขาคว้าคูปองขึ้นมา และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะโดนของเหลวที่เขาไม่อยากจะรับรู้หยดใส่อีกหลายหยด

เขากึ่งแปะกึ่งยัดคูปองใส่ที่น่องของวิญญาณอาฆาต แล้วมันก็หายวับไปในทันที ในเวลาเดียวกัน วิญญาณอาฆาตที่กำลังก้าวเดินอย่างมุ่งมั่นก็ดูงุนงงขึ้นมาทันใด ราวกับถูกปิดตา มันเริ่มเดินวนไปวนมาอย่างไร้จุดหมาย

ซูเจินมองดูวิญญาณอาฆาตที่เดินวนเวียนอยู่รอบกอหญ้าแล้วถามว่า "นี่คูปองอะไรคะ?"

"คูปอง 'หลงทาง' มีผลแค่ 12 ชั่วโมง" เก๊กฮวยครึ่งปอนด์ลุกขึ้นจากพื้นด้วยใบหน้าซีดเผือด ด่านระดับ SS ไม่ง่ายที่จะผ่านจริงๆ และเงินก็ไม่ได้หาง่ายๆ เลย

ตอนนี้เขารู้สึกเสียใจเพียงอย่างเดียว เสียใจว่าทำไมสมองเขาถึงเกิดลัดวงจรขึ้นมาจนยอมทิ้งค่าจ้างก้อนนั้นไป

เขายืนขึ้น ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วเดินกลับไปหาพรรคพวก

เขาก้าวมาหนึ่งก้าว คนทั้งห้าก็ถอยหลังหนึ่งก้าว เขาขยับอีกก้าว ทั้งห้าคนก็ถอยอีกก้าว

"ทำบ้าอะไรของพวกคุณ?" เก๊กฮวยครึ่งปอนด์ถามเสียงขุ่น

"คุณ..." โหยวหรงหรงยกมือขึ้นปิดจมูก "ตัวคุณเหม็นมาก"

เก๊กฮวยครึ่งปอนด์: "..."

ดึกสงัด ณ สุสานที่มีวิญญาณอาฆาตเดินเพ่นพ่าน ซูเจินและคนอื่นๆ อีกสี่คนนั่งจับกลุ่มกัน ส่วนเก๊กฮวยครึ่งปอนด์นั่งแยกตัวอยู่อีกด้านหนึ่ง

อาถีนั่งขัดสมาธิกึ่งชันเข่าข้างหนึ่ง กอดเข่าเอาคางเกยแขนไว้ อารมณ์ของเธอดิ่งลงเหว เธอพูดด้วยน้ำเสียงสับสนว่า "ทำยังไงกันดี? แผนใช้แมวดำหาหลุมศพก็ล่มไปแล้ว เราจะทำยังไงกันต่อ?"

ซูเจินซบไหล่โหยวหรงหรงแล้วพูดว่า "ความจริงฉันมีความคิดอีกอย่างหนึ่งนะ แต่มันอันตรายมาก"

ทุกคนรีบเร่งให้เธอพูดทันที อันตรายก็ยังดีกว่าไม่มีทางออก

ซูเจินยังคงอยู่ในท่าเดิมที่ซบไหล่โหยวหรงหรง เธอยกมือชี้ไปที่พื้นที่กว้างใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยป้ายหลุมศพข้างๆ แล้วกล่าวว่า "หลุมศพที่ถูกต้องอยู่ในกลุ่มนั้นแหละ ถ้าเราแค่ไปกราบไหว้ให้ครบทุกหลุม ภารกิจก็น่าจะสำเร็จไม่ใช่เหรอ?"

"..."

เมื่อเผชิญกับความคิดฆ่าตัวตายของซูเจิน อู๋อวี้ก็กล่าวว่า "คุณยังเด็ก อย่าเพิ่งรีบสิ้นหวังขนาดนั้น"

โหยวหรงหรงถึงกับเริ่มปาดน้ำตา "แล้วพ่อแม่ฉันล่ะ? พวกท่านมีฉันเป็นลูกสาวคนเดียว แถมยังมีเงินอีกตั้งมากมาย ฮือ ฮือ ฮือ..."

"ถ้าคุณหาวิธีป้องกันไม่ให้วิญญาณอาฆาตพวกนั้นปีนออกมาได้ วิธีนี้ก็น่าลองอยู่หรอก" เก๊กฮวยครึ่งปอนด์กล่าว

ซูเจินไม่มีวิธีป้องกันวิญญาณอาฆาต เธอคิดครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "ฉันมีความคิดอีกอย่าง"

"..."

"พักก่อนดีไหม?" ร้านซาลาเปาหวังจี้แนะนำด้วยความจริงใจ "วุ่นวายมาขนาดนี้ทุกคนคงเหนื่อยแล้ว เลิกคุยกันแล้วพักผ่อนเถอะ"

ซูเจินเองก็รู้สึกว่าความคิดของตัวเองไม่ค่อยเข้าท่า เลยเงียบไป

แต่เก๊กฮวยครึ่งปอนด์ยังไม่อยากยอมแพ้ เขาผ่านด่านมามากมายและรู้ว่าวิธีการบางอย่างแม้จะอันตรายแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ เขาจึงถามว่า "ความคิดอะไร?"

ซูเจินคิดนิดหนึ่งแล้วถามคำถามก่อนว่า "พวกคุณรู้ไหมคะว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าออกจากด่านโดยที่ภารกิจยังไม่สำเร็จ?"

คำถามนี้ทำเอาทุกคนไปต่อไม่ถูก อาถีกะพริบตาปริบๆ "อะไรนะ? ออกจากด่านโดยไม่ทำภารกิจได้ด้วยเหรอ?"

ซูเจินหันไปมองเก๊กฮวยครึ่งปอนด์ "คุณไม่รู้เหรอ?"

เก๊กฮวยครึ่งปอนด์ส่ายหน้า "ตกลงคุณจะสื่ออะไรกันแน่?"

"คืออย่างนี้ค่ะ ด่านก่อนหน้านี้ของฉันอยู่ที่ป้ายก่อนถึงรถเมล์สาย 44 คือโรงแรมรีสอร์ต" ซูเจินเล่า "ฉันรู้วิธีออกจากโรงแรมรีสอร์ต ขอแค่เรานั่งรถเมล์ไปที่นั่นได้ ฉันก็จะพาพวกคุณไปทางออกได้ แต่... ภารกิจที่นี่ของเรายังไม่เสร็จ ฉันเลยไม่รู้ว่าทำแบบนี้แล้วจะมีปัญหาอะไรรึเปล่า"

คำพูดของเธอทำให้ทุกคนตะลึงงัน นี่เป็นปฏิบัติการที่พวกเขาไม่เคยนึกถึงมาก่อน

แม้ว่าจะมีคนจำนวนไม่น้อยรู้ว่าด่านที่พวกเขาเคยผ่านมากระจายตัวอยู่ที่มุมใดมุมหนึ่งของโลกประกันภัยแห่งนี้ แต่พวกเขาไม่เคยคิดถึงวิธีนี้เลย เหตุผลหลักคือการเดินทางจากด่านหนึ่งไปอีกด่านหนึ่งมักต้องอาศัยรถเมล์ และเป็นที่รู้กันดีว่ารถเมล์นั้นอันตรายสุดขีด อันตรายยิ่งกว่าด่านส่วนใหญ่เสียอีก

ยังไม่นับว่าบางด่านมีเงื่อนไขพิเศษที่ไม่เหมาะแก่การกลับเข้าไปเป็นครั้งที่สอง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ซูเจินพูดมานั้นเป็นปฏิบัติการที่พอจะเป็นไปได้

ข้อแรก จากที่นี่ไปถึงโรงแรมรีสอร์ตห่างกันแค่ป้ายเดียว ข้อสอง ซูเจินมีวิญญาณอาฆาต ส่วนเก๊กฮวยครึ่งปอนด์ก็มีคูปอง ถ้าดวงไม่ซวยบัดซบจริงๆ ก็น่าจะไปถึงโรงแรมรีสอร์ตได้

แต่สิ่งนี้จะบีบให้พวกเขาต้องเผชิญกับคำถามที่ซูเจินตั้งไว้: จะเกิดอะไรขึ้นถ้าออกจากด่านโดยภารกิจไม่สำเร็จ? มันจะถูกตีความว่าภารกิจล้มเหลวทันทีเลยหรือไม่? ถ้าใช่ ก็มีแต่ความตายที่รออยู่

"ถ้ายังไม่ถึงทางตันจริงๆ... ลืมวิธีนี้ไปซะเถอะ" เก๊กฮวยครึ่งปอนด์นวดดั้งจมูกอย่างอ่อนล้า เขากล่าวว่า "ผมเพิ่งมาคิดดู บางทีอาจเป็นเพราะเรายังวิเคราะห์เบาะแสไม่ละเอียดพอ เราถึงพลาดมาสองครั้งติด"

อาถีพูดอย่างหมดอาลัยตายอยาก "ยังมีอะไรให้วิเคราะห์อีกเหรอ?"

โหยวหรงหรงคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "ก่อนหน้านี้เราวิเคราะห์วลีพวกนี้: 'ย่ายายที่จากไปหลายปีแล้ว', 'หัวปลาของโปรด', 'ย่ายายผู้สันโดษ', 'แมวที่อยู่เป็นเพื่อนมาหลายปี' จากเบาะแสเหล่านี้ เราได้ข้อสรุปว่า ป้ายหลุมศพของยายจะต้องเก่ามากเพราะท่านเสียไปนานแล้ว ท่านชอบกินหัวปลา ดังนั้นตอนไหว้ก็น่าจะต้องมีหัวปลา ยายเป็นคนสันโดษ หลุมศพของท่านจึงอาจจะไม่เบียดเสียดกับใคร แมวที่อยู่เป็นเพื่อนมาหลายปีทำให้เรานึกถึงการใช้แมวช่วยหาหลุมศพ

แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าเบาะแสบางอย่างที่เราตีความมันผิด และยังมีเบาะแสอื่นที่เรามองข้ามไป"

"เอาอย่างนี้นะ" เก๊กฮวยครึ่งปอนด์เสนอ "คืนนี้เราจะอยู่ที่นี่ แล้ววิเคราะห์เบาะแสกันทีละคำ ทีละประโยค ไม่ว่าประโยคนั้นจะดูเหมือนคำใบ้หรือไม่ก็ตาม"

ซูเจินซบไหล่โหยวหรงหรง ง่วงจนตาจะปิดอยู่แล้ว

เมื่อคืนพวกเธอไม่ได้นอนเลย ถ้าคืนนี้ไม่ได้นอนอีก เธอคงทนไม่ไหวจริงๆ โหยวหรงหรงอยากจะฮึดสู้ แต่สังขารก็ไม่ไหวเหมือนกัน ทั้งสองคนนั่งพิงกันประคองร่างที่ใกล้จะหลับใหล

ร้านซาลาเปาหวังจี้หยิบมือถือขึ้นมาแล้วอ่านจากแอปประกันภัย "หลี่หัวผู้ระหกระเหินอยู่ข้างนอกมาหลายปี นี่คือประโยคแรก"

อู๋อวี้ฝืนทำตัวให้ตื่นตัวแล้วพูดว่า "'ระหกระเหินอยู่ข้างนอกหลายปี' หมายความว่าเขาไม่ได้กลับบ้านมานาน ทำไมเขาถึงไม่กลับบ้านตั้งหลายปี?"

"อาจจะยุ่งกับงานมั้ง" อาถีเดา "หรืออาจจะอกตัญญู หรือมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้กลับไม่ได้"

"ฟังดูไม่น่าใช่อกตัญญูนะ" โหยวหรงหรงขยี้ตาแล้วพูด "ขนาดใกล้ตายยังคิดจะกลับมาไหว้ศพยายที่บ้านเกิดเลย"

ได้ยินดังนั้น ซูเจินก็นึกอะไรขึ้นมาได้ "หมู่บ้านนี้แปลกมาก มีแต่คนแก่ ไม่มีคนหนุ่มสาวเลยสักคน"

"เอ้อ จริงด้วย พวกเขาไม่มีลูกหลานเหรอ?" ร้านซาลาเปาหวังจี้พูดแล้วชะงัก "ไม่สิ ยายเสียไปหลายปีแล้ว และหลี่หัวตอนนี้ก็เป็นคนแก่เหมือนกัน ดูเหมือนเขาจะเป็นรุ่นเดียวกับคนแก่ในหมู่บ้าน นี่หมายความว่านับตั้งแต่รุ่นของหลี่หัวเป็นต้นมา ก็ไม่มีเด็กรุ่นใหม่เกิดในหมู่บ้านนี้อีกเลย"

"เรื่องนี้ไม่น่าจะเกี่ยวกับคำใบ้เรื่องออกไปข้างนอกหรือเปล่า?" อาถีพูดจากประสบการณ์ "บางทีหมู่บ้านผีสิงแห่งนี้อาจจะแค่ถูกเซตฉากมาแบบนี้เฉยๆ"

"งั้นมาวิเคราะห์ประโยคถัดไป" ร้านซาลาเปาหวังจี้อ่านต่อ "ความปรารถนาเดียวของเขาก่อนตายคือการได้กลับมาที่หมู่บ้านตระกูลหลี่บ้านเกิด เพื่อเยี่ยมหลุมศพของคุณย่าที่มีพระคุณต่อเขามากและเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว"

ประโยคนี้มีอะไรให้วิเคราะห์ไหม? ส่วนที่ว่า 'เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว' ทุกคนวิเคราะห์ไปแล้ว เพราะยายเสียไปนาน ป้ายหลุมศพเลยต้องเก่ากว่า

"มีพระคุณต่อเขามาก" เก๊กฮวยครึ่งปอนด์ทัก "ประโยคนี้จะเป็นคำใบ้ได้ไหม?"

"ประโยคนี้เหรอ?" อาถีส่ายหน้า "ย่ารักหลานมันก็เรื่องปกติไม่ใช่เหรอ?"

ในขณะที่ทุกคนคิดว่าประโยคนี้ไม่ใช่คำใบ้ อู๋อวี้ก็พูดขึ้น "ประโยคนี้... อาจจะบอกใบ้อะไรบางอย่างรึเปล่า? พวกคุณเคยคิดไหมว่า ยายมีพระคุณต่อหลานในรูปแบบไหน?"

เมื่อเห็นว่าไม่มีใครตอบ อู๋อวี้จึงพูดต่อ "ความจริงตอนแรกผมก็สงสัยนิดหน่อย 'หัวปลาของโปรดยาย' ใครมันจะไปชอบกินหัวปลาที่สุด? บ้านพวกเขากินหัวปลานึ่งพริกกันทุกวันหรือไง? ผมเล่าจากประสบการณ์ตรงของผมนะ ตอนเด็กๆ บ้านผมจนมาก นานๆ ทีถึงจะได้กินปลา แม่ผมอยากให้พวกเราได้กินเนื้อปลา ก็เลยบอกว่าแม่ชอบกินหัวปลาที่สุด ทุกครั้งแม่ก็จะกินแต่หัวปลา แต่มันไม่ใช่ความจริงหรอก แม่ก็ชอบกินเนื้อปลาเหมือนกัน แต่ทำให้ลูก..."

แม้คำพูดของเขาจะเป็นแค่การคาดเดาจากชีวิตส่วนตัว แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล

อาถีพูดว่า "งั้นเราก็ไม่ควรใช้หัวปลาไหว้ แต่ต้องใช้ปลาทั้งตัวแทน?"

การวิเคราะห์ประโยคนี้หยุดลงชั่วคราว ร้านซาลาเปาหวังจี้อ่านคำใบ้ต่อ "หลี่หัวถูกคุณย่าเลี้ยงดูมากับมือ อืม ผมมีความคิดเกี่ยวกับประโยคนี้ หลี่หัวไม่มีพ่อแม่เหรอ? ทำไมถึงถูกยายเลี้ยงมากับมือ?"

"พ่อแม่เขาอาจจะออกไปทำงานต่างถิ่น?" เก๊กฮวยครึ่งปอนด์เดา

ซูเจินที่หาวหวอดใหญ่สูดน้ำมูกด้วยความง่วงแล้วพูดว่า "อืม ฉันมีคำถาม ทำไมหลี่หัวถึงอยากกลับมาไหว้แค่ยายก่อนตาย ไม่เห็นพูดถึงพ่อแม่เลย?"

นี่เป็นปัญหาจริงๆ โหยวหรงหรงผู้ดูละครน้ำเน่ามาเยอะเกินไปเสนอว่า "พ่อแม่เขาอาจจะเลวมาก ทิ้งเขาไปตั้งแต่เด็ก หรือไม่เขาก็อาจจะไม่มีพ่อแม่เลย ยายเป็นคนเก็บเขามาเลี้ยง"

"เดี๋ยวนะ" เก๊กฮวยครึ่งปอนด์นึกอะไรขึ้นมาได้ "แนวคิดของเราก่อนหน้านี้คือ ปู่ของหลี่หัวต้องแซ่หลี่ แต่ย่าอาจจะไม่ใช่ แต่คำพูดของคุณผักชีเมื่อกี้ทำให้ผมนึกได้ ถ้าหลี่หัวถูกยายเก็บมาเลี้ยง และถ้ายายไม่เคยแต่งงาน เป็นไปได้ไหมว่าหลี่หัวจริงๆ แล้วใช้นามสกุลตามยาย และยายของเขาก็แซ่หลี่ด้วย?"

"เอ้อ ใช่!" อาถีตบเข่าฉาด "ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเราถึงผิดมาทั้งสองรอบ"

"เรื่องนั้นพักไว้ก่อน" เก๊กฮวยครึ่งปอนด์กล่าว "วิเคราะห์เบาะแสที่เหลือต่อ"

"หลี่หัวผู้ล้มป่วย ฝันเห็นหมู่บ้านที่เงียบสงบทุกค่ำคืน..."

ไม่มีใครจับใจความสำคัญของประโยคนี้ได้มากนัก ได้แต่บอกว่าหมู่บ้านนี้เงียบสงบจริงๆ ไม่สิ เรียกว่าเงียบสงบไม่ได้แล้ว ต้องเรียกว่าเงียบเชียบเหมือนป่าช้าจะถูกกว่า

"เรื่องหัวปลาวิเคราะห์ไปแล้ว ส่วนต่อไปคือ 'คุณย่าผู้สันโดษ ไม่เป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้าน มักจะนั่งคุยกับแมวดำที่อยู่เป็นเพื่อนมาหลายปีใต้ชายคาเสมอ'"

"ฉันว่าประโยคนี้มีคำถามอยู่ 2 ข้อ" โหยวหรงหรงชูสองนิ้ว "ยายสันโดษเลยไม่เป็นที่ชื่นชอบ หรือเพราะไม่เป็นที่ชื่นชอบเลยต้องจำใจสันโดษ?"

"ฉันว่าน่าจะเป็นอย่างหลัง" อาถีตอบ "ยายทำได้แค่คุยกับแมวดำ แสดงว่าแกเหงามาก และมีความต้องการที่จะปฏิสัมพันธ์พูดคุยกับผู้คน"

"3 ข้อต่างหาก" ซูเจินพูดเสียงแหบแห้งเพราะความเหนื่อยล้า

คนอื่นงง "อะไรนะ?"

"มีคำถาม 3 ข้อในประโยคนี้" ซูเจินไอแล้วพูดว่า "ทำไมแมวดำถึงกินชาวบ้านหลังจากมันตาย?"

มาถึงจุดนี้ พวกเขาวิเคราะห์เบาะแสกันคำต่อคำ และการวิเคราะห์นี้ก็เผยให้เห็นจุดน่าสงสัยมากมายจริงๆ

เก๊กฮวยครึ่งปอนด์สรุป "ตอนนี้มีปัญหาอยู่ไม่กี่ข้อ 1. ทำไมหลี่หัวถึงไม่กลับมาที่หมู่บ้านหลายปี? 2. หลี่หัวเป็นลูกหลานแท้ๆ ของยายหรือเปล่า? 3. ทำไมชาวบ้านถึงกีดกันยายของหลี่หัว? 4. ทำไมแมวดำถึงกินเนื้อชาวบ้านหลังจากตาย?"

"ชิ" อู๋อวี้ยกมือเกาหัว "จะไปรู้ได้ยังไง? คนในหมู่บ้านอย่างกับอมสากถามคำตอบคำ ตีให้ตายก็ไม่พูด เราจะไปหาความจริงมาจากไหน?"

สถานการณ์กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง สามีผู้ล่วงลับหมายเลข 1 ของซูเจินใช้งานไม่ได้แล้ว และเก๊กฮวยครึ่งปอนด์ก็ใช้คูปองไปแล้ว 2 ใบ พวกเขาไม่มีต้นทุนให้ผิดพลาดอีก

"อืม..." ร้านซาลาเปาหวังจี้พูดขึ้นทันที "ทุกคนในหมู่บ้านนี้แซ่หลี่ แสดงว่าเป็นระบบกงสี ถ้าอย่างนั้นเป็นไปได้ไหมว่าในหมู่บ้านจะมีของอย่างหนังสือตระกูล?"

"ลุกขึ้น!" เก๊กฮวยครึ่งปอนด์ผุดลุกขึ้นยืนทันที น้ำเสียงเต็มไปด้วยพลัง "ไปหาหนังสือตระกูลกัน!"

ซูเจินกับโหยวหรงหรงตัวอ่อนปวกเปียก พิงกันอยู่นาน ยังคงนอนครวญครางอยู่กับพื้น

เก๊กฮวยครึ่งปอนด์ทนดูไม่ไหว เดินเข้าไปจะช่วยพยุง

พอเห็นเขาเดินเข้ามา ซูเจินกับโหยวหรงหรงก็สร่างง่วงเป็นปลิดทิ้ง ดีดตัวลุกขึ้นอย่างคล่องแคล่วแล้วรีบถอยกรูด โบกมือปฏิเสธพัลวัน "อย่าเข้ามานะ อย่าเข้ามา!"

เก๊กฮวยครึ่งปอนด์: "..."

หมู่บ้านนี้เก่าแก่มาก บ้านเรือนพังทลายไปหลายหลัง และพวกเขาไม่พบสิ่งที่ดูเหมือนศาลบรรพชนเลย

ซูเจินเหนื่อยจนเดินไม่ไหวจริงๆ เธอพิงกำแพงอย่างหมดสภาพแล้วพูดว่า "ไปหาผู้ใหญ่บ้านเถอะ ปกติเรื่องสำคัญแบบนี้ต้องอยู่ในมือผู้ใหญ่บ้าน"

"ใครเป็นผู้ใหญ่บ้าน?"

"ไปถามใครสักคนสิ" โหยวหรงหรงพิงอยู่ข้างซูเจิน "ถ้าไม่บอกก็ซ้อมให้ตาย"

เก๊กฮวยครึ่งปอนด์ไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาหันหลังเดินไปไม่กี่ก้าว แล้วจู่ๆ ก็ถีบประตูบ้านหลังหนึ่งจนเปิดผาง จากนั้นก็พุ่งเข้าไปราวกับโจรป่าบุกปล้น ไม่นานก็ได้ยินเสียงเหมือนคนทุบกระสอบทรายดังมาจากในบ้าน สักพักชายชราหลังค่อมก็เดินออกมา ชี้มือไปที่บ้านหลังหนึ่งข้างหน้า

ร้านซาลาเปาหวังจี้พูดว่า "ไม่ใช่ว่าพวกเขาฟังภาษามนุษย์ไม่รู้เรื่องหรอก แค่ขาดการสั่งสอนด้วยกำลัง"

จากนั้นพวกเขาก็ทำตามอย่าง ถีบประตูบ้านผู้ใหญ่บ้าน แล้วพุ่งเข้าไปเหมือนโจร 6 คน รื้อค้นข้าวของทันที

ผู้ใหญ่บ้านที่ถูกลากลงจากเตียงกลางดึกดูใจเย็นมาก ยืนหน้ามืดมนอยู่ข้างๆ มองดูทุกคนรื้อบ้านตัวเองอย่างเย็นชา

ในที่สุด อู๋อวี้ก็เจอหนังสือเล่มหนึ่งถูกใช้หนุนขาเตียงอยู่ เขาขึงมันออกมา เป่าฝุ่นหนาเตอะออก ปรากฏว่าเป็นหนังสือตระกูลจริงๆ

"เจอแล้ว!" อู๋อวี้ตะโกน

ทุกคนมารุมล้อมและเริ่มเปิดดูหนังสือตระกูลอย่างละเอียด

ไม่ต้องย้อนไปดูไกลมาก แค่หาชื่อหลี่หัวให้เจอ แล้วก็จะรู้ชื่อยายของหลี่หัวใช่ไหม?

แต่ไม่ว่าจะหายังไง ก็ไม่เจอชื่อหลี่หัวในหนังสือตระกูล นี่หมายความว่าหลี่หัวไม่ได้อยู่ในลำดับญาติ

"ทำไมเขาถึงไม่อยู่ในหนังสือตระกูล?" โหยวหรงหรงไม่เข้าใจ

"บางทีเขาอาจจะเป็นเด็กเก็บมาเลี้ยงจริงๆ และเด็กเก็บมาเลี้ยงจะไม่ได้ถูกบันทึกลงในหนังสือตระกูล?" ทุกคนได้แต่วิเคราะห์ไปทางนั้น

ในเมื่อหาชื่อหลี่หัวไม่เจอ พวกเขาก็ทำได้แค่หาชื่อคนรุ่นยายของหลี่หัวโดยอ้างอิงจากรุ่นของหลี่หัว แล้วในรุ่นนั้น พวกเขาก็พบชื่อหนึ่งที่ถูกขีดฆ่า

มันเป็นชื่อที่ถูกทาสีดำทับ ดูโดดเด่นอย่างน่ากระอักกระอ่วนท่ามกลางรายชื่อมากมาย

ทุกคนสังหรณ์ใจว่านี่อาจจะเป็นชื่อยายของหลี่หัว

"การถูกลบชื่อออกจากตระกูล ปกติหมายถึงการทำความผิดร้ายแรง" อู๋อวี้กล่าว

"ดูสิ" อาถีชี้ไปที่ชื่อไม่กี่ชื่อในหนังสือ "คนพวกนี้ตายปีเดียวกันเดือนเดียวกัน ดูวันตายพวกนี้สิ"

พอดูดีๆ ก็พบว่าไม่ใช่แค่ไม่กี่คน แต่มีคนหลายสิบคนตายภายในเวลา 2 เดือน แถมการตายยังแปลกประหลาดมาก วันตายเรียงต่อกัน ตายวันละคน

จนกระทั่งผ่านไป 2 เดือนกว่า อัตราการตายถึงเริ่มช้าลง กลายเป็นตายทุกไม่กี่วัน แล้วก็ตายทุก 10 วันหรือครึ่งเดือน

"ต้องมีอะไรเกิดขึ้นในหมู่บ้านก่อนหน้านี้แน่ๆ" โหยวหรงหรงคิดแล้วพูดว่า "ฉันรู้แล้ว! ยายของหลี่หัวตาย แล้วแมวของแกก็เริ่มกินคน ตอนแรกชาวบ้านยังคิดไม่ออกว่าจะเอาเนื้อมนุษย์ตุ๋นน้ำแดงไปให้แมวกิน แมวดำเลยฆ่าคนคืนละคน ต่อมาพวกเขาหาวิธีได้ เรียนรู้วิธีเก็บศพและค่อยๆ ทำเป็นเนื้อตุ๋น ความเร็วในการฆ่าของแมวดำเลยช้าลง"

นี่เป็นข้อสันนิษฐานที่สมเหตุสมผลที่สุด ดวงตาของเก๊กฮวยครึ่งปอนด์เป็นประกาย "งั้นเราแค่ต้องหาคนที่ตายก่อนวันที่แมวดำเริ่มฆ่าคนหนึ่งวัน และคนคนนั้นก็คือยายของหลี่หัว"

พอเห็นแสงแห่งความหวัง ทุกคนก็ตื่นเต้นหายง่วง ไม่กงไม่กินมันแล้วข้าวปลา พากันวิ่งหน้าตั้งไปที่สุสาน

ในสุสาน ผีในหลุมยังคงเดินวนเวียนอย่างไร้จุดหมาย เก๊กฮวยครึ่งปอนด์สั่งการ "แยกย้ายกันหา บนป้ายหลุมศพมีเวลาตายบอกอยู่"

6 คนถือโทรศัพท์ส่องไฟเดินดูตามป้ายหลุมศพ ในที่สุดพวกเขาก็เจอคน 2 คนที่ตายในวันเดียวกัน

"ของฉันชื่อหลี่จู้" อาถีบอก "บนป้ายบอกว่าเขามีภรรยา งั้นคงไม่ใช่ยายของหลี่หัวมั้ง?"

"งั้นต้องเป็นคนนี้" อู๋อวี้กล่าว "คนนี้ชื่อหลี่หลาน แต่บนป้ายบอกว่าเธอมีสามี"

เก๊กฮวยครึ่งปอนด์กล่าว "เรื่องที่ยายของหลี่หัวไม่มีสามีเป็นแค่การคาดเดาของเรา ยืนยันไม่ได้ ในเมื่อมีหลาน เป็นไปได้สูงว่าต้องเคยมีสามี"

"แต่หลานไม่อยู่ในหนังสือตระกูลนะ"

โหยวหรงหรง: "อาจจะเป็นเพราะยายทำความผิดร้ายแรง เลยพลอยทำให้หลานซวยไปด้วย?"

เป็นไปได้ และหลุมนี้ก็เป็นหลุมที่มีข้อมูลตรงกับเงื่อนไขที่สุดเท่าที่หาได้

เก๊กฮวยครึ่งปอนด์สูดหายใจลึก มองเพื่อนร่วมทีมแล้วพูดว่า "งั้น... เริ่มกันเลยไหม?"

ทุกคนเตรียมของเซ่นไหว้ ธูป เทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และปลาทั้งตัวอีกครั้ง

ซูเจินยืนอยู่รั้งท้าย มองดูทุกคนง่วนอยู่กับการเตรียมของ เธอมีคำถามคาใจอยู่ตลอด: ยายของหลี่หัวทำอะไรผิดกันแน่ถึงโดนลบชื่อออกจากตระกูล? และทำไมแมวดำตัวนั้นถึงต้องแก้แค้นชาวบ้านนานนับสิบปีอย่างไม่ลดละ?

โดยทั่วไปเหตุการณ์สำคัญจะถูกบันทึกไว้ในหนังสือตระกูล ซูเจินลองพลิกดูแล้วแต่ไม่เจอบันทึกเกี่ยวกับยายของหลี่หัว มีเพียงหน้าเดียวที่ถูกฉีกออก ไม่รู้ว่าเขียนอะไรไว้

ทุกอย่างพร้อม ทั้ง 6 คนคุกเข่าหน้าป้ายหลุมศพชื่อหลี่หลาน

เก๊กฮวยครึ่งปอนด์จุดธูปและเผากระดาษเงินกระดาษทอง

ลมเอื่อยๆ พัดมา พัดพากระดาษที่ไหม้เป็นสีดำลอยหมุนคว้างในอากาศ

"คุณย่าครับ" เก๊กฮวยครึ่งปอนด์กล่าว "หลานชายของท่านฝากพวกเรามาเยี่ยม..."

ทั้ง 6 คนก้มกราบพร้อมกัน แล้วไม่ได้ลุกขึ้น แต่นั่งจ้องเนินดินหลังป้ายหลุมศพอย่างลุ้นระทึก

เวลาผ่านไปทีละวินาที 10 วินาที, 20 วินาที, 30 วินาที... "ครืน!" เนินดินยุบตัวลง ดินจำนวนมหาศาลร่วงกราวลงมา

"ผิดอีกแล้ว..." อาถีนั่งเหม่อลอยอยู่หน้าป้ายหลุมศพ "ทำไมยังผิดอยู่อีก..."

ไม่มีใครตอบคำถามเธอ ทุกคนเงียบกริบในวินาทีนี้

ซูเจินก้มมองหนังสือตระกูลอีกครั้ง แล้วนึกย้อนไปถึงตอนที่แมวดำปรากฏตัว จากนั้นเธอก็พูดขึ้นว่า "วันนี้ไม่ใช่วันตายของยายหลี่หัว แต่วันนี้เป็นวันตายของแมวดำ แมวดำตายวันนี้ วันรุ่งขึ้นมันเลยกลายเป็นผีร้ายเริ่มไล่แก้แค้นชาวบ้าน"

มือกระดูกสีขาวซีดพุ่งออกมาจากเนินดิน วิญญาณอาฆาตอีกตนคลานออกมา

ซูเจินลุกขึ้นและเริ่มวิ่งหาตามป้ายหลุมศพอย่างรวดเร็ว

แม้คนอื่นจะสิ้นหวังแต่ก็ไม่ได้อยากตาย อู๋อวี้ตะโกนเรียกเธอ "ทำอะไรน่ะ? วิ่งสิ ผีมาแล้ว!"

ทันใดนั้น ซูเจินก็หยุดกึก ใช้เท้าเขี่ยดินตรงหน้าสองสามที แล้วหันมาตะโกนใส่ร้านซาลาเปาหวังจี้ "เร็ว! เอาปลามา!"

ร้านซาลาเปาหวังจี้สะดุ้ง "เอาปลาไปทำไม? วิ่ง!"

โหยวหรงหรงคิดแวบเดียว แล้วแย่งถุงปลามาจากร้านซาลาเปาหวังจี้ทันที เธอโยนทั้งถุงให้ซูเจิน "รับ!"

ซูเจินรับถุงปลา วางไว้หน้าป้ายหลุมศพชื่อหลี่ฟางฟางตรงหน้า เธอนั่งลง พนมมือแล้วพูดว่า "คุณย่าคะ หลานชายหลี่หัวฝากพวกเรามาเยี่ยม..."

พูดจบเธอก็ก้มลงกราบ

ทันทีที่ศีรษะแตะพื้น ทุกคนรู้สึกเหมือนมีลมพัดผ่านหน้าเบาๆ

ผีโครงกระดูกที่คลานออกมาจากหลุมหยุดชะงัก ผีที่โดนคูปองหลงทางเล่นงานก็หยุดนิ่ง ซูเจินก้มหน้าลง น้ำพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน นำพาอ่างอาบน้ำสีขาวปรากฏขึ้นตรงหน้า อ่างอาบน้ำขยับ แล้วผียายแก่เน่าเฟะก็ถูกเหวี่ยงออกมาจากอ่าง นอนนิ่งไม่ไหวติงเช่นกัน

"สำเร็จแล้ว" เก๊กฮวยครึ่งปอนด์พึมพำ เขามองซูเจิน "คุณหาเจอได้ยังไง?"

ซูเจินลุกขึ้นจากพื้นอย่างทุลักทุเล ไม่คิดว่าตัวเองจะทำสำเร็จจริงๆ อันที่จริงเธอแค่ฉุกคิดขึ้นมาได้และตัดสินใจวัดดวง

หลังจากตระหนักว่าวันที่พวกเขาหาเจอคือวันตายของแมวดำ ซูเจินก็คิดว่า ในเมื่อยายของหลี่หัวถูกกีดกันในหมู่บ้าน ชาวบ้านย่อมไม่ดูแลแมวดำดีๆ แน่หลังจากที่แกตาย ดูได้จากความแค้นที่แมวดำมีต่อชาวบ้าน แมวที่เสียเจ้าของในหมู่บ้านยากจนแบบนี้คงหาของกินไม่ได้ วันตายของแมวดำจึงไม่น่าจะห่างจากวันตายของยายหลี่หัวมากนัก

คิดได้ดังนั้น ซูเจินจึงเริ่มหาหลุมศพผู้หญิงที่มีวันตายในช่วงเวลานั้น แล้วเธอก็เจอหลุมของหลี่ฟางฟาง

หลุมของหลี่ฟางฟางต่างจากหลุมอื่นนิดหน่อย แม้ภายนอกจะดูเหมือนหลุมอื่น เก่าคร่ำคร่าพอกัน ป้ายหินมีรอยร้าวจากการตากแดดตากฝนมาหลายปี คำจารึกก็เรียบง่ายกว่าหลุมใหม่ๆ อย่างเห็นได้ชัด แต่ป้ายหลุมศพนี้สะอาดกว่าป้ายอื่น ไม่ใช่ว่าฝุ่นน้อยกว่า แต่เป็นเพราะป้ายนี้มีร่องรอยคราบควันธูปน้อยกว่า

และหลุมศพส่วนใหญ่ที่มีคนกราบไหว้มักจะมีร่องรอยพวกนั้น ซูเจินไม่แน่ใจ เลยใช้เท้าเขี่ยดินหน้าป้ายหลุมศพหลี่ฟางฟางดู ดินสะอาด เป็นสีเดิมของดินในสุสานนี้

นี่มันผิดปกติ ถ้าหลุมนี้มีการกราบไหว้ จะต้องมีร่องรอยขี้เถ้ากระดาษเงินกระดาษทองฝังอยู่ในดินหน้าหลุมแน่นอน แต่หน้าป้ายนี้ไม่มีร่องรอยเลย ซึ่งหมายความได้เพียงอย่างเดียวว่าหลุมนี้ไม่เคยมีคนมากราบไหว้เลย

ในหมู่บ้านปิดตายที่คนทั้งหมู่บ้านเป็นเครือญาติกัน คนแบบไหนถึงจะไม่มีใครมากราบไหว้เลยหลายปีหลังจากตาย? ข้อแรก ญาติพี่น้องของคนคนนี้ต้องไม่อยู่ที่นี่ และข้อสอง เธอต้องเป็นที่รังเกียจของคนในตระกูลอย่างมาก

ซูเจินนึกไม่ออกว่าจะมีใครอื่นที่มีคุณสมบัติตรงตามสองข้อนี้พร้อมกันนอกจากยายของหลี่หัว เธอเลยตัดสินใจวัดดวง ถ้ายังไม่ใช่ ก็คงได้แต่ภาวนาให้ตัวเองวิ่งเร็วพอ

โชคดีที่เธอแทงหวยถูก ซูเจินเท้าเอวด้วยความเหนื่อย หันมายิงฟันยิ้มให้ทุกคน

เธอชี้ไปที่หลุมของหลี่ฟางฟางตรงหน้า "ในบรรดาป้ายหลุมศพทั้งหมด มีแค่ป้ายนี้ที่ไม่มีร่องรอยการกราบไหว้เลย"

โหยวหรงหรงฟังแล้วเข้าใจครึ่งไม่เข้าใจครึ่ง ญาติผู้ใหญ่ของเธอฝังอยู่ในสุสานสาธารณะ ที่นั่นห้ามเผากระดาษ และก่อนไหว้ทุกครั้งต้องเช็ดทำความสะอาดป้ายหลุมศพ ไหว้เสร็จก็ต้องเก็บของกลับหมด เธอเลยไม่ค่อยเข้าใจว่าร่องรอยการกราบไหว้หน้าตาเป็นยังไง

คนอื่นดูเหมือนจะบรรลุสัจธรรมขึ้นมาทันที ซูเจินรู้สึกเสียดายเล็กน้อย เธอยังไม่รู้เลยว่าตกลงเกิดอะไรขึ้นกับยายของหลี่หัวกันแน่

ยังไม่ทันที่ทุกคนจะได้ดื่มด่ำกับความดีใจที่รอดตาย ภาพตรงหน้าก็มืดดับลง พอกลับมามองเห็นอีกครั้ง พวกเขาก็กลับมาอยู่ในบ้านของตัวเองในโลกความเป็นจริงเรียบร้อยแล้ว

ซูเจินหันหลังกลับ เจ้าฟาไฉกระโดดโลดเต้นเข้ามาหาเธออย่างตื่นเต้น และแสงแดดนอกหน้าต่างก็กำลังดี

จบบทที่ บทที่ 28 เยี่ยมสุสานหมู่บ้านตระกูลหลี่

คัดลอกลิงก์แล้ว