- หน้าแรก
- เซียนคำนวณป่วนยุทธภพ
- บทที่ 119 รับกระบี่! รับหอก!
บทที่ 119 รับกระบี่! รับหอก!
บทที่ 119 รับกระบี่! รับหอก!
บทที่ 119 รับกระบี่! รับหอก!
"แม่นางเซียว ใช้วิชาลูกไฟเป็นไหม?"
ลั่วหงไตร่ตรองดูแล้วเห็นว่าการทำลายศพเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยเป็นสิ่งที่จำเป็น จึงเอ่ยถามขึ้น
"วิชาพื้นฐานพรรค์นี้ข้าย่อมต้องใช้เป็นแน่นอน แต่ว่า... ธงผืนเล็กนั่นข้าขอได้หรือไม่? ดูแล้วน่าสนใจดี"
เซียวชุ่ยเอ๋อร์ยิ้มประจบ นางถูกลมดำจาก ธงหลงวิญญาณ นี้ทำให้หลงทิศหลงทางจนถูกจับตัวได้ง่ายๆ จึงสนใจมันเป็นพิเศษ
"ได้สิ เผาศพสามศพนี้ให้เกลี้ยง แล้วอาวุธวิเศษชิ้นนี้ก็เป็นของเจ้า"
ธงหลงวิญญาณเป็นเพียงอาวุธวิเศษระดับกลาง ลมดำที่เรียกออกมาก็มีผลเฉพาะตอนที่ผู้ฝึกตนไม่ทันระวังตัวเท่านั้น หากผู้ฝึกตนกาง เกราะปราณคุ้มกาย ขึ้นมา มันก็ไร้ประโยชน์
"อิอิ พี่ใหญ่ลั่วพูดคำไหนคำนั้น ข้าเชื่อใจท่านที่สุด แต่ว่า ข้าสงสัยอยู่นิดหน่อย พี่ใหญ่ลั่วสังหารผู้ฝึกตนอิสระสามคนนี้ได้อย่างไร? พวกเขาดูเหมือนจะไม่ได้ขัดขืนเลย"
เซียวชุ่ยเอ๋อร์พินิจดูศพบนพื้นอย่างละเอียด แล้วถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ง่ายมาก"
ลั่วหงพูดจบก็เคลื่อนกายวูบเดียวไปโผล่ที่ด้านหลังเซียวชุ่ยเอ๋อร์ ใช้มือบีบคอนางแล้วกล่าวว่า
"นักพรตสองคนนั้น ก็ถูกข้าบีบคอแบบนี้แหละ ข้าออกแรงนิดหน่อยพวกเขาก็ตายแล้ว"
เซียวชุ่ยเอ๋อร์ตกใจจนคอหด ยังไม่ทันจะได้ร้องขอชีวิต ลั่วหงก็ขยับเท้า ร่างกายเคลื่อนย้ายมาอยู่ตรงหน้านางในพริบตา
"ส่วนอีกคน พอเห็นพวกพ้องตายไปสองคนกะทันหัน ก็กลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ มือไม้สั่นหยิบอาวุธวิเศษไม่ทัน ก็เลยถูกข้าเข้าประชิดตัวแบบนี้ แล้วชกหมัดเดียว ตันเถียน แตก"
แม้หมัดของลั่วหงจะยังไม่ถูกตัวเซียวชุ่ยเอ๋อร์ แต่แม่นางน้อยก็หน้าเสีย ตัวงอเป็นกุ้ง ร้องขอความเมตตา
"พี่ใหญ่ลั่ว อย่าหลอกผีข้าเลย ข้าขวัญอ่อนนะ"
"หึหึ ฟ้ามืดแล้ว รีบเผาพวกเขาซะ จะได้กลับไปกินข้าว"
ลั่วหงหัวเราะเบาๆ แล้วเดินนำออกจากอารามเต๋าไปก่อน
เซียวชุ่ยเอ๋อร์ตบหน้าอกด้วยความหวาดเสียว มองดูศพสามศพบนพื้นแล้วพึมพำกับตัวเอง
"ช่างเป็นตัวซวยสามตัวจริงๆ ต่อไปถ้าข้าเจอศัตรู สิ่งแรกที่ต้องทำคือกางเกราะปราณคุ้มกาย!"
แสงสีขาวจากค่ายกลเคลื่อนย้ายวาบขึ้น ร่างของเฉียนมู่หลานก็ปรากฏออกมา
รอบตัวนางเต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้ ซากอาวุธวิเศษประเภทโล่ที่ถูกแรงมหาศาลทุบจนแตกเป็นเสี่ยงๆ กระจายอยู่ทั่วพื้น ศพผู้ฝึกตนที่กระดูกหักเส้นเอ็นขาดนอนเกลื่อนกลาด และชายชุดดำที่ถูกเรียกว่าทูตพิเศษผู้นั้น ก็เป็นหนึ่งในนั้น
นอกจากค่ายกลเคลื่อนย้ายที่เท้าของนางแล้ว ข้างๆ ยังมีอีกสองแห่ง เห็นได้ชัดว่าที่นี่เชื่อมต่อไปยังจุดกบดานลักษณะเดียวกับอารามเต๋าอีกสามแห่ง
น่าเสียดาย เฉียนมู่หลานไปมาครบหมดแล้ว นอกจากจะเพิ่มศพอีกหลายศพ ก็ไม่พบหลานชายสองคนที่ถูกลักพาตัวไป
เฉียนมู่หลานเดินหน้าทะมึนออกมา พอเดินผ่านเสาหินต้นใหญ่ต้นหนึ่ง นางก็ชะงักฝีเท้า มือขวากำหมัดเดินลมปราณ เห็นหมัดที่งดงามนั้นกลายเป็นสีทองอร่าม แล้วทุบเปรี้ยงเข้าใส่เสาหิน
เสาหินสั่นสะเทือนเล็กน้อย พื้นผิวไม่เสียหาย
เฉียนมู่หลานไม่แม้แต่จะปรายตามอง เดินหน้าต่อไป ไม่นานนักบนเสาหินต้นนั้นก็ปรากฏรอยร้าว รอยร้าวขยายยาวขึ้นเรื่อยๆ และถี่ขึ้นเรื่อยๆ
ในที่สุด มันก็ทนรับไม่ไหว พังครืนลงมา
เมื่อขาดเสาหินค้ำยัน ถ้ำมารใต้ดินของลัทธิมารทมิฬแห่งนี้ก็ถล่มลงมาท่ามกลางเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
พอกลับถึงกระโจมแม่ทัพ เฉียนมู่หลานก็นั่งลงบนเก้าอี้แม่ทัพอย่างหมดอาลัยตายอยาก คว้าจอกสุราขึ้นมากรอกใส่ปากอึกใหญ่
"ดูท่าทางเจ้า คงจะหาไม่เจอสินะ"
สตรีชุดขาวผู้หนึ่งเดินออกมาจากด้านหลังเฉียนมู่หลาน เยื้องย่างเข้ามาหยุดตรงหน้านาง
เฉียนมู่หลานชะงักไปเล็กน้อย ดูเหมือนจะแปลกใจว่าทำไมอีกฝ่ายยังอยู่ที่นี่ แต่ก็ไม่ได้โง่พอจะพูดจาทำร้ายน้ำใจ จึงกล่าวเพียงว่า
"ข้าเจอจุดกบดานของผู้ฝึกวิถีมารแห่งหนึ่ง บุกเข้าไปฆ่าผู้ฝึกวิถีมารขอบเขตกลั่นลมปราณตายไปไม่น้อย แต่กลับไม่เจอคน และไม่ได้ข่าวคราวที่มีประโยชน์อะไรเลย รู้เพียงว่าผู้ฝึกวิถีมารกลุ่มนี้มาจากกลุ่มที่เรียกว่าลัทธิมารทมิฬ จับตัวผู้ฝึกตนอิสระไปเพื่อบูชายัญเลือดฝึกวิชา!"
พอพูดถึงตรงนี้ เฉียนมู่หลานก็โศกเศร้าขึ้นมา บีบจอกสุราในมือจนบิดเบี้ยว คิดในใจว่าหลานชายสองคนที่นางอุตส่าห์ฟูมฟักมาอย่างยากลำบาก ป่านนี้คงถูกจับบูชายัญเลือดไปแล้วกระมัง
"ในเมืองหลวงกลับมีขุมกำลังผู้ฝึกวิถีมารที่ใหญ่โตขนาดนี้ซ่อนอยู่ เป็นเจ็ดสำนักของพวกเราที่ละเลยไปจริงๆ ท่านผู้นำตระกูลเฉียน ท่านอย่าเพิ่งรีบถอดใจ เกิดเรื่องมาได้เพียงสามวัน การบูชายัญเลือดฝึกวิชานั้นอันตรายอย่างยิ่ง ไม่ใช่จะทำก็ทำได้ทันที พวกเรายังมีโอกาสช่วยคน"
สตรีชุดขาวขมวดคิ้วงามเอ่ยปลอบใจ ฟังจากน้ำเสียงเหมือนนางจะยอมละเมิดกฎเหล็กของเจ็ดสำนักเพื่อยื่นมือเข้าช่วย
"เจ้าไม่จำเป็นต้องช่วยข้า เจ้าไม่ได้ติดค้างอะไรข้า ที่ข้าไปช่วยพวกเจ้าลอบสังหารผู้ฝึกตนฝ่ายมารกลุ่มนั้น ก็เพียงเพื่อเก็บเกี่ยวไอทมิฬมาฝึกวิชาเท่านั้น"
เฉียนมู่หลานเงยหน้ามองสตรีชุดขาวด้วยแววตามุ่งมั่น กล่าวเสียงขรึม
"ไม่ว่าจุดประสงค์ของท่านคืออะไร แต่ความจริงที่ว่าท่านช่วยสำนักจันทราอำพรางของข้าไว้ครั้งใหญ่ก็เป็นเรื่องจริง เรื่องนี้แม้ยุ่งยากไปบ้าง แต่ก็ไม่อันตรายอะไร อย่างมากก็แค่กลุ่มผู้ฝึกวิถีมารกลุ่มหนึ่งเท่านั้น"
แววตาของสตรีชุดขาวฉายแววดูแคลน หลังจากเก็บตัวฝึกฝนมาหลายปี ฝีมือของนางในยามนี้มิใช่คนเดิมในอดีต ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมแกน นางก็มั่นใจว่าจะหนีรอดได้ นับประสาอะไรกับผู้ฝึกวิถีมารที่มีตบะสูงสุดแค่ขอบเขตสร้างรากฐาน
"อย่าได้ประมาท เจ้าดูของสิ่งนี้สิ"
เฉียนมู่หลานใช้สัมผัสเทวะเรียกธงสีดำเล็กๆ หลายผืนออกมาจากถุงสมบัติ
"ธงวิญญาณทมิฬและธงหลงวิญญาณ ผู้ฝึกตนฝ่ายมารของสำนักวิญญาณภูตก็เข้ามาร่วมวงด้วยหรือ!"
ดวงตาของสตรีชุดขาวฉายแววเกลียดชัง ระยะนี้ไม่รู้ทำไม ฝ่ายมารมุ่งโจมตีเหมืองศิลาวิญญาณและสวนสมุนไพรของสำนักจันทราอำพรางเป็นพิเศษ ทำให้นางต้องวิ่งวุ่นไปทั่วเพื่อคอยดับไฟ
"ไม่แปลก ฝ่ายมารต้องการปั่นป่วนโลกสามัญชนของแคว้นเยว่ เริ่มจากเมืองหลวงนั้นง่ายและรวดเร็วที่สุด ลัทธิมารทมิฬนั่นน่าจะมีฝ่ายมารหนุนหลังอยู่ การนำวิชาหลอมโลหิตที่ถูกสั่งห้ามไปนานแล้วออกมาใช้ ผู้ฝึกตนอิสระที่ไร้หนทางสร้างรากฐานย่อมต้องคลุ้มคลั่งเป็นแน่ แม้ผู้ฝึกตนที่สร้างรากฐานด้วยวิชาหลอมโลหิตจะมีผลเสียตามมามากมาย และหมดโอกาสก้าวหน้าสู่ขอบเขตหลอมแกนไปตลอดชีวิต แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งผู้ฝึกตนอิสระที่ปรารถนาจะสร้างรากฐานจนแทบบ้าได้ หมากตานี้ของฝ่ายมาร ทำให้ขุมกำลังผู้ฝึกตนอิสระในแคว้นเยว่ที่เดิมทีอาจเป็นกำลังเสริมให้เจ็ดสำนักได้ ต้องตกอยู่ในสภาวะเข่นฆ่ากันเอง"
เฉียนมู่หลานเต็มไปด้วยความกังวล หนึ่งคือกังวลเรื่องหลานชายอนาคตไกลสองคน สองคือกังวลเรื่องอนาคตของตระกูล
เผชิญหน้ากับหกสำนักฝ่ายมารที่บุกมาอย่างดุดัน เฉียนมู่หลานจำต้องเริ่มคิดเผื่อแล้วว่า หากแคว้นเยว่ตกเป็นของฝ่ายมารในภายภาคหน้า ตระกูลเฉียนควรจะรับมืออย่างไร
"จริงสิ การไปครั้งนี้ข้ายังได้เจอคนธรรมดาที่เก่งกาจมากคนหนึ่ง พละกำลังทางกายเหนือกว่าข้าอยู่สามส่วน น่าทึ่งจริงๆ"
"คนธรรมดา? ท่านผู้นำตระกูลเฉียน อย่าล้อเล่นน่า เคล็ดกายทองคำกระถางเหล็กที่ท่านฝึกฝนเป็นวิชาลับกายาที่ทรงพลังมาก แม้จะยังไม่บรรลุขั้นสูง แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะเทียบได้ ท่านคงไปเจอตาเฒ่าประหลาดที่ปิดบังตบะเข้าให้แล้วล่ะมั้ง!"
สตรีชุดขาวกล่าวด้วยน้ำเสียงแปลกใจ ในใจรู้สึกว่าขุมกำลังในเมืองหลวงแห่งนี้ชักจะปะปนกันมั่วซั่วไปหมด เริ่มเสียใจที่ตัดสินใจอยู่ต่อคนเดียว
"ข้าก็สงสัยเช่นนั้น แต่คนผู้นี้ยังหนุ่มมาก ไม่เหมือนผู้ฝึกตนที่บำเพ็ญเพียรมานานปี แถมยังเชี่ยวชาญเพลงหมัดมวย บางทีอาจเป็นคนธรรมดาที่มีพรสวรรค์พิเศษจริงๆ ก็ได้ พูดไปก็ไม่มีประโยชน์ คืนนี้เขาจะพาภรรยามาพบข้า ภรรยาของเขาเป็นผู้ฝึกตน และมีความสัมพันธ์เก่าก่อนกับบรรพชนตระกูลเฉียนข้า การมาเมืองหลวงครั้งนี้ก็เพื่อมาขอความช่วยเหลือจากข้า บางทีอาจจะช่วยให้เรามีกำลังเสริมเพิ่มขึ้นอีกแรง"
ในเมื่อเฉียนมู่หลานพบร่องรอยของผู้ฝึกตนฝ่ายมารแล้ว ย่อมไม่คิดจะบุกเดี่ยวเข้าไปในรังมังกรอย่างโง่เขลาอีก การจะปลดผนึกหยกบันทึกไม่ใช่เรื่องยาก ขอแค่ช่วยนางตามหาหลานชายสองคนกลับมาได้ก็พอ
การทำเช่นนี้ก็ไม่ถือว่าผิดคำสั่งเสียของท่านพ่อ ผู้ที่ได้รับหยกบันทึกย่อมต้องดูแลตระกูลเฉียน นางก็แค่ทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นเร็วหน่อยเท่านั้นเอง
"ท่านไว้ใจพวกเขา จะไม่เสี่ยงไปหน่อยหรือ?"
สตรีชุดขาวดูไม่ค่อยเต็มใจจะให้ผู้ฝึกตนแปลกหน้าเข้ามาร่วมวง
"อีกฝ่ายนำของยืนยันออกมาแล้ว เชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง แต่เพื่อความไม่ประมาท ยังต้องรบกวนพี่สาวช่วยซ่อนตัวคอยระวังภัยให้ด้วย"
เฉียนมู่หลานประสานมือคารวะอย่างจริงจัง
"ก็ได้ การลงมือในที่ลับตรงกับความต้องการของข้าพอดี แม้จะอยู่ในช่วงสงครามที่ไม่ปกติ แต่กฎเหล็กของเจ็ดสำนักจะทำเป็นมองไม่เห็นไม่ได้ หากไม่ถึงคราวคับขัน ข้าจะไม่ปรากฏตัว ท่านผู้นำตระกูลเฉียนโปรดระวังตัวด้วย"
สตรีชุดขาวพูดจบก็สะบัดแขนเสื้อ ใช้อิทธิฤทธิ์พรางกายหายไป
ที่หน้าประตูหอสุราเมฆาคล้อย เซียวชุ่ยเอ๋อร์หลบวูบไปอยู่หลังลั่วหงอย่างกล้าๆ กลัวๆ หลบสายตาแทบจะกินเลือดกินเนื้อของตาเฒ่าเซียว
"เจ้ารู้ไหมว่าข้างนอกมันอันตรายแค่ไหน?!"
ตาเฒ่าเซียวเบิกตากว้างด้วยความโกรธ กระชากตัวเซียวชุ่ยเอ๋อร์มาอยู่ข้างกาย แล้วใช้นิ้วจิ้มหน้าผากนาง
"ท่านปู่ ข้าก็กลับมาปลอดภัยแล้วนี่ไง ไม่เกิดเรื่องอะไรสักหน่อย ใช่ไหมพี่ใหญ่ลั่ว"
เซียวชุ่ยเอ๋อร์ขยิบตาให้ลั่วหงสองที ขอให้ช่วยแก้ต่างให้
"ก็ไม่เกิดเรื่องอะไรหรอก เพียงแต่วิชาอำพรางปราณของแม่นางเซียวคงต้องฝึกฝนให้มากกว่านี้ สถานการณ์ในเมืองหลวงตอนนี้อันตรายอยู่บ้าง"
ลั่วหงพูดจามีนัย
ตาเฒ่าเซียวฉลาดเป็นกรด ฟังปราดเดียวก็เข้าใจ จึงหันไปถลึงตาใส่หลานสาวตัวเองอีกรอบ
"รบกวนสหายน้อยแล้ว สองปู่หลานข้าคงต้องขอคุยกันสักหน่อย สหายน้อยสะดวกหรือไม่?"
"หึหึ ผู้น้อยเองก็อยากจะเล่าเรื่องวันนี้ให้ฮูหยินฟังพอดี"
ลั่วหงประสานมือคารวะเล็กน้อย แล้วเดินกลับห้องไป
เมื่อผลักประตูเข้าไป เหลียนเฟยฮวายังคงนอนสงบนิ่งอยู่บนเตียง ผนึกอาคมบนร่างไม่มีร่องรอยความเสียหาย
ลั่วหงควบคุมให้นางมานั่งที่โต๊ะ รินชาสองถ้วย นั่งรอตาเฒ่าเซียวมาเยือน
หนึ่งเค่อต่อมา ก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นนอกประตู ตามด้วยเสียงของตาเฒ่าเซียว
"สหายน้อย อาการของสหายเต๋าเหลียนเป็นอย่างไรบ้าง? ผู้เฒ่าขอเข้าไปได้หรือไม่?"
"ประตูไม่ได้ล็อก ท่านเซียนเชิญ"
ลั่วหงเอ่ยเสียงเรียบ
หลังจากผลักประตูเข้ามา ตาเฒ่าเซียวก็โค้งกายคารวะลั่วหงทันที กล่าวด้วยความซาบซึ้งใจว่า
"ขอบคุณสหายน้อย ที่ช่วยชีวิตหลานสาวผู้ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำของข้าไว้ บุญคุณครั้งนี้ยากจะตอบแทนจริงๆ"
"ท่านเซียนกล่าวหนักไปแล้ว แม่นางเซียวออกไปกับข้า ย่อมต้องกลับมาพร้อมข้าสิ จริงสิ แล้วแม่นางเซียวเล่า?"
ลั่วหงหัวเราะแหะๆ ไม่มีเจตนาจะทวงบุญคุณแม้แต่น้อย
"ผู้เฒ่าสั่งให้นางกลับไปฝึกวิชาที่ห้องแล้ว ครั้งนี้นางก่อเรื่องวุ่นวายเกินไปจริงๆ ต้องลงโทษเสียบ้าง"
ตาเฒ่าเซียวกล่าวด้วยความหวาดกลัวที่ยังไม่จางหาย หัวใจเพิ่งจะผ่อนคลายลง กลับต้องกระตุกวูบขึ้นมาอีกครั้งเพราะคำพูดประโยคเดียวของเหลียนเฟยฮวา
"จะตอบแทนก็ไม่ยาก"
เวลานี้เหลียนเฟยฮวาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ตาเฒ่าเซียวหน้าเฝื่อนลงทันที เขารู้ดีว่าผู้ฝึกตนหญิงตรงหน้านี้ต่างหากที่เป็นคนตัดสินใจ
"สหายเต๋าโปรดชี้แนะ ขอเพียงเป็นเรื่องที่ผู้เฒ่าทำได้ ย่อมไม่ปฏิเสธแน่นอน"
"ข้าพกพาอาวุธวิเศษประเภทตรวจจับติดตัวไว้ แต่กลับสัมผัสกลิ่นอายของพี่ชายได้เพียงเลือนรางเท่านั้น คาดว่าเคล็ดวิชาอำพรางปราณที่พี่ชายฝึกฝนคงจะไม่ธรรมดา ไม่ทราบว่าขอดูสักหน่อยได้หรือไม่?"
เหลียนเฟยฮวากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์
"ไม่ปิดบังท่าน วิชาอำพรางปราณที่ผู้เฒ่าฝึกฝน ได้มาจากเคล็ดวิชาที่บันทึกไว้ท้ายตำราพรตไร้นามเล่มหนึ่ง"
ตาเฒ่าเซียวพูดพลางหยิบตำราพรตเก่าคร่ำคร่าเล่มหนึ่งออกมา ยื่นให้เหลียนเฟยฮวา
เหลียนเฟยฮวายื่นมือไปรับ แล้วเปิดอ่านทันที ลั่วหงก็แสร้งทำเป็นอยากรู้อยากเห็น ขยับเข้าไปดูด้วย
ความจริงเขารู้ดีว่าตำราพรตเล่มนี้ไร้ค่า มีเพียงเคล็ดวิชาอำพรางปราณที่บันทึกไว้ด้านหลังเท่านั้นที่ดัดแปลงมาจากวิชาของเผ่าปีศาจ ซึ่งลึกล้ำพิสดารมาก
ดังนั้น ช่วงแรกเหลียนเฟยฮวาจึงเปิดผ่านๆ อย่างรวดเร็ว จนกระทั่งถึงหน้าสุดท้ายที่บันทึกเคล็ดวิชาอำพรางปราณ ถึงได้หยุดดูอยู่ครู่หนึ่ง
"ไม่เลว ข้าจำเคล็ดวิชานี้ไว้แล้ว ตำราพรตเล่มนี้ก็คืนให้พี่ชาย เผื่อว่าวันหน้าอาจจะมีวาสนาอีก คาดว่าแม่นางเซียวคงเล่าเรื่องผู้อาวุโสเฉียนให้พี่ชายฟังแล้ว เราสองสามีภรรยาไม่ขอรบกวนนาน ขอลา"
เหลียนเฟยฮวาลุกขึ้นยืนอย่างกระฉับกระเฉง คืนตำราพรตให้ตาเฒ่าเซียว แล้วเดินตรงไปที่ประตู
"ท่านเซียนอย่าถือสา ฮูหยินข้าร้อนใจเรื่องงานสำคัญ แล้วพบกันใหม่"
ลั่วหงประสานมือขออภัย แล้วรีบตามนางไป
มองส่งทั้งสองเดินจากไปไกล ตาเฒ่าเซียวถึงได้ถอนหายใจโล่งอกอย่างแท้จริง เทียบกับเหลียนเฟยฮวาที่มีตบะต่ำกว่าเขาหนึ่งขั้น เขาหวาดกลัวลั่วหงที่สามารถสังหารผู้ฝึกตนอิสระสามคนได้ในพริบตามากกว่า
คนผู้นี้มีความสามารถขนาดนี้ มิน่าเล่าถึงชนะใจผู้ฝึกตนได้
หลังจากออกจากหอสุรา ลั่วหงพาเหลียนเฟยฮวาไปหาที่เงียบสงบก่อน จากนั้นก็ใช้วิชาแทรกดิน พานางมุดดินตรงไปยังค่ายใหญ่ตะวันออก
เขาไม่อยากเจอผู้ฝึกตนมาขัดจังหวะกลางทางเหมือนตอนกลางวันอีกแล้ว
ความเร็วของวิชาแทรกดินย่อมเร็วกว่าเดินเท้ามาก ครึ่งชั่วยามต่อมา ลั่วหงก็มาถึงนอกค่ายทหาร
ดูเหมือนเฉียนมู่หลานจะสั่งการไว้ล่วงหน้า พอสามีภรรยาลั่วหงมาถึงหน้าค่าย ก็ถูกทหารธรรมดาพาตัวไปที่กระโจมแม่ทัพทันที
ครั้งนี้ ลั่วหงไม่คว้าน้ำเหลวอีกแล้ว
เฉียนมู่หลานกำลังนั่งรออยู่ที่เก้าอี้แม่ทัพ ส่วนกลิ่นอายเย็นเยียบที่ลั่วหงสัมผัสได้ก่อนหน้านี้กลับหายไปแล้ว ไม่รู้ว่าจากไปแล้ว หรือใช้วิชาอำพรางที่เหนือชั้นกว่าเดิม
"ผู้นี้คือภรรยาเจ้า? หยกบันทึกเป็นของนางรึ?"
เฉียนมู่หลานไม่ทักทายให้มากความ เข้าประเด็นทันที
"หยกบันทึกนี้เป็นของท่านพ่อมอบให้ ท่านสั่งเสียก่อนตายให้ข้ามาตามหาทายาทตระกูลเฉียนที่เขาอู้ซาน เพื่อปลดผนึกหยกบันทึกชิ้นนี้ ขอผู้อาวุโสโปรดทำตามสัญญาของคนรุ่นก่อน อย่าได้ลำบากใจข้าเลย"
เหลียนเฟยฮวาประคองหยกบันทึกด้วยสองมือ กล่าวด้วยความเคารพ
"ขอแม่นางเฉียน โปรดทำตามความปรารถนาของฮูหยินข้าด้วยเถิด"
ลั่วหงก็ผสมโรงเป็นสามีที่ดี
ทว่า ทันทีที่เขากล่าวจบ เฉียนมู่หลานยังไม่ทันตอบ ภายในกระโจมก็ระเบิดกลิ่นอายเย็นเยียบถึงขีดสุดออกมา
ลั่วหงสีหน้าเคร่งเครียด ยังไม่ไปจริงๆ ด้วย!
เฉียนมู่หลานก็ประหลาดใจอย่างยิ่ง ไหนบอกว่าถ้าไม่คับขันจะไม่ปรากฏตัวไง?!
จิตสังหารของอีกฝ่ายพุ่งเป้ามาที่เขา ลั่วหงรู้ตัวว่าความแตกแล้ว จึงปลดปล่อยกลิ่นอายของตนเองออกมา เตรียมจะเรียกอาวุธวิเศษ แต่กลับได้ยินเสียงสตรีที่คุ้นเคยและเย็นชาดังขึ้น
"ดีจริงนะ คิดไม่ถึงว่านอกจากเจ้าจะสร้างรากฐานสำเร็จแล้ว ยังแต่งงานมีภรรยาอีก! ได้ทั้งสร้างรากฐานสำเร็จ ได้ทั้งแต่งงานมีภรรยา ช่างดีจริงนะ!"
ลั่วหงพอได้ยินน้ำเสียงโกรธเกรี้ยวของอีกฝ่าย ในใจก็ตื่นตระหนกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ร่างของอวี๋รั่วซี ค่อยๆ เดินออกมาจากด้านหลังเฉียนมู่หลาน เหนือศีรษะมีกระบี่ยาวสีหิมะลอยอยู่ แผ่คลื่นพลังปราณวิญญาณอันน่าตกตะลึง ดูเหมือนพร้อมจะฟันลงมาได้ทุกเมื่อ
"ช้าก่อน! เป็นเรื่องเข้าใจผิด!"
พอลั่วหงเห็นอวี๋รั่วซีในชุดขาวพลิ้วไหว ก็ร้องแย่แล้วในใจ รีบโบกมือห้าม
"เจ้าสารภาพออกมาเองกับปาก ยังจะมีเรื่องเข้าใจผิดอะไรได้อีก! รับกระบี่!"
อวี๋รั่วซีขมขื่นในใจ คนผู้นี้ใช้โอสถสร้างรากฐานที่นางมอบให้จนสร้างรากฐานสำเร็จ กลับมาตอบแทนนางเช่นนี้ สมควรตายยิ่งนัก!
กระบี่ยาวกลายเป็นรุ้งพุ่งเข้ามา ลั่วหงรีบเรียกโล่กลืนวิญญาณออกมาต้านรับ
นังผู้หญิงคนนี้ลงมือโหดชะมัด!
ลั่วหงรับกระบี่ไปหนึ่งที ในใจก็เริ่มมีน้ำโห
ยายตัวดี เจ้าไม่ได้ตกปากรับคำแผนลูกสองในสามปีของข้าสักหน่อย มีสิทธิ์อะไรมาโมโห รับหอก!
----------