เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 172 จางเหว่ยผู้รู้งาน

บทที่ 172 จางเหว่ยผู้รู้งาน

บทที่ 172 จางเหว่ยผู้รู้งาน


บทที่ 172 จางเหว่ยผู้รู้งาน

“หยุด!”

เมื่อเห็นว่าจี้เฟิงและถงเล่ยยังซุบซิบคุยกันอย่างหวานหยดย้อยโดยไม่สนใจเขาเลยแม้แต่นิดเดียว จางเหว่ยก็พูดเสียงดัง “ตอนนี้การฝึกทหารและการฝึกซ้อมครั้งสุดท้ายยังไม่จบและกำลังจะเริ่มขึ้น แต่นายกลับพาถงเล่ยที่เป็นคนในทีมของเขาออกไปแบบนี้ นั่นก็หมายความว่านายไม่เห็นความสำคัญของกฎระเบียบในค่ายทหารแห่งนี้เลยใช่หรือไม่?”

“ไปไหนก็ไปป่ะ อย่ามายุ่งกับฉัน!” ใบหน้าของจี้เฟิงดุดันขึ้นทันที จี้เฟิงรู้ว่าจางเหว่ยไม่พอใจและไม่รู้จะหยุดพวกเขาได้อย่างไรจึงหยิบหยกเรื่องระเบียบวินัยมาอ้าง!

“นาย..!” จางเหว่ยถึงกับหน้าตึง “เพื่อนยากนายเป็นคนแรกที่กล้าไล่ฉันแบบนี้!”

“เหอะ! ใครเพื่อนคุณ!” จี้เฟิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะ แต่ในขณะนั้นถงเล่ยก็ดึงแขนเขาไว้เป็นเชิงห้าม

“นายรู้มั้ยว่าฉันเป็นใคร?” จางเหว่ยเดินตามไปสามสี่ก้าวเพื่อหยุดทั้งสองคนไว้และถามอย่างหยิ่งผยอง

“โอ้?” จี้เฟิงเริ่มรู้สึกสนใจเรื่องนี้ขึ้นมาเล็กน้อย เขารู้แล้วว่าถ้าวันนี้ไม่จัดการเรื่องนี้ให้ดี ในอนาคตถงเล่ยคงจะไม่ได้อยู่ในแผนกภาษาต่างประเทศอย่างสงบสุขแน่นอน ในเมื่อเป็นแบบนี้เขาคงต้องจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จเรียบร้อยในทีเดียว

“ฉันชักอยากจะรู้แล้วล่ะว่าคุณเป็นใคร” จี้เฟิงถามเสียงเรียบ

“นายรู้จักฮั่นกรุ๊ปมั้ยล่ะ? พ่อฉันเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นของฮั่นกรุ๊ป ดังนั้นไม่มีอะไรที่ฉันจะทำไม่ได้ในเจียงโจว แล้วนับประสาอะไรกับคนที่มันกล้ากวนตีนฉัน!” จางเหว่ยกล่างอย่างภาคภูมิใจ

“กล้าพูดอย่างไม่อายปาก!” จี้เฟิงยิ้มเยาะ แต่ทันใดนั้นเขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้และถามว่า “ฮั่นกรุ๊ป? ที่นายพูด..นายหมายถึงฮั่นกรุ๊ปไหน?”

“อะไรกันเด็กน้อย นายไม่รู้จักฮั่นกรุ๊ปเหรอ?” จางเหว่ยถามด้วยน้ำเสียงดูถูก “แม้แต่ฮั่นกรุ๊ปก็ยังไม่รู้จัก ช่างไม่เจียมตัวเองเลยจริงๆ นายไม่มีคุณสมบัติที่ดีพอจะคบกับถงเล่ยเลยแม้แต่น้อย ฉันจะบอกให้เอาบุญนะ ฮั่นกรุ๊ปเป็นบริษัทสิ่งทอที่มีชื่อเสียงเป็นอับดับหนึ่งในเจียงโจว!”

“อ้อ.. มันเป็นแบบนี้นี่เอง” จู่ๆใบหน้าของจี้เฟิงกลับมีรอยยิ้ม “งั้นก็หมายความว่านายต้องรู้จักกับฮั่นจงสินะ?”

“ใครนะ?” จางเหว่ยผงะ

“ฮั่นจง” จี้เฟิงพูดอย่างนิ่งๆ “เขาเป็นเพื่อนของฉัน”

ใบหน้าของจางเหว่ยบิดเบี้ยวขึ้นทันที “นายอย่ามาโกหกฉัน คนอย่างนายจะไปรู้จักกับฮั่นจงได้ยังไง?!”

“ฉันพูดเรื่องจริง! ฉันกับเขาเป็นเพื่อนกัน” จี้เฟิงส่ายหัวและยิ้ม เขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วกดโทรออกหาฮั่นจง แต่ไม่มีใครรับสาย เขาจึงนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้มันใกล้ถึงเวลาฝึกซ้อมทหารแล้ว มันจึงมีความเป็นไปได้ว่าฮั่นจงอาจจะไม่ได้พกโทรศัพท์มือถือมาด้วย

เมื่อเห็นว่าจี้เฟิงทำเป็นโทรศัพท์และสุดท้ายก็ไม่มีใครรับสายจางเหว่ยก็หัวเราะ “ฮ่าฮ่าฮ่า! นายนี่กล้าดีนะ แกล้งทำตัวเป็นคนใหญ่คนโตโกหกตอแหลว่าเป็นเพื่อนกับนายน้อยฮั่น!”

จี้เฟิงขี้เกียจเกินไปที่จะมายืนเถียงกับจางเหว่ย หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่งเขาก็กดโทรออกไปยังหมายเลขของตู้เส้าเฟิง แม้ว่านักศึกษาคนอื่นๆจะไม่สามารถนำโทรศัพท์มือถือมาได้ แต่ในฐานะหัวหน้าทีมนั้นมีความเป็นไปได้ว่าตู้เส้าเฟิงจะสามารถพกโทรศัพท์มือถือติดตัวได้

“โอ้! พี่จี้ อารมณ์ไหนถึงโทรหาฉันได้เนี่ย!” เมื่อการเชื่อมต่อสำเร็จ เสียงของตู้เส้าเฟิงก็ดังขึ้นจากปลายสายทันที

“สวัสดีเหล่าตู้ ฉันรบกวนอะไรหน่อย ให้ฮั่นจงมารับสายที” จี้เฟิงบอกความต้องการของเขาทันทีและใช้คำพูดอย่างเป็นกันเอง เขาไม่จำเป็นต้องพูดจาสุภาพกับตู้เส้าเฟิงเพื่อนของเขา

“เฮ้ย! จะโกหกอะไรก็ให้มันพอประมาณหน่อย!” จางเหว่ยพูดเยาะเย้ย

หยางปิงที่อยู่ใกล้ๆมองไปที่จี้เฟิงด้วยความประหลาดใจ แม้จะถูกพูดจาใส่ขนาดนี้แต่ท่าทีของจี้เฟิงยังคงสงบนิ่ง แม้จะดูหงุดหงิดเล็กน้อยแต่ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะแสร้งทำเป็นรู้จักกับคนใหญ่คนโตเพื่อแค่อยากจะเอาชนะจางเหว่ย หรือเขาจะถูกคนน่ารำคาญอย่างจางเหว่ยจับไต๋ได้จริงๆ?

แฟนของเล่ยเล่ยเป็นใครกันแน่?

“ไง เหล่าจี้มีอะไรเหรอ?” ในที่สุดเสียงของฮั่นจงก็ดังขึ้นและเขาก็ถามจี้เฟิงด้วยรอยยิ้ม

“มีลูกชายของผู้ถือหุ้นบริษัทในเครือของนายคนหนึ่งชื่อว่าจางเหว่ย เขาห้ามไม่ให้ฉันพาแฟนของฉันออกไปจากที่นี่ และดูเหมือนว่าเขาจะมาวอแวกับแฟนของฉันด้วย ฉันก็มีสิทธิที่จะโทรหานายเพื่อร้องเรียนไม่ใช่เหรอ?” จี้เฟิงพูดยิ้มๆ

เมื่อได้ยินจี้เฟิงพูดเช่นนี้ท่าทีของฮั่นจงที่อยู่อีกด้านหนึ่งของปลายสายก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน แน่นอนว่าเขานั้นรู้ดีว่าตัวแสบจางเหว่ยนั้นเป็นคนแบบไหน และอดไม่ได้ที่จะก่นด่าอยู่ในใจ “ไอ้ลูกหมานั่น กล้าดียังไงถึงได้ไปวอแวกับแฟนของจี้เฟิง? มันต้องโง่แค่ไหนกันวะเนี่ย!”

เมื่อเขานึกถึงเส้นสายที่ใหญ่โตของจางเล่ยพี่ชายของถงเล่ย คนคนนี้มีบทบาทสำคัญที่ทำได้แม้กระทั่งสั่งย้ายผู้กำกับของสถานีตำรวจได้ด้วยการโทรศัพท์เพียงกริ๊งเดียว

“เหล่าจี้ นายเอาโทรศัพท์ส่งให้ไอ้บ้านั่นหน่อย!” ฮั่นจงพยายามระงับความโกรธและบอกกับจี้เฟิง

จี้เฟิงยิ้มเล็กน้อยและยื่นโทรศัพท์ออกไปทางจางเหว่ย “คุณจาง รับสายนี้หน่อย!”

“เหอะ อย่ามาอำฉันหน่อยเลย!” จางเหว่ยไม่เชื่อว่าจี้เฟิงจะรู้จักกับฮั่นจงจริงๆ เขาจึงรับสายและมองจี้เฟิงด้วยสายตาดูถูก “ไง ฉันจางเหว่ย นายเป็นใคร?”

“ฉันคือฮั่นจง เดี๋ยวนี้นายกล้ามากขนาดนี้แล้วเหรอ! นายรู้ตัวรึเปล่าว่านายกำลังหาเรื่องใครอยู่?!” ฮั่นจงที่ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องระงับความโกรธแล้วได้ตะโกนใส่จางเหว่ยผ่านทางโทรศัพท์

เชี่ยยย!

เหงื่อเย็นๆที่ผุดขึ้นเต็มหน้าผากของจางเหว่ยค่อยๆไหลลงมา เขาจะไม่สามารถจำเสียงของฮั่นจงได้อย่างไร? สีหน้าของเขาซีดเผือดอย่างมากในตอนนี้ เขามองไปที่จี้เฟิงด้วยความมึนงงสับสนและตกใจ ผู้ชายคนนี้รู้จักฮั่นจงได้ยังไง?

แม้ว่าพ่อของจางเหว่ยจะเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นของฮั่นกรุ๊ป แต่ก็ยังห่างไกลหากเปรียบเทียบกับทายาทที่จะเป็นเจ้าของตัวจริงในอนาคตของฮั่นกรุ๊ปอย่างฮั่นจง หากเขาต้องใช้โอกาสนี้ในการไล่พ่อของเขาออกมันก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย

“คุณต้องแก้ไขในเรื่องนี้จนกว่าจี้เฟิงพี่ชายของฉันจะพึงพอใจ ไม่เช่นนั้นนายน่าจะรู้ผลที่ตามมา!” ฮั่นจงวางสายทันทีเมื่อพูดจบ

ใบหน้าของจางเหว่ยซีดมากขึ้นไปอีกจากนั้นเขาก็ยื่นโทรศัพท์คืนให้กับจี้เฟิงด้วยมือที่สั่นเทา “พี่ใหญ่ วันนี้ฉันทำเรื่องผิดพลาดโดยไม่ทันคิดจนอาจจะทำให้พี่ใหญ่และพี่สาวถงเล่ยต้องขุ่นเคืองใจ พี่ใหญ่ให้โอกาสฉันได้แก้ไขในเรื่องนี้ได้หรือไม่”

อะไรวะนั่น?!

ในตอนนี้ทุกคนที่เฝ้าดูเหตุการณ์ด้วยความตื่นเต้นต่างเบิกตากว้างขึ้น และมองไปที่ฉากตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ ชายหนุ่มคนนี้ใช่คนเดียวกันกับจางเหว่ยผู้หยิ่งผยองและอวดดีคนนั้นหรือเปล่า?

ในการฝึกทหารตลอดทั้งเดือน จางเหว่ยที่มักจะเชิดหน้าและไม่เคยเห็นหัวใครทั้งสิ้น ตอนนี้กลับเจียมเนื้อเจียมตัวนอบน้อมเพียงแค่รับโทรศัพท์จากแฟนของถงเล่ย อะไรถึงทำให้เขากลัวและเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้?

จี้เฟิงยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ที่เหนือกว่าพร้อมกับรับโทรศัพท์คืนมาและพูดว่า “ฉันจะลืมเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็แล้วกัน แต่นายต้องจำไว้ให้ดีว่า ถงเล่ยเป็นแฟนของฉันและอย่าได้มายุ่งหรือทำให้เธอต้องเดือดร้อนอีก ไม่อย่างนั้นละก็... หึหึ!”

น้ำเสียงที่เย็นชาของจี้เฟิงทำให้จางเหว่ยอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียวสันหลังวาบและตัวสั่นเล็กน้อย ในตอนที่เขารับสายจากฮั่นจง ไม่เพียงแต่เขาได้ยินฮั่นจงเรียกจี้เฟิงว่าพี่ชายแล้ว แต่ดูเหมือนว่าแม้แต่ฮั่นจงก็ต้องระมัดระวังตัวพอสมควรเมื่อต้องพูดถึงผู้ชายคนนี้ เมื่อฟังจากน้ำเสียงและคำพูดของฮั่นจงทั้งหมดแล้ว จางเหว่ยก็พอจะรู้ได้ว่าแฟนของถงเล่ยคนนี้ต้องเป็นคนที่มีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา

“พี่ใหญ่โปรดมั่นใจได้เลย น้องชายคนนี้จะไม่มีทางทำอะไรให้พี่สาวถงเล่ยแฟนของพี่ใหญ่ต้องไม่สบายใจอีก และยิ่งไปกว่านั้นหากในอนาคตมีใครต้องการจะมาก่อกวนเธอ ผมจะช่วยหยุดไม่ให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน!” จางเหว่ยเปลี่ยนท่าทีอย่างรวดเร็วราวกับกิ้งก่าเปลี่ยนสี

ทันใดนั้นจี้เฟิงก็ยิ้มเล็กน้อยและกล่าวว่า “งั้นก็ขอบคุณมาก”

“ยินดีครับ ยินดีมาก!” จางเหว่ยรีบโบกมือ “ในเมื่อพี่ใหญ่เป็นเพื่อนกับนายน้อยฮั่น นั่นก็...เรื่องแค่นี้เล็กน้อยมากพี่ใหญ่ ฮ่าฮ่า!”

อันที่จริงจางเหว่ยอยากจะพูดว่า ในเมื่อจี้เฟิงเป็นเพื่อนกับฮั่นจงก็เท่ากับว่าเป็นเพื่อนของเขาด้วย แต่พอเขามานึกดูดีๆ แม้แต่ฮั่นจงยังต้องใส่ใจเมื่อเป็นเรื่องของจี้เฟิง เขาไม่อยากจะเสี่ยงทำให้จี้เฟิงต้องขุ่นเคืองใจอีกครั้ง เขาจึงระมัดระวังคำพูดมากขึ้น แต่มันคงจะดีไม่น้อยหากเขาได้ใกล้ชิดหรือได้เป็นเพื่อนกับจี้เฟิง

แม้โดยปกติจางเหว่ยจะชอบอวดดีและขี้โม้อยู่บ้าง แต่เขาก็เป็นคนที่สามารถมองสถานการณ์ออกได้อย่างรวดเร็วและรู้วิธีที่จะพูดให้คนฟังรู้สึกดี

จี้เฟิงโบกมือเล็กน้อยและกล่าวว่า “เรื่องนี้ฉันก็ทำให้นายต้องลำบากเหมือนกัน แต่ตอนนี้ฉันต้องขอตัวก่อน!”

และในที่สุดจี้เฟิงก็ได้พาถงเล่ยออกไปโดยไม่มีใครขัดอีก

ที่ด้านหลังของเขามีนักศึกษากลุ่มหนึ่งนั่งอยู่บนพื้นหญ้า ต่างจ้องมองไปที่ด้านหลังของทั้งสองคนด้วยสายตาที่ว่างเปล่าและเต็มไปด้วยความประหลาดใจ

แฟนของถงเล่ยใช้โทรศัพท์เพียงสายเดียวก็ทำให้จางเหว่ยตกใจกลัวและเปลี่ยนท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ในทันที?!

ในตอนแรกจางเหว่ยยังคงทำตัวอวดดีและมั่นใจในอิทธิพลของครอบครัวตัวเอง แต่พอรู้ว่าแฟนของถงเล่ยมีอิทธิพลที่เหนือกว่า เขาก็เปลี่ยนสีได้อย่างรวดเร็ว ทำตัวนอบน้อมประจบประแจงอย่างหน้าไม่อาย

จางเหว่ยไม่สนใจสายตาของเพื่อนนักศึกษาคนอื่นๆแม้แต่น้อย เขาคิดในใจว่าเด็กพวกนี้ที่ไม่เคยเห็นโลกภายนอกมันจะไปรู้อะไร?

หากไม่พอใจใครก็แสดงออกมาโดยตรงโดยไม่ต้องสนอะไร เรื่องแบบนี้คงทำได้เฉพาะพวกนักเรียนนักศึกษาที่ไม่เคยผ่านโลกมาเท่านั้นแหละ แต่กับคนที่อยู่ในแวดวงธุรกิจมาตั้งแต่เด็ก พวกเขาต่างรู้ดีว่าควรทำตัวอย่างไรเมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูหรือฝ่ายตรงข้ามที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง การพยักหน้าและการโค้งคำนับน่ะเหรอ? เป็นวิธีที่เด็กๆไปเลยด้วยซ้ำ! แล้วนับประสาอะไรกับแค่การพูดประจบประแจง!

ถ้าการทำเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องอึดอัดสำหรับคุณนั่นก็หมายความว่าคุณไม่ได้รู้จักวิถีชีวิตที่ต้องเอาตัวรอดเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่อาจจะมีความตายรออยู่และคุณไม่ได้รู้ถึงความยากลำบากในการเอาตัวรอดเลย

จางเหว่ยแอบดูถูกคนเหล่านี้อยู่ในใจ ถึงแม้คนพวกนี้จะมองฉันด้วยสายตาดูถูกแต่ชีวิตของคนพวกนี้ก็ไม่มีใครดีไปกว่าฉันเลย แค่การเสียศักดิ์ศรีเพียงเล็กน้อยมันจะทำให้ฉันได้ผูกมิตรกับคนที่มีอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่ และถ้ามันเป็นไปได้ด้วยดีชีวิตในอนาคตของฉันก็มีแต่จะดียิ่งขึ้น!

แต่คนอย่างพวกคุณล่ะ? ศักดิ์ศรีชั่วครั้งชั่วคราวมันกินแทนข้าวได้?

จางเหว่ยรู้ดีว่าเส้นทางชีวิตของเหล่านักศึกษาปกติทั่วไปก็ไม่พ้นจากการเดินย่ำต๊อกหางานไปวันๆ เขาเคยไปเดินเล่นที่บริษัทในเครือของฮั่นกรุ๊ปอยู่หลายครั้ง เขามักจะพบกับนักศึกษาจบใหม่มาสมัครงานและมีมากกว่าครึ่งที่ต้องกลับไปพร้อมกับความผิดหวัง หลายคนล้มเลิกความตั้งใจที่จะหางานทำต่อไปและกลับบ้านเกิดเพื่อไปตายเอาดาบหน้า!

เมื่อมองเห็นถึงอนาคตของนักศึกษาเหล่านี้จางเหว่ยก็คิดเพียงว่าพวกเขาช่างน่าสงสาร

แน่นอนว่าจี้เฟิงไม่รู้ว่าจางเหว่ยและนักศึกษาคนอื่นๆกำลังมีความคิดเช่นไรอยู่ในหัวของพวกเขา ในเวลานี้เขากำลังช่วยถงเล่ยเก็บข้าวของเครื่องใช้แพ็คใส่กระเป๋า

“จี้เฟิง ฉันเป็นสมาชิกของทีมแรก แต่ฉันออกมาอย่างกะทันหัน ฉันว่ามันไม่ค่อยดีเท่าไหร่..” ในหอพักหญิงของค่ายทหาร ถงเล่ยพูดขึ้นด้วยความลังเลขณะที่เธอเก็บข้าวของส่วนตัว

“ไม่เห็นเป็นไรเลย ทำไมถึงอยากกลับไปฝึกซ้อมทางการทหารอีกล่ะ?” จี้เฟิงถามด้วยรอยยิ้ม

“ทุกอย่างมีจุดเริ่มต้นก็ต้องมีจุดจบเสมอ!” ถงเล่ยตอบพร้อมกับมุ่ยปากเล็กๆของเธอ ช่างดูน่ารักมาก

“ฮ่าๆ!” เมื่อมองไปที่ท่าทางที่น่ารักของเธอ จี้เฟิงก็อดไม่ได้ที่จะพยักหน้าและยิ้มด้วยความเอ็นดู “งั้นขอฉันโทรถามอะไรซักหน่อยก่อนแล้วกัน!”

จี้เฟิงคุยโทรศัพท์ไม่นานเขาก็วางสายและหันมาพูดกับถงเล่ยว่า “โอเค!” จี้เฟิงจับหูกระเป๋าที่บรรจุของใช้ในชีวิตประจำวันและของอื่นๆของถงเล่ยและพาดมันไว้บนไหล่ของเขาและกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ฉันเพิ่งกล่าวทักทายกับผู้นำการฝึกทหารของเธอ เนื่องจากทีมของเธอเป็นทีมแรก ฉันจะให้เธอกลับไปจัดการให้เรียบร้อย แล้วเราก็สามารถออกไปได้เลยหลังจากที่เธอฝึกเสร็จ!”

แบบฝึกหัดที่เรียกว่าการฝึกทหาร จะนำมาปฏิบัติจริงในวันสุดท้ายของการฝึก จะเริ่มจากการตั้งแถวเป็นสี่เหลี่ยมโดยแบ่งเป็นแต่ละทีมและเดินไปตามสนามอย่างเป็นระเบียบ โดยมีขั้นตอนต่างๆระหว่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นการแปรแถวเป็นรูปวงกลม หรือเดินไปแปรแถวเป็นรูปแบบอื่นๆอย่างพร้อมเพียงขณะเดินไปข้างหน้า

แผนกภาษาต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาหญิง ครูฝึกที่รับผิดชอบการฝึกทหารของทีมนี้จึงกำหนดให้ผู้หญิงอยู่แถวหน้าและเป็นทีมในลำดับแรกๆ แน่นอนว่ามันช่วยเพิ่มทัศนียภาพที่สวยงามทำให้น่ามองมากยิ่งขึ้น!

เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วจี้เฟิงก็ถืออุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆของถงเล่ยและไปส่งเธอที่ทีมฝึกทหาร จากนั้นจี้เฟิงก็นั่งลงที่พื้นสนามหญ้าใต้ต้นไม้ไม่ใกล้ไม่ไกลเพื่อรอให้ถงเล่ยฝึกทหารเสร็จแล้วกลับไปด้วยกัน

…จบบทที่ 172~❤️

จบบทที่ บทที่ 172 จางเหว่ยผู้รู้งาน

คัดลอกลิงก์แล้ว