- หน้าแรก
- The Ultimate Student สุดยอดนักเรียนสมองอัจฉริยะ
- บทที่ 175 คุกรุ่นไปด้วยความรัก
บทที่ 175 คุกรุ่นไปด้วยความรัก
บทที่ 175 คุกรุ่นไปด้วยความรัก
บทที่ 175 คุกรุ่นไปด้วยความรัก
ในอะพาร์ตเมนต์ของสหพันธ์มหาวิทยาลัย เซียวหยูซวนและเสี่ยวหลิงที่กำลังหยอกล้อกันก็หัวเราะคิกคัก
เนื่องจากอากาศที่ร้อนมาก เสี่ยวหลิงจึงสวมแค่เสื้อชั้นในและกางเกงขาสั้นตัวเล็กๆ ในขณะที่เซียวหยูซวนสวมเสื้อสายเดี่ยวหลวมๆและกระโปรงสั้น เมื่อสองสาวกำลังเล่นและหยอกล้อกัน จึงทำให้ผิวขาวเนียนใต้ร่มผ้าของพวกเธอโผล่พ้นออกมาเป็นครั้งคราว เกรงว่าถ้ามีผู้ชายผ่านมาเห็นฉากนี้คงได้มีเลือดกำเดาพุ่งกันบ้าง
“โอเคโอเค พอแล้ว ฮ่าฮ่า~!” เมื่อมือของเซียวหยูซวนสอดเข้าไปใต้รักแร้ของเสี่ยวหลิง เสี่ยวหลิงก็หัวเราะและยกมือขึ้นเพื่อยอมจำนน “ซวนซวนฉันไม่ไหวกับการโดนจั๊กจี้จริงๆ ฉันยอมแพ้แล้ว”
เซียวหยูซวนหยุดจั๊กจี้เธอส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอและพูดว่า “แล้วใครผิดคำพูด!”
ก่อนที่จะโทรหาจี้เฟิง ทั้งสองสาวได้ตกลงกันแล้วว่าเสี่ยวหลิงจะเจรจาขอความช่วยเหลือจากจี้เฟิงโดยจะไม่ลากเซียวหยูซวนมาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ด้วย อย่างไรก็ตามหลังจากที่เซียวหยูซวนโทรหาจี้เฟิงและยืนยันแน่ชัดแล้วว่าจี้เฟิงคือเจ้าของรถ Audi คันเดียวกันกับที่เสี่ยวหลิงเห็น หลังจากนั้นเสี่ยวหลิงก็อ้อนขอความช่วยเหลือจากเซียวหยูซวน
เซียวหยูซวนรู้จักเล่ห์เหลี่ยมของผู้หญิงคนนี้ดี แต่เธอก็มีอาวุธประจำกายที่เอาไว้ยับยั้งความร้ายกาจของเสี่ยวหลิง นั่นก็คือการจั๊กจี้
เนื่องด้วยเหตุนี้จึงมีฉากที่ทำให้หัวใจของผู้ชายสั่นไหวได้เกิดขึ้น
“ซวนซวน ฉันรู้นะว่าเธอกับตาบ้านั่นสนิ๊ทสนิทกัน ดังนั้นหากเธอพูดแค่คำเดียว เขาต้องยอมทำตามที่เธอบอกแน่นอน เธอต้องช่วยพูดให้ฉันนะ!” เมื่อเห็นว่าการขอร้องด้วยเหตุผลใช้กับเซียวหยูซวนไม่ได้ เธอจึงเปลี่ยนวิธีโดยการเอาแต่ใจเหมือนกับเด็กๆ
เซียวหยูซวนจ้องมองเสี่ยวหลิง เธอทั้งโกรธทั้งขำในเวลาเดียวกัน “อะไรของเธอที่ว่าสนิ๊ทสนิทน่ะ? ไม่รู้ล่ะ เราตกลงกันแล้วว่า ถ้าฉันหาคนคนนั้นให้เธอได้ เธอจะจัดการที่เหลือเองทั้งหมด แล้วตอนนี้หน้าที่ของฉันก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว ขึ้นอยู่กับเธอแล้วว่าจะมีความสามารถพอที่จะทำให้เขามาช่วยเธอได้หรือเปล่า”
หลังจากนั้นเซียวหยูซวนก็ยืนขึ้น “เอาล่ะ ฉันต้องไปเตรียมบทเรียนสำหรับการสอนแล้ว หาวิธีเอาเองก็แล้วกันนะ”
เสี่ยวหลิงรีบจับมือเซียวหยูซวนไว้แล้วขอร้อง “ซวนซวนถ้าเธอไม่ช่วยฉัน ฉันต้องแย่แน่ เธอจะปล่อยให้ฉันต้องเสียทั้งเงินเสียทั้งตัวจริงๆงั้นเหรอ?”
เซียวหยูซวนขมวดคิ้วและหันไปถามด้วยความสงสัยทันที “เธอหมายถึงอะไร เสียเงินและเสียตัว?”
“มันเป็นการเดิมพันระหว่างฉันกับซุนจื่อซวง เอาไว้ฉันจะอธิบายรายละเอียดให้ฟังทีหลัง แต่ตอนนี้เธอต้องช่วยฉันก่อน ซวนซวนฉันขอแค่เธอนัดตาบ้านั่นออกมาเกริ่นให้ฉันนิดๆหน่อยๆ แล้วเดี๋ยวฉันจะพูดส่วนที่เหลือเองทั้งหมด น๊า~?” เสี่ยวหลิงกล่าวอย่างรวดเร็วด้วยแววตาอ้อนวอน
“เฮ้อ ฉันล่ะกลัวเธอจริงๆ” เซียวหยูซวนอดไม่ได้ที่จะส่ายหัวเล็กน้อยและจ้องเพื่อนของเธอด้วยสายตาอ่อนใจ “แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะแล้วฉันก็จะพูดแค่นิดเดียวเท่านั้น!”
“ไม่ต้องห่วง จะไม่มีครั้งต่อไปอีกแน่นอน!” เสี่ยวหลิงยิ้มร่า
“เชื่อตายแหละ!” เซียวหยูซวนส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ และแอบตัดสินใจว่าเธอจะขอแค่ให้จี้เฟิงออกมาและปล่อยให้เสี่ยวหลิงเป็นคนพูดเองทั้งหมด ส่วนหน้าที่ของเธอก็คือคอยดูสถานการณ์และอาจจะช่วยเสี่ยวหลิงพูดนิดๆหน่อยๆ
อย่างไรก็ตามเธอรู้อยู่แก่ใจว่า ความต้องการที่จะนัดหมายกับจี้เฟิงไม่เพียงแต่เป็นเพราะเรื่องของเสี่ยวหลิงเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่าหัวใจของเธอนั้นเรียกร้องอยากจะพบกับจี้เฟิงด้วยเหมือนกัน…
ในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยสีเขียวของสหพันธ์มหาวิทยาลัยเจียงโจว จี้เฟิงและถงเล่ยกำลังนั่งเล่นกันอยู่บนสนามหญ้า ทั้งสองเอนกายและกอดกันทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่น
ใบหน้าสวยงามของถงเล่ยมีความเขินอาย แต่ยิ่งขับเสน่ห์ความน่ารักและความบริสุทธิ์อย่างไม่มีใครเทียบได้ของเธอให้น่าหลงใหลมากขึ้น
จี้เฟิงกอดเอวที่คอดกิ่วและอ่อนนุ่มของถงเล่ยเบาๆ เนื่องด้วยสภาพอากาศที่ค่อนข้างร้อนถงเล่ยจึงสวมเพียงเสื้อยืดสีชมพูที่เรียบง่ายและกางเกงยีนขาสั้น จึงเผยให้เห็นผิวที่อ่อนโยนเนียนนุ่มและเรียวขาที่ขาวราวกับหิมะ
จี้เฟิงไม่สามารถห้ามใจได้ เขาใช้มือลูบขึ้นลูบลงบนผิวของเรียวขาที่เนียนนุ่มของถงเล่ยอย่างช้าๆ สัมผัสนี้มันทำให้หัวใจของเขาเต้นไม่เป็นส่ำ
“อ๊ะ~!” ถงเล่ยเผลอส่งเสียงอย่างเขินอายและแผ่วเบา เสียงนี้ทำให้ร่างกายของจี้เฟิงแทบลุกเป็นไฟ
ในเวลาต่อมาแขนของจี้เฟิงก็โอบเอวของถงเล่ยมาไว้ในอ้อมแขนของเขาอย่างสมบูรณ์ เขาใช้อีกมือหนึ่งเชยคางที่เรียบเนียนของถงเล่ยและจ้องมองไปที่ดวงตาคู่สวยที่ตอนนี้แสดงให้เห็นถึงความเขินอายของเธอ
ดวงตาที่สวยงามของถงเล่ยหรี่ลงเล็กน้อย ความงามราวกับพระเจ้าประธานให้บวกกับความเขินอายที่ดูบริสุทธิ์ผุดผ่องทำให้จี้เฟิงไม่สามารถต้านทานได้อีกต่อไป เขาบรรจงจูบลงบนริมฝีปากสีแดงอ่อนของถงเล่ย
“อื้ม~” ถงเล่ยครางเบาๆ ร่างกายของเธอแข็งทื่อโดยไม่ได้ตั้งใจ ทันใดนั้นเธอรู้สึกได้ถึงมืออุ่นๆของจี้เฟิงที่ขยับไปมาที่หลังของเธอ ถงเล่ยรู้สึกอายมากแต่ไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด เธอค่อยๆเอนกายตามการนำของจี้เฟิงอย่างว่าง่าย
จี้เฟิงรู้สึกฮึกเหิม ราวกับได้รับการอนุญาตเป็นนัยๆ เขาใช้มืออีกข้างหนึ่งเลื่อนลงไปสัมผัสที่บั้นท้ายและก้นที่กลมมนของถงเล่ย
“อา~”
ร่างกายของถงเล่ยเกร็งขึ้นอย่างกะทันหัน เธอรู้สึกได้ว่ามือของจี้เฟิงกำลังสัมผัสจุดที่อ่อนไหวของเธอ ถงเล่ยทั้งอายและประหม่าและมีความรู้สึกต่างๆมากมายกำลังถาโถมเธอเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“เฮ้~!”
จู่ๆก็มีเสียงดังขึ้นจากที่ไกลๆ จี้เฟิงและถงเล่ยสะดุ้งตกใจในเวลาเดียวกัน ถงเล่ยเหมือนกวางน้อยที่ตกใจกลัวเธอผละตัวเองออกจากอ้อมกอดของจี้เฟิงอย่างรวดเร็ว และจัดแจงเสื้อผ้าของเธอด้วยความเขินอาย
“...เอาจริงดิ?!” จี้เฟิงได้แต่สบถในใจ “ใครมันช่างมาตะโกนในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้วะเนี่ย?”
“อุ๊ปส์” เมื่อถงเล่ยเห็นหน้าตาที่แสดงความไม่อยากจะเชื่อของจี้เฟิง ทำให้ถงเล่ยที่เดิมทีเป็นเด็กสาวที่ขี้อายและยากที่จะยิ้มยังอดไม่ได้ที่จะหัวเราะคิกคัก ใบหน้าที่สวยงามของเธอที่เวลานี้เป็นสีแดงระเรื่อบวกกับเสียงหัวเราะและรอยยิ้มที่มีเสน่ห์ยิ่งทำให้เธอดูน่ารักมากขึ้นไปอีก
จี้เฟิงเลียริมฝีปากของเขาและยิ้มให้ถงเล่ย ปากเล็กๆของเธอช่างอ่อนนุ่มและรู้สึกดีมากจริงๆ
“เดี๋ยวเถอะ!” ถงเล่ยเขินยิ่งกว่าเดิม เธอส่งเสียงดุจี้เฟิงพร้อมกับย่นจมูกเล็กๆที่น่ารักของเธอ ในเวลานี้ถงเล่ยเป็นเด็กสาวที่กำลังหลงใหลและจมอยู่ในวังวนแห่งความรักอันแสนหวาน ถงเล่ยเปลี่ยนไปมาก เด็กสาวที่เคยเย่อหยิ่งนั้นหายไปไหนแล้ว? หากมีคนที่เคยมองถงเล่ยว่าเธอเป็นผู้หญิงที่สวยและเย่อหยิ่งมาเห็นเธอในเวลานี้ เกรงว่ากรามของพวกเขาคงจะร่วงจนถึงพื้นด้วยความประหลาดใจ
จี้เฟิงยิ้มเจ้าเล่ห์ “เธอจะดุฉันได้ยังไง ก็เมียของฉันสวยมากขนาดนี้ เธอจะไม่ยอมให้ฉันแสดงออกมาบ้างเลยเหรอ?”
“ใครเป็นเมียของนาย พูดจาหน้าไม่อาย!” ถงเล่ยดุด้วยรอยยิ้ม แต่ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความเขินอายและความสุขที่ไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ แต่จี้เฟิงก็สามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจน
ถงเล่ยรีบจัดเรียงเสื้อผ้าของเธออย่างรวดเร็ว แต่จี้เฟิงก็โอบเธอไว้ในอ้อมแขนของเขาอีกครั้งและทั้งสองก็กระซิบกระซาบกัน
วันนี้เป็นวันแรกของวันหยุดยาว หลังจากการฝึกทหารตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนเต็มได้สิ้นสุดลงก็จะเป็นระยะเวลาแห่งวันหยุดยาวในเดือนพฤศจิกายน แต่จี้เฟิงไม่ได้เลือกที่จะไปเยี่ยมแม่ของเขาที่หยานจิงในวันหยุดนี้ เขาได้โทรคุยกับเซียวซูเหม่ยแม่ของเขาเมื่อคืนก่อน แม่บอกกับเขาว่าเธอมีความสุขและสบายดี จี้เฟิงก็สามารถสัมผัสได้จากน้ำเสียงที่ร่าเริงของแม่ มันจึงทำให้เขารู้สึกโล่งใจมากและยินดีกับแม่ของเขาที่ในที่สุดก็ได้มีช่วงเวลาชีวิตที่ดี
อีกสาเหตุหนึ่งที่จี้เฟิงยังไม่อยากกลับไปหยานจิงในตอนนี้ ไม่ใช่เพราะว่าเขามีทิฐิแต่อย่างใดแต่เป็นเพราะเขาตัดสินใจแล้วว่าจะกลับไปหลังจากที่เขาได้ริเริ่มมีธุรกิจบางอย่างเป็นของตัวเองแล้ว
มีคำกล่าวไว้ว่า ลูกยังไงก็คือลูก สามีเลิกรากันไปก็เป็นคนอื่น
แม้ว่าพ่อของเขาจะมีตำแหน่งที่ใหญ่โตและมีอำนาจมากในประเทศจีนหรือแม้แต่ครอบครัวทางฝั่งพ่อจะมีอิทธิพลล้นเหลือขนาดไหน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าในสายตาคนอื่นจะมองแม่ของเขาเป็นส่วนหนึ่งในนั้น
ดังนั้นจี้เฟิงจึงตัดสินใจที่จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ด้วยตัวเองเพื่อให้แม่ของเขาได้อยู่อย่างมีเกียรติและภาคภูมิใจ
ดังนั้นจี้เฟิงจึงไม่ได้คิดที่จะไปไหนในช่วงวันหยุดยาวนี้ การอยู่ที่มหาวิทยาลัยนั้นสะดวกกว่ามากที่จะเข้าสู่จิตใต้สำนึกเพื่อฝึกฝนจากระบบฝึกอบรมสายลับระดับสูงในทุกๆคืน และที่สำคัญเนื่องจากมันเป็นวันหยุดยาว เพื่อนร่วมหอพักของเขาจึงกลับบ้านกันไปหมดแล้ว หรือแม้แต่ทั้งหอพักก็เหลือนักศึกษาเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
ส่วนถงเล่ยตัดสินใจที่จะอยู่กับจี้เฟิงวันหนึ่งและจะกลับไปที่หมางซือพร้อมกับจางเล่ยในวันพรุ่งนี้ ดังนั้นบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความรักที่หวานแหววจึงเกิดขึ้นในเวลานี้
สวนแห่งนี้ไม่เพียงแต่สวยงามและเงียบสงบห่างไกลจากความวุ่นวายเท่านั้น แต่อากาศก็ยังร่มรื่นเย็นสบาย มีลมพัดเข้ามาแทบจะตลอดเวลา การจะหาสถานที่ที่มีสภาพแวดล้อมเช่นนี้ในฤดูร้อนไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน
ดังนั้นในสหพันธ์มหาวิทยาลัย สวนเล็กๆที่เต็มไปด้วยต้นไม้และบรรยากาศดีๆแห่งนี้จึงมีชื่อเสียงในฐานะ “สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งความรัก”
จี้เฟิงได้ยินเรื่องนี้จากฮั่นจง เขาจึงลองพาถงเล่ยมาที่นี่และปรากฏว่าสภาพแวดล้อมที่นี่ก็ดีอย่างเหลือเชื่อ ถ้าไม่ใช่เพราะเสียงรบกวนที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันเมื่อครู่เกรงว่าตอนนี้อาจมีบางอย่างเกิดขึ้นระหว่างพวกเขาสองคนก็เป็นได้
เมื่อนึกถึงความเป็นไปได้นี้ จี้เฟิงก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบคนที่ส่งเสียง เขาจึงได้แต่คาดเดาว่า คนเมื่อครู่คงจะกำลังตามหาแฟนของเขาอยู่ และก็คงไม่ทันได้มองเขากับถงเล่ยที่กำลังทำความสนิทสนมกันอยู่อย่างแน่นอน
“จี้เฟิง นายวางแผนที่จะใช้วันหยุดหกวันที่เหลือทำอะไรเหรอ?” ถงเล่ยที่อยู่ในอ้อมแขนของจี้เฟิงกระซิบถามเขาเบาๆ
“ฉันก็ยังไม่แน่ใจ อืม.. ฉันคงจะลองไปหาบ้านพักใกล้ๆกับมหาลัย แล้วถ้าเกิดเจอที่ดีๆถูกใจ ก็อาจจะซื้อหรือเช่าเลยทันที” จี้เฟิงพูดหลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“นายจะซื้อบ้านงั้นเหรอ?!” ถงเล่ยตกใจเล็กน้อย “บ้านในเจียงโจวแพงมากเลยนะ!”
จี้เฟิงยิ้มและพยักหน้า “เด็กโง่เธอลืมที่ฉันบอกไปก่อนหน้านี้แล้วเหรอ ตอนนี้ฉันเป็นคนรวยที่มีเงินหลายสิบล้านเลยนะ!”
“อ่า...จริงด้วย!” ถงเล่ยจ้องมองเขาด้วยแววตาสงสัยเล็กน้อยและถามอีกครั้งว่า “แล้วทำไมถึงต้องซื้อบ้านข้างนอกด้วยล่ะ อยู่หอพักในมหาวิทยาลัยไม่ได้เหรอ ไม่ต้องเสียเงินด้วย”
จี้เฟิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ถ้าอยู่หอพักของมหาลัยฉันว่ามันไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ แต่ถ้าเราอยู่บ้านของเราเองก็จะไม่มีใครมารบกวนเราได้ ถูกมั้ย?”
“ง่ะ ตาบ้า!” ใบหน้าของถงเล่ยแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย แต่กลับมีความคาดหวังเล็กๆซ่อนอยู่ในแววตาที่เขินอายของเธอ อันที่จริงไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ไม่ชอบการที่จะได้มีรังรักเป็นของตัวเอง และแม้แต่กับผู้หญิงอย่างถงเล่ยก็ไม่มีข้อยกเว้น
เหตุผลที่เธอมักจะแสดงความเย่อหยิ่งเย็นชาแบบนั้น นั่นเป็นเพราะว่าส่วนใหญ่แล้วเธอรู้ว่าคนที่เข้าหาเธอนั้นมีจุดประสงค์บางอย่างเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากเธอ และอีกแง่หนึ่งเป็นเพราะเธอยังไม่ได้พบกับคนที่เธอชอบ แต่ตอนนี้เธอนั้นยอมรับหัวใจตัวเองอย่างเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วว่าเธอนั้นรักจี้เฟิง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เธอยากจะมีพื้นที่สำหรับความเป็นส่วนตัวสำหรับคู่รัก
เมื่อเห็นความเขินอายแต่ก็เห็นด้วยอยู่ในแววตาของถงเล่ย จี้เฟิงก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
เขาคิดว่าถ้าตอนนี้เขาและถงเล่ยกำลังอยู่ในบ้านของตัวเอง เขากับถงเล่ยคงจะ...
การนึกถึงเรื่องเหล่านี้ทำให้ภาพเหตุการณ์ในอดีตบางอย่างฉายชัดขึ้นมาในหัวของเขา มันเป็นตอนที่เขาได้รู้จักความสามารถด้านมุมมองหรือมองทะลุเป็นครั้งแรกจากการช่วยเหลือของสมองหมายเลข 1 เขาเผลอมองเรือนร่างใต้ร่มผ้าของถงเล่ยโดยไม่ได้ตั้งใจ เมื่อภาพในอดีตเหล่านั้นฉายชัดขึ้นมามันก็ทำให้การหายใจของเขาเปลี่ยนไปมันเร็วขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ ร่างกายของเขาเกิดความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
ถงเล่ยรับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของจี้เฟิง ใบหน้าที่แดงอยู่แล้วของเธอยิ่งแดงก่ำมากขึ้นไปอีก เธอรีบลุกขึ้นยืนและพูดทิ้งท้ายว่า “คนลามกคิดแต่เรื่องอะไรไม่รู้ตลอดทั้งวัน!”
จากนั้นเธอก็วิ่งหนีไป จี้เฟิงอดไม่ได้ที่จะยิ้มเมื่อมองไปที่ด้านหลังของแฟนสาวที่วิ่งหนีไปด้วยความเขินอาย
เช้าวันรุ่งขึ้นจี้เฟิงขับรถAudi ของเขาไปยังสถานที่ที่ไม่ไกลจากหอพักของถงเล่ยมากนัก วันนี้จางเล่ยและถงเล่ยจะกลับไปที่บ้านเกิดของพวกเขาในหมางซือ จี้เฟิงจึงทำได้แค่เพียงยอมปล่อยให้จางเล่ยใช้รถของเขาขับกลับไปเพราะคำขอร้องอ้อนวอนที่หนักแน่นของจางเล่ยมันทำให้เขายากที่จะปฏิเสธ
เรื่องฝีมือการขับรถของจางเล่ยนั้นจี้เฟิงไม่เป็นกังวลเลย เพราะเมื่อตอนที่พวกเขากลับจากค่ายทหารจางเล่ยได้แสดงฝีมือให้เห็นแล้วว่าเขาสามารถขับรถยนต์ได้อย่างคล่องแคล่วจริงๆ
ปัญหาเพียงอย่างเดียวในตอนนี้นั่นก็คือใบอนุญาตการขับขี่ แม้ว่าจางเล่ยจะสามารถขับรถได้แต่เขายังไม่มีใบอนุญาตการขับขี่
แม้แต่จี้เฟิงก็ไม่สามารถช่วยเขาในเรื่องนี้ได้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะมีเวลาไม่ถึงสองวันหลังจากที่จางเล่ยได้ขอยืมรถของเขาเพื่อขับกลับไปหมางซือ
“เฮ้! เจ้าบ้า!”
ไม่รู้ว่าจางเล่ยมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เมื่อมาถึงเขาก็โยนกระเป๋าเดินทางไปที่เบาะหลังและเดินตรงที่ยังฝั่งคนขับและเคาะกระจกรถ
จี้เฟิงเปิดประตูและเดินลงมา เขาถามด้วยรอยยิ้ม “ทำไมรีบร้อนอะไรขนาดนั้น แล้วถ้าวันนี้นายไม่มีใบขับขี่ ไม่ว่ายังไงฉันก็ไม่อาจให้นายขับรถของฉันกลับอย่างเด็ดขาด เพราะฉันไม่อยากให้แฟนของฉันต้องเดือดร้อนเพราะนาย!”
“โอ๊ย! กล้าพูด!” จางเล่ยอดไม่ได้ที่จะมองบน “แล้วแฟนของนายมันไม่ใช่น้องสาวของฉันหรือไงวะ?”
จางเล่ยหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กออกจากกระเป๋าเสื้อและสะบัดมันต่อหน้าจี้เฟิง “เอ้า! ดูซะ นี่ใช่ใบขับขี่หรือเปล่า!”
จี้เฟิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “อืม มันไม่ง่ายเลยสินะ สำหรับใบขับขี่นี้”
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้รับใบอนุญาตการขับขี่ภายในระยะเวลาไม่ถึงสองวันไม่ว่าจะมีความสัมพันธ์กับคนในมากแค่ไหนมันก็ไม่ใช่ว่าจะสำเร็จได้อย่างราบรื่น
เมื่อจี้เฟิงเอ่ยถึงเรื่องนี้ใบหน้าของจางเล่ยก็หมองลงเขายิ้มอย่างขมขื่นและพูดว่า “อย่าพูดถึงเรื่องนี้ ฉันโดนน้าด่าจนหูชา เฮ้อ~! แต่ก็ยังดีที่ได้ใบขับขี่มาจนได้!”
ไม่มีผู้ชายคนไหนไม่ชอบรถ แม้แต่จางเล่ยก็เช่นกัน เพื่อที่จะได้ขับรถ เขายอมโดนดุด่าอย่างว่าง่าย แต่เอาเข้าจริง การโดนดุโดนด่าไม่น่าจะส่งผลอะไรกับเขามากนัก เพราะเขาโดนดุด่ามาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว
“เล่ยซือ ขับรถระวังๆ อย่าผิดกฎจราจร อย่าประมาท และอย่าขับเร็วนักล่ะ! รู้มั้ย?!” จี้เฟิงรู้สึกเป็นกังวลและอดไม่ได้ที่สั่งข้อควรระวังขั้นพื้นฐานกับจางเล่ย
“ทำไมนายถึงได้กลายเป็นคนขี้บ่นเหมือนผู้หญิงไปแล้วตอนนี้ ไม่ต้องห่วงหรอกหน่า วันหยุดยาวสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ ฉันจะพาเล่ยเล่ยมาคืนนายเหมือนเดิมแน่นอน โอเค๊?” จางเล่ยอดไม่ได้ที่จะกลอกตา
“ผู้หญิงทุกคนต้องเป็นคนขี้บ่นงั้นเหรอ?” คนที่พูดขึ้นมาไม่ใช่จี้เฟิง แต่เป็นถงเล่ยที่ไม่รู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ เธอพูดพร้อมกับจ้องเขม็งไปที่จางเล่ยพี่ชายของเธอ
“แหม เล่ยเล่ยของเราเป็นข้อยกเว้นอยู่แล้ว” จางเล่ยยิ้มตาหยี
“จี้เฟิง~ ฉันต้องไปแล้วนะ!” เมื่อเห็นว่าเธอจะต้องแยกจากกับจี้เฟิงถงเล่ยก็รู้สึกใจหายเล็กน้อย เธอไม่ได้เจอกับจี้เฟิงมาหนึ่งเดือนในช่วงของการฝึกทหารและตอนนี้เธอก็กำลังจะกลับบ้านที่หมางซือหลังจากที่เพิ่งจะได้อยู่ด้วยกันเพียงแค่สองวัน ถงเล่ยจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าอยู่เล็กน้อย
จี้เฟิงบีบแก้มที่น่ารักของถงเล่ยเบาๆและยิ้ม “แค่ไม่กี่วันเอง เดี๋ยวมันก็ผ่านไป”
“อื้ม!” ถงเล่ยพยักหน้าพร้อมกับใบหน้าของเธอที่แดงขึ้นเล็กน้อย
“พวกนายไม่ได้ลืมอะไรใช่มั้ย หรือฉันกลายเป็นอากาศไปแล้ว?” จางเล่ยบ่นอุบอิบ “ได้เวลาแล้ว!”
ถงเล่ยอดไม่ได้ที่จะจ้องมองไปที่ดวงตาของจี้เฟิง เธอบีบแขนของเขาด้วยมือเล็กๆของเธอ จากนั้นเธอก็ขึ้นรถและรถก็ค่อยๆเคลื่อนตัวออกไป
“Rrrrrrr~~”
ก่อนที่จี้เฟิงจะรู้สึกเศร้าที่คนรักของเขาต้องกลับบ้านเกิดไปหลายวัน เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น
“เซียวหยูซวน?” จี้เฟิงมองไปที่หมายเลขที่เพิ่งโทรเข้ามา และความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกก็ผุดขึ้นมาในใจของเขา
…จบบทที่ 175~❤️