- หน้าแรก
- เซียนคำนวณป่วนยุทธภพ
- บทที่ 64 สำรวจดวงจิตครั้งแรก
บทที่ 64 สำรวจดวงจิตครั้งแรก
บทที่ 64 สำรวจดวงจิตครั้งแรก
บทที่ 64 สำรวจดวงจิตครั้งแรก
หลังจากเขียนข้อที่เจ็ดลงไป ลั่วหงก็วางพู่กันลง เขาคิดออกเพียงเท่านี้ในชั่วขณะนี้
"ต่อไปคือการสกัดข้อมูล และสรุปกฎเกณฑ์"
ดวงจิต ก่อกำเนิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของวิญญาณปุถุชน หลังจากที่ผู้ฝึกตนสามารถกลั่นพลังเวทเส้นแรกขึ้นมาในตันเถียนได้
สัมผัสเทวะเองก็ปรากฏขึ้นในขณะนี้เช่นกัน และจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ตามระดับตบะของผู้ฝึกตนที่สูงขึ้น
เนื่องจากดวงจิตสามารถเป็นพาหนะรองรับอักษรเงิน และสัมผัสเทวะสามารถควบคุมคาถาที่เกิดจากการรวมตัวของปราณวิญญาณได้ จึงทำให้เกิดอิทธิพลซึ่งกันและกันระหว่าง จิต กับ กาย และ ปราณ
แต่โดยเนื้อแท้แล้ว ดวงจิตไม่ใช่อักษรเงิน และไม่ใช่กลุ่มก้อนของอนุภาควิญญาณ
แล้วมันคืออะไรกันแน่?
ลั่วหงสรุปมาถึงตรงนี้ ก็พบว่าตนเองขาดจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญไป นั่นคือ พลังที่ช่วยกระตุ้นการเติบโตของดวงจิตคืออะไร และมาจากไหน?
การเพิ่มขึ้นของพลังเวทมาจากการที่ผู้ฝึกตนดูดซับและกลั่นปราณวิญญาณทุกวัน การเพิ่มขึ้นของพลังชีวิต มาจากการเปลี่ยนแปลงที่ดีของอักษรเงินบนร่างกายผู้ฝึกตน
แล้วการเติบโตของดวงจิตอาศัยพลังอะไรกัน?
ปราณวิญญาณเป็นสิ่งแรกที่ตัดทิ้งได้ ลั่วหงฝึกเซียนมาจนถึงตอนนี้ ผ่านการยกระดับดวงจิตหลังการทะลวงขอบเขตมาหลายครั้ง ไม่เคยพบสถานการณ์ที่มีปราณวิญญาณไหลทะลักเข้าสู่วังนิว่านเพื่อหล่อเลี้ยงดวงจิตเลยสักครั้ง
เห็นได้ชัดว่า การเติบโตของดวงจิตไม่ได้พึ่งพาปราณวิญญาณ
เช่นเดียวกัน แม้ดวงจิตจะรองรับอักษรเงินได้ แต่ก็มีขีดจำกัดในการรองรับ เห็นได้ชัดว่าอักษรเงินเป็นภาระสำหรับดวงจิต ไม่ใช่แหล่งพลังงาน
การวิจัยดำเนินมาถึงทางตัน แต่ลั่วหงก็ไม่ย่อท้อ การเผชิญกับอุปสรรคเป็นเรื่องที่คาดการณ์ไว้อยู่แล้ว
เขาหยิบขวดหยกใบหนึ่งออกมา เทเม็ดยาสีแดงกุหลาบออกมาหนึ่งเม็ด ปรับลมหายใจให้สงบแล้วกลืนลงไป
โอสถนี้มีชื่อว่า "โอสถบำรุงวิญญาณ" เป็นโอสถระดับต่ำที่หาได้ยากยิ่งกว่าโอสถบัวขาวเสียอีก ไม่ใช่แค่เพราะวัตถุดิบหายาก แต่เป็นเพราะผู้ฝึกตนไม่มีความต้องการมัน
แม้โอสถบำรุงวิญญาณจะถูกคุยโวว่าช่วยเสริมสร้างดวงจิตของผู้ฝึกตนได้ แต่สรรพคุณนั้นน่าเป็นห่วงจริงๆ ต่อให้กินติดต่อกันสิบเม็ด ความแข็งแกร่งของดวงจิตก็แทบไม่มีความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ลั่วหงเพียงแค่อยากสำรวจพลังที่ดวงจิตดูดซับในขณะที่ได้รับการเสริมแกร่งเท่านั้น โอสถนี้จึงพอจะแก้ขัดได้บ้าง
ลั่วหงรวมสมาธิ สัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงของดวงจิตภายใต้ฤทธิ์ของโอสถบำรุงวิญญาณ
ทันทีที่โอสถบำรุงวิญญาณลงสู่ท้อง ก็กลายเป็นกระแสลมเย็นสดชื่นพุ่งตรงไปยังวังนิว่าน ห่อหุ้มดวงจิตที่มีลักษณะเป็นทรงกลมเอาไว้
เวลานี้ ดวงจิตคล้ายได้รับการกระตุ้น ผิวชั้นนอกเกิดการกระเพื่อมไหวเล็กน้อย ครู่ต่อมาเมื่อกระแสลมเย็นจางหายไป ภายในวังนิว่านก็กลับคืนสู่ความสงบดังเดิม
"แค่นี้? เสร็จแล้วเหรอ?"
ลั่วหงยิ้มเจื่อน สรรพคุณมันอ่อนด๋อยจนน่าสงสารจริงๆ ค่าดวงจิตบนตารางตรวจร่างกายไม่ขยับเลยสักนิด ทั้งที่หน่วยวัดที่เขาตั้งไว้ก็ไม่ได้ใหญ่อะไรแท้ๆ
แม้โอสถบำรุงวิญญาณจะกาก แต่ลั่วหงก็ยังได้รับข้อมูลบางอย่าง อย่างน้อยก็พิสูจน์ได้ว่าในขณะที่ดวงจิตเกิดการกระเพื่อมไหวนั้น สามารถดูดซับพลังลึกลับนั่นได้
สิ่งนี้สอดคล้องกับปรากฏการณ์ที่ความแข็งแกร่งของดวงจิตจะเพิ่มขึ้น หลังจากที่ผู้ฝึกตนผ่านความดีใจหรือเสียใจอย่างสุดซึ้ง หรือสภาวะจิตใจเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง
แต่ก็ยังแก้ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ดี หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน ลั่วหงก็ลุกพรวดขึ้น เรียกอาวุธวิเศษเหาะออกจากฟางหัวหยวน
ครึ่งชั่วยามต่อมา ลั่วหงมาถึงน่านฟ้าเหนือยอดเขาที่เขียวชอุ่มแห่งหนึ่ง ร่อนลงสู่กลุ่มบ้านชั้นเดียวที่ว่างเปล่า เดินเลี้ยวไปเลี้ยวมาสักพัก ก็มายืนอยู่หน้าบ้านหินหลังหนึ่งที่ใหญ่กว่าหลังอื่นเล็กน้อย
ประตูบ้านหินเปิดอ้าอยู่ ลั่วหงมองปราดเดียวก็เห็นชายชราชุดเทาที่อยู่ข้างใน กำลังจดจ่ออยู่กับการแกะสลักไม้สาลี่เหลืองชิ้นหนึ่ง
"ศิษย์หลานมาที่นี่มีธุระอันใด?"
ชายชราชุดเทาเอ่ยถามโดยไม่เงยหน้า มือยังคงแกะสลักไม่หยุด
ลั่วหงประสานมือคารวะตามมารยาท แต่ในใจได้ทบทวนข้อมูลเบื้องหลังของคนผู้นี้อีกรอบ
ที่นี่คือที่พักชั่วคราวของศิษย์ใหม่ เนื่องจากศิษย์ใหม่รอบก่อนย้ายออกไปหมดแล้ว จึงดูเงียบเหงาเช่นนี้
แต่ต่อให้มีศิษย์ใหม่อยู่เต็ม การดูแลสถานที่แห่งนี้ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจอะไร กลับต้องรับผิดชอบงานจุกจิกอย่างการหลอมสร้างอุปกรณ์เสียด้วยซ้ำ
อาจารย์อาแซ่เย่ผู้มีตบะขอบเขตสร้างรากฐานระยะกลางผู้นี้ แม้ระดับพลังจะไม่ได้รั้งท้ายในหมู่ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานของหวงเฟิงกู่ แต่กลับเป็นบุคคลที่ไร้ตัวตนอย่างยิ่ง
ตัวตนที่แท้จริงของเขาคือ นายน้อยของลัทธิพันไผ่แห่งดินแดนตะวันตกไกล ทว่านายน้อยผู้นี้หมดอำนาจวาสนาแล้ว ไม่เพียงไร้อำนาจ แต่ยังถูกประมุขคนปัจจุบันไล่ล่าสังหาร
เดิมที เขาคิดจะใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุขในหวงเฟิงกู่ แต่เพราะ "เคล็ดวิชาต้าเหยี่ยน" ที่ฝึกฝนอยู่ใกล้จะทะลวงผ่านขั้นที่สาม จึงเกิดความทะเยอทะยานที่ไม่ควรมีขึ้นมา ตามเส้นเวลาเดิม อีกไม่กี่ปีเขาจะตายในค่ายกลห้าธาตุกลับทิศของฮั่นเหล่าม๋อ กลายเป็นพนักงานส่งของชั้นดี
จากการคำนวณเวลา อาจารย์อาเย่ผู้นี้ต่อให้ยังไม่ได้เริ่มติดต่อลูกน้องเก่า ก็น่าจะเริ่มมีความคิดนี้แล้ว
ขอแค่ไม่ใช่พวกละกิเลสแล้วจริงๆ ลั่วหงก็มั่นใจว่าจะเอาเคล็ดวิชาต้าเหยี่ยนมาจากมือคนผู้นี้ได้
"ผู้น้อยตั้งใจมาขอแลกเปลี่ยนสุดยอดวิชาของลัทธิพันไผ่ 'เคล็ดวิชาต้าเหยี่ยน' จากผู้อาวุโสเย่ขอรับ"
มีดแกะสลักในมือชายชราชุดเทาชะงักกึก ดวงตาที่สว่างสดใสคู่หนึ่งจ้องเขม็งมาที่ลั่วหง พร้อมกับปล่อยแรงกดดันทางสัมผัสเทวะออกมาทันที
ร้อนตัวก็ดี แสดงว่าในใจมีผี!
"ผู้อาวุโสไม่ต้องตกใจ ผู้น้อยเป็นศิษย์จดชื่อที่เพิ่งรับเข้ามาใหม่ของอาจารย์หลี่หัวหยวน ไม่ใช่คนของลัทธิพันไผ่"
ตราบใดที่คนผู้นี้ยังอยากซุกหัวนอนในหวงเฟิงกู่ ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะล่วงเกินผู้อาวุโสระดับหลอมแกน
ลั่วหงเพิ่งจะคิดเช่นนี้ ก็รู้สึกว่าแรงกดดันที่มองไม่เห็นรอบตัวคลายลง
"มีหลักฐานหรือไม่?!"
ชายชราชุดเทาสีหน้าย่ำแย่ถึงขีดสุด ไม่ว่าคำพูดของลั่วหงจะเป็นจริงหรือเท็จ เขาก็เจอปัญหาใหญ่เข้าแล้ว
หากเป็นจริง แม้ผู้อาวุโสระดับหลอมแกนในหวงเฟิงกู่จะรู้ตัวตนของเขา แต่ก็ไม่เคยแพร่งพรายออกไป การที่จู่ๆ ส่งลูกศิษย์มาขอเคล็ดวิชาต้าเหยี่ยน แสดงว่าระแคะระคายแผนการของเขาแล้วหรือไม่?
หากเป็นเท็จ ยิ่งยุ่งยากเข้าไปใหญ่ ตัวตนของเขาน่าจะถูกเปิดเผยแล้ว พวกคนทรยศเหล่านั้นคงซุ่มรออยู่นอกหุบเขา ความคิดที่จะแก้แค้นคงต้องพับเก็บไปได้เลย
"ผู้อาวุโสน่าจะจำยันต์นี้ได้ หรืออยากให้ผู้น้อยรบกวนท่านอาจารย์?"
ลั่วหงดึงยันต์สัมผัสเทวะที่หัวไหล่ออกมา ยื่นไปตรงหน้าชายชราชุดเทา
แน่นอนว่าเขาไม่คิดจะกระตุ้นมันจริงๆ ไม่เช่นนั้นคงอธิบายกับหลี่หัวหยวนไม่ถูก
"ไม่ต้อง"
ชายชราชุดเทามองปราดเดียวก็จำได้ว่าสัมผัสเทวะที่ผนึกอยู่ในยันต์มาจากผู้ฝึกตนระดับหลอมแกน จึงยืนยันตัวตนของลั่วหงได้โดยไม่ต้องรับมาดู
"ท่านอาจารย์หลี่ต้องการอะไร? แม้ข้าจะมาจากลัทธิพันไผ่ แต่หลายปีมานี้ข้าเจียมเนื้อเจียมตัวอยู่ในหุบเขา ไม่เคยละเลยหน้าที่ที่สำนักมอบหมาย กลายเป็นศิษย์หวงเฟิงกู่เต็มตัวไปนานแล้ว
หากท่านอาจารย์หลี่คิดจะแย่งชิงวิชาของข้า เกรงว่าจะฟังไม่ขึ้นกระมัง"
ยันต์สัมผัสเทวะเปรียบเสมือนกระบี่อาญาสิทธิ์ของผู้ฝึกตนระดับหลอมแกน ชายชราชุดเทาจึงเข้าใจผิดว่าลั่วหงมาตามคำสั่งของหลี่หัวหยวน
"ผู้อาวุโสเย่กังวลเกินไปแล้ว ท่านอาจารย์ของข้าเป็นวิญญูชน ย่อมไม่ทำเรื่องสกปรกเช่นนั้น
เพียงแต่เมื่อหลายวันก่อนตอนที่ผู้น้อยไปขอวิชาฝึกดวงจิตจากท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ได้เอ่ยถึงลัทธิพันไผ่แห่งดินแดนตะวันตกไกลและวิชาประจำสำนักอย่าง 'เคล็ดวิชาต้าเหยี่ยน' ขึ้นมา ด้วยความชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อผู้น้อยถามว่าจะหาวิชานี้ได้จากที่ใด ท่านอาจารย์จึงได้เล่าเรื่องของผู้อาวุโสเย่ให้ฟัง
ดังนั้นการมาครั้งนี้ของผู้น้อย คือการมาขอแลกเปลี่ยนวิชาเพื่อตนเอง ไม่ใช่การใช้อำนาจของอาจารย์มาข่มขู่แย่งชิง
ผู้อาวุโสเย่ ท่านอย่าเห็นว่าผู้น้อยเป็นแค่ศิษย์ขอบเขตกลั่นลมปราณ แต่ข้าก็พอมีสมบัติอยู่บ้าง หากเป็นแค่ศิลาวิญญาณ ผู้อาวุโสเรียกราคามาได้เลย"
ในเมื่อคนผู้นี้ต้องการรวบรวมลูกน้องเก่า ก็ย่อมขาดศิลาวิญญาณไม่ได้ ลั่วหงงัดเอาสิ่งที่เขาต้องการที่สุดออกมา การเจรจานี้ยังไม่ทันเริ่มก็สำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว
----------