- หน้าแรก
- The Ultimate Student สุดยอดนักเรียนสมองอัจฉริยะ
- บทที่ 1538 (660) เจตจำนงในการร่วมทุนกับหรงเผิง (ตอนฟรี)
บทที่ 1538 (660) เจตจำนงในการร่วมทุนกับหรงเผิง (ตอนฟรี)
บทที่ 1538 (660) เจตจำนงในการร่วมทุนกับหรงเผิง (ตอนฟรี)
บทที่ 1538 (660) เจตจำนงในการร่วมทุนกับหรงเผิง
“เธอจะบุกตลาดอุตสาหกรรมรถยนต์? หรือเครื่องจักรกลหนัก? หรือว่าอย่างอื่นล่ะ?” ดวงตาของหรงเผิงยิ่งเป็นประกายมากขึ้นเรื่อยๆ เขามองออกว่าจี้เฟิงไม่ได้พูดเล่นๆ ไม่แน่ว่าอาจจะมีโครงการยักษ์ใหญ่เตรียมจะลงสนามเร็วๆนี้จริงๆ!
จี้เฟิงหัวเราะ “ลุงเผิงครับอย่าเพิ่งรีบสิ ตอนนี้ผมแค่มีโครงร่างคร่าวๆในหัวเท่านั้น แผนการที่ชัดเจนยังไม่มีเลย คงทำได้แค่ร่างไว้ในใจก่อน แต่ลุงเผิงวางใจได้ครับ ถ้าโครงการนี้เริ่มเมื่อไหร่ ผมไม่ลืมส่วนของลุงแน่นอน!”
พูดจบเขาก็อดไม่ได้ที่จะกระเซ้าไปหนึ่งประโยค “ลุงเผิงครับ ผมยังหมายตาเงินทุนก้อนโตในมือลุงอยู่นะ!”
“หึๆ...”
หรงเผิงหัวเราะร่าทันที “มีคำนี้จากปากเธอ ฉันก็สบายใจแล้ว แต่ว่าเงินทุนในมือฉันก็ไม่ได้มีมากมายอะไรหรอกนะ...”
“นี่เพิ่งจะเริ่มต้น ลุงเผิงก็จะเริ่มบ่นว่ายากจนใส่ผมแล้วเหรอครับ?” จี้เฟิงหัวเราะ
ทั้งคู่ต่างพากันหัวเราะออกมา
จี้เฟิงรู้ดีว่าสิ่งที่หรงเผิงพูดมานั้นเป็นเพียงมุกตลก ส่วนตัวเลขที่แน่นอนว่าหรงเผิงมีเงินทุนอยู่เท่าไหร่นั้น จี้เฟิงไม่รู้ชัด แต่ถ้าเป็นตัวเลขโดยประมาณล่ะก็เขาก็พอจะเดาออก
ไม่ต้องดูอื่นไกลแค่หุ้นเดิมที่หรงเผิงถืออยู่ในหรงเผิงกรุ๊ป รวมกับเงินสะสมตลอดหลายปีที่ผ่านมา อย่างน้อยๆก็ต้องมีหลักพันล้านหยวนขึ้นไป
หรือเผลอๆอาจจะถึงหมื่นล้านก็เป็นได้!
ความจริงที่จี้เฟิงเลือกคุยกับหรงเผิงเรื่องอุตสาหกรรมเครื่องจักร ก็เพราะเขากำลังหมายตาเงินทุนมหาศาลในมือหรงเผิงนั่นเอง
หากคิดจะก้าวเข้าสู่แวดวงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหนัก ลำพังแค่เงินทุนหนึ่งถึงสองพันล้านของเถิงเฟยกรุ๊ปนั้นยังไม่พอแน่ๆ ต่อให้เอาทั้งกลุ่มบริษัทไปจำนองกับธนาคารเพื่อกู้เงินมา ก็ยังไม่แน่ว่าจะเพียงพอ!
ยิ่งไปกว่านั้น เงินทุนเหล่านี้ไม่สามารถดึงออกมาใช้ได้ทั้งหมด เพราะเถิงเฟยกรุ๊ปเองก็ต้องการการพัฒนา เงินทุนหมุนเวียนและเงินสำรองเผื่อกรณีฉุกเฉินยังเป็นสิ่งจำเป็น
ดังนั้นการดึงเงินทุนจากภายนอกเข้ามาจึงถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ เงินทุนภายนอกนั้นเชื่อถือได้แค่ไหน และจะดึงมาจากแหล่งใด
เพราะจี้เฟิงมั่นใจได้เลยว่า หากมีการดึงทุนภายนอกเข้ามา มันต้องเป็นเม็ดเงินมหาศาล ที่อาจจะมากกว่าเงินลงทุนของเถิงเฟยกรุ๊ปเองด้วยซ้ำ หากเงินทุนภายนอกนั้นเกิดความไม่แน่นอน หรือถูกถอนออกไปกะทันหัน นั่นอาจหมายถึงความหายนะของธุรกิจได้เลย!
ดังนั้นจี้เฟิงจึงจำเป็นต้องหาคนที่ไว้ใจได้มาร่วมมือกัน และหรงเผิงก็คือตัวเลือกที่น่าเชื่อถือที่สุด!
“เสี่ยวเฟิงเมื่อกี้ฉันแค่ล้อเล่นนะ!” หรงเผิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เอาแบบนี้โครงการลงทุน เธอเป็นคนเลือก ส่วนงานที่เหลือเรามาช่วยกันทำ ต้องการเงินทุนเท่าไหร่ก็บอกมาได้เลย ยังไงซะเงินพวกนั้นวางไว้ในธนาคารค่าของมันก็ลดลงเรื่อยๆ ฉันเห็นแล้วก็ปวดใจ!”
จี้เฟิงพยักหน้ายิ้มๆ แม้คำพูดของหรงเผิงจะดูเหมือนติดตลก แต่มันคือเรื่องจริง
ที่ใครๆมักพูดกันว่าเงินในสมัยนี้ ไม่ค่อยมีค่านั่นคือคำพูดทั่วไป แต่ถ้าจะพูดให้เป็นมืออาชีพกว่านั้นก็คือ เงินหยวนกำลังเสื่อมค่าลง!
ตัวอย่างง่ายๆของที่เคยซื้อได้ด้วยเงินหนึ่งร้อยหยวนเมื่อสิบปีก่อน ตอนนี้อาจต้องใช้เงินสองร้อย สามร้อย หรือมากกว่านั้นถึงจะซื้อได้!
การฝากเงินไว้ในธนาคาร ดอกเบี้ยที่ได้กลับมานั้นเทียบไม่ได้เลยกับอัตราเงินเฟ้อ ดังนั้นคนที่มีเงินเย็นจึงพยายามหาทางลงทุน เพื่อให้เงินที่หามาด้วยความยากลำบากไม่เสื่อมมูลค่าลง
และหรงเผิงเองก็คงจะร้อนใจยิ่งกว่า เพราะเงินในมือเขามันเป็นตัวเลขระดับดาราศาสตร์ แค่วางไว้เฉยๆมูลค่าที่หายไปในแต่ละปี ก็เป็นเงินที่คนทั่วไปทำงานหลายสิบชาติก็หาไม่ได้แล้ว
หรงเผิงไม่ร้อนใจสิแปลก!
จี้เฟิงยิ้มแล้วกล่าว “ลุงเผิงครับ งั้นเรื่องนี้เราตกลงกันตามนี้ก่อน ถ้ามีโครงการที่เหมาะสมเมื่อไหร่ ผมจะรีบแจ้งลุงทันที!”
“งั้นฉันจะรอฟังข่าวดีนะ!” หรงเผิงหัวเราะ
จี้เฟิงพยักหน้าพลางสังเกตเห็นแสงแดด ที่ส่องผ่านม่านเริ่มสลัวลง เขาจึงยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู
“ในเมื่อตกลงกันได้แล้ว ผมคงไม่รบกวนนานกว่านี้ครับ อีกเดี๋ยวฟ้าก็จะมืดแล้ว” จี้เฟิงขอตัวลากลับ
“คุณชายจี้ อยู่ทานมื้อค่ำด้วยกันก่อนสิคะ” หรงซูเยี่ยนเอ่ยชวน
จี้เฟิงโบกมือยิ้มๆ “เวลาทานข้าวมีอีกเยอะครับ ไว้รอเรื่องนี้คลี่คลายก่อน เราค่อยไปฉลองกันยังไงก็ได้ ตอนนี้ระมัดระวังตัวไว้ก่อนจะดีกว่า!”
“เสี่ยวเฟิงพูดถูก!” หรงเผิงพยักหน้าเห็นด้วย “งั้นเอาตามนี้เถอะ เดี๋ยวฉันลงไปส่งข้างล่างนะ”
“งั้นก็รบกวนลุงเผิงด้วยครับ!” จี้เฟิงไม่ได้ปฏิเสธอย่างเกรงใจแต่พยักหน้าตกลง
“ฉันไปด้วยค่ะ!” หลี่ลู่หนานพูดขึ้นมาบ้าง
จี้เฟิงเหลือบมองเธอพลางยิ้มยั่ว “ไม่กลัวโดนฉันรังแกอีกเหรอ?”
หลี่ลู่หนานหน้าแดงระเรื่อ “กล้าก็ลองดูสิ! คอยดูนะฉันจะหักขานายให้ขาดเลย! อีกอย่างใครรังแกใครกันแน่ มันยังไม่แน่หรอก!”
“หึ!” จี้เฟิงอดไม่ได้ที่จะหลุดขำ
“คุณชายจี้ ฉันไปด้วยคนค่ะ” หรงซูเยี่ยนกล่าว “ยังไงอยู่ในตึกนี้ก็ไม่มีอันตรายอะไรอยู่แล้ว ฉันจะไปส่งคุณแค่ชั้นล่าง”
“ตกลงครับ!” จี้เฟิงพยักหน้า
ทุกคนเดินออกจากห้องทำงาน ตรงระเบียงทางเดินจี้เฟิงและหรงเผิงเดินนำอยู่ข้างหน้า คนอื่นๆต่างพากันเว้นระยะห่างตามหลังมาไม่กี่ก้าวโดยอัตโนมัติ เพราะพวกเขามองออกว่าจี้เฟิงและหรงเผิงยังมีเรื่องต้องคุยกัน
“เสี่ยวเฟิงอุตสาหกรรมเครื่องจักรน่ะ มันไม่ได้ทำง่ายๆเลยนะ” หรงเผิงกระซิบเสียงเบา
เมื่อกี้ในห้องทำงานต่อหน้าคนหมู่มาก หรงเผิงไม่อยากราดน้ำเย็นรดใส่จี้เฟิงเพราะต้องรักษาหน้าให้เขา แต่ตอนนี้มีกันแค่สองคน หรงเผิงจึงพูดความจริงตามที่เขารู้
“ตอนนี้ในประเทศเรา อุตสาหกรรมเครื่องจักรน่ะทำกำไรได้ดีมากจริงๆ เช่น รถยนต์ รถเฉพาะทาง หรือรถก่อสร้างต่างๆ รวมไปถึงพวกอะไหล่และสายการผลิตสินค้าพวกนี้ล้วนทำเงินมหาศาล! แต่ถ้าจะพูดถึงแบรนด์ในประเทศ คนที่กำไรจริงๆน่ะมีไม่มากหรอก หรือต่อให้มีก็ไม่ได้เยอะอะไร ตลาดส่วนใหญ่ยังคงถูกควบคุมโดยบริษัทต่างชาติ”
หรงเผิงอธิบายต่อเสียงเบา “เมื่อก่อนลุงก็เคยคิดจะบุกอุตสาหกรรมเครื่องจักรแบบเต็มตัวเหมือนกัน เตรียมจะทำแบรนด์ของตัวเองในตลาดรถยนต์ แต่ด้วยสถานการณ์ในประเทศสำหรับเอกชนอย่างพวกเรา มันไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่ ลุงคิดทบทวนดูแล้วเลยต้องล้มเลิกความคิดนั้นไป”
จี้เฟิงพยักหน้า “ลุงเผิงครับ เรื่องที่ลุงพูดมาผมเข้าใจดีครับ”
“เพราะอย่างนั้นเธอถึงต้องคิดให้รอบคอบก่อนลงมือไง!” หรงเผิงเตือน “ตอนนี้เถิงเฟยกรุ๊ปกำลังอยู่ในช่วงเติบโตอย่างรวดเร็ว ในช่วงนี้ห้ามผิดพลาดเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นแรงส่งที่กำลังมาแรงจะหยุดชะงักทันที และถ้าจะกลับมาเติบโตเร็วแบบนี้อีกครั้งมันจะยากมาก”
การบริหารธุรกิจโดยเฉพาะบริษัทใหญ่มันเป็นเช่นนี้
ในกระบวนการทำงานมันมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอ เพราะคนเราย่อมต้องเคยพลาด แต่นโยบายเชิงกลยุทธ์ระดับใหญ่นั้นห้ามพลาดเด็ดขาด เพราะความผิดพลาดประเภทนี้คืออันตรายถึงชีวิต
บริษัทขนาดมหึมาก็เปรียบเสมือนเรือสำเภาลำยักษ์ เมื่อเรือกำลังแล่นด้วยความเร็วสูง ทิศทางต้องถูกต้องแม่นยำ เพราะเมื่อเกิดความผิดพลาด การจะหยุดเรือหรือเปลี่ยนทิศทางมันไม่ใช่เรื่องง่าย และในระหว่างที่กำลังปรับทิศทางนั้น ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดปัญหาอย่างอื่นตามมา
จี้เฟิงตั้งใจฟังอย่างจริงจัง สิ่งที่หรงเผิงพูดมาคือประสบการณ์ที่สะสมมาครึ่งค่อนชีวิตในสมรภูมิธุรกิจ ซึ่งเป็นประสบการณ์อันล้ำค่า ที่ไม่มีวันหาเรียนได้จากตำราหรือในห้องเรียน!
“ลุงเผิงสบายใจได้ครับ ตอนนี้ผมยังไม่ได้ตัดสินใจ แต่ถ้าวันไหนผมตัดสินใจทำ นั่นหมายความว่าผมมั่นใจอย่างน้อยเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ผมจะไม่บุ่มบ่ามแน่นอนครับ!” จี้เฟิงยืนยัน
“แบบนั้นก็ดี!” หรงเผิงพยักหน้า
ความสุขุมรอบคอบของจี้เฟิงนั้น หรงเผิงมองเห็นมาตลอด ดังนั้นเขาจึงเชื่อมั่นในคำพูดของชายหนุ่ม
“แต่ถึงตอนนั้น ลุงเผิงคงต้องลำบากส่งบรรดายอดฝีมือในมือลุงออกมาช่วยพวกเรา วางแผนกลยุทธ์ด้วยนะครับ ลำพังแค่ผมคนเดียว สงสัยคงได้เจ๊งจนไม่เหลือแม้แต่กางเกงในแน่!” จี้เฟิงพูดติดตลก
“เรื่องแค่นี้เอง!” หรงเผิงตบอกรับคำ “เรื่องอื่นฉันอาจไม่กล้ารับประกัน แต่มีสองอย่างที่ฉันกล้าพูดเต็มปาก คือเรื่องบุคลากรและเงินทุน สองเรื่องนี้ไม่มีปัญหาแน่นอน!”
หรงเผิงไม่ได้คุยโว เขาเต็มใจควักเงินก้อนโตเลี้ยงดูคนเก่งๆไว้มากมาย ก็เพื่อรอวันที่ต้องใช้งานนี่แหละ แม้ตอนนี้จะยังไม่มีโครงการอะไรใหม่ๆ แต่เขาก็ยังจ่ายเงินเดือนให้ลูกน้องในราคาที่ไม่น้อยเลย
แค่ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ก็มหาศาลแล้ว แต่หรงเผิงกลับยอมทุ่มเงินลงไปโดยไม่กะพริบตา
และดูเหมือนว่าตอนนี้จะได้เวลาใช้งานคนเหล่านั้นแล้วจริงๆ!
“งั้นเอาตามนี้ครับ! ลุงเผิงส่งผมแค่นี้พอครับ!” เมื่อมาถึงโถงชั้นหนึ่ง จี้เฟิงจับมือกับหรงเผิงพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“คุณชายจี้...”
หรงซูเยี่ยนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกระซิบเบาๆ “เดินทางปลอดภัยนะคะ ระหว่างทางต้องระวังตัวด้วยนะ”
จี้เฟิงทำท่าทางสบายๆ เป็นเชิงบอกให้เธอวางใจ
“ไป๋จูฝากดูแลความปลอดภัยของซูเยี่ยนด้วยนะ แล้วถ้าไหวก็ช่วยดูแลลุงเผิงด้วย เผื่อมือปืนจะเปลี่ยนเป้าหมายไปเล่นงานลุงแทนเพราะจัดการซูเยี่ยนไม่ได้!” จี้เฟิงกำชับไป๋จูก่อนจะจากไป
“คุณชายวางใจได้ค่ะ ฉันรู้ว่าต้องทำยังไง!” ไป๋จูรับคำหนักแน่น
“อืม! ลำบากเธอแล้ว” จี้เฟิงพยักหน้า ก่อนจะหันไปหาหลี่ลู่หนาน “ส่วนเรื่องที่เหลือ ก็ต้องพึ่งเธอแล้วนะ!”
“ฉันเป็นตำรวจ นั่นเป็นหน้าที่ของฉันอยู่แล้ว!” หลี่ลู่หนานตอบด้วยความภาคภูมิใจ
จี้เฟิงยิ้มรับแล้วก้าวเดินออกไปทันที
ไป๋จูเดินไปส่งเขาจนถึงประตูบ้าน มองดูเขาขึ้นรถเตรียมจะขับออกไป
ในตอนนั้นเอง สีหน้าของไป๋จูก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน เพราะเธอเหลือบไปเห็นแสงแวบหนึ่ง สะท้อนมาจากหน้าต่างของร้านกาแฟฝั่งตรงข้าม...
วินาทีต่อมาไป๋จูพุ่งตัวออกไปอย่างสุดแรง เพราะเธอเห็นว่าแสงสะท้อนนั้นมันกำลังกวาดผ่านตัวจี้เฟิงไป!
หรือว่าจะมีสไนเปอร์เตรียมลงมือกับจี้เฟิง?!
ความคิดนี้ทำให้หัวใจของไป๋จูเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง เธอพุ่งเข้าไปข้างหน้าหวังจะกระโดดเข้าตะครุบตัวจี้เฟิงให้ล้มลงกับพื้นทันที!
...จบบทที่ 1538~