- หน้าแรก
- เซียนคำนวณป่วนยุทธภพ
- บทที่ 1 เข้าสู่หวงเฟิงกู่ครั้งแรก
บทที่ 1 เข้าสู่หวงเฟิงกู่ครั้งแรก
บทที่ 1 เข้าสู่หวงเฟิงกู่ครั้งแรก
บทที่ 1 เข้าสู่หวงเฟิงกู่ครั้งแรก
"ศิษย์หลานลั่ว เบื้องหน้านี้ก็คือเทือกเขาไท่เยว่แล้ว อีกเพียงชั่วยามชาก็จะถึงถ้ำเซียนของอาจารย์ข้า เจ้าจงสงบจิตใจเสียก่อน อย่าได้เสียมารยาทต่อหน้าบรรพชนของตนเป็นอันขาด"
หลิวจิงยืนตระหง่านอยู่ที่หัวเรือวิญญาณ เอ่ยเตือนเด็กหนุ่มผิวขาวหน้าตาธรรมดาผู้หนึ่งด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"อาจารย์อาหลิว ท่านอย่าไปสนใจเขาเลย เขาก็แค่ขยะรากวิญญาณเทียมที่พามาเพื่อให้ครบจำนวนก็เท่านั้น"
"ใช่แล้ว ใช่แล้ว อาจารย์อาหลิว ท่านรีบเล่าให้พวกเราฟังหน่อยเถิดว่าปรมาจารย์บรรพชนขอบเขตแกนทองคำเป็นคนเช่นไร?"
"บรรพชนเขาเคร่งคัดมากหรือไม่?"
เมื่อมองดูรุ่นเยาว์ที่ซุกซนเหล่านี้ หลิวจิงก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจ กล่าวเพียง "รอพวกเจ้าได้พบท่านอาจารย์ก็จะรู้เอง" จากนั้นก็ไม่พูดสิ่งใดอีก
ส่วนลั่วหงที่ถูกสหายกีดกันนั้นกลับไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย เขายังคงหมอบอยู่ที่ขอบเรือมองดูไม้พายสองแถวที่ยื่นออกมาจากเรือวิญญาณอย่างละเอียด
"เรือวิญญาณบินอยู่กลางอากาศ และบนไม้พายไม่เห็นว่าจะมีปราณวิญญาณไหลเวียนอยู่ แล้วไม้พายนี้มีประโยชน์อันใด? หรือว่าเรือลำนี้จะเป็นพาหนะสะเทินน้ำสะเทินอากาศกระมัง?"
ในเมื่อคิดหาเหตุผลไม่ได้จริงๆ ลั่วหงจึงเลือกที่จะสนใจไปชั่วคราว เขาจัดทรงผมที่ถูกลมพัดจนยุ่งเหยิง และจัดชุดเครื่องแบบหวงเฟิงกู่ที่เพิ่งได้รับมาให้เรียบร้อย
ข้ามภพมาจนถึงบัดนี้ก็หนึ่งปีแล้ว ลั่วหงคุ้นชินกับการใช้ชีวิตในฐานะเด็กหนุ่มวัยสิบสี่ปีมาสักพักแล้ว และยอมรับโลกที่ทั้งแปลกประหลาดและคุ้นเคยใบนี้ได้อย่างสมบูรณ์
เรื่องราวในอดีตอย่าได้เอ่ยถึง ลั่วหงในชาตินี้เป็นศิษย์สายรองของตระกูลหลี่แห่งแคว้นเยว่ มีรากวิญญาณเทียมที่ห้าธาตุขาดเพียงธาตุไม้ และฝึกเซียนมาตั้งแต่เด็ก
ครั้งนี้ที่ได้กราบเข้าสำนักหวงเฟิงกู่ หนึ่งในเจ็ดสำนักใหญ่แห่งแคว้นเยว่ ล้วนเป็นเพราะหลี่หัวหยวน บรรพชนในตระกูลซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อาวุโสอยู่ในหุบเขา ทุกๆ สิบปีเขาจะแนะนำรุ่นเยาว์ขอบเขตกลั่นลมปราณในตระกูลห้าคนที่ได้เข้าสู่หุบเขา
เดิมทีด้วยพรสวรรค์ของลั่วหง โอกาสเช่นนี้ย่อมไม่ตกถึงมือเขา เพราะตระกูลหลี่นั้นเป็นตระกูลใหญ่ที่สืบทอดมาหลายร้อยปี สมาชิกตระกูลสายตรงและสายรองรวมกันมากพอที่จะถมจนเต็มเมืองได้ แต่บังเอิญว่าในรอบนี้รุ่นเยาว์ที่มีพรสวรรค์เป็นเลิศมีเพียงสี่คน ลั่วหงจึงได้รับเลือก
ในฐานะแฟนนิยายผู้คลั่งไคล้ ลั่วหงย่อมรู้อยู่แล้วว่าหลิวจิงและหลี่หัวหยวนคือใคร ก่อนขึ้นเรือเขาเคยถามบรรพชนแล้วว่าตอนนี้มีศิษย์กี่คน หลิวจิงตอบว่ามีเจ็ดคน เขาเป็นลำดับที่สาม
ฮั่นเหล่าม๋อจะกลายเป็นศิษย์คนที่แปดของหลี่หัวหยวนหลังสร้างรากฐานสำเร็จ นั่นหมายความว่าตอนนี้ฮั่นเหล่าม๋อถ้าไม่เฝ้าสวนร้อยสมุนไพรอยู่ และก็คงยังไม่ได้เข้าหุบเขา
หลังเข้าหุบเขา ข้าต้องรีบหาโอกาสไปสืบข่าวที่สวนร้อยสมุนไพร เพื่อวางแผนในวันข้างหน้า
เมื่อมองดูศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งสี่ที่กำลังหัวเราะพูดคุยกันอยู่ไม่ไกล โดยไม่รู้ซึ้งถึงความอันตรายของโลกเซียน ลั่วหงก็คอยเตือนสติตัวเองตลอดเวลาว่าจะต้องเดินตามเส้นทางเซียนอันเที่ยงธรรมที่ฮั่นเหล่าม๋อเบิกทางไว้ให้มั่น ทุกเรื่องต้องยึดคำว่ามั่นคงเป็นหลัก วางแผนให้รอบคอบก่อนลงมือ
ไม่ต้องสงสัย คำตอบเดียวคือ 'เน้นรอด'
เมื่อตัดสินใจแล้วก็ลงมือทันที ลั่วหงขยับไปยืนข้างหลังสหายทั้งสี่อย่างเงียบเชียบ พร้อมกับวางเส้นทางหลบหนีที่เร็วที่สุดไว้ในหัว
ถ้ำเซียนของหลี่หัวหยวนอยู่หลังม่านน้ำตก ภายในตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตา นกส่งเสียงร้องบุปผาส่งกลิ่นหอม อบอวลไปด้วยปราณวิญญาณทุกหนแห่ง ทำให้ลั่วหงได้สัมผัสทิวทัศน์อันรุ่งโรจน์ของตระกูลเซียนอย่างแท้จริง ในใจยิ่งคาดหวังต่อการฝึกเซียนมากขึ้น
"เหล่านี้คือโอสถบำรุงร่างกายและหล่อเลี้ยงธาตุ พวกเจ้าเอาไปคนละขวด หลังจากเข้าหุบเขาแล้วจงตั้งใจฝึกฝน อย่าได้ก่อเรื่อง หากมีผู้สามารถบรรลุขอบเขตสร้างรากฐานได้ ข้าจะรับผู้นั้นเป็นศิษย์แน่นอน
เอาล่ะ ไปได้"
หลี่หัวหยวนมีท่าทีเฉยเมยต่อพวกลั่วหง พบหน้าหนึ่งครั้ง มอบโอสถให้ แล้วก็ไล่ไป
ในคำพูดยังแฝงความหมายว่า ก่อนจะสร้างรากฐานได้ ห้ามแอบอ้างชื่อเสียงของเขาไปใช้อย่างเด็ดขาด
เด็กหนุ่มทั้งสี่นั้นยังรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจและหวาดกลัว แต่ลั่วหงกลับเข้าใจเหตุผลดี
หลี่หัวหยวนสำเร็จแกนทองคำมาก็หลายสิบปีแล้ว ต่อให้มีการแนะนำแค่ห้าคนในทุกสิบปี ลูกหลานในตระกูลที่เขาชี้แนะให้เข้าหุบเขาก็ปาเข้าไปเลขสองหลักแล้ว แต่ในบรรดาศิษย์ของเขากลับไม่มีใครมาจากตระกูลหลี่เลยสักคน เห็นได้ชัดว่าเขาผิดหวังต่อลูกหลานของตนเองเพียงใด
การพบหน้า ก็เป็นแค่การทำตามหน้าที่เท่านั้น
ในโลกเซียนที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก หากไม่สร้างรากฐานแล้วจะอยู่ในสายตาของผู้ฝึกตนขอบเขตแกนทองคำได้อย่างไร
"บรรพชน ตั้งแต่ผู้เยาว์ทราบว่าจะได้เข้าบำเพ็ญเพียรในหวงเฟิงกู่ ก็ดีใจจนเนื้อเต้นทุกวี่วัน สำนึกในบุญคุณของบรรพชนทุกค่ำคืน วันนี้จึงบังอาจนำสมุนไพรวิญญาณที่ตระกูลเพาะเลี้ยงมาหลายชั่วคนเพื่อมอบให้ขอรับ"
ผู้ฝึกตนขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นต้นคนหนึ่งได้เข้าพบผู้ฝึกตนขอบเขตแกนทองคำได้ นี่ก็นับเป็นวาสนาครั้งหนึ่งแล้ว ลั่วหงเตรียมตัวมาแต่เนิ่นๆ โดยเกลี้ยกล่อมปู่ที่เป็นผู้นำตระกูลไว้ก่อนแล้ว เพื่อให้หลานชายผู้นี้ได้เดิมพันเพื่ออนาคต
"อืม ความกตัญญูน่านับถือ แต่สมุนไพรวิญญาณทั่วไปไม่มีประโยชน์ต่อผู้ฝึกตนขอบเขตแกนทองคำ เจ้าไม่ต้องเอาออกมาหรอก"
หลี่หัวหยวนลูบเครายาวนั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่รู้สึกรู้สากับคำเยินยอของลั่วหงเลยสักนิด
ตาแก่ เจ้าไม่เห็นกระต่ายก็คงไม่ปล่อยเหยี่ยวสินะ วันนี้ข้าจะทำให้เจ้ารู้จักกฎแห่งความหอมหวน*!
"ขออภัยที่ผู้เยาว์มีความรู้น้อยนัก นึกไม่ถึงว่าแม้แต่ดอกจื่อหยางที่มีตบะห้าร้อยปีก็ยัง..."
"เจ้าว่ากระไรนะ?! ดอกจื่อหยางห้าร้อยปี?! รีบเอามาให้ข้าดู!"
หลี่หัวหยวนประหลาดใจระคนยินดี หากเป็นดอกจื่อหยางห้าร้อยปีจริง ย่อมมีประโยชน์มหาศาลต่อเขา
โอสถที่หลอมจากดอกไม้นี้ ไม่เพียงช่วยในการบำเพ็ญเพียรของเขา แต่ยังช่วยชดเชยพลังวัตรที่เสียไปจากการหลอมแก่นเหล็กตลอดหลายสิบปีได้อีกด้วย
ลั่วหงไม่รอช้า หยิบกล่องหยกออกมาจากถุงสมบัติ
เพียงหลี่หัวหยวนกางฝ่ามือขวาออก กล่องหยกนั้นก็ถูกดูดเข้าไปในฝ่ามือของเขา
"ดี! ดี! โอสถนี้ดียิ่งนัก! เจ้าเด็กคนนี้ช่างฉลาดยิ่งนัก รีบว่ามา เจ้าอยากได้สิ่งใด แต่อย่าได้พูดคำไร้สาระอย่างไม่ต้องการสิ่งใดเป็นอันเชียว"
หลี่หัวหยวนตรวจสอบดอกจื่อหยางแล้วก็พึงพอใจอย่างมาก วาจาที่พูดกับลั่วหงจึงดูเป็นกันเองขึ้นมาก
"ไม่ปิดบังท่านบรรพชน ผู้เยาว์อยากขอปันโอสถบัวขาวสักสองสามขวดกับแผ่นค่ายกลรวบรวมวิญญาณธาตุน้ำสักชุดขอรับ"
ลั่วหงไม่ปิดบังความต้องการของตนเอง กระต่ายย่อมไม่มีทางปล่อยให้สิงโตติดค้างน้ำใจอยู่แล้ว
"โอสถบัวขาว? ฮ่าๆ เจ้าเด็กคนนี้ช่างเหมือนข้าอยู่บ้าง
เอาไป นี่คือของที่เจ้าต้องการ ข้าจะมอบศิลาวิญญาณให้อีกหนึ่งร้อยก้อน ไว้ให้เจ้าใช้ขับเคลื่อนแผ่นค่ายกล"
หลี่หัวหยวนสะบัดแขนเสื้อ ของวิญญาณเหล่านั้นก็พุ่งเข้าไปในถุงสมบัติของลั่วหงพร้อมกับแสงวิญญาณ
……
หลังจากออกมาจากถ้ำเซียนของหลี่หัวหยวน หลิวจิงก็พาลั่วหงและคนอื่นๆ ไปผ่านขั้นตอนการรับศิษย์ของหวงเฟิงกู่ จากนั้นตอนที่แจกแจงหน้าที่รับผิดชอบ เขาก็เจตนารั้งลั่วหงไว้เป็นคนสุดท้าย
"อาจารย์อามีคำสั่งอันใดหรือ"
ลั่วหงสงสัยเล็กน้อย หลิวจิงผู้นี้เกลียดความชั่วร้ายเป็นที่สุด เป็นคนเที่ยงธรรมที่หาได้ยากในหมู่ผู้ฝึกตน ไม่น่าจะโลภอยากได้ของที่เขาเพิ่งแลกมาหรอก
คงจะ... ไม่มั้ง
"ศิษย์หลานลั่ว ครั้งนี้ต้องขอบใจเจ้ามาก"
"เมื่อหลายสิบปีก่อนท่านอาจารย์แพ้พนันผู้อื่น จึงถูกบีบให้ต้องสิ้นเปลืองไฟโอสถหลอมแก่นเหล็ก ทำให้พลังวัตรเสียหายไปบ้าง ข้าในฐานะศิษย์มักกังวลเรื่องนี้อยู่เสมอ"
"แม้ศิษย์หลานไม่รู้เรื่องนี้ แต่ก็นับว่าช่วยข้าปลดเปลื้องความกังวลในใจไปได้เปราะหนึ่ง"
หลิวจิงตบไหล่ลั่วหง รู้สึกว่าศิษย์ใหม่คนนี้ดูเจริญหูเจริญตาขึ้นมาก
หือ? ที่แท้เขาก็อยากจะพูดเรื่องนี้
จริงๆ แล้วข้าไม่เพียงรู้เรื่องนี้ ข้ายังรู้อีกว่าอีกไม่นานอาจารย์ของท่านก็ต้องแพ้อีกรอบ
"ศิษย์หลานยอมสละสมุนไพรวิญญาณประจำตระกูลเพื่อการฝึกเซียน เห็นได้ว่าจิตใจมุ่งมั่นต่อมรรคาวิถียิ่งนัก อาจารย์อาอย่างข้าจึงจงใจเลือกหน้าที่การงานที่สบายหน่อยไว้ให้เจ้า เพื่อจะได้สะดวกต่อการบำเพ็ญเพียร ตามข้ามาเถิด"
ครั้งนี้ข้าคงมองวิญญูชนในแง่ร้ายเกินไปแล้ว
เมื่อได้ฟังวาจานี้ของหลิวจิง ลั่วหงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกละอายใจ และเกิดความรู้สึกดีต่อเขาขึ้นมาอย่างมาก
เมื่อเขาถูกลมเย็นพัดผ่านขณะเหาะเหินเดินอากาศอยู่ แสงแห่งปัญญาพลันวาบขึ้นในหัว ดวงตาเบิกกว้างและเป็นประกายขึ้นมาทันที
ดีเยี่ยม!
แผนการนี้เหมาะที่สุดที่จะใช้ผูกมิตรกับคนขี้ระแวง ได้เรียนรู้อีกแล้ว ได้เรียนรู้แล้ว!
--------------------
*กฎแห่งความหอมหวน (真香定律) เป็นศัพท์แสลงจากอินเทอร์เน็ตจีนที่มีที่มาจากมีม หมายถึงสถานการณ์ที่ใครบางคน "กลืนน้ำลายตัวเอง" หรือการที่ตอนแรกปฏิเสธสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างแข็งขัน (หรือดูถูกสิ่งนั้นไว้) แต่สุดท้ายกลับยอมรับสิ่งนั้นอย่างเต็มใจและมีความสุขกับมัน จนต้องอุทานว่า “หอมจริงๆ”