เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1537 (659) คนกันเอง? (ตอนฟรี)

บทที่ 1537 (659) คนกันเอง? (ตอนฟรี)

บทที่ 1537 (659) คนกันเอง? (ตอนฟรี)


บทที่ 1537 (659) คนกันเอง?

“ซูเยี่ยน ลุงเผิงครับ เรื่องมันคืบหน้าไปอย่างที่เห็น ตอนนี้เป้าหมายคร่าวๆเรายืนยันได้แล้ว เหลือแค่รอให้พวกมันลงมือ หรือไม่ก็รอให้เราหาหลักฐานเจอ จากนั้นค่อยรวบตัวได้เลย!” หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว จี้เฟิงก็เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของพวกคุณ ไป๋จูเก่งมากเธอต้องปกป้องพวกคุณได้แน่นอนครับ”

“เสี่ยวเฟิงเธอทำถึงขนาดนี้ ลุงก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี เอาเป็นว่าคำเดียวเลย ขอบใจนะ!” หรงเผิงเอ่ยออกมาด้วยความซาบซึ้งใจ

ตั้งแต่ย้ายมาอยู่เจียงโจว หรงเผิงซึ้งใจแล้วว่าความจืดจางของน้ำใจคนมันเป็นยังไง

เมื่อก่อนคนพวกนั้นที่เคยสนิทชิดเชื้อกับเขา พอรู้ว่าตระกูลหรงแตกหักกับตระกูลอู๋ พวกเขาก็เปลี่ยนท่าทีไปทันที เดิมทีหรงเผิงกรุ๊ปก็เคยทำธุรกิจกับบริษัทในเจียงโจวอยู่บ้าง แม้แต่ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างหรงเผิงกับพวกเขาก็นับว่าไม่เลว เมื่อก่อนเจ้าของบริษัทในเจียงโจวหลายคน มักจะโทรศัพท์มาชวนหรงเผิงไปเป็นแขก หรือไม่ก็บินไปหาเขาที่หนานเยว่ เพื่อจิบชา พักผ่อนที่คลับ ถือเป็นการรักษาความสัมพันธ์กันไว้

ทว่านับตั้งแต่เขามาที่เจียงโจว เถ้าแก่เหล่านั้นกลับทำเหมือนจู่ๆก็หายสาบสูญไปเสียอย่างนั้น เดิมทีหรงเผิงยังไม่ทันเฉลียวใจ หลังจากที่เขาปักหลักในเจียงโจวเรียบร้อยแล้ว เขาก็โทรศัพท์หาเถ้าแก่หลายคนที่รู้จักในเจียงโจว เพื่อขอนัดพบปะสังสรรค์กันตามประสาคนคุ้นเคย

แต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงก็คือ พอเขาโทรไปกลับแทบจะหาตัวใครไม่เจอเลย

ถ้าไม่ใช่ออกมารับโดยเลขาฯของเถ้าแก่เหล่านั้น ที่บอกกับเขาอย่างสุภาพว่า เจ้านายไม่อยู่ ออกไปข้างนอก ไปทำธุระนั่นนี่

พอหรงเผิงโทรเข้ามือถือส่วนตัวของคนพวกนั้น ถ้าไม่ปิดเครื่องก็คือโทรติดแต่ไม่มีคนรับ

แน่นอนว่าเขาก็ยังพอจะเจอสักคนสองคน แต่คนพวกนั้นกลับมีท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ พูดจาคลุมเครือ และเว้นระยะห่างอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งหรงเผิงสัมผัสได้ถึงความเย็นชานั้นได้อย่างชัดเจน

ในตอนนั้นเอง หรงเผิงถึงได้เข้าใจ

ที่แท้ คำว่า ‘ความไม่แน่นอนในความสัมพันธ์ของมนุษย์’ มันก็สามารถเกิดขึ้นกับเขาได้เหมือนกัน

หรือจะพูดกันตรงๆก็คือ ‘ยามมั่งมีมากมายมิตรรัก ยามอับจนมิตรสนิทห่างหาย’

เถ้าแก่พวกนั้นจงใจหลบหน้าเขา ไม่อยากเจอเขาและไม่อยากแม้แต่จะรับโทรศัพท์ของเขา

สาเหตุก็เพราะเขา ‘หรงเผิง’ ไปล่วงเกินตระกูลอู๋ที่เป็นยักษ์ใหญ่เข้า คนอื่นเลยกลัวว่าถ้ามาข้องแวะกับเขาจะพลอยโดนตระกูลอู๋หมายหัว หรือโดนตามเช็กบิลไปด้วย

หากพูดกันตามตรง หรงเผิงเข้าใจในการตัดสินใจของเถ้าแก่เหล่านั้นนะ เขาไม่โทษคนพวกนั้นหรอก แต่เขาก็อดที่จะดูแคลนท่าทีและวิธีการวางตัวของคนเหล่านั้นไม่ได้

ในเมื่อพวกคุณไม่อยากจะคบค้าสมาคมกับฉัน งั้นต่อจากนี้ไปก็ไม่ต้องมาเผาผีกันอีก ไม่มีอะไรต้องเสียดาย!

หรงเผิงเป็นคนมองโลกในแง่ดี

แต่ความรู้สึกที่ว่า ‘พอหมดอำนาจ น้ำใจก็เหือดแห้ง’ เขากลับได้สัมผัสมันอย่างเต็มเปี่ยม

สิ่งที่จี้เฟิงทำในวันนี้มันช่างน่าซาบซึ้งใจเหลือเกิน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากฐานะของจี้เฟิง ที่เป็นถึงหลานชายสายตรงของตระกูลจี้ ลูกชายของจี้เจิ้นหัว!

การที่เขาสามารถมีน้ำใจได้ขนาดนี้ มันทำให้คนรู้สึกอบอุ่นจริงๆ

ไม่ว่าจี้เฟิงจะตั้งใจแสดงออกถึงความเป็นผู้ดีของเขาหรือไม่ แต่ลำพังแค่สิ่งที่เขาทำให้ มันก็เพียงพอที่จะทำให้หรงเผิงรู้สึกขอบคุณจากใจจริงแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้นหรงเผิงย่อมมองออกว่า จี้เฟิงไม่ได้เสแสร้ง เขาอยากจะช่วยตัวเองและลูกสาวจริงๆ แล้วหรงเผิงจะไม่ขอบคุณจี้เฟิงได้อย่างไร?

“เสี่ยวเฟิงลุงเผิงคนนี้เป็นคนตรงๆ พูดจาหวานๆไม่เป็น แต่มีประโยคหนึ่งที่ลุงต้องขอพูด สิ่งที่เธอทำให้ลุงเห็น มันอยู่ในสายตาหมดแล้ว ต่อไปถ้ามีเรื่องอะไรที่ต้องการให้ลุงช่วย เธอบอกมาได้เลยนะ!” หรงเผิงตบบ่าจี้เฟิงพลางเอ่ยด้วยความซาบซึ้ง

ถ้าเป็นเมื่อก่อน หรงเผิงไม่มีทางกล้าทำตัวเป็นกันเองกับจี้เฟิงแบบนี้แน่

พวกคุณชายตระกูลใหญ่บางครั้งก็มีอารมณ์แปลกๆ พวกเขาอาจจะนับถือคุณเป็นผู้ใหญ่ได้ แต่อย่าได้ริอ่านทำตัวเป็นผู้ใหญ่ใส่พวกเขาเด็ดขาด เพราะยังไงเสียก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดต่อกัน

ท่าทางอย่างการตบบ่าแบบนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันคือสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำกับผู้น้อย หรือผู้บังคับบัญชาทำกับผู้ใต้บังคับบัญชา

เมื่อก่อนหรงเผิงก็เกรงใจในปฏิกิริยาของจี้เฟิง แต่ในวันนี้ ในใจเขากลับมีความรู้สึกตื้นตันพลุ่งพล่าน และด้วยความที่เขารู้สึกขอบคุณมากจริงๆ เขาเลยไม่ได้มีความกังวลมากมายขนาดนั้นอีกต่อไป

จี้เฟิงยิ้มพลางพยักหน้า “ลุงเผิงครับพวกเราคนกันเองอยู่แล้ว อย่าพูดเรื่องนี้เลยครับ!”

“ใช่!”

หรงเผิงตบบ่าจี้เฟิงหนักๆสองที พร้อมกับเหลือบมองลูกสาวแวบหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะร่า “เสี่ยวเฟิงพูดถูก พวกเราคนกันเอง ไม่พูดจาเหมือนคนอื่นไกล!”

จี้เฟิงยิ้มรับพยักหน้า “แบบนั้นแหละครับถึงจะถูก!”

หรงซูเยี่ยนหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที เธอรีบหันหลังกลับแล้วผลักประตูห้องทำงานเดินออกไป

จี้เฟิงถึงกับอึ้ง “ซูเยี่ยน เธอจะไปไหนน่ะ?!”

“ไปล้างหน้าค่ะ!” หรงซูเยี่ยนตอบ

“ล้างหน้า?”

จี้เฟิงรู้สึกมึนตึบ เวลาแบบนี้จะไปล้างหน้าทำไมกัน?

“ไป๋จูเธอตามไปดูเธอหน่อย!” จี้เฟิงสั่ง

“รับทราบค่ะ!”

ไป๋จูพยักหน้าแล้วรีบเดินตามออกไป เพียงแต่ในใจเธอกลับรู้สึกงุนงง บรรยากาศเมื่อกี้มันดูแปลกๆนะ หรือว่าคุณชายจี้จะมองไม่ออกจริงๆ?

..........

“เฮ้อ~~!”

เมื่อมาถึงห้องน้ำ หรงซูเยี่ยนก็รองน้ำขึ้นมาล้างหน้าล้างตา ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

ในใจเธออดที่จะตัดพ้อไม่ได้ คุณพ่อก็นะ จู่ๆทำไมถึงพูดจาแบบนั้นออกมา ถ้าเกิดจี้เฟิงเขาไม่เล่นด้วยขึ้นมา มันจะไม่น่าอายหรอกเหรอ?

ยิ่งไปกว่านั้น คุณพ่อกับจี้เฟิงไปเป็นคนกันเอง (ครอบครัวเดียวกัน) ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

จริงๆเลย...

หรงซูเยี่ยนส่ายหน้าเบาๆ แต่ในใจกลับว้าวุ่น หัวใจเต้นแรงอย่างบ้าคลั่ง เธอเงยหน้าขึ้นมองตัวเองในกระจก ใบหน้าแดงระเรื่อและมีหยดน้ำเกาะพราว แต่มันกลับให้ความรู้สึกที่เลือนรางน่ามอง

ชั่วขณะหนึ่ง หรงซูเยี่ยนดูเหมือนจะตกอยู่ในภวังค์

เธอมองตัวเองในกระจกนิ่งๆ ในใจแฝงไปด้วยความรู้สึกเหงาๆปนเศร้า

“คิดอะไรอยู่เนี่ย จริงๆเลย!” หรงซูเยี่ยนรีบส่ายหน้า พอเห็นว่าหน้าตัวเองยิ่งแดงขึ้น เธอก็รีบล้างหน้าอีกรอบ

พอเธอเงยหน้าขึ้นมาตั้งใจจะดูสีหน้าตัวเองอีกครั้ง แต่หางตากลับเหลือบไปเห็นเงาคน มาปรากฏตัวอยู่ที่ประตูห้องน้ำตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

หรงซูเยี่ยนตกใจจนสะดุ้ง คนคนนี้เดินมาตอนไหน ทำไมถึงไม่ได้ยินเสียงเลยสักนิด?

เธอรีบหันขวับไปมอง ถึงได้พบว่าคนที่ยืนอยู่ตรงประตูคือไป๋จูนั่นเอง

“อุ๊ย~~ ตกใจหมดเลยค่ะ!” หรงซูเยี่ยนเอ่ยด้วยความเขินอาย

“ขอโทษด้วยค่ะ เป็นฉันเองที่ควรจะส่งเสียงบอกก่อน” ไป๋จูเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

หรงซูเยี่ยนยิ้มพลางส่ายหน้า “คุณไป๋ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอกค่ะ พวกเรากับจี้เฟิงก็เป็นเพื่อนกัน ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ถือว่าเป็นเพื่อนกันด้วยสิคะ!”

“เพื่อนเหรอคะ?” ไป๋จูถามกลับ

“ใช่ค่ะ หรือว่าคุณไป๋ไม่อยากเป็นเพื่อนกับฉันคะ?” หรงซูเยี่ยนถาม

ไป๋จูส่ายหน้า “แน่นอนว่าไม่ใช่ค่ะ”

“แค่นั้นก็เพียงพอแล้วค่ะ ในเมื่อพวกเราเป็นเพื่อนกัน ต่อไปก็อย่าเกรงใจกันนักเลยนะคะ!” หรงซูเยี่ยนยิ้มอย่างอ่อนโยน

แต่ไป๋จูกลับส่ายหน้าแล้วพูดว่า “กฎเกณฑ์ที่ควรจะมีก็ต้องมีค่ะ ต่อไปก็ขอฝากเนื้อฝากตัวกับคุณหรงด้วยนะคะ!”

“ฉันจะไปช่วยอะไรคุณได้ล่ะคะ...” หรงซูเยี่ยนส่ายหน้ายิ้มๆ แต่ในวินาทีต่อมา สีหน้าของเธอก็แข็งค้าง เธอจ้องมองไป๋จูด้วยความประหลาดใจ “คุณไป๋ทำไมคุณถึงพูดแบบนี้คะ?”

ไป๋จูยิ้มเล็กน้อยแต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ

ใบหน้าสวยของหรงซูเยี่ยนยิ่งแดงก่ำขึ้นไปอีก แววตาของเธอเริ่มฉายแววว้าวุ่นและไม่กล้าสบตาไป๋จูอีกเลย

เมื่อกี้พอพูดจบเธอก็เพิ่งจะนึกเอะใจขึ้นมาได้ ความหมายในคำพูดของไป๋จูมันฟังดูแปลกๆอย่างบอกไม่ถูก

ให้เธอคอยดูแลฝากเนื้อฝากตัวด้วยงั้นเหรอ...

ไป๋จูเป็นคนของจี้เฟิง แล้วเธอจะไปดูแลไป๋จูได้ยังไง?

ยกเว้นแต่ว่า...

ใบหน้าของหรงซูเยี่ยนแดงเป็นลูกตำลึงสุก

ยกเว้นแต่ไป๋จูจะมองว่าเธอคือ ‘ผู้หญิงของจี้เฟิง’ ไปแล้ว ถึงได้พูดออกมาแบบนั้น แต่มันไม่ใช่เรื่องจริงสักหน่อย!

หรงซูเยี่ยนพยายามแก้ตัวในใจ เธออยากจะอธิบายให้ไป๋จูฟัง แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ในเวลานี้อดีตสาวแกร่งแห่งแวดวงธุรกิจอย่างเธอ กลับเหมือนไม่มีความกล้าพอที่จะอธิบายออกไป

“ไม่อยากอธิบาย? หรือว่ายิ่งอธิบายมันจะยิ่งวุ่นวายกันแน่?” แม้แต่หรงซูเยี่ยนเองก็ยังไม่ค่อยแน่ใจนัก...

ผ่านไปครู่ใหญ่ หรงซูเยี่ยนถึงเดินกลับมา ในตอนนั้นใบหน้าสวยของเธอยังคงแดงระเรื่ออยู่เล็กน้อย

ขณะนี้จี้เฟิงกับหรงเผิงกำลังคุยกันอย่างถูกคอ ทั้งคู่มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ บรรยากาศที่เคยตึงเครียดภายในห้องทำงานสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย

เดิมทีหรงเผิงก็เป็นคนระดับพยัคฆ์ซุ่มมังกรซ่อน  ที่โลดแล่นในวงการธุรกิจมานาน มีสถานการณ์ไหนบ้างที่เขาไม่เคยเจอ?

จี้เฟิงเองก็ไม่ได้กังวลเรื่องมือปืนมากจนเกินไป ขอแค่ปกป้องความปลอดภัยส่วนบุคคลไว้ได้ก่อน เรื่องที่เหลือก็ง่ายแล้ว ถ้ามือปืนพวกนั้นกล้าลงมือ ก็อย่าหวังว่าจะหนีรอดไปได้!

ยิ่งไปกว่านั้นต่อให้พวกมันไม่ลงมือ จี้เฟิงก็ยังคิดจะรวบตัวพวกมันไว้อยู่ดี!

“เสี่ยวเฟิงช่วงนี้ พอจะมีโครงการดีๆบ้างไหม?” กำลังคุยกันอยู่ จี้เฟิงก็ถูกหรงเผิงถามขึ้นด้วยรอยยิ้ม

“ลุงเผิงพักผ่อนพอแล้วเหรอครับ?” จี้เฟิงถามกลับ

ตั้งแต่อพยพมาเจียงโจว หรงเผิงก็ไม่ได้เคลื่อนไหวอะไรมากนัก แค่ลงทุนในโรงงานอุตสาหกรรมเบาเพื่อรองรับพนักงาน ที่ติดตามมาจากหรงเผิงกรุ๊ปเท่านั้น ส่วนอย่างอื่นเขาก็ไม่ได้ทำอะไรเลย สรุปคือช่วงนี้เขาเอาแต่พักผ่อนมาตลอด

คงเป็นเพราะการสูญเสียหรงเผิงกรุ๊ปไปกะทันหันมันสร้างความเสียหายให้หรงเผิงไม่น้อย แม้ภายนอกหรงเผิงจะดูผ่อนคลาย แต่ยังไงเสียมันก็เป็นหยาดเหงื่อแรงกายครึ่งค่อนชีวิตของเขา จะบอกว่าไม่เสียใจเลยก็คงเป็นการโกหก

แต่ตอนนี้หรงเผิงกลับเป็นฝ่ายเอ่ยปากถามเรื่องโครงการด้วยตัวเอง เห็นได้ชัดว่าเขาเตรียมจะถลกแขนเสื้อลุยงานใหญ่อีกครั้งแล้ว!

“พักต่อไม่ได้แล้วล่ะ ถ้าขืนยังว่างงานอยู่อย่างนี้ ต่อไปพวกแมวพวกหมาที่ไหนคงได้มาปีนเกลียวบนหัวลุงแน่ๆ!” หรงเผิงอดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงหัวเราะ

จี้เฟิงยิ้มออกมาเล็กน้อย ดูเหมือนหรงเผิงจะได้รับการกระตุ้นเข้าให้แล้ว

“ลุงเผิงครับ ช่วงนี้ยังไม่มีโครงการดีๆอะไรเลย แต่ผมมีแผนการหนึ่งอยู่ในใจ ตอนนี้กำลังพิจารณาความเป็นไปได้อยู่ ถ้าลุงไม่รีบร้อนล่ะก็ รออีกสักนิดนะครับ” จี้เฟิงกล่าว

“โอ้?”

ดวงตาของหรงเผิงเป็นประกายขึ้นมาทันที “แผนการด้านไหนล่ะ?”

“ด้านอุตสาหกรรมครับ!” จี้เฟิงตอบ

หรงเผิงเริ่มสนใจขึ้นมาทันที เขาอดไม่ได้ที่จะถามต่อ “วงการอุตสาหกรรมมันกว้างมากนะ ช่วยเจาะจงหน่อยได้ไหมว่าด้านไหน อุตสาหกรรมเบาหรืออุตสาหกรรมหนัก?”

“หลักๆคือด้านเครื่องจักรครับ!” จี้เฟิงกล่าว

“เธอจะบุกตลาดอุตสาหกรรมรถยนต์? หรือเครื่องจักรกลหนัก? หรือว่าอย่างอื่นล่ะ?” ดวงตาของหรงเผิงยิ่งเป็นประกายมากขึ้นเรื่อยๆ เขามองออกว่าจี้เฟิงไม่ได้พูดเล่นๆ ไม่แน่ว่าอาจจะมีโครงการยักษ์ใหญ่เตรียมจะลงสนามเร็วๆนี้จริงๆ!

....จบบทที่ 1537~

จบบทที่ บทที่ 1537 (659) คนกันเอง? (ตอนฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว