เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 181 ดื้อรั้น

บทที่ 181 ดื้อรั้น

บทที่ 181 ดื้อรั้น


บทที่ 181 ดื้อรั้น

“สิ่งที่เรียกว่าเทคโนโลยีเครือข่ายของกาแล็กซีแกมมานั้นแตกต่างจากเทคโนโลยีเครือข่ายของดาวโลกที่มาสเตอร์อยู่ เทคโนโลยีเครือข่ายนี้จะถูกเรียกว่าคอสมิกเน็ตเวิร์กซึ่งถือว่าครอบคลุมเครือข่ายในกาแล็กซีแกมมาทั้งหมด และมันจะถูกรวบรวมเป็นหนึ่งเดียวกันโดยจะมีซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ล้ำหน้าด้านเทคโนโลยีและทรงพลังมากที่สุดในกาแล็กซีแกมมาที่เป็นคอมพิวเตอร์ส่วนกลางควบคุมอยู่”

ในความคิดของจี้เฟิงเวลานี้ เขากำลังประมวลผลในสิ่งที่สมองหมายเลข 1 กำลังอธิบายให้เขาฟังอย่างฉะฉานเกี่ยวกับเทคโนโลยีเครือข่ายในยุคของกาแล็กซีแกมมา ข้อดีของเทคโนโลยีเครือข่ายของกาแล็กซีแกมมาที่ถูกเรียกว่าคอสมิกเน็ตเวิร์กนั้นก็คือมันสามารถแบ่งปันข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวางมากที่สุดในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด

แต่คนทั่วไปไม่สามารถทำอะไรเกี่ยวกับขั้นตอนในนั้นได้ เนื่องจากตามกฎข้อบังคับร่วมกันของทุกประเทศ หากคุณต้องการจะเปลี่ยนแปลงข้อมูลของซุปเปอร์คอมพิวเตอร์คุณจะต้องมีลายนิ้วมือของผู้นำสูงสุดของทุกประเทศในกาแล็กซีแกมมาทั้งหมดเพื่อเป็นกุญแจในการปลดล็อกซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ และต้องมีความเห็นชอบมากกว่าครึ่งเท่านั้นถึงจะสามารถปรับเปลี่ยนข้อมูลและระบบต่างๆในซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ได้ ซึ่งเป็นมาตรการการป้องกันและหลีกเลี่ยงความเป็นไปได้ที่คอสมิกเน็ตเวิร์กจะถูกควบคุมโดยคนคนเดียวหรือเพียงแค่บางประเทศเท่านั้น ดังนั้นคอสมิกเน็ตเวิร์กของกาแล็กซีแกมมาจึงเป็นเครือข่ายที่ปลอดภัยที่สุดในกาแล็กซีแกมมา เพราะทุกคนต่างต้องใช้ประโยชน์จากมันและมันไม่สามารถถูกทำลายได้ด้วยคนเพียงคนเดียวหรือประเทศเพียงประเทศเดียว

“ในเมื่อทุกคนก็สามารถใช้ประโยชน์จากคอสมิกเน็ตเวิร์กได้ในระดับหนึ่ง แล้วทำไมถึงยังมีสงครามเกิดขึ้น? ทั้งๆที่ทั้งสองฝ่ายที่ทำสงครามกันก็น่าจะรู้ว่า ชนะไปก็ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงหรือได้ข้อมูลอะไรจากในคอสมิกเน็ตเวิร์กมากไปกว่านี้” จี้เฟิงถามด้วยความสงสัย สงครามมักจะเกิดขึ้นเพื่อแย่งชิงของมีค่าและแหล่งข้อมูลข่าวสาร คนส่วนใหญ่ต่างรู้เรื่องนี้ดี แล้วในเมื่อเทคโนโลยีของกาแล็กซีแกมมานั้นล้ำหน้ามาก ไม่มีทางที่พวกเขาจะไม่รู้ถึงเรื่องนี้ แล้วในเมื่อเป็นแบบนั้น ทำไมพวกเขาถึงได้ก่อสงคราม?

“เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการใช้คอสมิกเน็ตเวิร์ก” สมองหมายเลข 1 อธิบาย ตามข้อตกลงแต่ละประเทศในกาแล็กซีแกมมาจะมีเครือข่ายของตนเอง แม้ว่าเครือข่ายเหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งของคอสมิกเน็ตเวิร์ก แต่ก็มีพื้นที่ที่เป็นของตนเองด้วย ตามคำเรียกในดาวโลกนั้นน่าจะคล้ายกับเครือข่ายท้องถิ่น

“อธิบายที..” จี้เฟิงยังคงสับสนและไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่สามารถตำหนิเขาได้ที่เขาจะโง่เกี่ยวกับเรื่องของเทคโนโลยีเหล่านี้ มันเป็นเรื่องปกติที่มือใหม่อย่างจี้เฟิงจะไม่เข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างเครือข่ายท้องถิ่นกับคอสมิกเน็ตเวิร์กที่สมองหมายเลข 1 พูดถึง

โชคดีที่แม้ว่าสมองหมายเลข 1 จะมีพัฒนาการด้านอารมณ์คล้ายกับมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ แต่เขาก็ยังไม่ได้ถึงกับมีอารมณ์หมดความอดทน สมองหมายเลข 1 ยังคงอธิบายต่อ “หมายความว่าทุกประเทศในกาแล็กซีแกมมาได้รับการอนุญาตและเห็นชอบจากเหล่าผู้นำสูงสุดให้มีพื้นที่เครือข่ายที่เป็นส่วนตัวของแต่ละประเทศ ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นก็มีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ และถ้าหากต้องการใช้ข้อมูลเหล่านี้จะต้องขอรับรหัสผ่านจากผู้นำสูงสุดเท่านั้น และมีบางคนหรือบางประเทศอยากได้ข้อมูลมากกว่าคนอื่นๆ ดังนั้นวิธีการเดียวที่พวกเขาจะได้มันมานั่นก็คือต้องไปขโมยรหัสผ่านมาให้ได้!”

จู่ๆจี้เฟิงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอับอายเล็กน้อย ดูเหมือนว่าความรู้เกี่ยวกับด้านเทคโนโลยีของกาแล็กซีแกมมานั้นทำให้เขาดูเหมือนคนโง่ไปเลย หรือเป็นเพราะสมองของเขายังไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่มากพอ เขาไม่เคยคิดในแง่มุมนี้มาก่อนเลย มันทำให้เขารู้สึกอึดอัดและการตอบสนองบางอย่างก็ช้าลง  (ผู้แปล:  จี้เฟิง... เราขอใช้ท่อนนี้เป็นคำพูดจากใจของเราด้วยคนนะ T-T ~)

“ความรู้ความเข้าใจเทคโนโลยีเครือข่ายของกาแล็กซีแกมมามีส่วนเกี่ยวข้องกับความรู้พื้นฐานของเทคโนโลยีการสื่อสารที่มาสเตอร์ได้เรียนรู้ไปบ้างแล้ว ดังนั้นตอนนี้มาสเตอร์สามารถเรียนรู้เทคโนโลยีการสื่อสารขั้นต่อไปพร้อมกับเรียนรู้พื้นฐานของเทคโนโลยีเครือข่ายได้เลย” สมองหมายเลข 1 กล่าว

จี้เฟิงพยักหน้าอย่างช้าๆ “ให้เรียนรู้ทั้งสองอย่างพร้อมๆกันมันจะไม่ยากเกินไปหน่อยเหรอ? จับปลาสองมือแบบนี้ฉันกลัวว่าสุดท้ายมันจะไม่ได้อะไรเลยนะ!”

ความกังวลของจี้เฟิงไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผล เป็นเพราะเขารู้ถึงข้อดีและข้อเสียของตัวเองเป็นอย่างดี ข้อดีคือเขาเป็นคนที่มีความจำที่ยอดเยี่ยมและมีความสามารถในการทำความเข้าใจได้ดี แต่ข้อเสียของเขาในเวลานี้ก็สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนแล้วว่า เขาไม่มีพื้นฐานในด้านนี้เลย และถึงแม้ว่าเขาจะมีความสามารถในการทำความเข้าใจได้ดี แต่มันก็ยังคงเป็นเรื่องยากอยู่ดีที่จะเรียนรู้เรื่องใหม่ทั้งสองอย่างพร้อมๆกัน

จี้เฟิงไม่คิดที่จะหลอกตัวเองหรือทำเรื่องนี้แบบข้อไปที เพราะนี้ไม่ใช่การศึกษาที่มุ่งเน้นแค่ผลสอบ แต่มันเป็นสิ่งที่เขาต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ หากเขาไม่ใส่ใจและคิดว่าเรื่องนี้เป็นแค่เรื่องตลก วันหนึ่งชีวิตเขาก็จะกลายเป็นเรื่องตลกเสียเอง!

“เมื่อตัดสินจากความสามารถในการจดจำและการทำความเข้าใจของมาสเตอร์ในเวลานี้ การเรียนรู้เทคโนโลยีทั้งสองด้านนี้ในเวลาเดียวกันนั้นไม่ยากเกินไป เพราะเทคโนโลยีทั้งสองมีความเชื่อมโยงกัน มาสเตอร์ได้เรียนรู้พื้นฐานของเทคโนโลยีการสื่อสารไปแล้วและหลังจากนี้หากมาสเตอร์เรียนรู้เทคโนโลยีเครือข่าย มาสเตอร์จะได้ผลลัพธ์เป็นสองเท่าโดยใช้ความพยายามเพียงครึ่งเดียว” สมองหมายเลข 1 อธิบาย

“ถ้าอย่างนั้นก็.. ตกลง! เรียนก็เรียน!” จี้เฟิงกัดฟัน การเรียนรู้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะถ้าหากเขาต้องการเป็นสุดยอดสายลับระดับสูงเหมือนอย่างบุคคลที่เขาเคยเห็นในม่านแสงแล้วเขาไม่สามารถอดทนต่อความทุกข์ทรมานแค่นี้ได้ ก็เลิกพูดถึงเรื่องการเป็นสายลับระดับสูงไปได้เลย เพราะเกรงว่าแม้แต่สายลับระดับล่างก็คงจะเป็นไม่ได้ด้วยซ้ำ!

“เอาล่ะมาสเตอร์ จากนี้ไปมาสเตอร์จะได้เรียนรู้พื้นฐานของเทคโนโลยีการสื่อสารและเครือข่ายทั้งหมด...” ในขณะที่จี้เฟิงนั่งขัดสมาธิที่เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติการยิมนาสติกชุดที่สองสมองหมายเลข 1 ก็เริ่มอธิบาย

เวลาได้ล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็ว จี้เฟิงซึ่งขะมักเขม้นอยู่กับการเรียนรู้ไม่ทันสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของเวลา จนกระทั่งสมองหมายเลข 1 เตือนเขา

“มาสเตอร์ที่โลกภายนอกมีสัญญาณโทรศัพท์ของมาสเตอร์” สมองหมายเลข 1 กล่าว

“หืม?” จี้เฟิงชะงัก สัญญาณโทรศัพท์? มีคนโทรมา?

จี้เฟิงออกจากจิตใต้สำนึกทันที จากนั้นเขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ปรากฏว่าเป็นสายของเซียวหยูซวนที่โทรมา

เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า? จี้เฟิงแปลกใจ เพราะโดยปกติแล้วเซียวหยูซวนจะไม่โทรหาเขาติดๆกันในช่วงระยะเวลาสั้นๆ

เขารีบรับโทรศัพท์ทันที “หยูซวน มีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”

แล้วเสียงที่ดูร้อนรนของเซียวหยูซวนก็ดังขึ้น “จี้เฟิง แย่แล้ว! เสี่ยวหลิงไปแข่งรถกับซุนจื่อซวงแล้ว เธอเขียนโน้ตทิ้งไว้ เราจะทำยังไงกันดี?”

จี้เฟิงขมวดคิ้วทันที  เขาคิดในใจว่าหวู่หลิงเอ๋อคนนี้ช่างเป็นคนที่ดื้อรั้นและชอบรถหาที่ตายอย่างแท้จริง

ถึงแม้จี้เฟิงพอจะรู้ว่าหวู่หลิงเอ๋อเป็นคนดื้อรั้นแต่เขาก็ไม่คาดคิดว่าเธอจะกล้าถึงขนาดนี้ ทั้งๆที่เขาเพิ่งจะเตือนเธอไปและเขาก็พอจะรู้ว่าเซียวหยูซวนน่าจะพูดอะไรเกี่ยวกับตัวตนของเขาบ้างไม่มากก็น้อย แต่หวู่หลิงเอ๋อก็ยังไม่สนใจ เธอยังคงทำในสิ่งที่เธอต้องการโดยไม่ฟังคำเตือนใดๆทั้งสิ้น คนแบบนี้ช่างน่าสิ้นหวัง

“ไม่เห็นต้องใส่ใจ ในเมื่อเธอต้องการแบบนี้ก็คงไม่มีใครสามารถหยุดเธอได้หรอก ดังนั้นคุณไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้” จี้เฟิงพูดเสียงเรียบ “หยูซวนคุณไม่ต้องไปหาเธอนะ ได้ยินมั้ย การแข่งรถมันอันตรายโดยเฉพาะเวลากลางคืนแถมยังเป็นการแข่งรถใต้ดินที่ไม่ใช่สนามแข่งปกติอีก อุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ...”

เมื่อพูดถึงตรงนี้จี้เฟิงก็นึกเสียใจ เขานี่โง่จริงๆ ทำไมถึงพูดแบบนั้นออกไป ถ้าเขาไม่ได้พูดถึงอันตรายของการแข่งรถเซียวหยูซวนก็คงจะแค่เป็นห่วงและอาจจะไม่ไปหาหวู่หลิงเอ๋อ แต่ตอนนี้เซียวหยูซวนรู้แล้วว่าการแข่งรถใต้ดินมันอันตรายมาก จึงมีความเป็นไปได้สูงที่เธอน่าจะออกไปหาหวู่หลิงเอ๋อ

สำหรับนิสัยของเซียวหยูซวนทำไมจี้เฟิงถึงจะไม่รู้

“จี้เฟิงมันอันตรายมากเลยเหรอ?” เสียงของเซียวหยูซวนสั่นเล็กน้อย ไม่ว่าเสี่ยวหลิงจะมีนิสัยดื้อรั้นแค่ไหน แต่สำหรับเซียวหยูซวนแล้วเสี่ยวหลิงคือเพื่อนที่ดีของเธอ เธอคงไม่อาจทนดูเสี่ยวหลิงตกอยู่ในอันตรายได้

จี้เฟิงรีบพูดขึ้นทันที “อันที่จริงมันก็ไม่อันตรายอะไรขนาดนั้นหรอก คุณน่าจะรู้ดีที่สุด หวู่หลิงเอ๋อแข่งรถมาตั้งหลายครั้งแล้วไม่ใช่เหรอ ผมเห็นแขนขาเธอก็ยังครบปกติดี ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ตราบใดที่ไม่ดวงซวยจริงๆ อุบัติเหตุมันไม่ได้จะเกิดขึ้นกันง่ายๆ”

เซียวหยูซวนเธอไม่ใช่คนโง่ เธอเข้าใจความคิดของจี้เฟิงได้ในทันทีและถามว่า “เจ้าตัวเล็กที่นายพูดแบบนั้นเพราะกลัวฉันจะไปหาเธอใช่มั้ย”

จี้เฟิงได้แต่ยิ้มอย่างขมขื่นและพบว่าการมีแฟนฉลาดบางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก

เซียวหยูซวนกล่าวว่า “เจ้าตัวเล็กนายไปเป็นเพื่อนฉันหน่อยได้มั้ย ฉันคงไม่สามารถอยู่เฉยๆแล้วปล่อยให้เสี่ยวหลิงตกอยู่ในอันตรายได้ ตอนอยู่วิทยาลัยฉันเคยตกอยู่ในอันตรายครั้งหนึ่ง ก็มีเสี่ยวหลิงนี่แหละที่ออกหน้าช่วยฉันให้รอด...”

มีเรื่องแบบนี้ด้วยงั้นเหรอ? จี้เฟิงชะงักไปเล็กน้อยเขาไม่เคยได้ยินเซียวหยูซวนพูดถึงเรื่องนี้มาก่อน “อืม ตกลงผมจะไปกับคุณ เอาเป็นว่าคุณไปรอผมที่ประตูมหาวิทยาลัยแล้วกัน ผมจะลงไปเดี๋ยวนี้แหละ!”

“เจ้าตัวเล็ก... ขอบคุณมากนะ” เซียวหยูซวนดีใจมากและจูบจี้เฟิงผ่านทางโทรศัพท์ “จุ๊บ~!”

จี้เฟิงกดวางสวยด้วยอาการตกตะลึง แต่จากนั้นไม่นานสีหน้าของเขาก็กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง นี่จะเป็นการตามหาหวู่หลิงเอ๋อเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เขาจะไม่ช่วยเหลือเธอในการแข่งรถอย่างเด็ดขาด

หลังจากที่แต่งตัวและลงไปชั้นล่างอย่างรวดเร็วจี้เฟิงก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าตอนนี้ท้องฟ้านั้นมืดแล้ว

นี่ฉันอยู่ในระบบฝึกอบรมนานกว่าเจ็ดชั่วโมงเลยงั้นเหรอ? จี้เฟิงประหลาดใจมากจริงๆ เวลามันผ่านไปไวขนาดนี้ได้อย่างไร?

ในขณะที่คิดเขาก็เดินมาถึงประตูของมหาวิทยาลัยและมองเห็นเซียวหยูซวนกำลังเดินมาที่ประตูด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล

“หยูซวน!” จี้เฟิงเดินเข้าไปหา “นั่งแท็กซี่ไปก็แล้วกัน คุณรู้หรือเปล่าว่าหวู่หลิงเอ๋อแข่งรถที่ไหน”

“เมื่อกี้ฉันลองโทรหาเสี่ยวหลิง แต่เธอไม่รับสาย แต่ฉันเคยได้ยินเธอพูดถึงเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน ถ้าให้ฉันเดาเธอน่าจะอยู่ที่ถนนบนภูเขาทางที่จะไปค่ายทหาร ตามที่เสี่ยวหลิงบอก ครั้งนี้เธอจะแข่งกับซุนจื่อซวงโดยมีถนนแห่งนี้เป็นเดิมพัน ฉันจึงคิดว่าเธอน่าจะไปแข่งกันที่นั่น” เซียวหยูซวนกล่าวอย่างเป็นกังวล

“อืม งั้นเรียกแท็กซี่เลยแล้วกัน” จี้เฟิงกำลังจะเดินไปโบกแท็กซี่ที่ริมฟุตบาท

“ไม่ต้อง ฉันขับรถมา” เซียวหยูซวนชี้ไปที่รถวอลโว่สีแดงที่จอดอยู่หน้ามหาวิทยาลัย

จี้เฟิงนึกขึ้นมาได้ว่าฐานะครอบครัวของเซียวหยูซวนนั้นก็ไม่เลว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เธอจะมีรถ เมื่อบ้านของเธอก็มีบริษัทและทำธุรกิจเป็นของตัวเอง

“ผมขับให้นะ ขอกุญแจหน่อย” จี้เฟิงยื่นมือไปรับกุญแจจากเซียวหยูซวน จากนั้นพวกเขาก็ขึ้นไปบนรถ “เพื่อความปลอดภัย หยูซวนคุณอย่าลืมคาดเข็มขัด” จี้เฟิงกล่าว

เซียวหยูซวนพยักหน้ารับและปฏิบัติตามที่จี้เฟิงบอกทันที

เมื่อเห็นว่าเซียวหยูซวนคาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อย จี้เฟิงก็สตาร์ทรถและเหยียบคันเร่งและทันใดนั้นรถก็ออกตัวไปข้างหน้าราวกับลูกธนูที่พุ่งออกจากคันศร แต่เมื่อขับมาได้ไม่ไกล ก็ต้องเจอกับการจราจรที่แน่นขนัด

เซียวหยูซวนมองไปข้างหน้าอย่างหวาดกลัว เพราะความเร็วของรถนั้นแทบไม่ลดลงเลย คุณรู้หรือไม่ว่าตอนนี้เป็นเวลาสองทุ่ม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รถบนท้องถนนยังคงหนาแน่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเจียงโจวซึ่งการจราจรจะแน่นขนัดเป็นพิเศษ

ทำไมจี้เฟิงถึงได้กล้าขับรถด้วยความเร็วขนาดนี้ เขาไม่กลัวตายเลยรึไง?!

อย่างไรก็ตามมันก็ทำให้เซียวหยูซวนเข้าใจได้ในทันทีว่าทำไมเสี่ยวหลิงถึงอยากให้จี้เฟิงช่วยเธอในการแข่งรถ

บนถนนที่ทั้งสองคนอยู่ตอนนี้ จะต้องมีรถอยู่ใกล้ๆในระยะไม่เกินห้าหกเมตรและในบางครั้งก็มีรถที่ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจรขับเบียดแทรกมา อย่างไรก็ตามจี้เฟิงยังคงขับรถอย่างใจเย็น แต่มือทั้งสองของเขาเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วระหว่างพวงมาลัยและเกียร์รถ การกระทำของเขานั้นเร็วแต่ดูลื่นไหลมาก

เซียวหยูซวนตื่นตากับการขับรถของจี้เฟิงมาก เปลี่ยนเกียร์... ขับช้าลง... เปลี่ยนเกียร์... เร่งความเร็ว...

การเคลื่อนไหวของจี้เฟิงเหมือนราวกับสายฟ้า เซียวหยูซวนแทบจะไม่สามารถละสายตาออกจากจี้เฟิงได้ แต่ในขณะเดียวกันเธอก็รู้สึกประหลาดใจอยู่ในใจของเธอเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเด็กน้อยคนนี้ไปเรียนรู้ทักษะการขับรถของเขามาจากที่ไหน นี่มันไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปจะทำได้อย่างรวดเร็วลื่นไหลเป็นธรรมชาติขนาดนี้

อย่างไรก็ตามเมื่อเซียวหยูซวนมองออกไปนอกรถมันก็ยิ่งทำให้เธอตกตะลึงและรู้ซึ้งมากยิ่งขึ้นว่าฝีมือการขับรถของจี้เฟิงนั้นยอดเยี่ยมแค่ไหน

รถวอลโว่ s40 ธรรมดาๆ แต่เมื่ออยู่ในมือของจี้เฟิง เขากลับขับแซงรถสปอร์ตที่มีสมรรถนะที่ดีกว่ามากในช่องว่างที่ห่างกันเพียงสี่หรือห้าเมตรเท่านั้น และจี้เฟิงยังคงเพิ่มความเร็วจนตอนนี้แตะถึง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงไปแล้ว รถวอลโว่ธรรมดาคันนี้เคลื่อนไหวไม่ต่างจากงู ที่รวดเร็วและยืดหยุ่น จี้เฟิงสามารถขับเข้าไปในช่องว่างที่แทบจะพอดีกับขนาดของรถซึ่งเป็นการกระทำที่อันตรายมาก แต่สุดท้ายเขาก็มองหาช่องว่างและขับแซงรถคันอื่นๆมาได้เรื่อยๆ

เสียงคำรามของเครื่องยนต์ดังขึ้นและดังมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ความตื่นเต้นของเซียวหยูซวนกำลังทำให้เธอหน้าซีดจนแทบจะไม่มีร่องรอยของเลือดอยู่บนใบหน้าของเธอแล้ว เธอเหลือบมองไปที่มาตรวัดความเร็วโดยไม่รู้ตัวและหัวใจของเธอก็แทบจะวาย “ตายๆ 140!” เซียวหยูซวนอดไม่ได้ที่จะกรีดร้องอยู่ในใจของเธอ “เจ้าตัวเล็กนายคิดว่านายกำลังขับเครื่องบินอยู่รึไง!?”

รถยังคงรักษาระดับความเร็วไว้ไม่ตก จี้เฟิงแทบจะเปลี่ยนการขับขี่รถยนต์ให้กลายเป็นงานศิลปะหลังจากนั้นไม่นานรถวอลโว่สีแดงก็พุ่งตัวออกจากการจราจรที่หนาแน่นและเข้าสู่ถนนสายที่โล่งขึ้น

“เฮ้อ~!” เซียวหยูซวนอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “เจ้าตัวเล็ก นายรู้หรือเปล่าว่าขับรถแบบนี้มันอันตรายแค่ไหน!”

จี้เฟิงขับรถต่อไปโดยไม่ได้มองไปที่ถนน เขาหันไปยิ้มให้เซียวหยูซวนและกล่าวว่า “หึหึ ถ้าผมไม่เก่งจริง หวู่หลิงเอ๋อจะขอร้องให้ผมไปช่วยเธอแข่งรถเหรอ?”

“เด็กบ้า! เลิกโม้แล้วหันไปมองถนนดีๆ!” เซียวหยูซวนพูดเสียงดุ แต่ความตึงเครียดที่อยู่ในใจของเธอก็ผ่อนคลายลงไปมาก

จี้เฟิงยิ้มเล็กน้อย เขาหันหน้ากลับไปมองถนนและแตะคันเร่งเพื่อเพิ่มความเร็ว

เซียวหยูซวนถามด้วยความประหลาดใจ “เจ้าตัวเล็ก นายสามารถขับรถเร็วขนาดนี้ได้ยังไง แม้ว่าในทางทฤษฎีรถของฉันมันจะไม่ได้ช้าอะไร แต่มันก็ไม่น่าจะทำความเร็วได้มากขนาดนี้ เสี่ยวหลิงเคยขับรถของฉันมาก่อน เธอเคยลองขับด้วยความเร็วสูงสุด แต่ก็ไม่เคยทำความเร็วได้ขนาดนี้มาก่อน ถึงแม้เธอจะเหยียบคันเร่งจนถึงขีดสุดแล้วก็ตาม!”

จี้เฟิงยิ้ม “ตามหลักวิชาการแล้วหมายเลขที่ระบุบนมาตรวัดความเร็วสามารถเข้าถึงได้ แต่สาเหตุที่ไม่ค่อยมีใครทำความเร็วได้จนถึงขีดจำกัดสูงสุดของยานพาหนะได้เพราะผู้ขับขี่นั้นเป็นมนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักร แน่นอนว่าคนเรามันต้องไม่เป๊ะเหมือนเครื่องจักรอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าไม่ได้ฝึกฝนอย่างชำนาญมากจริงๆก็มีน้อยคนที่จะสามารถทำได้”

เซียวหยูซวนที่พยายามทำความเข้าใจและพยักหน้าอย่างเก้อๆ “แล้วนายไปฝึกขับรถที่ไหนมาเหรอ?”

จี้เฟิงยิ้ม “ในฝัน”

“เฮ้อ! พูดจาเพ้อเจ้ออีกแล้ว!” เซียวหยูซวนจ้องเขาแล้วหัวเราะ

…จบบทที่ 181~❤️

จบบทที่ บทที่ 181 ดื้อรั้น

คัดลอกลิงก์แล้ว