- หน้าแรก
- The Ultimate Student สุดยอดนักเรียนสมองอัจฉริยะ
- บทที่ 1541 (663) เด็กสมัยนี้…
บทที่ 1541 (663) เด็กสมัยนี้…
บทที่ 1541 (663) เด็กสมัยนี้…
บทที่ 1541 (663) เด็กสมัยนี้… (ตอนฟรี)
“ปะป๊าคะกล่อมหนูนอนหน่อยได้ไหม?” เหยาเหยาเงยหน้ามองจี้เฟิง พลางดึงขากางเกงของเขาไว้ด้วยแววตาคาดหวัง
“ได้สิ!” จี้เฟิงพยักหน้า ในใจแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก การกล่อมเด็กนอนน่ะไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ขอแค่ยัยหนูไม่ดื้อไม่ซน ไม่ร้องไห้โยเยจะเอาแม่ให้ได้ก็พอ
หลังจากที่ได้คุยโทรศัพท์กับฉินซูเจี๋ย อารมณ์ของเหยาเหยาก็ดีขึ้นมาก และไม่ถามเซ้าซี้อีกว่าเมื่อไหร่แม่จะกลับมา สงสัยว่าฉินซูเจี๋ยคงจะบอกในโทรศัพท์แล้วว่า เธอกำลังยุ่งอยู่ อีกสักพักใหญ่ถึงจะกลับมาได้
อันที่จริงเดิมทีเหยาเหยาก็ไม่ใช่เด็กที่ชอบร้องไห้อาละวาดอยู่แล้ว เพียงแต่จี้เฟิงกลัวว่าหากเธอเริ่มคิดถึงแม่หนักเข้าจนร้องไห้โฮขึ้นมาจริงๆ เขาเองก็คงไม่รู้เหมือนกันว่าจะกล่อมยังไง
เพราะฉะนั้นเมื่อเห็นเด็กน้อยเล่นสนุกอย่างมีความสุข จนเสียงหัวเราะใสๆดังระงมไปทั่วห้องนั่งเล่น โดยรวมแล้วจี้เฟิงจึงรู้สึกว่าเหยาเหยาเป็นเด็กที่รู้ความพอสมควร
ซึ่งนี่อาจจะเกี่ยวข้องกับประสบการณ์การเติบโตของเธอด้วย
เนื่องจากปกติฉินซูเจี๋ยงานยุ่งมาก และที่บ้านก็มีแค่เธอคนเดียวที่ต้องจัดการทุกอย่างทั้งในบ้านและนอกบ้าน ช่วงเวลาแบบนี้เธอจึงทำได้เพียงฝากเหยาเหยาไว้ให้พี่เลี้ยงคอยดูแล อย่างเช่นป้าจางในเมื่อก่อน
แน่นอนว่าตอนนี้ที่บ้านของฉินซูเจี๋ย มีกันอยู่แค่สองคนแม่ลูก และยังไม่ได้จ้างพี่เลี้ยงคนใหม่ หลังจากผ่านเรื่องของป้าจางมา ความระแวดระวังของฉินซูเจี๋ยยังไม่จางหายไป จนถึงตอนนี้ เธอไม่กล้าจ้างพี่เลี้ยงง่ายๆอีกแล้ว ขนาดคนที่อยู่ด้วยกันมานานขนาดนั้นสุดท้ายยังทำเรื่องแบบนั้นลงไปได้ แล้วนับประสาอะไรกับพี่เลี้ยงคนใหม่ที่เพิ่งมา ใครจะกล้าไว้ใจ?
ด้วยเหตุนี้เวลาที่ฉินซูเจี๋ยจะได้อยู่เป็นเพื่อนเหยาเหยาจึงยิ่งน้อยลงไปอีก ช่วงที่งานยุ่งมากๆเธอก็ทำได้เพียงส่งเด็กน้อยไปไว้ที่โรงเรียนอนุบาล เหยาเหยาจึงปรับตัวกับการที่แม่ไม่อยู่ข้างกายได้เร็วกว่าเด็กทั่วไปมาก และเธอก็เข้าใจความหมายของคำว่า ‘แม่ต้องทำงานไม่มีเวลามาหา’ ได้อย่างง่ายดาย
เมื่อเห็นเช่นนั้นจี้เฟิงก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก สำหรับตอนนี้ แค่การกล่อมเด็กนอนนั้นเป็นเรื่องง่ายมาก
ทว่าประโยคต่อมากลับทำให้จี้เฟิงถึงกับเสียหลัก จนเกือบจะทำเหยาเหยาร่วงหลุดมือ
“เหยาเหยาอยากให้พี่เล่ยเล่ยกับพี่หยูซวนนอนเป็นเพื่อนด้วย!” เหยาเหยากล่าวเสริม
“ได้สิ ให้พี่สาวสองคนมาช่วยกันกล่อมเข้านอนใช่ไหมครับ?” จี้เฟิงถามยิ้มๆ
เขารู้ว่าเหยาเหยาชอบให้คนกล่อมเข้านอนที่สุด ตอนที่อยู่บ้านฉินซูเจี๋ย ยัยหนูก็เคยขอให้เขาและฉินซูเจี๋ยช่วยกันกล่อมเธอนอนมาแล้ว
“หนูจะนอนกับพวกพี่เขาค่ะ!” ใครจะไปนึกว่าเหยาเหยาจะมามุกนี้
“...หือ?” จี้เฟิงมึนไปชั่วขณะ อะไรคือการนอนกับพวกเธอ?
“เหยาเหยาอยากให้พี่เล่ยเล่ยกับพี่หยูซวนนอนเป็นเพื่อนหนู!” เหยาเหยามองถงเล่ยและเซียวหยูซวนที่นั่งอยู่บนโซฟาด้วยแววตาเปี่ยมความคาดหวัง
“หา?” จี้เฟิงอึ้ง
จากนั้นเขาก็เริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา ยัยหนูคนนี้คิดจะมาแย่งที่ของเขาเหรอ? การได้นอนกับถงเล่ยและเซียวหยูซวนน่ะมันเป็นสิทธิ์ของเขาชัดๆ ยัยหนูนี่จะมาแทรกได้ไง?!
เขาจึงรีบทำหน้าดุใส่ทันที “ไม่ได้นะ พี่ๆเขาเหนื่อยกันมากแล้ว ต้องพักผ่อนให้เต็มที่ พรุ่งนี้จะได้มีแรงเล่นด้วยไง ไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้หนูคงต้องเล่นคนเดียวแล้วล่ะ!”
“ปะป๊าโกหก พรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์ พี่ๆเขามีเวลา...” เหยาเหยาเถียง
จี้เฟิงเริ่มปวดหัว “ถึงมีเวลาก็อาจจะไม่มีแรงนะเหยาเหยา เป็นเด็กดีนะ เดี๋ยวปะป๊าไปส่งนอนไง โอเคไหม?”
“......” เหยาเหยาทำปากจู๋ มองจี้เฟิงด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความน้อยใจและไม่ยอมพูดอะไร
พรูด~~!
เซียวหยูซวนหลุดขำออกมาทันที แม้แต่ถงเล่ยเองก็อดไม่ได้ที่จะเม้มปากยิ้มบางๆ
ตอนนี้ใบหน้าของเหยาเหยาดูน่าสงสารเหลือเกิน เธอทำปากจู๋คอยเงยหน้ามองจี้เฟิงเป็นพักๆ แต่ดวงตากลับแอบกลอกไปมา... ท่าทางแบบนี้มันน่ารักเกินไปแล้ว!
จี้เฟิงเองก็อดหัวเราะไม่ได้ “ยัยหนูนี่ ตัวแค่นี้หัดเล่นละครเป็นแล้วเหรอ?”
เขาย่อมดูออกว่าความน้อยใจของเหยาเหยาน่ะคือการแกล้งทำ ยัยหนูคนนี้ทำเอาคนพูดไม่ออกจริงๆ จี้เฟิงพบว่านอกจากความน่ารักแล้ว เธอยังมีนิสัยที่ฉลาดแกมโกงแฝงอยู่ด้วย
“อืม ลูกสาวฉันนี่ไม่เบาเลยนะเนี่ย โตไปต้องเป็นสุดยอดนักต้มตุ๋นแน่!” จี้เฟิงหัวเราะเสียงดัง
“แต่เหยาเหยาอยากให้พี่เล่ยเล่ยกับพี่หยูซวน ไปนอนด้วยจริงๆนี่นา!” คราวนี้เหยาเหยาน้อยใจจริงๆแล้ว ที่เธอทำไปก็เพื่อให้ปะป๊าใจอ่อนทั้งนั้น...
แต่ด้วยความคิดแบบเด็กๆ เธอคงไม่เข้าใจว่านิสัยใจคอคนเรามันซับซ้อนแค่ไหน โบราณว่ากันว่า ‘เด็กสามขวบดูได้ถึงตอนแก่’ การจะดูว่าเด็กคนหนึ่งโตไปจะเป็นคนยังไง ให้สังเกตจากตอนเด็กนี่แหละ ซึ่งจะกำหนดนิสัยตอนโตได้เกือบทั้งหมด
แม้ว่าเมื่อโตขึ้นมีประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น นิสัยอาจจะดูซับซ้อนขึ้น แต่นิสัยดั้งเดิมตอนเด็กนั้นได้ฝังรากลึกเข้าไปในกระดูกแล้ว ไม่ว่ายังไงก็เปลี่ยนไม่ได้ อย่างมากที่สุดก็แค่ซ่อนมันไว้เท่านั้น
ขนาดตอนนี้เหยาเหยายังรู้จักแกล้งทำตัวน่าสงสาร เพื่อให้ได้ตามที่ต้องการ แล้วโตไปจะขนาดไหนกันเชียว?
“ไม่รู้เลยจริงๆว่า โตไปจะแสบได้ขนาดไหน!” จี้เฟิงส่ายหน้าหัวเราะอย่างเอ็นดู
“เอาล่ะๆ” เซียวหยูซวนลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า “จี้เฟิงเลิกแกล้งเหยาเหยาได้แล้ว ในเมื่ออยากให้ฉันกับเล่ยเล่ยไปนอนเป็นเพื่อน งั้นคืนนี้ให้เหยาเหยานอนกับฉันแล้วกันนะ”
“อย่ามาล้อเล่นน่า!” จี้เฟิงปรายตาไปมองเธอ “เธอยังไม่เคยมีประสบการณ์เลี้ยงเด็กนะ เดี๋ยวก็ได้วุ่นวายจนไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันพอดี”
“ไม่เป็นไรหรอกน่า~!” เซียวหยูซวนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“...ก็ได้” จี้เฟิงไม่พูดอะไรต่อ เพราะเขาสังเกตเห็นว่าเซียวหยูซวนดูจะไม่ได้คัดค้านเลย แถมดูเหมือน... เธอจะมีความรู้สึกอยากลองดูด้วยซ้ำ
จี้เฟิงเหมือนจะฉุกคิดอะไรบางอย่างได้ เขาอยากจะถามแต่ก็รู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะ เลยไม่ได้พูดออกไป
“เหยาเหยาจ๊ะ พี่พาไปนอนดีไหม?” เซียวหยูซวนอุ้มเหยาเหยามาจากอ้อมกอดของจี้เฟิง พลางหอมแก้มขาวนวลของยัยหนูฟอดหนึ่งแล้วถามยิ้มๆ
“อื้อ!” เหยาเหยาพยักหน้าหงึกๆแล้วก็หันไปมองถงเล่ย
“ไปนอนเถอะนะ” ถงเล่ยยิ้มบางๆนิสัยของเธอเป็นแบบนี้เอง ทั้งที่รู้ว่าเหยาเหยาอยากให้เธอไปนอนด้วยเหมือนกัน แต่เธอก็ไม่ได้อธิบายอะไรมากนัก
“ค่า!” เหยาเหยาแอบทำหน้าผิดหวังเล็กน้อย ทำได้เพียงปล่อยให้เซียวหยูซวนอุ้มขึ้นบันไดไป แต่ระหว่างที่ขึ้นไปเธอก็ยังเกยคางอยู่บนไหล่ของเซียวหยูซวน สายตายังคงจับจ้องไปที่ถงเล่ยไม่วางตา
ท่าทางแบบนั้นทำเอาจี้เฟิงหลุดขำออกมา
ตอนกลางวันที่เล่นด้วยกัน เหยาเหยาดูจะสนิทสนมกับถงเล่ยมาก จี้เฟิงเองก็ไม่รู้ว่าทำไม ตามหลักแล้วถงเล่ยเป็นคนไม่ค่อยพูด เด็กๆไม่น่าจะชอบอยู่ใกล้เธอนักสิ แต่ทำไมเหยาเหยาถึงได้ติดถงเล่ยขนาดนี้? บางทีอาจจะเป็นความรู้สึกที่ใสซื่อในตัวถงเล่ยที่ทำให้เหยาเหยาชอบก็ได้
จี้เฟิงได้แต่สันนิษฐานแบบนั้น แน่นอนว่าไม่ใช่เหยาเหยาไม่ชอบเซียวหยูซวน แต่จี้เฟิงดูออกว่าแม้จะชอบเซียวหยูซวน แต่เหยาเหยากลับดูจะสนิทใจกับถงเล่ยมากกว่า เหมือนเวลาที่เธออยู่กับแม่ที่สามารถทำตัวตามสบายยังไงก็ได้
“แก่แดดจริงๆ!” จี้เฟิงส่ายหน้าหัวเราะอย่างเอ็นดู เขาเดินมานั่งลงบนโซฟา
“เด็กคนนี้น่ะไม่ใช่แค่แก่แดดธรรมดานะ” ถงเล่ยเอ่ยเสียงเรียบ “ยัยหนูคนนี้ฉลาดมาก แถมความรู้สึกยังไวอีกด้วย รู้เรื่องรู้ราวไม่ใช่น้อยๆ อย่าไปดูถูกเชียวล่ะ!”
“ตัวยังไม่โตเท่าแมวเลย จะไปรู้อะไรได้มากมายกัน?” จี้เฟิงหัวเราะ
“นั่นแหละที่นายไม่รู้ เด็กสมัยนี้น่ะรู้ไปหมดทุกเรื่องแหละ” ถงเล่ยเม้มปากยิ้ม “วันก่อนฉันคุยกับเพื่อนในหอพักคนหนึ่ง เธอเล่าเรื่องหลานสาวตัวเล็กๆให้ฟัง อายุแค่สี่ห้าขวบพอๆกับเหยาเหยานี่แหละ”
“ทำไมเหรอ?” จี้เฟิงถามยิ้มๆ
“เพื่อนฉันเล่าว่า ยัยหนูคนนั้นชอบดูละครรักๆใคร่ๆในทีวีมาก มีครั้งหนึ่งพอดูถึงตอนจบ ยัยหนูก็ร้องไห้ฟูมฟายน้ำตานองหน้าเลยล่ะ” ถงเล่ยเล่าขำๆ
“ร้องไห้เพราะเสียดายที่มันจบแล้วเหรอ?” จี้เฟิงหัวเราะ เขาเข้าใจความรู้สึกนั้นดี เหมือนตอนเด็กๆถ้าได้กินของอร่อยเขาก็จะเสียดายไม่อยากให้มันหมด ความรู้สึกนั้นเขายังจำได้ติดตาจนถึงตอนนี้
“เพื่อนฉันก็ถามแบบนี้เหมือนกัน คุณทายสิว่ายัยหนูตอบว่ายังไง” รอยยิ้มบนใบหน้าสวยใสของถงเล่ยเริ่มกว้างขึ้น
“ตอบว่าไงล่ะ?” ความอยากรู้ของจี้เฟิงเริ่มทำงาน ดูจากท่าทางของถงเล่ยแล้ว คำตอบของเด็กคนนั้นคงมีเรื่องชวนขำแน่ๆ
“ยัยหนูคนนั้นร้องไห้สะอึกสะอื้นแล้วตอบว่า ‘ในที่สุดพระเอกก็หาเนื้อคู่ที่แท้จริงเจอเสียที พวกเขาช่างลำบากกันเหลือเกินนะคะ...’”
“............” จี้เฟิงอ้าปากค้างไปพักใหญ่กว่าจะหุบลง
เสี่ยวอิงและหานเซิ่นที่นั่งเงียบอยู่ข้างๆมาตลอด ต่างก็สบตากันแล้วแอบหัวเราะเบาๆ
“...ให้ตายสิ!” จี้เฟิงทำสีหน้าแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก เขานิ่งไปพักใหญ่ถึงจะตั้งสติได้ “นี่มันไม่ถูกนะ เด็กตัวแค่นั้นจะไปรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง?”
“ถึงได้บอกไงว่าอย่าไปดูถูกเด็กสมัยนี้~~” ถงเล่ยยิ้มขำ “เด็กยุคนี้เขารู้เรื่องกันหมดแล้วจริงๆ”
“ทีวีนั่นแหละตัวดี!” จี้เฟิงส่ายหน้าอย่างจนใจ เรื่องที่ถงเล่ยเล่ามานั้นความผิดไม่ใช่ที่ตัวเด็กแน่นอน เพราะตอนเกิดมาเด็กก็ไม่รู้อะไรเลย ทุกอย่างล้วนเรียนรู้มาจากภายนอกทั้งนั้น แหล่งซึมซับที่สำคัญที่สุด ก็น่าจะมาจากการศึกษาของพ่อแม่ และรายการต่างๆในโทรทัศน์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายการทีวีในสมัยนี้ แทบไม่มีอะไรที่เด็กดูได้จริงๆเลย ตราบใดที่เป็นคนแสดงก็มักจะมีปัจจัยที่ไม่เหมาะสมสอดแทรกอยู่เสมอ แม้แต่การ์ตูนที่เด็กชอบดูก็ยังมีสิ่งไม่เหมาะสมอยู่ไม่น้อย ลองคิดดูสิเปิดทีวีไปที่ไหนก็มีแต่เรื่องรักๆใคร่ๆ มีฉากพลอดรักกัน เด็กจะไม่เรียนรู้จนเสียคนได้ยังไง?
“ถ้าอนาคตมีลูก ไม่ว่าจะเป็นลูกชายหรือลูกสาว ฉันจะไม่มีทางอนุญาตให้ดูรายการที่คนแสดงเด็ดขาด ส่วนการ์ตูนก็ต้องเลือกให้ดีก่อนดูด้วย!” จี้เฟิงกล่าว “ถ้าเป็นไปได้นะ อยากจะส่งไปโตที่บ้านนอกสักสองสามปี กิจกรรมในเมืองมันน้อยเกินไป”
เรื่องนี้จี้เฟิงซึ้งใจดี ในเมืองก็มีแค่ลานของเล่น ดูทีวี เล่นเกม หรือนานๆทีจะได้ออกไปเที่ยวข้างนอกบ้าง แต่ในชนบทมันต่างออกไป เด็กๆสามารถไปขุดหัวมันตามทุ่งนา ลงแม่น้ำไปจับปลา แทงกบตามสระน้ำ... กิจกรรมพวกนี้มันเยอะมากจริงๆ และไม่ได้ส่งผลเสียต่อร่างกายและจิตใจของเด็กด้วย
“เด็กๆน่ะก็เหมือนกับสัตว์ตัวเล็กๆนั่นแหละ พวกที่เลี้ยงแบบขังไว้ในกรง ไม่มีทางสู้พวกที่เลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติได้หรอก!” จี้เฟิงกล่าวสรุปทิ้งท้ายยิ้มๆ
ถงเล่ยที่อยู่ข้างๆหันมามองเขาแวบหนึ่ง เหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายเธอก็ยั้งคำพูดนั้นไว้
....จบบทที่ 1541~