เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 173 พี่ใหญ่!

บทที่ 173 พี่ใหญ่!

บทที่ 173 พี่ใหญ่!


บทที่ 173 พี่ใหญ่!

“เฮ้~ พี่ใหญ่! พี่จี้เฟิง?” ทันทีที่เขาเห็นจี้เฟิง ดวงตาของจางเหว่ยก็สว่างขึ้นทันทีและเขาก็วิ่งเข้าไปหาจี้เฟิงที่นั่งหลบแดดอยู่ไม่ไกลนัก ไม่รู้ว่าเขาไปได้ยินชื่อจี้เฟิงจากที่ไหน เขาจึงเรียกด้วยความสนิทสนม

จี้เฟิงลุกขึ้นและเหลือบมองเขาด้วยรอยยิ้มและคิดในใจว่า แม้ว่าเด็กคนนี้ออกจะดูหน้าด้านไปซักหน่อย แต่เขาก็เป็นคนที่รู้งาน รู้วิธีที่จะก้าวไปข้างหน้าเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมและถอยหนีเมื่อรู้ถึงสถานการณ์ที่ไม่ชอบมาพากล ดูเหมือนว่าสิ่งเหล่านี้จะเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมและการอบรมเลี้ยงดูจากครอบครัวของเขามากทีเดียว

“ถ้าอึดอัดเกินไปที่ผมเรียกพี่ว่าพี่ใหญ่จี้เฟิง งั้นต่อจากนี้ผมจะเรียกพี่ว่าพี่เฟิงแล้วกันเนอะ?” จางเหว่ยสังเกตเห็นว่าจี้เฟิงไม่ชอบวิธีการเรียกของเขาเท่าไหร่นัก เขาใช้ความใจกล้าหน้าด้านเสนอการเรียกที่สนิทสนมขึ้นด้วยรอยยิ้ม

“ก็..แล้วแต่นายแล้วกัน!” จี้เฟิงตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉย “แล้วนายชื่ออะไรนะ จางเหว่ยใช่มั้ย?”

“ใช่แล้วๆ” จางเหว่ยยิ้มอารมณ์ดี “เอ้อ พี่เฟิงเรื่องก่อนหน้านี้ที่ผมมีตาแต่หามีแวว ผมต้องขอโทษด้วยจริงๆ อย่างโกรธอย่าเคืองกันเลยนะพี่เฟิง เมื่อกี้ผมก็เพิ่งโทรหานายน้อยฮั่น แน่นอนว่าเขาดุผมซะยับเลย ตอนนี้ผมสำนึกแล้ว”

จี้เฟิงพยักหน้าและพูดว่า “ไม่เป็นไร พวกเราอายุยังน้อยความผิดพลาดมันก็เกิดขึ้นกันได้ มันอยู่ที่ว่าพวกเราจะรู้จักปรับปรุงแก้ไขมันหรือเปล่า ว่าแต่พ่อของนายเป็นผู้ถือหุ้นของฮั่นกรุ๊ปงั้นเหรอ?”

“ได้ชื่อว่าเป็นหุ้นส่วนก็จริง แต่ก็เป็นเพียงหุ้นเล็กๆ” จางเหว่ยยิ้มเจื่อนๆ

“นั่นก็ยอดเยี่ยมแล้ว” จี้เฟิงพยักหน้าอย่างจริงจัง เขาเคยได้ยินเกี่ยวกับฮั่นกรุ๊ปจากฮั่นจงมาบ้างว่าฮั่นกรุ๊ปนั้นเป็นบริษัทที่แข็งแกร่งมาก ใครที่เป็นผู้ถือหุ้นของฮั่นกรุ๊ปได้แม้จะเป็นส่วนน้อยก็ตาม ก็รับรองได้เลยว่าเส้นสายและทรัพยากรทางการเงินของคนคนนั้นแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปอย่างแน่นอน

จางเหว่ยไม่กล้าที่จะแสดงความภาคภูมิใจต่อหน้าจี้เฟิงที่ดูเหมือนจะมีเส้นสายยิ่งใหญ่กว่าเขามาก เพราะแม้แต่นายน้อยฮั่นจงยังต้องพูดคุยกับชายคนนี้อย่างระมัดระวัง ดังนั้นการแสดงความภาคภูมิใจต่อหน้าผู้ชายคนนี้คงเป็นเรื่องที่โง่มาก

“พี่เฟิง ผมล่ะอิจฉาพี่จริงๆที่มีแฟนสาวสวยอย่างพี่สาวถงเล่ย!” จางเหว่ยยิ้มและพูดด้วยเสียงเบา “แต่พี่เฟิง ผมพอจะจำได้ว่ามีอีกหลายคนที่อยู่ที่นี่ต่างก็คิดที่จะจีบพี่สาวถงเล่ย...”

จี้เฟิงเหลือบมองเขา “ใครบ้าง? แล้วนายรู้ได้ยังไง?”

จู่ๆจางเหว่ยก็หัวเราะและกล่าวว่า “แหมพี่เฟิง อย่าอำผมเล่นเลย การจะรู้ได้ยังไงว่าใครเป็นใครนั้นไม่ยาก เพราะคนที่กล้าจีบพี่สาวถงเล่ย อย่างน้อยๆครอบครัวของเขาก็ต้องมีดีอะไรบางอย่าง ถ้าไม่รวยก็ต้องเป็นตระกูลเก่าแก่เส้นสายเยอะอะไรแบบนี้ แต่พี่เฟิงสบายใจได้ ตราบใดที่ผมยังอยู่ในแผนกภาษาต่างประเทศ ผมจะไม่ปล่อยให้ใครมาวอแวตามตื๊อแฟนของพี่เฟิงได้อย่างเด็ดขาด!”

จี้เฟิงมองหน้าของจางเหว่ยและนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็พูดขึ้นว่า “เอาโทรศัพท์นายมา!”

จางเหว่ยสะดุ้งตกใจเล็กน้อย และรีบพูดขึ้นว่า “พี่เฟิงอยากใช้มือถือเหรอครับ? ไม่มีปัญหา! ผมเพิ่งซื้อมือถือเครื่องนี้เมื่อตอนเปิดเทอม แต่พี่เฟิงเอาไปใช้ก่อนได้เลย ไว้รอการฝึกทหารสิ้นสุดลง ผมจะเตรียมเครื่องใหม่ที่ดีกว่าไว้สำหรับพี่เฟิง!” เขาพูดอย่างรีบร้อนพร้อมกับหยิบโทรศัพท์มือถือยื่นให้จี้เฟิง

“นายพูดบ้าอะไรของนาย!” ทันใดนั้นจี้เฟิงก็ตกใจกับคำพูดของจางเหว่ย นี่เขาคิดว่าฉันอยากได้โทรศัพท์มือถือของเขางั้นเหรอ?

จี้เฟิงรับโทรศัพท์มือถือจากจางเหว่ยด้วยความรู้สึกที่ทั้งโกรธทั้งขำ เขากดหมายเลขและกดโทรออกจากนั้นก็วางสาย “เมมไว้ด้วยนี่เบอร์ฉันเอง แล้วถ้ามีใครมาวอแวตามจีบหรือทำให้ถงเล่ยรำคาญใจ แล้วนายไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้ ให้บอกพี่ชายของถงเล่ยหรือโทรหาฉันทันทีเข้าใจมั้ย?”

อ้อ... จู่ๆจางเหว่ยก็เข้าใจในทันที ถ้าจี้เฟิงเป็นคนที่มีภูมิหลังที่ยิ่งใหญ่จริง แล้วเขาจะอยากได้โทรศัพท์มือถือของฉันได้ยังไง?

“พี่เฟิง ไม่ต้องเป็นห่วงฉันจะทำตามที่พี่บอก!” จางเหว่ยรู้สึกตื่นเต้นมาก ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เขาจะไม่ได้บาดหมางกับจี้เฟิงแล้ว แต่ดูเหมือนว่าเขาจะได้สนิทกับจี้เฟิงมากขึ้นด้วย เรื่องนี้มีแต่ได้ไม่มีเสียอย่างแน่นอน!

“ตราบใดที่นายรับปากฉันก็สบายใจ” จี้เฟิงกล่าว “แต่ฉันต้องย้ำกับนายอีกครั้งหนึ่งว่า นายไม่สามารถก้าวก่ายหรือเข้าหาถงเล่ยโดยใช้เหตุผลพวกนี้ได้ ไม่ว่ากรณีใดๆก็ตามแต่เข้าใจใช่มั้ย?”

เขากลัวว่าจางเหว่ยจะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการเข้าหาถงเล่ย และสุดท้ายเขาเองก็คงไม่ต่างจากคนโง่ ที่ฝากปลาย่างไว้กับแมว

จางเหว่ยรีบพูดขึ้นทันที “พี่เฟิง! ผมจะกล้าดีขนาดนั้นได้ยังไง ผมขอสาบานตรงนี้เลยก็ได้ ถ้าต่อจากนี้ผมคิดอะไรกับแฟนของพี่เฟิงมากกว่าคำว่าเพื่อนพี่น้อง ขอให้ฟ้าผ่าตายได้เลย!”

“ไม่ต้องพูดเสียงดังขนาดนั้นก็ได้ นายกลัวไม่เป็นที่สนใจมากพอหรือไง?!” จี้เฟิงเหลือบมองเขาและคิดในใจว่า สำหรับคนที่เอ่ยปากสาบานได้อย่างง่ายดายนั้นเป็นเพียงแค่ลมปากและยากที่จะเชื่อ แต่สิ่งหนึ่งที่จี้เฟิงเชื่อได้นั่นก็คือ เชื่อในสายตาตัวเองที่เขาคิดว่าจางเหว่ยคนนี้ต้องเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ที่ดีพอ รู้ว่าอะไรควรทำและอะไรไม่ควรทำ มันไม่ใช่เรื่องยากที่เขาจะสามารถควบคุมทิศทางบังคับหางเสือคนแบบนี้ได้ และจี้เฟิงก็แน่ใจว่าจางเหว่ยคงไม่วอนหาเหาใส่หัวตัวเองอย่างแน่นอน

ในตอนนี้จี้เฟิงรู้สึกสบายใจมากขึ้น อย่างน้อยในอนาคตถ้าเขาหรือจางเล่ยไม่ได้อยู่ตรงนั้นกับถงเล่ยในช่วงเวลาที่มีปัญหา เขาก็สบายใจได้ว่าจะมีคนช่วยดูแลเธอเพิ่มขึ้น

“เอาล่ะๆ ไม่ต้องพูดอะไรมากแล้ว ไว้ฉันมีเวลาจะโทรหานายกับฮั่นจงไว้ไปนั่งดื่มเหล้ากันซักหน่อย!” จี้เฟิงตบไหล่จางเหว่ยและพูดด้วยรอยยิ้ม

จางเหว่ยไม่ใช่คนดีอะไรนัก แต่ในมุมมองของจี้เฟิงคนแบบนี้ก็ยังดีกว่าพวกน่าซื่อใจคด เมื่อต้องคบหากับคนแบบจางเหว่ย เพียงแค่ใช้มาตรการที่ดี คนแบบนี้อาจมีประโยชน์ในช่วงเวลาวิกฤต

ในไม่ช้าเวลาของการฝึกซ้อมทหารอย่างเป็นทางการก็กำลังจะเริ่มขึ้น จี้เฟิงมองดูนาฬิกาตอนนี้เป็นเวลาเก้าโมงครึ่งแล้ว ทีมของถงเล่ยเริ่มรวมกันแล้ว และจางเล่ยก็เดินออกมาด้านหน้ากับครูฝึก

“เจ้าบ้า?!” เมื่อเห็นจี้เฟิง จางเล่ยก็ตกใจอย่างเห็นได้ชัด รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาทันที เขารีบวิ่งมาทางจี้เฟิงที่อยู่ไม่ไกลและต่อยจี้เฟิงที่หน้าอก “เจ้าบ้า มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่เห็นโทรมาบอกฉันเลยล่ะ?”

หมัดของจางเล่ยที่ต่อยลงบนร่างกายของจี้เฟิงไม่นับว่าเป็นการเกาด้วยซ้ำ จี้เฟิงทำหน้าจริงจังและพูดว่า “ติดต่อนาย? ทำไมฉันต้องติดต่อนายด้วย?”

“เจ้าบ้า กินยาเม็ดลืมเขย่าขวดเหรอ?” จางเล่ยถามอย่างงงๆ “ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ?”

“หึ! ฉันต้องถามนายมากกว่า ก่อนหน้านี้ฉันบอกนายไว้ว่ายังไง? ให้คอยปกป้องน้องสาวของนายไม่ใช่เหรอ แค่นี้นายยังทำไม่ได้เลย!” จี้เฟิงเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างถงเล่ยกับจางเหว่ย

เมื่อฟังจบดวงตาของจางเล่ยก็เบิกกว้างขึ้นทันที “เช็ดแม่ม ไอ้จางเหว่ย ฉันไม่ชอบขี้หน้ามันมานานแล้ว ฉันจะไปจัดการมันเดี๋ยวนี้ล่ะ!”

“ฉันเคลียจบไปแล้ว!” จี้เฟิงตะคอก

“จบแล้ว?” จางเล่ยอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “ฮ่าๆ เจ้าบ้า ฉันคิดไม่ถึงจริงๆว่านายก็หึงเป็น!”

“ไปตายซะ!” จี้เฟิงสาปแช่งด้วยความโกรธ “ครั้งนี้ฉันจะปล่อยไปก่อน เพราะถงเล่ยไม่ได้รับอันตรายใดๆ แต่ถ้านายปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก ฉันจะทำให้นายไม่เหลือฟันในปากเลยคอยดู!”

จางเล่ยเบะปากมองบน แต่เมื่อนึกถึงฝีมือของจี้เฟิง เขาก็เลิกทำหน้าตากวนตีน เรื่องอะไรเขาจะต้องยั่วให้จี้เฟิงอยากกระทืบเขามากขึ้นไปอีก?

“เอาล่ะการฝึกซ้อมทางทหารกำลังจะเริ่มแล้ว ฉันต้องไปแล้ว!” จี้เฟิงรู้ดีว่าจางเล่ยเป็นคนเลินเล่อ เขาต้องเตือนจางเล่ยอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นถ้าเขายังคงประมาทต่อไปในอนาคตอาจจะมีบ้างอย่างเกิดขึ้นที่แก้ไขไม่ได้

จางเล่ยก็ค่อนข้างรู้สึกผิดเช่นกัน เขาเกาหัวและกล่าวว่า “งั้นฉันไปรวมทีมก่อนแล้วไว้ฉันจะมาไถ่โทษในเรื่องนี้ทีหลัง”

เมื่อมองไปที่ด้านหลังที่หดหู่ของจางเล่ย จี้เฟิงก็อดยิ้มไม่ได้

การฝึกซ้อทางการทหารดำเนินไปอย่างราบรื่น แผนวิชาภาษาต่างประเทศเป็นทีมที่อยู่ในอันดับแรกๆ ถงเล่ยและจางเล่ยจึงสามารถออกมาได้ก่อนอย่างไม่น่าเกลียดนัก

“สิบนาที! ฉันให้เวลานายแค่สิบนาที!” จี้เฟิงมองไปที่นาฬิกาของเขาและพูดยิ้มๆ “ถ้าเกินกว่านั้นฉันจะไม่รอนะ เล่ยซือ”

“เจ้าบ้า นายคิดว่าฉันเป็นเดอะแฟลชเหรอ?” จางเล่ยบ่นอุบอิบ “สิบนาทีอย่าว่าแต่เก็บกระเป๋าเลย แค่เปลี่ยนเสื้อผ้าก็ปาเข้าไปห้าหกนาทีแล้ว!”

“นั่นไม่ใช่ปัญหาของฉัน!” จี้เฟิงยิ้มกว้าง

ถงเล่ยที่ยืนอยู่ข้างๆจี้เฟิงในตอนนี้นอกจากจะไม่ได้พูดอะไรเพื่อช่วยพี่ชายของเธอแล้ว เธอยังหัวเราะคิกคัก

“นายมันช่างโหดร้าย!” จางเล่ยกัดฟันและรีบวิ่งไปที่หอพักของเขาเพื่อเก็บข้าวของ

………

เมื่อทั้งสามคนมาถึงรถของจี้เฟิงที่จอดอยู่ที่ลานจอดรถ จางเล่ยก็อดไม่ได้ที่จะขยี้ตา “อย่าบอกนะว่านี่คือรถของนายนะเจ้าบ้า!”

แม้ว่าพวกเขาจะรู้จักต้นกำเนิดที่แท้จริงของจี้เฟิงตั้งนานแล้ว แต่มันก็ยังคงเป็นเรื่องยากในการปรับตัวเมื่อนึกภาพจี้เฟิงที่ขับรถAudi สุดหรูที่เขาเป็นเจ้าของคันนี้

รู้หรือไม่ว่าจี้เฟิงเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ว่าเขาจะไม่พึ่งพาครอบครัวของเขาแล้วนับประสาอะไรกับการขอเงินของครอบครัวมาใช้ซื้อของราคาแพงแบบนี้

“ฉันซื้อรถคันนี้ด้วยตัวเอง แม้ว่าใบขับขี่อาจจะได้มาเพราะเส้นสายเล็กๆน้อยๆก็ตาม แต่เอาเป็นว่าฉันซื้อรถคันนี้ด้วยเงินของฉันทั้งหมด” แน่นอนว่าจี้เฟิงรู้ว่าจางเล่ยกำลังคิดอะไรอยู่ เขาจึงชิงอธิบายก่อน

แต่คำอธิบายของจี้เฟิงยิ่งทำให้จางเล่ยประหลาดใจมากขึ้น “แล้วนายไปได้เงินมาจากไหน?”

“ฉันเก็บได้!” จี้เฟิงยิ้มและวางกระเป๋าลงในกระโปรงหลังรถ จากนั้นก็เดินไปฝั่งคนขับเปิดประตูและเข้าไปนั่ง

“เล่ยเล่ย เธอนั่งหน้ากับจี้เฟิงเลย พี่จะไปนั่งด้านหลัง” จางเล่ยเปิดประตูรถอย่างรวดเร็วและเข้าไปที่เบาะหลังและนอนลงโดยยกเท้าขึ้นวางบนประตูรถ

“โอ้ว มันสบายจริงๆ ยิ่งนอนแบบนี้ยิ่งสบายสุดๆ!” ในรถที่มีเครื่องปรับอากาศเมื่อเทียบกับอากาศข้างนอกที่ร้อนอบอ้าวมันช่างเหมือนกับอยู่คนละโลก!

“พี่ชาย ช่วยทำตัวดีๆหน่อยได้มั้ย!” ถงเล่ยบ่นอย่างไม่พอใจ

จางเล่ยยิ้มตอบแต่ไม่ได้ลุกขึ้นนั่งแต่อย่างใด เขาใช้วิธีพูดคุยเบี่ยงประเด็น “เจ้าบ้า ตกลงยังไง? นายยังไม่ได้ตอบฉันเลยว่านายไปเอาเงินมาจากไหน?”

จี้เฟิงยิ้ม “คือตอนฝึกทหารได้ประมาณหนึ่งสัปดาห์ ก็เกิดปัญหาเล็กน้อยฉันจึงออกจากค่ายทหารก่อนกำหนด แล้วหลังจากนั้นฉันได้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าหินหยกหยาบโดยบังเอิญ และฉันก็ดันโชคดีชนะการเดิมพันหินหยกและทำกำไรมาได้นิดหน่อย”

“นิดหน่อยนี่เท่าไหร่?” จางเล่ยถามทันที

“ก็ประมาณ 40 ล้านหยวนได้มั้ง” จี้เฟิงพูดเบาๆพร้อมกับส่ายหัว แต่เขาก็แอบแสยะยิ้มอยู่ในใจ

“ห๊า! เท่าไหร่นะ?!” จางเล่ยลุกพรวดจนหัวของเขาชนกับหลังคาด้านในของรถ เขารีบเอามือลูบหัวเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดอยู่ครู่หนึ่งและถามซ้ำ “เจ้าบ้า นายบอกว่าเท่าไหร่นะ!”

“จี้เฟิง นายเพิ่งพูดว่า 40 ล้านหยวนเหรอ?” ถงเล่ยรู้สึกตกใจเช่นกัน บนใบหน้าเล็กๆน่ารักของเธอเต็มไปด้วยความประหลาดใจ เงินที่มากถึง 40 ล้านหยวน เกรงว่าตลอดชีวิตฉันก็คงหาเงินมากขนาดนี้ไม่ได้

จี้เฟิงพยักหน้าและกล่าวว่า “อืม มากกว่า 40 ล้านหยวน ฉันลองพนันกับแร่หินหยกหยาบก้อนใหญ่ไปก้อนหนึ่งและปรากฏว่าได้หยกคุณภาพเยี่ยมมา ดังนั้นฉันจึงขายมัน...”

เขาเล่าถึงเหตุการณ์ในงานแสดงสินค้าหินหยกในวันนั้นอย่างละเอียด แน่นอนว่าเรื่องของฮูซู่ฮุ่ยและพี่สาวกับพี่เขยของเธอถูกละเว้นไว้

ถึงอย่างนั้นจางเล่ยและถงเล่ยต่างก็ฟังด้วยความสนใจใครรู้ พวกเขาจ้องมองไปที่จี้เฟิงอย่างไม่ละสายตา

“เอ่อ.. เจ้าบ้า นายหมายถึงนายเพิ่งซื้อหินในราคาไม่กี่ร้อยหยวนแล้วขายได้หลักล้าน แล้วไปยืมเงินคนอื่นมาเพื่อเล่นพนันหินหยกต่อจนขายได้หลายสิบล้าน?” จางเล่ยถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ

จี้เฟิงพยักหน้า “มันเป็นเรื่องของการเสี่ยงโชค มีคำกล่าวไว้ว่า หนึ่งดาบในสวรรค์และหนึ่งดาบในนรก หากคนที่เดิมพันหินหยกแล้วชนะ เขาก็จะได้เงินมากมาย แต่ถ้าผลมันออกมาตรงข้ามกัน คนคนนั้นก็อาจจะใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะได้ทุนคืน”

“แต่นายก็ยังกล้าเดิมพัน?!” จางเล่ยตะโกน

จี้เฟิงยิ้มและพูดว่า “ก็ตอนนั้นฉันเบื่อไม่มีอะไรทำ มันจะเสียหายตรงไหนหากฉันจะลองพนันดู แถมฉันก็เริ่มจากหินราคาถูกๆ แต่ดันโชคดีได้เงินมาเยอะหน่อยก็แค่นั้นเอง”

“สุดจริงว่ะ!” จางเล่ยยกนิ้วให้ อันที่จริงคนที่มีความคิดและใจกล้าอย่างจี้เฟิงเหมาะกับการเล่นพนันเป็นที่สุด และก็เป็นเรื่องแปลกที่คนพวกนี้มักจะชนะการพนันบ่อยๆซะด้วย

ในเวลานี้ภายในใจของจางเล่ยอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าเขาคิดถูกจริงๆที่ยุยงให้น้องสาวของเขากับจี้เฟิงคบหากัน “สายตาของฉันนี่มันยอดเยี่ยมดีจริงๆ!” จางเล่ยชื่นชมตัวเองอยู่ในใจอย่างมีความสุข

ท่าทีของถงเล่ยก็ดูดีใจมากเช่นกัน แต่เธอไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องเงินมากนัก โดยปกติแล้วถงเล่ยไม่ได้เป็นคนที่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยหรือใช้ชีวิตหรูหราอยู่แล้ว ตราบใดที่มีเงินเพียงพอที่จะใช้จ่ายเธอก็พอใจแล้ว เธอรู้สึกมีความสุขและยินดีกับจี้เฟิงอย่างจริงใจที่เขาสามารถทำเงินได้มากมายหลายสิบล้าน

นี่คือสิ่งที่จี้เฟิงชอบมากที่สุดในตัวเธอ

“เพื่อนรักนายมีเงินตั้งหลายสิบล้าน นายพอจะให้ฉันยืมบ้างได้มั้ย?” จางเล่ยถามขึ้นทันทีโดยไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังมีความคิดอะไรแผลงๆอยู่ในใจ

จี้เฟิงตกใจเล็กน้อย “นายเดือดร้อนเรื่องเงินเหรอ?”

“ก็ใช่น่ะสิ!” จางเล่ยพูดเสียงดัง “เจ้าบ้า นายลืมไปแล้วเหรอว่าสถานะของฉันเวลาอยู่ที่บ้านเป็นยังไง ตาแก่ที่บ้านเข้มงวดกับฉันจะตาย ถึงแม้ว่าเขาจะทำไม่ได้ในตอนนี้ก็เหอะ แต่นายคิดดูขนาดเล่ยเล่ยยังได้เงินเดือนล่ะหนึ่งพันหยวน แต่ฉันได้แค่หกร้อยหยวน แล้วฉันจะไปพอใช้อะไรได้ยังไง!”

เมื่อมองไปที่ท่าทางขมขื่นของจางเล่ย จี้เฟิงและถงเล่ยก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน

“ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ปล่อยให้นายต้องอดตายแน่นอน!” จี้เฟิงยิ้ม

“ฉันรู้ว่าฉันเลือกคบคนไม่ผิดจริงๆ” จางเล่ยยิ้มกว้างทันที

...จบบทที่ 173~❤️

จบบทที่ บทที่ 173 พี่ใหญ่!

คัดลอกลิงก์แล้ว