- หน้าแรก
- เซียนคำนวณป่วนยุทธภพ
- บทที่ 63 จุดอ่อน
บทที่ 63 จุดอ่อน
บทที่ 63 จุดอ่อน
บทที่ 63 จุดอ่อน
แม้เฒ่าจั๋วจะไม่เข้าใจนักว่าเหตุใดคุณชายของตนจู่ๆ ถึงนึกอยากจะฝึกวรยุทธ์ขึ้นมา แต่เขาก็ฉลาดพอที่จะไม่ซักไซ้ไล่เลียง และถ่ายทอดวิชาให้อย่างหมดเปลือกโดยไม่ปิดบัง
ลั่วหงเองก็สมกับเป็นผู้ฝึกตน ไม่เพียงฉลาดหลักแหลมสอนนิดเดียวก็เข้าใจทะลุปรุโปร่ง แต่การควบคุมร่างกายยังเหนือกว่าปุถุชนทั่วไปอย่างเทียบไม่ติด
ด้วยการใช้สัมผัสเทวะมองย้อนเข้ามาภายใน ลั่วหงสามารถควบคุมกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นทุกส่วนของตนได้อย่างแม่นยำ เขาไม่จำเป็นต้องฝึกกำลังภายใน เพียงแค่เน้นฝึกเทคนิคกระบวนท่าต่างๆ ดังนั้นใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือน เฒ่าจั๋วก็ไม่มีอะไรจะสอนอีกแล้ว
เมื่อสามารถซัดพลังหมัดส่งผ่านอากาศออกไปได้อย่างง่ายดาย ลั่วหงก็รู้ว่าการฝึกฝนในวิถีวรยุทธ์ทางโลกของตนมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว แม้เทคนิคจะสำคัญ แต่มันไม่ใช่แก่นแท้ ในฐานะผู้ฝึกตนไม่ควรไปยึดติดกับมันมากเกินไป
ทว่า หลังจากจบการฝึกวรยุทธ์ ลั่วหงก็ยังไม่ได้เริ่มฝึกวิชาพื้นฐาน ทั้งที่ตอนนี้เขาอยู่ห่างจากคอขวดของขอบเขตกลั่นลมปราณชั้นสิบสามเพียงไม่ไกล
สาเหตุอยู่ที่ "ผลข้างเคียง" ของการเปิดใช้งานลวดลายลับมังกรวิญญาณที่ลั่วหงไม่ได้คาดคิดมาก่อน
ปราณวิญญาณที่เม็ดกลมสีฟ้าปล่อยออกมานั้นบริสุทธิ์เกินไป ในเวลาสั้นๆ มันได้ชะล้างขัดเกลาพลังเวทในตันเถียนของเขาไปรอบหนึ่ง ส่งผลให้ความบริสุทธิ์ของพลังเวทที่ลั่วหงอุตส่าห์ควบคุมไว้ พุ่งสูงขึ้นไปถึงสองสามเท่า!
แม้การกินผลห้าธาตุจะช่วยลดความบริสุทธิ์ลงมาได้ แต่ก็ต้องใช้เวลาประมาณครึ่งปี ซึ่งลั่วหงไม่คิดจะปล่อยให้เวลาช่วงนี้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์
ร่างกายมนุษย์มีสมบัติสามประการ คือ "กาย ปราณ จิต" ในปัจจุบันผู้ฝึกตนเน้นการฝึก "ปราณ" เป็นหลัก ดูดซับปราณวิญญาณฟ้าดิน กลั่นเป็นพลังเวทของตน เพื่อยกระดับชั้นของชีวิตและแสวงหาความเป็นอมตะ
ตอนนี้ลั่วหงรู้แล้วว่าการยกระดับชั้นของชีวิตผู้ฝึกตนนั้น เกี่ยวข้องกับกฎเกณฑ์และคุณสมบัติบางอย่างของอนุภาควิญญาณ การฝึกวิถีแห่งปราณนั้นมีความเกี่ยวข้องกับปราณวิญญาณมากที่สุด จึงเป็นหนทางที่ง่ายที่สุดในการยกระดับชั้นชีวิตของผู้ฝึกตน และเป็นที่นิยมแพร่หลาย
อย่างไรก็ตาม การยกระดับชั้นของชีวิตคือการยกระดับโดยรวม การฝึกแต่วิถีแห่งปราณเพียงอย่างเดียว ยิ่งไปถึงระดับสูง จุดอ่อนในด้าน "กาย" และ "จิต" ก็จะยิ่งชัดเจนขึ้น จนกลายเป็นคอขวดขนาดใหญ่ในที่สุด
เรื่องนี้ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ต่างก็รู้กันดี แต่ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงวิถีทาง ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่อยากฝึกกายและจิต แต่แค่การฝึกปราณเพียงอย่างเดียวก็กินเวลาทั้งชีวิตไปแล้ว ไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องอื่นอีก
แผนการฝึกตนดั้งเดิมของลั่วหง ก็คือเน้นฝึกปราณในช่วงแรก เพื่อเพิ่มอายุขัยของตนให้ยืนยาวขึ้นก่อน แล้วค่อยมาพิจารณาเรื่องกายและจิตทีหลัง
ทว่าแผนการย่อมตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลง เริ่มจากความแข็งแกร่งของดวงจิตไม่เพียงพอ จนจำกัดการใช้อักษรเงินของเขา ต่อมาก็พบวาสนาปาฏิหาริย์ การผลัดเปลี่ยนเลือดมังกรทำให้พลังชีวิต ของเขาเพิ่มขึ้นมหาศาล
ในเมื่อมีเวลาว่างครึ่งปี ลั่วหงจึงมีความคิดที่จะขัดเกลาวิถีแห่งกายและจิตดูสักหน่อย
พลังชีวิต (กาย) 2500
พลังเวท (ปราณ) 6500
ดวงจิต (จิต) 42
นี่คือข้อมูลสมบัติสามประการของลั่วหงในปัจจุบัน เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ พลังชีวิตเพิ่มขึ้นรวดเดียวถึงร้อยเท่า พลังเวทก็เพิ่มขึ้นสองเท่า มีเพียงความแข็งแกร่งของดวงจิต ที่เพิ่มขึ้นมาเพียงเล็กน้อยจากการผ่านความเป็นความตายมา
"พลังชีวิตเพิ่มขึ้นร้อยเท่า ไม่ได้หมายความว่าแรงกายเพิ่มขึ้นร้อยเท่า แต่มันรวมถึงพลังชีวิต ความอึด ความสามารถในการรักษาตัวเอง และความต้านทานต่อสถานะผิดปกติต่างๆ ด้วย
ตอนนี้ลำพังแค่ร่างกายเพียวๆ ข้าก็มีพละกำลังมหาศาลถึงห้าพันจิน ซึ่งมากกว่าผู้ฝึกตนระดับเดียวกันประมาณยี่สิบเท่า หากเสริมด้วยพลังเวท ก็จะมีพละกำลังถึงหนึ่งหมื่นจินได้อย่างสบายๆ เพราะยิ่งฐานของร่างกายแข็งแกร่งเท่าไหร่ ผลของการเสริมด้วยพลังเวทก็จะยิ่งดีขึ้นเท่านั้น
วิชาพละกำลังที่เพิ่มแรงได้แค่พันจิน สำหรับข้าในตอนนี้ ก็เป็นเหมือนกระดูกไก่ ไร้ค่าสิ้นดี"
ลั่วหงมองท่อนไม้เหล็กที่ถูกตนบีบแตกคามือ พลางหวนนึกถึงการต่อสู้กับผู้ฝึกตนปีศาจ
"หมัดสะท้านฟ้าที่ข้าปล่อยออกไปในตอนสุดท้าย ไม่เพียงเกิดจากพลังเวทที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าชั่วพริบตาจากการโอเวอร์โหลดลวดลายลับมังกรวิญญาณเท่านั้น แต่ยังได้รับการเสริมพลังจากคาถาแปรเปลี่ยนมังกรวิญญาณและเลือดมังกรที่เดือดพล่านอีกด้วย
แม้จะเป็นเพียงหมัดเดียว แต่มันได้หลอมรวมผลลัพธ์จากการฝึกเซียนทั้งหมดของข้าจนถึงปัจจุบันเอาไว้!"
ในตอนนี้ หากต้องการก้าวหน้าในวิถีแห่งกาย ลั่วหงคิดออกอยู่สามหนทาง
หนึ่งคือ ใช้เวลาวันละหลายชั่วยามกระตุ้นอักษรเงินกระดูกมังกรบนกระดูกสันหลัง เพื่อทำการผลัดเปลี่ยนเลือดส่วนที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ให้เสร็จสิ้น
คาดว่าเมื่อถึงตอนนั้น ลำพังแค่ร่างกายของลั่วหงก็น่าจะมีแรงถึงหมื่นจินแล้ว
สองคือ ฝึกเคล็ดมหาเบญจธาตุเชื่อมศักดิ์สิทธิ์ แตลั่วหงไม่อยากไปข้องแวะกับห้าตระกูลแห่งเขาอู้ซานอีกก่อนที่จะสร้างรากฐานสำเร็จ
ยันต์สัมผัสเทวะไม่ใช่ของวิเศษครอบจักรวาล เมื่อผลประโยชน์มากพอ ย่อมมีคนยอมเสี่ยงตายเป็นธรรมดา หากลั่วหงอยากมีชีวิตอยู่จนเห็นเม็ดกลมสีฟ้าก่อตัวสมบูรณ์ ก็ควรเลี่ยงการต่อสู้ข้ามระดับให้มากเข้าไว้
สามคือ สลักอักษรเงินกระดูกมังกรชุดใหม่ เพื่อชะล้างเลือดและขัดเกลากายเนื้อให้ดียิ่งขึ้น
อักษรเงินกระดูกมังกรที่ลั่วหงได้รับมามีทั้งหมดเก้าตัว และจากการวิจัยของเขา อักษรเงินทั้งเก้าตัวนี้มีความเชื่อมโยงกัน ในทางทฤษฎีแล้วสามารถสลักลงบนกระดูกสันหลังได้ทั้งหมด
แต่หนทางนี้หนีไม่พ้นเรื่องความแข็งแกร่งของดวงจิต จะสลักกระดูกต้องสลักวิญญาณก่อน ในระยะสั้นคงทำไม่ได้
สมบัติสามประการ กาย ปราณ จิต เกื้อกูลซึ่งกันและกัน หากด้านใดด้านหนึ่งมีจุดอ่อนที่ชัดเจน ก็จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่ออีกสองด้านที่เหลือ
การฝึกกายและปราณของลั่วหงใกล้จะถึงขีดสุดของผู้ฝึกตนขอบเขตกลั่นลมปราณแล้ว จุดอ่อนด้านดวงจิต จึงปรากฏชัดขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ
งานวิจัยในปัจจุบันบ่งชี้ว่า แก่นแท้ของวิถีแห่งกายคืออักษรเงินที่ซ่อนอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย แก่นแท้ของวิถีแห่งปราณคืออนุภาควิญญาณที่ดำรงอยู่ระหว่างฟ้าดิน ส่วนวิถีแห่งจิตนั้น ลั่วหงมีความรู้น้อยมาก
ความยากหลักในการวิจัยดวงจิต อยู่ที่การสังเกตทำได้ยาก
ความจริงแล้ว พลังที่แตกแขนงออกมาจากดวงจิตอย่าง 'สัมผัสเทวะ' ก็คือเครื่องมือสังเกตการณ์ที่ลั่วหงใช้ในการวิจัยวิถีแห่งกายและปราณนั่นเอง แต่พอจะวิจัยตัวดวงจิตเอง เครื่องมือสังเกตการณ์นี้ย่อมใช้การไม่ได้
แก่นแท้ของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์คือการสรุปกฎเกณฑ์ผ่านการสังเกตปรากฏการณ์ แล้วจัดระบบกฎเกณฑ์นั้นด้วยคณิตศาสตร์ และพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติจริง
เมื่อแม้แต่การสังเกตโดยตรงยังทำไม่ได้ การวิจัยย่อมยากลำบากขึ้นมาก
แต่ก็ใช่ว่าจะไร้หนทางเสียทีเดียว เพราะในการวิจัยจริงก็มีหลายกรณีที่ไม่สามารถสังเกตได้โดยตรง ในกรณีนี้สามารถใช้วิธีการสังเกตทางอ้อมในการวิจัยได้ เพียงแต่มันจะยุ่งยากกว่าหน่อย
จะวิจัยดวงจิต ก่อนอื่นต้องรู้ว่าดวงจิตคืออะไร ไม่จำเป็นต้องให้คำตอบที่ชี้ชัดถึงแก่นแท้ได้ในทันที แต่ต้องกำหนดทิศทางให้ชัดเจน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ดวงจิต คือวิญญาณของผู้ฝึกตน ซึ่งสถิตอยู่ในวังนิว่าน
ต่อไปคือการลิสต์คุณสมบัติของดวงจิตที่เรารู้แล้วออกมา
ข้อแรก ดวงจิตนั้นเปราะบาง หากสัมผัสกับโลกภายนอกเป็นเวลานานจะทำให้ดวงจิตสลายไป
ข้อสอง ดวงจิตสามารถใช้พลังไร้รูปลักษณ์ที่เรียกว่าสัมผัสเทวะ ยิ่งดวงจิตแข็งแกร่ง สัมผัสเทวะที่ควบคุมได้ก็ยิ่งแข็งแกร่ง แต่ความเชื่อมโยงนี้ไม่ได้แน่นแฟ้นนัก
ฮั่นเหล่าม๋อ ก็เคยประสบปัญหาที่มีสัมผัสเทวะแข็งแกร่งเกินไปจนดวงจิตของตนควบคุมไม่ไหวอยู่ช่วงหนึ่ง
ข้อสาม เมื่อผู้ฝึกตนทะลวงเข้าสู่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด ดวงจิตจะกลายเป็นทารกวิญญาณ ย้ายจากวังนิว่านลงมาสู่ตันเถียน และสามารถท่องเที่ยวในโลกภายนอกได้เป็นเวลานาน
ข้อสี่ ความแข็งแกร่งของดวงจิตสามารถเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดได้ เมื่อผู้ฝึกตนทะลวงระดับชั้นหรือเกิดการตรัสรู้แจ้ง ความแข็งแกร่งของดวงจิตจะพุ่งสูงขึ้นช่วงหนึ่ง
ข้อห้า ดวงจิตสามารถกลืนกินดวงจิตอื่นได้ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือการแย่งชิงร่าง และหลังจากการแย่งชิงร่างสำเร็จ ความแข็งแกร่งของดวงจิตก็จะพุ่งสูงขึ้นเช่นกัน โดยระดับการเพิ่มขึ้นจะสัมพันธ์กับความแข็งแกร่งของดวงจิตเจ้าของร่างเดิม
ข้อหก ดวงจิตสามารถแบ่งแยกได้ วิชาแบ่งจิตอันยอดเยี่ยมคือหนึ่งในอภินิหารหลักของเคล็ดวิชาต้าเหยี่ยน
ข้อเจ็ด ดวงจิตสามารถสลักอักษรเงินลงไปได้
----------