- หน้าแรก
- เซียนคำนวณป่วนยุทธภพ
- บทที่ 120 ราตรีบุกวังหลวง
บทที่ 120 ราตรีบุกวังหลวง
บทที่ 120 ราตรีบุกวังหลวง
แม้กลิ่นอายที่ระเบิดออกมาอย่างกะทันหันของลั่วหงจะทำให้เฉียนมู่หลานตกใจ แต่ก็ตั้งสติได้ทันควัน ลุกขึ้นตวาดลั่น
"พวกเจ้าสองคนหยุดเดี๋ยวนี้! อยากจะรื้อที่นี่ทิ้งหรือไง!"
"ไม่เกี่ยวกับเจ้า!"
ลั่วหงและอวี๋รั่วซีพูดออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
"โกรธจนแทบจะระเบิดแล้วนะ! เจ้ายังอยากให้ข้าปลดผนึกหยกบันทึกอยู่ไหม! แล้วก็พี่สาวอวี๋ ท่านยังดูไม่ออกอีกหรือว่าแม่นางคนนั้นไม่ปกติ?!"
เฉียนมู่หลานแทบจะอกแตกตาย แม้นางจะไม่รู้ว่าระหว่างสองคนนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่กลิ่นน้ำส้มสายชู* บนตัวอวี๋รั่วซีนั้นฉุนกึกไปไกลสิบลี้ พอนางพูดเตือนสติ ก็จี้ถูกจุดทันที
อวี๋รั่วซีได้ยินดังนั้น ก็ชำเลืองมองสตรีชุดแดงแวบหนึ่ง เห็นนางยังคงยืนนิ่งทื่อไม่ไหวติง ก็เริ่มตระหนักถึงความผิดปกติ จึงเรียกกระบี่บินกลับมา ขมวดคิ้วถามว่า
"ฮูหยินของเจ้าช่างนิ่งสงบเสียจริง เป็นคุณหนูตระกูลใหญ่บ้านไหนกัน?"
ลั่วหงก็เก็บอาวุธวิเศษ แล้วถอดหมวกสานพร้อมผ้าคลุมหน้าของเหลียนเฟยฮวาออกอย่างหัวเสีย
อวี๋รั่วซีและเฉียนมู่หลานรูม่านตาหดเกร็ง เห็นได้ชัดว่าตกใจกับรูปลักษณ์ของสตรีผู้นี้
เห็นเพียงบนใบหน้าของเหลียนเฟยฮวาวาดไว้ด้วยลวดลายสีดำที่ดูน่าขนลุก ยั้วเยี้ยจนทำให้ใบหน้าที่เดิมทีก็ธรรมดาอยู่แล้วดูน่าเกลียดน่ากลัวขึ้นมา
ประกอบกับดวงตาที่เหม่อลอยไร้ชีวิตชีวาคู่นั้น ทั้งสองจึงเข้าใจทันทีว่าสตรีผู้นี้ก็คือหุ่นเชิดที่ลั่วหงควบคุมอยู่
เมื่อเห็นสายตาของสองสาวเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความแปลกประหลาด ลั่วหงกลัวว่าพวกนางจะเข้าใจผิดไปเรื่องอื่นอีก จึงรีบอธิบาย
"นางผู้นี้เป็นผู้ฝึกวิถีมารขอบเขตสร้างรากฐาน ข้าจับนางได้และตั้งใจจะนำตัวกลับไปให้ทางสำนัก ตลอดทางไม่ได้ล่วงเกินนางแม้แต่น้อย"
อวี๋รั่วซีถลึงตางามใส่ลั่วหง ยังจะบอกว่าไม่ล่วงเกินอีก ลวดลายอาคมผนึกวาดเต็มตัวไปหมดแล้ว!
แต่กระนั้น นางก็รู้ว่าอีกฝ่ายจำใจต้องทำ ผู้ฝึกตนบางครั้งก็ไม่ควรยึดติดกับเรื่องเล็กน้อย จึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจต่อ
เมื่อเข้าใจแล้วว่าเรื่องก่อนหน้านี้เป็นความเข้าใจผิด อวี๋รั่วซีก็มีสีหน้าละอายใจ หันมาสนใจตัวลั่วหงแทน เมื่อเห็นว่าตบะของเขาบรรลุถึงขอบเขตสร้างรากฐานระยะกลางแล้ว ในใจก็เกิดความยินดีอย่างบอกไม่ถูก
"เรื่องผู้หญิงคนนี้ช่างเถอะ หยกบันทึกของท่านพ่อข้า เจ้าไปได้มาจากไหนกันแน่?"
เฉียนมู่หลานถูกชายหนุ่มตรงหน้าหลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยามเอ่ยปากจึงอดมีน้ำโหไม่ได้
"ในเมื่อความแตกแล้ว ข้าก็จะพูดตามตรง ตอนที่บิดาของเจ้าสิ้นใจ ข้าอยู่ในเหตุการณ์พอดี ท่านเป็นคนมอบหยกบันทึกให้ข้า พร้อมกับสั่งเสียไว้ รายละเอียดเป็นเช่นไร เจ้าก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจ"
ลั่วหงปิดบังเรื่องที่ตนเป็นคนสังหารเฉียนเทียนเป่า แล้วเล่าเหตุการณ์ในวันนั้นอย่างละเอียด
"เจ้าก็คือศิษย์ขอบเขตกลั่นลมปราณของหวงเฟิงกู่คนนั้น?! แต่ว่า ท่านพ่อจะมอบหยกบันทึกให้ผู้ฝึกตนขอบเขตกลั่นลมปราณได้อย่างไร เป็นไปไม่ได้!"
เฉียนมู่หลานหลังจากกลับไปก็ได้สอบถามจากผู้นำตระกูลคนอื่นๆ จึงพอรู้เรื่องราวบ้าง ในใจนอกจากความสงสัยแล้ว ยังตกตะลึงกับความเร็วในการเลื่อนระดับตบะของลั่วหง
จากผู้ฝึกตนขอบเขตกลั่นลมปราณคนหนึ่ง กลับก้าวข้ามผ่านนางที่เป็นผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานอยู่ก่อนแล้ว กลายเป็นยอดฝีมือขอบเขตสร้างรากฐานระยะกลางได้ในรวดเดียว!
หรือนี่จะเป็นเหตุผลที่ท่านพ่อเลือกเขา?
"เรื่องนี้ข้าก็ไม่รู้ เอาเป็นว่าเรื่องมันก็เป็นแบบนี้ หากเจ้าไม่พอใจ หลังจากช่วยข้าปลดผนึกหยกบันทึกแล้ว เจ้าก็คัดลอกไปชุดหนึ่งได้"
ลั่วหงไม่มีทางบอกความลับเรื่องลวดลายลับมังกรวิญญาณออกไป จึงตอบกลับไปอย่างแข็งกร้าว
"ไม่ต้อง ข้าเชื่อในการตัดสินใจของท่านพ่อ และจะปฏิบัติตามคำสั่งเสียของท่าน แต่ก่อนจะปลดผนึกหยกบันทึก ข้าต้องการให้เจ้าช่วยข้าเรื่องหนึ่ง"
เฉียนมู่หลานไม่ได้ยึดติดกับเคล็ดมหาเบญจธาตุเชื่อมศักดิ์สิทธิ์ นางเป็นคนมองโลกตามความเป็นจริงเคล็ดกายทองคำกระถางเหล็กของตระกูลนางยังฝึกไม่ถึงขั้นสูง การโลภมากอยากได้วิชาอื่นมีแต่จะเป็นอุปสรรคต่อการฝึกฝน แต่เรื่องช่วยคนนั้นรอช้าไม่ได้ นางจึงจำต้องใช้หยกบันทึกมาบีบบังคับ
"ช่วยเรื่องอะไร? เจ้าลองว่ามา"
ลั่วหงไม่ได้ปฏิเสธทันที หากเป็นเรื่องที่ทำได้โดยไม่ลำบาก เขาก็ไม่รังเกียจที่จะช่วย เพราะอย่างไรก็ได้สุดยอดวิชาของตระกูลเขามาแล้ว
ดังนั้น เฉียนมู่หลานจึงเล่าเรื่องการหายตัวไปของหลานชายทั้งสองให้ฟังอย่างละเอียด
ลั่วหงยิ่งฟังคิ้วก็ยิ่งขมวด พออีกฝ่ายเล่าจบ เขาก็พูดสวนทันที
"ไม่ได้ เรื่องนี้ข้าช่วยไม่ได้"
"ทำไม หรือว่าเจ้ารู้อะไร?"
อวี๋รั่วซีที่เงียบมาตลอดเอ่ยถามขึ้นทันที นางเห็นลั่วหงปฏิเสธเสียงแข็ง ความอยากรู้อยากเห็นจึงกลบความละอายใจไปจนหมด
"ประมุขลัทธิมารทมิฬ ได้เข้าควบคุมราชสำนักอย่างลับๆ แล้ว ตอนนี้แฝงตัวอยู่ในวังหลวง ปลอมเป็นขันทีคนสนิทข้างกายฮ่องเต้แคว้นเยว่ ตบะของมันอยู่ที่ขอบเขตสร้างรากฐานระยะท้าย ฝึกฝนวิชามารโลหิตที่ร้ายกาจยิ่งนัก แถมยังมีลูกน้องเป็นสี่ขุนพลโลหิตที่อยู่ขอบเขตสร้างรากฐานเหมือนกัน ลำพังพวกเราไม่กี่คนสู้มันไม่ได้หรอก
แต่ฟังจากที่เจ้าเล่า เด็กสองคนนั้นน่าจะถูกผู้ฝึกวิถีมารจากสำนักวิญญาณภูตจับไป หากยังไม่ถูกส่งตัวไปถึงมือลัทธิมารทมิฬ ก็ยังมีโอกาสช่วยออกมาได้ เพราะเทียบกับลัทธิมารทมิฬแล้ว อิทธิพลของสำนักวิญญาณภูตในเมืองหลวงนั้นเล็กกว่ามาก แต่ก็อันตรายมากเช่นกัน เพราะจากที่ข้าคาดการณ์ สองกลุ่มนี้ได้จับมือเป็นพันธมิตรกันแล้วทั้งในที่ลับและที่แจ้ง การเป็นศัตรูกับสำนักวิญญาณภูต มีความเป็นไปได้สูงที่จะชักนำผู้ฝึกวิถีมารของลัทธิมารทมิฬออกมาด้วย"
ลั่วหงละเว้นเรื่องที่ฮ่องเต้แคว้นเยว่ถูกสับเปลี่ยนตัวไป เพราะถ้าอีกฝ่ายถามเจาะลึก เขาคงอธิบายลำบาก
"เจ้ารู้ละเอียดขนาดนี้เชียวหรือ"
อวี๋รั่วซีประหลาดใจ แต่ก็เชื่อคำพูดของลั่วหงโดยไม่สงสัย
"แต่เจ้าก็บอกเองว่ามีโอกาส"
เฉียนมู่หลานยังคงไม่ยอมแพ้ หากหลานชายทั้งสองตายไป ตระกูลเฉียนของนางอาจถึงคราวขาดผู้สืบทอด ซึ่งเป็นสิ่งที่ตระกูลผู้ฝึกตนทุกตระกูลต้องหลีกเลี่ยงอย่างถึงที่สุด
"มีโอกาสก็จริง แต่ทำไมลั่วต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อช่วยเจ้าด้วย?"
ลั่วหงไม่ใช่คนที่จะเห็นใจคนอื่น หรือเห็นแก่ความสวยของอีกฝ่าย แล้วเลือดร้อนวิ่งเอาตัวเข้าไปเสี่ยงอันตราย
"เจ้าเอาหยกบันทึกไปแล้ว ย่อมต้องคอยดูแลตระกูลเฉียนข้า ตอนนี้แหละคือเวลาที่เหมาะสม!"
เฉียนมู่หลานพูดอย่างไม่ค่อยมีเหตุผลนัก นางไม่สนแล้ว ลั่วหงรู้เรื่องราวตื้นลึกหนาบางมากขนาดนี้ หากมีเขาช่วย โอกาสช่วยคนสำเร็จก็จะเพิ่มขึ้นมาก
"ลั่วรักษาสัญญาเสมอ แต่เรื่องการดูแลตระกูลนั้นต้องหลังจากปลดผนึกหยกบันทึกแล้ว และต้องอยู่ในขอบเขตที่ลั่วทำได้ หากแม่นางเฉียนยังดึงดันจะบังคับ เช่นนั้นลั่วก็ยินดีจะเสี่ยงดูสักครั้ง แต่ในวันหน้าอย่าหวังให้ลั่วคอยดูแลตระกูลเฉียนอีก"
ลั่วหงผู้ฝึกฝนวิชาผิวน้ำแข็งกระดูกหยกรู้ซึ้งดีว่าเคล็ดมหาเบญจธาตุเชื่อมศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็นวิชาฝึกกายที่ยอดเยี่ยมเพียงใด ยอมเสี่ยงหน่อยเพื่อแลกกับมันก็คุ้มค่า
เฉียนมู่หลานได้ยินดังนั้นก็ลังเล หากนางตกลง ก็เท่ากับขัดคำสั่งเสียของบิดา แต่หากไม่ตกลง ตระกูลเฉียนก็เสี่ยงจะสิ้นทายาท
หลังจากชั่งใจอยู่นาน เฉียนมู่หลานก็กัดฟันพูด
"ตกลง เอาหยกบันทึกมา!"
ลั่วหงไม่กลัวนางเล่นตุกติก โยนหยกบันทึกในมือไปให้
เฉียนมู่หลานรับมาแล้วใช้วิชาปาดไปทีหนึ่ง แสงสีเลือดบนหยกบันทึกก็สลายไป จากนั้นก็โยนกลับไปให้
"หยกบันทึกปลดผนึกแล้ว ขอพี่ลั่วโปรดช่วยอย่างสุดความสามารถ"
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น การช่วยคนก็เหมือนดับไฟ ข้าจะไปสำรวจในวังหลวงก่อน พวกเจ้าสองคนคอยระวังหลังอยู่นอกวัง รอฟังข่าวจากข้า"
ลั่วหงส่งสัมผัสเทวะเข้าไปตรวจสอบในหยกบันทึก เมื่อยืนยันว่าถูกต้องแล้วก็เตรียมจะลงมือ แต่อวี๋รั่วซีกลับเรียกไว้
"เดี๋ยว เอาเจ้านี่ไปด้วย"
อวี๋รั่วซีโยนลูกแก้วสีม่วงแวววาวออกมาลูกหนึ่ง แล้วหยิบอีกลูกที่เหมือนกันเปี๊ยบออกมาถือไว้
"นี่คือลูกแก้วสัมผัสม่วงหากเจออันตราย ให้บีบลูกแก้วนี้ให้แตก ข้าจะรีบไปช่วยทันที"
ลั่วหงชะงักไปครู่หนึ่ง สีหน้าเคร่งขรึมพลันอ่อนโยนลง เอ่ยเสียงนุ่ม
"วางใจเถอะ ชาชำระใจเรายังไม่ได้ดื่มกันเลยนะ"
พูดจบ เขาก็ใช้วิชาแทรกดินหายตัวไป
อวี๋รั่วซีได้ยินดังนั้นใบหน้าก็แดงระเรื่อ แต่พอเห็นลั่วหงใช้วิชาแทรกดินได้ ความกังวลในใจก็ลดลงไปมาก
วิชาแทรกดินแม้จะเป็นเพียงคาถาระดับกลางขั้นต่ำ แต่ความยากในการฝึกฝนนั้นสูงมาก แทบจะเทียบเท่ากับวิชาวิญญาณในระดับเดียวกัน
และผู้ฝึกตนที่ฝึกวิชานี้สำเร็จ ความสามารถในการซ่อนเร้นกายก็ถือเป็นเลิศ
"พี่สาวอวี๋ อย่ามัวเหม่ออยู่เลย พวกเราไปกันเถอะ คืนนี้อาจจะมีศึกหนัก!"
เฉียนมู่หลานไม่มีอารมณ์จะมาสนใจความสัมพันธ์อันซับซ้อนของทั้งคู่ นางถือทวนลุกขึ้นด้วยแววตาเปี่ยมรังสีสังหาร
วังหลวงแคว้นเยว่กินพื้นที่หนึ่งในห้าของเมืองหลวงทั้งหมด แต่พื้นที่หนึ่งในสามของวังกลับถูกตำหนักฝ่ายในอันวิจิตรตระการตายึดครองไป
ขณะนี้ ณ ส่วนลึกของตำหนักฝ่ายใน ในเขตหวงห้ามบ่อเลือด มีเสียงดังครืนๆ ราวกับฟ้าผ่าดังออกมาเป็นระลอก
ผ่านไปครู่ใหญ่ เสียงฟ้าผ่าก็ค่อยๆ จางหายไป ชายหนุ่มสวมชุดคลุมสีม่วงหน้าตาหล่อเหลา แต่แฝงกลิ่นอายชั่วร้าย ผลักประตูเขตหวงห้ามออกมา
"หึหึ หัวหน้าเยี่ยน รสชาติของการบูชายัญเลือดเป็นอย่างไรบ้าง?"
อู๋จิ่วจื่อที่ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็นเย่เสอเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย
"ไม่เลว รู้สึกว่าถ้าได้อีกสักห้าหกครั้ง ข้าคงบรรลุถึงขอบเขตสร้างรากฐานระดับสูงสุดได้ ท่านประมุขของพวกเจ้าอยู่ที่ไหน?"
ชายชุดม่วงผู้นี้ก็คือเยี่ยนโส่วอี้ที่เคยพบกับลั่วหงมาแล้วครั้งหนึ่ง ในฐานะเจ้าถิ่นแคว้นเยว่ ผู้ฝึกตนตระกูลเยี่ยนที่เพิ่งเข้าสวามิภักดิ์กับสำนักวิญญาณภูต จึงถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจแทรกซึมทำลายล้างตามที่ต่างๆ ในแคว้นเยว่
กองกำลังที่เยี่ยนโส่วอี้นำมา ประกอบด้วยศิษย์ระดับล่างของตระกูลเยี่ยนและสำนักวิญญาณภูต รับผิดชอบงานในเมืองหลวง
และโชคดีที่เยี่ยนโส่วอี้มาถึงได้ไม่ถึงสองวัน ก็พบว่าเมืองหลวงแคว้นเยว่ถูกลัทธิมารทมิฬกัดกร่อนจนพรุนไปหมดแล้ว เขาแทบไม่ต้องทำอะไรเลย
ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจใช้ทรัพยากรส่วนน้อยที่ได้รับจากสำนักวิญญาณภูตและตระกูลเยี่ยน มาผูกมิตรกับลัทธิมารทมิฬ สั่งให้ลูกน้องไล่จับผู้ฝึกตนอิสระเช่นกัน เพื่อตบตาคนภายนอก
ดังนั้นในสายตาคนภายนอก ความวุ่นวายในเมืองหลวงจึงเป็นผลงานของเยี่ยนโส่วอี้ แต่ความจริงเขาไม่ได้ทำอะไรเลย แถมยังกลับยักยอกศิลาวิญญาณและวัสดุวิญญาณเข้ากระเป๋าตัวเองเป็นกอบเป็นกำ
และตอนนี้ เขาก็ทนแรงยั่วยวนไม่ไหว เริ่มฝึกฝนวิชามารโลหิตเข้าแล้ว
"ท่านประมุขกำลังเก็บตัวฝึกวิชา ท่านสั่งให้พวกเราส่งเหยื่อสังเวยชุดต่อไปมาให้ ครั้งนี้มีของดีที่หาได้ยากถึงสองคนเลยทีเดียว"
ข้างกายอู๋จิ่วจื่อ นักพรตชุดเขียวหน้าขาวไร้หนวดเคราคนหนึ่งประสานมือคารวะ
คนผู้นี้ ก็คือนักพรตชิงเหวินนั่นเอง
"ของดีอะไรรึ? หรือว่าพวกเจ้าจับผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานมาได้?"
เยี่ยนโส่วอี้ตาเป็นประกาย หากได้ใช้เลือดของผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานมาสังเวยฝึกวิชา ตบะของเขาคงก้าวหน้าไปถึงขั้นสุดยอดของขอบเขตสร้างรากฐานได้ เมื่อถึงตอนนั้นด้วยอานุภาพของวิชามาร เขาย่อมไร้คู่ต่อสู้ในระดับต่ำกว่าขอบเขตหลอมแกน!
"หัวหน้าเยี่ยนล้อเล่นแล้ว ผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานในหมู่ผู้ฝึกตนอิสระนั้นมีน้อยนิดนัก จะจับตัวได้ง่ายดายปานนั้นได้อย่างไร เป็นผู้ฝึกตนขอบเขตกลั่นลมปราณระยะกลางสองคนที่ฝึกฝนวิชาลับกายา แม้ตบะจะต่ำต้อย แต่เลือดลมกลับเข้มข้นกว่าผู้ฝึกตนทั่วไปมาก นับเป็นเหยื่อสังเวยชั้นยอด"
นักพรตชิงเหวินยิ้มแห้งๆ ลอบตกใจในความโลภของอีกฝ่าย พลางอธิบาย
"ก็ไม่เลว พวกมันสองคนอยู่ที่ไหน ข้าจะไปดูหน่อย"
เยี่ยนโส่วอี้เก็บอาการตื่นเต้น พยักหน้าเล็กน้อยแล้วเอ่ย
"อยู่ในคุกใต้ดินข้างบ่อเลือด หัวหน้าเยี่ยนจะใช้เลยหรือไม่?"
นักพรตชิงเหวินถามอย่างนอบน้อมประจบประแจง
"ย่อมต้องเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตัวหัวหน้าเองยังฝึกไม่สะใจเลย!"
ดวงตาสีเลือดของเยี่ยนโส่วอี้เต็มไปด้วยความโลภ ความรู้สึกที่พลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแบบนี้มันช่างยอดเยี่ยมจริงๆ!
"ได้ เช่นนั้นหัวหน้าเยี่ยนเชิญไปตรวจสอบเหยื่อสังเวยด้วยตัวเองเถิด พวกข้าสองคนจะไปจัดเตรียมบ่อเลือดและเติมศิลาวิญญาณสักหน่อย"
นักพรตชิงเหวินผงกศีรษะโค้งคำนับส่งเยี่ยนโส่วอี้เดินจากไป แววตาค่อยๆ เปลี่ยนเป็นชั่วร้ายอำมหิต
"ชิงเหวิน พวกเราจำเป็นต้องทำตัวประจบสอพลอขนาดนี้ด้วยหรือ? พวกเราก็เป็นผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานเหมือนกันนะ!"
พอเยี่ยนโส่วอี้ลับหลังไป เย่เสอก็ทำหน้าไม่พอใจ ดูเหมือนจะขัดใจอีกฝ่ายมาก
"หึหึ ท่านนี้เป็นถึงของบำรุงชั้นยอดของบ่อเลือดเชียวนะ จะไม่ให้เทิดทูนบูชาเหมือนบรรพบุรุษได้อย่างไร"
นักพรตชิงเหวินเลียริมฝีปาก ราวกับได้ลิ้มรสความหอมหวานของบ่อเลือดหลังจากได้ของบำรุงชั้นดีไปแล้ว
"ของบำรุงชั้นยอด? ฮ่าๆ ท่านประมุขคิดได้เสียที! พวกผู้ฝึกวิถีมารกับเจ็ดสำนักมันก็สันดานเดียวกัน เชื่อใจไม่ได้หรอก!"
เย่เสอได้ยินดังนั้นก็ดีใจยกใหญ่ คำว่าของบำรุงชั้นยอดของบ่อเลือด ก็คือการหลอมรวมผู้ฝึกตนลงไปในนั้นนั่นเอง
ยิ่งทำพิธีบูชายัญเลือดมากครั้งเท่าไหร่ พอเริ่มเดินเครื่องอาคมหลอมวิญญาณ อีกฝ่ายก็จะยิ่งต่อต้านได้ยากขึ้นเท่านั้น
นี่เป็นความลับที่มีเพียงประมุขและสี่ขุนพลโลหิตของลัทธิมารทมิฬเท่านั้นที่รู้
พอรู้ความจริง ความขุ่นเคืองใจที่ไม่ได้ลงไปฝึกในบ่อเลือดมาครึ่งเดือนของเย่เสอก็หายเป็นปลิดทิ้ง
"ท่านประมุขเดิมทีก็แค่ต้องการยืมมือผู้ฝึกวิถีมาร เพื่อให้ได้มาซึ่งวัสดุและโอสถหายากบางอย่างเท่านั้น ตอนนี้บรรลุวัตถุประสงค์แล้ว พวกผู้ฝึกวิถีมารที่วันๆ เอาแต่ก่อเรื่อง เรียกร้องความสนใจจากเจ็ดสำนักพวกนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องมีอยู่อีกต่อไป ช่วงนี้พวกผู้ฝึกตนอิสระได้ข่าวระแคะระคายก็พากันหลบหนี จำนวนเหยื่อสังเวยลดฮวบ ผู้ฝึกวิถีมารพวกนี้กับสมุนของมันก็เอามาเติมเต็มส่วนที่ขาดได้พอดี ไปเถอะ รีบไปกับข้าเพื่อจัดเตรียมค่ายกล หลังจากการบูชายัญเลือดครั้งนี้ ก็ให้คนผู้นั้นกลายเป็นของบำรุงบ่อเลือดเสียเลย"
นักพรตชิงเหวินโบกมือ หันหลังเดินเข้าสู่เขตหวงห้ามบ่อเลือด
"ด้วยความยินดี!"
เย่เสอหัวเราะเบาๆ เดินตามไปติดๆ
อีกด้านหนึ่ง พอลั่วหงลอบเข้าวังหลวงมาได้ ก็ใช้วิชาควบคุมจิตควบคุมทหารรักษาพระองค์ที่เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ถามไถ่จนรู้ผังคร่าวๆ ของวังหลวง จากนั้นก็มุ่งตรงไปยังที่ประทับของฮ่องเต้ หรือกลุ่มตำหนักฝ่ายในทันที
ไม่นาน เขาก็เจอผู้ฝึกตนคนแรก
ตบะของคนผู้นี้สูงถึงขอบเขตกลั่นลมปราณชั้นสิบ ในหมู่ผู้ฝึกตนอิสระถือว่าเป็นยอดฝีมือระดับแนวหน้า แต่กลับมาทำหน้าที่เป็นยามเฝ้าประตูอยู่ที่นี่ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของลัทธิมารทมิฬได้เป็นอย่างดี
ลั่วหงไม่ได้ผลีผลามลงมือสังหาร แต่ลอบมุดดินอ้อมผ่านไปอย่างเงียบเชียบ มุ่งหน้าสำรวจลึกเข้าไปในฝ่ายใน
เป้าหมายของเขาชัดเจน นั่นคือการหาสถานที่ที่มีผู้ฝึกตนรวมตัวกันอยู่มากที่สุด ซึ่งก็คือสถานที่ที่มีการคุ้มกันแน่นหนาที่สุดนั่นเอง
ที่ทำให้ลั่วหงแปลกใจคือ เขาแทบไม่ต้องออกแรงหาเลย ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดที่ชวนคลื่นเหียน ทำให้คำว่า "บ่อเลือด" ผุดขึ้นมาในความทรงจำทันที
"น่าจะเป็นที่นั่นแหละ"
ลั่วหงคิดในใจ ลอบเข้าไปใกล้ สัมผัสเทวะตรวจพบผู้ฝึกตนมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งพบทางลับที่ซ่อนอยู่หลังภูเขาจำลอง
มาถึงตรงนี้ก็ใช้วิชาแทรกดินเข้าไปไม่ได้แล้ว เพราะบริเวณภูเขาจำลองถูกครอบคลุมด้วยค่ายกลชั่วร้าย
ยังดีที่ค่ายกลนี้ระดับไม่สูงนัก ไม่สามารถสกัดกั้นสัมผัสเทวะได้
ลั่วหงตรวจสอบอย่างละเอียด พบกลิ่นอายของผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานหนึ่งสาย และกลิ่นอายอ่อนๆ ของผู้ฝึกตนขอบเขตกลั่นลมปราณอีกหลายสาย
การขังเหยื่อสังเวยไว้ข้างบ่อเลือดที่ใช้บูชายัญฝึกวิชา ก็ถือเป็นเรื่องสมเหตุสมผล
แต่ทว่า ลั่วหงยังต้องการยืนยันให้แน่ใจอีกสักหน่อย จึงหาที่สูงที่สามารถมองเห็นภาพรวมของค่ายกลได้ แล้วนั่งขัดสมาธิลง ปลดน้ำเต้ามังกรหยกออกมา ดื่มชาสุราบรรลุวิถีหมายเลขสี่ที่สะสมไว้ตลอดหลายวันนี้ไปหนึ่งอึก แล้วทุ่มสมาธิทั้งหมดไปที่การคำนวณถอดรหัสค่ายกลเบื้องล่าง
----------
*กลิ่นน้ำส้มสายชูนี้มาจากสำนวนจีน กินน้ำส้มสายชู (吃醋) ที่แปลว่า "หึง" หรือ "อิจฉา" ในเรื่องความรัก