เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 145 การพบกันครั้งแรกของลูกพี่ลูกน้อง!

บทที่ 145 การพบกันครั้งแรกของลูกพี่ลูกน้อง!

บทที่ 145 การพบกันครั้งแรกของลูกพี่ลูกน้อง!


บทที่ 145 การพบกันครั้งแรกของลูกพี่ลูกน้อง!

ฉินซูเจี๋ยไม่ค่อยชอบเจ้าของเสียงนี้เท่าไหร่นัก นี่คือความรู้สึกแรกหลังจากที่จี้เฟิงเงยหน้าขึ้นมาแล้วเห็นคิ้วที่ย่นเข้าหากันเพียงเล็กน้อยของเธอ ถ้าไม่อย่างนั้นฉินซูเจี๋ยคงไม่ถึงกับออกอาการแบบนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยิน

แม้ว่าจี้เฟิงและฉินซูเจี๋ยจะไม่ได้รู้จักกันมานาน แต่จากที่จี้เฟิงเห็นเขาก็พอจะรู้ได้ว่าฉินซูเจี๋ยเป็นผู้หญิงที่ได้รับการปลูกฝังมารยาทมาเป็นอย่างดี แม้ว่าเธอจะรู้สึกไม่พอใจ เธอก็จะไม่แสดงออกมาทางสีหน้าง่ายๆเช่นนี้

แต่ครั้งนี้เธอแสดงออกอย่างชัดเจนซึ่งแสดงให้เห็นว่าเธอเป็นคนใจร้อนพอสมควรและไม่อยากจะเจอกับเจ้าของเสียงนี้เท่าไหร่นัก

อย่างไรก็ตามการเลี้ยงดูที่ดียังคงป้องกันไม่ให้ฉินซูเจี๋ยแสดงความไม่พอใจออกมามากจนเกินไป หลังจากที่ฉินซูเจี๋ยขมวดคิ้วเพียงครู่เดียวเธอก็กลับมามีสีหน้าที่สงบนิ่งตามปกติ

เฒ่าหวังที่นั่งอยู่ข้างๆถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้พูดอะไร แต่สีหน้าที่ตึงเครียดมากกว่าเดิมก็พอจะทำให้จี้เฟิงเดาได้ว่าเฒ่าหวังก็น่าจะรู้จักและไม่ค่อยจะชื่นชอบเจ้าของเสียงนี้มากเท่าไหร่นัก

จี้เฟิงหยิบชาบนโต๊ะขึ้นมาจิบโดยไม่พูดอะไร

ในไม่ช้าประตูห้องก็ถูกเปิดออกและชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบห้ายี่สิบหกปี ก็เดินเข้ามาพร้อมกับเสียงหัวเราะ เขาดูอารมณ์ดีมาก

“โอ้ ประธานฉินฉันเห็นรถของคุณฉันก็รู้ได้ทันทีเลยว่าคุณต้องอยู่ที่นี่!” ชายหนุ่มที่ไม่ได้รับเชิญพูดทักทายฉินซูเจี๋ยทันทีที่เข้ามา เข้าดึงเก้าอี้ออกและนั่งลงโดยไม่รอให้เจ้าของห้องเชิญชวน “ถ้าให้ฉันเดา ประธานฉินคงเพิ่งกลับจากงานแสดงสินค้าหินหยกมาสินะ แล้วเป็นอย่างไรบ้าง ได้อะไรดีๆมาบ้างมั้ย?”

ฉินซูเจี๋ยแสดงท่าทีที่ดูสุภาพมาก เธอยิ้มเล็กน้อยและกล่าวว่า “โชคดีที่ยังพอได้อะไรดีๆกลับมาบ้าง”

“ดีๆแต่ถ้าประธานฉินพบกับปัญหาอะไรในเรื่องนี้ ขอให้บอกฉันได้ทันที ฉันเต็มใจที่จะช่วยเหลือประธานฉินทุกเมื่อ!” บนใบหน้าของชายหนุ่มมีรอยยิ้มที่สดใส มันไม่ใช่เรื่องแปลกหากใครจะรู้สึกดีเมื่อได้พูดคุยกับชายหนุ่มที่มีรอยยิ้มสดใสเช่นนี้เป็นครั้งแรก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับจี้เฟิง ตอนนี้ดูเหมือนว่าจี้เฟิงจะรู้สึกตกใจและนิ่งอึ้งไปชั่วขณะเมื่อเห็นใบหน้าที่เขารู้สึกคุ้นเคย!

ถ้าไม่ใช่เพราะชายหนุ่มคนนี้สวมเสื้อผ้าแบรนด์เนมและอายุของเขาก็มากกว่า จี้เฟิงคงคิดว่าเขานั้นกำลังส่องกระจกอยู่

จี้เฟิงแอบเหลือบมองไปที่ชายหนุ่มที่ไม่ได้รับเชิญ แต่ยิ่งมองเขาก็ยิ่งพบว่าชายหนุ่มคนนี้ดูคล้ายกับเขามาก

แน่นอนว่าถ้าไม่ได้มองอย่างละเอียดจะไม่สามารถสังเกตเห็นถึงความคล้ายคลึงนี้ได้เลย เนื่องจากบุคลิกและลักษณะนิสัยของทั้งสองคนนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จี้เฟิงเป็นคนที่สงบนิ่งเก็บตัวและมีดวงตาที่เฉียบคม

ส่วนชายหนุ่มคนนี้ถ้ามองจากภายนอกเขาดูเป็นคนที่มีอัธยาศัยดีแต่ก็สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเขาเป็นคนที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการ ออร่ารอบตัวของเขาบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าเป็นคนที่สูงส่งและไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะทำให้บุคคลเช่นนี้ขุ่นเคือง

ดังนั้นด้วยนิสัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของทั้งสองคน คนอื่นๆจึงไม่สามารถมองเห็นถึงความคล้ายคลึงกันระหว่างจี้เฟิงกับชายหนุ่มคนนี้ได้ แม้ในความเป็นจริงหากมองพวกเขาใกล้ๆก็จะพบว่าพวกเขาสองคนมีความคล้ายคลึงกันมาก

ฉินซูเจี๋ยยิ้มอย่างสง่างาม “ดิฉันต้องขอขอบคุณจากใจสำหรับความมีน้ำใจของคุณในเรื่องนี้!”

ชายหนุ่มโบกมือและยิ้มกว้าง “ประธานฉินคุณไม่จำเป็นต้องพูดจาสุภาพกับฉันขนาดนั้นก็ได้ อันที่จริงที่ฉันเต็มใจช่วยเหลือคุณไม่ใช่เพราะฉันเห็นแก่ฮ่าวหยูซะทีเดียวหรอก แต่เป็นเพราะพวกเราเคยเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันมาก่อน จะว่าไปแล้วฉันก็เพิ่งจะคุยกับฮ่าวหยูเมื่อไม่นานมานี้ว่าถ้าพอจะมีเวลาพวกเราควรจะนัดรวมตัวกันซะหน่อย”

จากการสนทนาดังกล่าวทำให้จี้เฟิงได้รู้ว่าชายหนุ่มคนนี้และฉินซูเจี๋ยเคยเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกันมาก่อนแต่คนที่ชื่อฮ่าวหยูที่เขาพูดถึงนั้นจี้เฟิงยังไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร

ฉินซูเจี๋ยขมวดคิ้วเมื่อได้ยินประโยคเมื่อครู่ “จี้ช่าวเหลย ถ้าคุณมาที่นี่ในวันนี้ในฐานะเพื่อนร่วมชั้น ฉันก็ยินดีให้คุณมาร่วมโต๊ะด้วย แต่ถ้าคุณมาที่นี่ในฐานะพ่อสื่อหรืออะไรทำนองนั้นฉันคิดว่าคุณไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ที่นี่!”

จี้ช่าวเหลย?

ชายหนุ่มคนนี้คือจี้ช่าวเหลย?!

เมื่อได้ยินฉินซูเจี๋ยเรียกชายหนุ่มคนนั้นว่าจี้ช่าวเหลย จี้เฟิงก็เข้าใจในทันทีว่าทำไมเขาถึงรู้สึกว่าเขากับชายหนุ่มคนนี้ถึงดูคล้ายคลึงกันมากขนาดนี้ ปรากฏว่าเขาเป็นลูกชายคนที่สองของอาคนที่สองของเขาและประธานของเจียนอันกรุ๊ปก็คือจี้ช่าวเหลยคนนี้!

ทันใดนั้นจี้เฟิงก็จำได้ว่าก่อนหน้านี้ที่โรงเรียนอนุบาล ลูกสาวของฉินซูเจี๋ยมีความขัดแย้งกับลูกชายของคนที่ชื่อโจวต้าหยงที่เป็นคนของจี้ช่าวเหลย และในตอนนั้นดูเหมือนว่าฉินซูเจี๋ยจะเกรงใจจี้ช่าวเหลยอยู่พอสมควรแต่เป็นเพราะตอนนั้นเป็นเรื่องของลูกสาวของเธอ เธอจึงคิดที่จะยอมแลกด้วยชีวิตของเธอเองไม่ว่าใครหน้าไหนที่กล้าจะมาแตะต้องลูกสาวของเธอ ดังนั้นจี้เฟิงจึงคิดไม่ถึงว่าจี้ช่าวเหลยและฉินซูเจี๋ยจะเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกันมาก่อน

ดูเหมือนจะเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนมากเลยทีเดียว

จี้ช่าวเหลยตบหน้าผากของเขาและยิ้มอย่างขมขื่น “ซูเจี๋ย คนที่กล้าพูดกับฉันแบบนี้ในเจียงโจวมีแทบจะนับคนได้ แต่เธอกลับพูดกับฉันโดยไม่คิดจะไว้หน้ากันบ้างเลยหรือ?!”

ท่าทีของฉินซูเจี๋ยเริ่มเย็นลง เธอพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “จี้ช่าวเหลย ตระกูลของคุณยิ่งใหญ่ขนาดนั้น แล้วคนที่เติบโตมาในตระกูลเล็กๆอย่างฉันจะกล้าทำเช่นนั้นได้อย่างไร เพียงแต่เรื่องระหว่างฉันกับฮ่าวหยูมันจบไปแล้ว ดังนั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสมหากคุณจะเข้ามายุ่งในเรื่องนี้ ฉันพูดถูกมั้ย!”

“ไม่!”

ใบหน้าของจี้ช่าวเหลยจริงจังขึ้นเช่นกัน “ซูเจี๋ย คนเรามันก็ทำผิดพลาดกันได้ คุณควรให้โอกาสเขา เพราะฮ่าวหยูเขาก็พร้อมที่จะแก้ไขในสิ่งผิด คุณอย่ามองคนแค่เพียงด้านเดียว แล้วที่สำคัญพวกเราเป็นเพื่อนรวมชั้นเรียนกันมาก่อน ฉันเลยไม่อยากเห็นพวกคุณสองคนต้องแยกทางกัน ดังนั้นฉันว่าคุณควรคิดทบทวนเรื่องนี้อีกครั้ง!”

“แล้วถ้าไม่ล่ะ?” ฉินซูเจี๋ยดูเหมือนจะโกรธแล้วตอนนี้

“ฉันเป็นหนี้ฮ่าวหยูครั้งหนึ่ง!” จี้ช่าวเหลยพูดเสียงเบา “แล้วถ้าฮ่าวหยูขอร้อง ฉันจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเขา!”

ฉินซูเจี๋ยโกรธขึ้นมาทันที  “งั้นก็หมายความว่า ถ้าเจิ้งฮ่าวหยูขอให้คุณจัดการกับฉัน คุณก็จะทำงั้นสิ?!”

“ถูกต้อง!” จี้ช่าวเหลยพยักหน้าอย่างไม่ลังเล

“เหอะ!”

เฒ่าหวังส่งเสียงอย่างเย็นชาและจ้องเขม็งไปที่ดวงตาของจี้ช่าวเหลยด้วยแววตาที่น่ากลัวราวกับว่าถ้าจี้ช่าวเหลยกล้าทำอะไรฉินซูเจี๋ย เขาก็พร้อมจะจัดการจี้ช่าวเหลยทันทีเช่นกัน

นอกจากจี้ช่าวเหลยจะไม่กลัวแล้วเขายังพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา “เฒ่าหวัง คุณเป็นแค่คนขับรถ ไม่ควรมายุ่งเกี่ยวเรื่องของเจ้านาย ไม่เช่นนั้นคุณอาจจะเดือดร้อนโดยไม่รู้ตัว!”

“อุ๊ปส์!” เมื่อได้ยินประโยคเหล่านี้จี้เฟิงที่กำลังจิบชาอยู่ก็ถึงกับสำลักและน้ำชาก็พุ่งออกมาทำให้เขาไออยู่หลายครั้ง จี้เฟิงหน้าแดงก่ำจากอาการสำลัก แต่ภายในใจของเขาเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ

พูดจาข่มขู่เสียงดังขนาดนี้ ตกลงผู้ชายคนนี้เป็นนักธุรกิจหรือเป็นหัวหน้าแก๊งค์มาเฟียกันแน่?!

จี้ช่าวเหลยเหลือบมองเขาและถามด้วยรอยยิ้มเย็น “ดูเหมือนน้องชายคนนี้จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างไปจากนี้สินะ”

เมื่อเห็นว่าจี้ช่าวเหลยหันมาสนใจตัวเอง จี้เฟิงก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหัวและยิ้ม เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าเขาจะพบกับลูกพี่ลูกน้องของตัวเองเป็นครั้งแรกภายใต้สถานการณ์เช่นนี้

เมื่อฉินซูเจี๋ยเห็นว่าจี้ช่าวเหลยเริ่มจะไม่พอใจจี้เฟิง เธอก็ตื่นตระหนกทันทีและรีบพูดว่า “จี้ช่าวเหลย เขาคนนี้เป็นแขกของฉัน ธุระของคุณคือมาคุยกับฉันคนเดียว ดังนั้นอย่าไปยุ่งกับแขกของฉันเด็ดขาด!”

จี้ช่าวเหลยส่ายหัวเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ซูเจี๋ย ทำตามคำแนะนำของฉันเป็นเรื่องที่ดีที่สุด เธอก็น่าจะรู้ดีนะว่าถ้าเจิ้งฮ่าวหยูไม่คิดที่จะปล่อยเธอไป เธอก็ไม่สามารถอยู่ในเจียงโจวได้อย่างสบายใจ ดังนั้นวิธีที่ง่ายที่สุดคือเธอควรให้โอกาสเขา!”

ดูเหมือนว่าจี้ช่าวเหลยแค่ให้คำแนะนำกับฉินซูเจี๋ย แต่น้ำเสียงที่ดุดันนั้นเหมือนกำลังบอกเป็นนัยๆว่า โอกาสที่ฉินซูเจี๋ยควรให้กับเจิ้งฮ่าวหยูก็เหมือนกับการให้โอกาสตัวเองในเวลาเดียวกัน เพราะถ้าฉินซูเจี๋ยไม่ทำตามที่เขาบอก ก็อย่าหวังจะได้อยู่ในเจียงโจวได้อย่างสบายใจเลย!

คิ้วของจี้เฟิงขมวดอย่างช่วยไม่ได้ ดูเหมือนว่าพวกเขามีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนมากจริงๆ และจี้ช่าวเหลยที่มีอำนาจเหนือกว่ากลับทำตัวน่าอายด้วยการช่วยเพื่อนของเขามารังแกผู้หญิงที่อ่อนแอคนหนึ่ง มันไม่ได้ทำให้เขาดูน่าเกรงขามเลยสักนิด!

“โอกาสที่คุณบอกคือโอกาสที่ฉันจะให้เขา หรือเป็นโอกาสที่คุณจะให้ฉันกันแน่ล่ะ?” ฉินซูเจี๋ยพยายามข่มความโกรธเอาไว้ในใจและถามอย่างเย็นชา

จี้ช่าวเหลยส่ายหัวเล็กน้อยและกล่าวว่า “ซูเจี๋ย อย่าเข้าใจฉันผิด ฉันเป็นแค่คนกลางไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้น และถึงแม้ว่าคุณจะไม่ให้โอกาสกับฮ่าวหยูเพื่อแก้ไขตัวเองแต่คุณก็ควรคิดถึงเรื่องนี้อีกครั้งเพื่อลูกของคุณ!”

“คุณไม่ต้องเป็นกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ ลูกของฉัน ฉันจัดการเองได้!” ฉินซูเจี๋ยพยายามข่มความโกรธและพูดเบาๆ “ถ้าไม่มีอะไรนอกจากเรื่องนี้ ฉันคงต้องขอร้องให้คุณออกไปจากที่นี่ เพราะตอนนี้ฉันมีแขกและฉันก็ไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีกแล้ว!”

จี้ช่าวเหลยส่ายหัวเล็กน้อยและไม่ได้โกรธที่ถูกไล่ออกไป เขาเพียงแค่ยิ้มจางๆและพูดว่า “โอเคๆ เอาเป็นว่าหน้าที่คนกลางมาพูดจาหว่านล้อมครั้งนี้ของฉันพังไม่เป็นท่า ฉันได้พยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว ไม่ว่าจะใช้ไม้อ่อนหรือไม้แข็ง ฉันต้องถึงขนาดสวมบทเป็นผู้ร้ายแต่ก็ไม่สามารถทำให้เธอเปลี่ยนใจได้เลย เฮ้อ... ซูเจี๋ย วันนี้ฉันรบกวนเธอมามากพอแล้วและต่อจากนี้ฉันจะไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องระหว่างเธอและฮ่าวหยูอีกต่อไป!”

ฉินซูเจี๋ยอึ้งไปเล็กน้อย แต่สุดท้ายเธอก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก “แต่ไม่ว่าอย่างไรฉันต้องขอบอกกับคุณตามจริงว่า คุณเป็นถึงประธานของเจียนอันกรุ๊ปที่ใหญ่โต และเป็นลูกหลานของตระกูลที่ยิ่งใหญ่ ฉันที่เป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็กๆจะไม่เกรงกลัวและกล้าเพิกเฉยต่ออิทธิพลของคุณได้อย่างไร ฉันเต็มใจที่จะรับฟังคำแนะนำของคุณเสมอ แต่เรื่องของฉันกับฮ่าวหยูมันมาถึงจุดจบแล้วจริงๆ มันไม่มีประโยชน์อะไรที่เราสองคนจะคบหากันต่อไป รังแต่จะเป็นการทรมานสำหรับทั้งสองฝ่าย และมันไม่ใช่เรื่องดีสำหรับลูกของเราอย่างแน่นอน!”

จี้ช่าวเหลยพยักหน้าและพูดว่า “ฉันเข้าใจ แต่พอฉันรู้ว่าพวกคุณสองคนกำลังจะเลิกกัน ฉันก็รู้สึกแย่และไม่อยากให้มันเกิดเหตุการณ์แบบนั้น ฉันรู้ดีว่ามันคงเป็นเรื่องอยากที่จะให้เพื่อนร่วมชั้นกลับมามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันดังเดิม แน่นอนว่าเมื่อสถานะของพวกคุณเปลี่ยนไปจากเพื่อนร่วมชั้นกลายเป็นคนรัก แต่สุดท้ายแล้วพวกคุณนั้นเลิกรากัน มันจึงเป็นเรื่องยากที่จะกลับไปมีมิตรภาพที่ดีได้ดังเดิม ฉันจึงรู้สึกเสียดายที่รู้ว่าพวกคุณจะเลิกกันจริงๆ แต่ในเมื่อเรื่องมันเป็นแบบนี้ ฉันก็อยากจะบอกว่าอย่างน้อยๆก็อย่าให้ถึงกับพวกเราต้องขาดการติดต่อกันไปทั้งแบบนี้เลย!”

จี้เฟิงและคนอื่นๆเข้าใจแล้วว่าความโหดเหี้ยมที่หน้าไม่อายของจี้ช่าวเหลยนั้นเป็นเพียงแค่การเสแสร้ง และในตอนนี้ความเป็นจริงทั้งหมดได้ถูกเปิดเผยแล้ว และถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างฉินซูเจี๋ยและจี้ช่าวเหลยอาจจะเรียกได้ว่าไม่ได้สนิทสนมกันนัก แต่สิ่งนั้นก็ไม่ได้เป็นปัญหาในเรื่องนี้

อย่างไรก็ตามจากมุมมองของฉินซูเจี๋ย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจี้ช่าวเหลยเป็นบุคคลที่น่าเกรงขามและทรงอิทธิพลมาก แม้ว่าพวกเขาจะเคยเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกันมาก่อน แต่ก็อย่างที่จี้ช่าวเหลยพูด ในเมื่อสถานะและความสัมพันธ์ต่างๆเปลี่ยนแปลงไป มันกลับกลายเป็นเรื่องยากกว่าเดิมหากต้องการจะให้ความสัมพันธ์กลับมาดีเหมือนอย่างในตอนแรก

“จี้ช่าวเหลย คุณรู้หรือไม่ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาฮ่าวหยูเขาเปลี่ยนไปมาก และมันก็ทำให้ฉันกลัวเล็กน้อย อันที่จริงฉันไม่อยากจะพูดถึงเรื่องที่มันเป็นอดีตไปแล้ว ส่วนเรื่องในอนาคตระหว่างฉันกับเขาก็มีเพียงเรื่องเดียวที่ฉันอยากจะฝากคุณไปบอกเขาว่าได้โปรดอย่ามายุ่งกับชีวิตของฉันอีกเลย” ฉินซูเจี๋ยเงียบไปครู่หนึ่งและพูดด้วยน้ำเสียงที่เศร้า “กับคนที่ตีราคาของภรรยาตัวเองให้กับคนอื่นได้ ผู้ชายแบบนี้คงไม่มีค่าพอที่จะให้ฉันไปยุ่งเกี่ยวอีก”

จี้ช่าวเหลยส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้และพูดว่า “ฉันคงไม่สามารถบอกให้ได้ แต่ถ้าคุณอยากจะบอก คุณสามารถบอกกับเขาด้วยตัวเองโดยตรงได้เลย!”

ฉินซูเจี๋ยพยักหน้าเล็กน้อยและกล่าวว่า “ถ้าฉันเดาไม่ผิด ตอนนี้เขาก็อยู่ที่นี่ด้วยใช่มั้ย? เขาก็เป็นแบบนี้มาโดยตลอด ไม่ว่าเขาต้องการอะไรเขาก็จะใช้วิธีที่เขาโปรดปรานมากที่สุดนั่นก็คือการกดดันจนกว่าฉันจะยอมจำนน หากเขาต้องการอะไรเขาควรจะพูดมันออกมาตรงๆ ไม่รู้ว่ามีประโยชน์อะไรที่ต้องให้คนอื่นมาวิ่งเต้นเพื่อกดดันฉันแบบนี้ นี่น่ะหรือคือวิธีที่คนรักเขาทำกัน!”

“ประธานฉิน นี่มันออกจะเกินไปหน่อย!” จี้ช่าวเหลยขมวดคิ้ว “อย่างที่ฉันได้บอกไป เรื่องที่ฉันทำในครั้งนี้ มันเป็นเพราะว่าฉันติดหนี้บุญคุณฮ่าวหยู!”

“หึ! ฉันกลัวว่าเขาตั้งใจสร้างเรื่องเพื่อให้คุณเป็นหนี้บุญคุณเขาน่ะสิ!” ฉินซูเจี๋ยพูดด้วยน้ำเสียงดูหมิ่น

“ฉินซูเจี๋ย เธอพูดจาใส่ร้ายฉันอีกแล้วเหรอ!”จู่ๆก็มีเสียงที่พูดด้วยความโกรธก็ดังขึ้นมาจากทางด้านนอก หลังจากนั้นประตูห้องก็ถูกเปิดออกและชายคนหนึ่งที่มีใบหน้าอมชมพูมันวาวก็เดินเข้ามา เขามองไปที่จี้เฟิงและพูดด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน “ซูเจี๋ย ผู้ชายคนนี้คือชู้คนใหม่ของเธอเหรอ?”

....จบบทที่ 145~❤️

จบบทที่ บทที่ 145 การพบกันครั้งแรกของลูกพี่ลูกน้อง!

คัดลอกลิงก์แล้ว