เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 127 ออกจากค่ายทหาร!

บทที่ 127 ออกจากค่ายทหาร!

บทที่ 127 ออกจากค่ายทหาร!


บทที่ 127 ออกจากค่ายทหาร!

เมื่อทุกคนออกจากสนามฝึกและมาถึงในส่วนของสถานพยาบาลของค่ายทหารพวกเขาก็ต้องตกใจ

สถานพยาบาลอะไรกัน นี่มันไม่ต่างจากโรงพยาบาลใหญ่ๆในเมืองเลย

อาคารหลังใหญ่สี่ชั้นเต็มไปด้วยแพทย์และพยาบาลในชุดสีขาวกำลังเดินกันขวักไขว่ พวกเขาดูวุ่นวายมาก แม้แต่ในหมางซือซึ่งเป็นบ้านเกิดของจี้เฟิง ก็มีเพียงโรงพยาบาลกลางหมางซือเพื่อประชาชนเท่านั้นที่พอจะสามารถเทียบได้

จี้เฟิงอดไม่ได้ที่จะพยักหน้ากับตัวเอง ไม่น่าแปลกใจเลยที่หมีดำสามารถผ่าตัดที่นี่ได้ เพราะมีสถานพยาบาลที่ใหญ่โตครบครันอยู่ที่นี่นั่นเอง

“เอ๋?” หูเถี่ยจวินชี้ไปที่รถจี๊ปที่จอดอยู่ตรงสนามหญ้าหน้าสถานพยาบาลและพูดว่า “ทำไมมีรถผู้นำมาจอดอยู่ที่นี่ ผมคิดว่ารถคันนี้น่าจะเป็นของผู้บัญชาการ... จี้เฟิงคุณต้องทำตัวดีๆยอมรับความผิดพลาดอย่างจริงใจ เพราะผู้บัญชาการถึงขนาดมาที่นี่ด้วยตัวเอง ผมเกรงว่าเรื่องมันอาจจะยากยิ่งกว่าเดิม!”

จี้เฟิงยิ้มเล็กน้อย “ไม่ต้องเป็นห่วงครับครูฝึกหู คุณช่วยเหลือพวกเรามามากแล้ว ผมจะไม่ทำให้คุณต้องลำบากใจอย่างแน่นอน”

เมื่อมองไปที่สีหน้าที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของจี้เฟิง หูเถี่ยจวินก็ทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ลังเลที่จะพูดเลยเลือกที่จะเงียบไป

.........

ในเวลานี้หวังเว่ยจินและผู้บังคับการทางการเมือง กำลังพูดคุยกับชายวัยกลางคนอยู่หน้าห้องผ่าตัดอย่างนอบน้อม พวกเขาพยักหน้าและโค้งคำนับแทบจะตลอดเวลา ศักดิ์ศรีและความหยิ่งยโสเมื่อตอนอยู่กับพวกจี้เฟิงและหูเถี่ยจวินหายไปอย่างสิ้นเชิงเมื่ออยู่ต่อหน้าชายวัยกลางคนคนนี้

เมื่อจี้เฟิงและคนอื่นๆมาถึงทางเดินบนชั้นสาม หูเถี่ยจวินก็ตกใจและรีบวิ่งไปทำความเคารพ “สวัสดีครับท่านผู้บัญชาการ!”

ชายวัยกลางคนพยักหน้าเล็กน้อยเพื่อทักทายหูเถี่ยจวิน

“ท่านรองผู้บัญชาการหวังเว่ยจินพวกเรามาให้ลงโทษแล้ว!”  จี้เฟิงที่เดินตามมาทีหลังพูดขึ้น และเมื่อเขาเห็นว่าชายวัยกลางคนหันหน้ามาทางเขา เขาจึงหันไปทางหวังเว่ยจินและพูดด้วยเสียงที่ดังขึ้น “หัวหน้าหวัง พวกผมมาที่นี่เพื่อมาขอโทษคุณ!”

ใบหน้าของรองผู้บัญชาการหวังแข็งขึ้นทันทีจากนั้นเขาก็ขมวดคิ้วและพูดว่า “นักศึกษาจี้เฟิง คุณไม่เห็นหรือว่าผมพูดกับหัวหน้าอยู่ ไว้เราค่อยคุยเรื่องนี้กันทีหลัง!”

“หัวหน้าหวัง ผมจะพูดเรื่องนี้ในภายในหลังได้อย่างไร ในเมื่อผมถูกคุณไล่ออกจากค่ายทหาร?” จี้เฟิงพูดเบาๆ “พอดีเลยครับ ในเมื่อหัวหน้าของคุณอยู่ที่นี่ เราก็มาทำเรื่องนี้ให้ชัดเจนต่อหน้าหัวหน้าไปเลยแล้วกันครับ!”

ทันใดนั้นหัวหน้าหวังก็โกรธจนควันแทบจะออกหูเขารู้สึกเกลียดชังจี้เฟิงจนอยากจะฆ่าให้ตาย ถ้าหากผู้บัญชาการรู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ มันจะไม่ส่งผลดีกับเขาอย่างแน่นอน เขาจ้องมองไปที่จี้เฟิงอย่างดุเดือดและข่มขู่จี้เฟิงด้วยสายตาอย่างชัดเจน

จี้เฟิงตอบเขาด้วยรอยยิ้มจางๆ เขาไม่ได้รู้สึกกลัวสายตาที่แสดงความข่มขู่นั้นเลยแม้แต่น้อย

“เกิดอะไรขึ้น?” ในที่สุดชายวัยกลางคนก็พูดขึ้น และรองผู้บัญชาการหวังก็ถึงกับหน้าเปลี่ยนสีทันที

เพียงแค่ชายวัยกลางคนเอ่ยปากถาม สีหน้าของหวังเว่ยจินก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน เขาจ้องไปที่จี้เฟิงและรีบพูดว่า “รายงานผู้บังคับบัญชา นักศึกษาสองคนนี้ฝ่าฝืนคำสั่งอย่างร้ายแรงระหว่างการฝึกทหารและขัดแย้งกับผู้นำรวมถึงลงมืออย่างโหดร้ายในขณะที่มีการแลกเปลี่ยนทักษะการต่อสู้ จนส่งผลให้ทหารคนหนึ่งยังคงนอนอยู่ในห้องผ่าตัดครับ!”

“อย่างนั้นเหรอ..” ชายวันกลางคนมองไปที่จี้เฟิง

“โกหก!” ก่อนที่จี้เฟิงจะทันได้พูดอะไร ตู้เส้าเฟิงที่ยืนอยู่ข้างๆรู้สึกโกรธมากเมื่อได้ยินสิ่งที่หวังเว่ยจินพูด เขาชี้ไปที่หวังเว่ยจินและพูดอย่างเย็นชา “หวังเว่ยจิน คุณกล้าพูดออกมาได้ยังไงว่าเรื่องนี้เป็นความผิดของผมกับจี้เฟิง เห็นได้ชัดว่ามันเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของคุณเอง คุณแต่งตั้งหวังเสี่ยวหู่ให้เป็นหัวหน้าทีมด้วยความลำเอียงและชื่นชอบเป็นการส่วนตัว แถมคุณยังให้คนของคุณมาสั่งสอนผม แล้วตอนนี้คุณยังกล้าที่จะทำเรื่องนี้จากดำให้กลายเป็นขาวได้อีกงั้นเหรอ เรื่องที่คุณพูดมีแต่เรื่องเพ้อเจ้อ!”

“หัดมีมารยาทเสียบ้างนะ ผู้บัญชาการก็อยู่ที่นี่ทำไมถึงกล้าพูดจาไร้สาระแบบนี้ออกมา!” หวังเว่ยจินตะคอกอย่างเย็นชา

“อ้าว ทำไมเรื่องที่เพื่อนของผมเล่ากับของหัวหน้าหวังมันอย่างกับหนังคนละม้วนเลยล่ะครับ?!” จี้เฟิงพูดอย่างเหยียดหยาม

“แก...” หวังเว่ยจินโกรธจัด แต่เมื่อเขาเหลือบมองไปทางผู้บัญชาการเขาจึงเลือกที่จะไม่พูดอะไรออกไป

“ที่ผมมาหาคุณถึงที่นี่ เป็นเพราะอยากจะพูดคุยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นที่สนามฝึกซ้อมก่อนหน้านี้ แต่ดูแล้วหัวหน้าหวังคงจะไม่ยอมรับและพูดความจริงออกมาง่ายๆ ผมก็ไม่อยากจะยึดติดกับเรื่องนั้นแล้วล่ะ แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมรู้สึกไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่และหวังว่าหัวหน้าหวังจะตอบผมได้”

จี้เฟิงชี้ไปที่ห้องผ่าตัดที่ยังคงวุ่นวายอยู่ และถามด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา “หมีดำที่เป็นนักมวยเถื่อน ทำไมจู่ๆเขาถึงกลายมาเป็นทหารในกองทัพและตอนนี้ก็มีหน้าที่เป็นคนขับรถของหัวหน้าหวังได้ล่ะครับ? แต่พอมานึกๆดูแล้วมันก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ที่ตอนนั้นหัวหน้าหวังดูมั่นใจมาก ในตอนที่สั่งให้หมีดำมาต่อสู้กับพวกเรา เฮ้อ..ตรงจุดนี้ผมก็ยังคงสงสัยนะว่าทำไมคุณถึงบอกให้นักศึกษาสองคนต้องมาเผชิญหน้ากับนักสู้ผู้โหดเหี้ยมที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากเวทีมวยใต้ดิน แล้วแบบนี้นักศึกษาธรรมดาๆสองคนจะเอาชนะเขาได้อย่างไร?”

จ้าวไคที่ยืนอยู่ข้างๆจี้เฟิงเผยรอยยิ้มเยาะเย้ยและมองไปทางรองผู้บัญชาการหวัง “น่าเสียดาย เพราะรองผู้บัญชาการหวังคงคิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะเอาชนะหมีดำได้จริงๆ มันช่าง...”

ทั้งสองพูดจาเข้าขากันอย่างดีและใบหน้าก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย นั่นจึงทำให้สีหน้าของหวังเว่ยจินที่ซีดขาวด้วยความตกใจกลายเป็นสีม่วงคล้ำที่ต้องอัดอั้นความโกรธเอาไว้

เขาไม่คาดคิดว่าเด็กพวกนี้จะรู้ถึงตัวตนของหมีดำและใช้เรื่องที่หมีดำเป็นนักมวยใต้ดินแล้วได้มาเป็นทหารในกองทัพแบบผิดปกติมาทำให้เขาต้องพบกับปัญหาใหญ่ในครั้งนี้

หากมีการตรวจสอบจากเบื้องบน แค่ข้อกล่าวหานี้ข้อเดียว มันก็มากเพียงพอที่จะทำให้หวังเว่ยจินเดือดร้อนได้อย่างมากและอาจจะถึงขั้นถูกไล่ออกจากราชการทหารก็เป็นได้

ทันทีที่ตู้เส้าเฟิง ครูฝึกหูและคนอื่นๆได้ยินสิ่งที่จี้เฟิงพูด พวกเขาก็ถึงกับร้องอุทานอยู่ในใจ “สุด! สามารถพูดชี้ชัดถึงปัญหาได้ตรงประเด็นและชัดเจน แถมยังแอบยั่วโมโหฝ่ายตรงข้ามได้อย่างแนบเนียน นี่คือสิ่งที่เด็กหนุ่มอายุ 20 ปีสามารถพูดได้? มันสุดยอดมาก!”

“หัวหน้า นี่.. นี่มัน..” หวังเว่ยจินพยายามจะพูดอะไรบางอย่างเพื่อแก้ตัวกับผู้บัญชาการแต่เขาหาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้ เขาจึงได้แต่พูดออกมาอย่างอ้ำๆอึ้งๆ

เมื่อผู้บัญชาการวัยกลางคนเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้ เขาก็รู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่จี้เฟิงและคนอื่นๆพูดนั้นน่าจะเป็นเรื่องจริง

เขาจ้องไปที่หวังเว่ยจินอย่างดุดัน และหันไปพูดกับทหารรักษาการณ์สองคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเขา “เข้าควบคุมตัวหวังเว่ยจินพร้อมกับปลดอาวุธปืนของเขาและแจ้งไปยังผู้บังคับการทางการเมืองและรองผู้บังคับการกองอื่นๆให้พวกเขามาที่นี่เพื่อประชุมทันที!”

มันจบแล้ว!

เมื่อได้ยินคำพูดของผู้บัญชาการใบหน้าของหวังเว่ยจินก็ซีดลงทันที จากนั้นเขาจ้องเขม็งไปที่จี้เฟิงสายตาที่เขามองเต็มไปด้วยความโกรธแค้นจนแทบจะทะลุร่างของจี้เฟิง

“ไม่! มันต้องไม่จบแบบนี้!”

หวังเว่ยจินไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เขาคิดอยู่ในใจว่าเรื่องมันต้องไม่จบแบบนี้ เขาจ้องไปที่จี้เฟิงอย่างอาฆาตพยาบาท เหงื่อเย็นๆไหล่เต็มแผ่นหลังและใบหน้า หัวใจของเขาเต้นรัว เขาดึงปืนออกจากเอวและเล็งไปที่จี้เฟิง “จี้เฟิง ไอ้เด็กเวร ถ้าฉันจะลงนรกฉันก็จะลากแกไปด้วย!”

“หวังเว่ยจิน! คุณจะทำอะไรก็คิดให้รอบคอบเสียก่อน!” ใบหน้าของผู้บัญชาการวัยกลางคนตึงเครียดขึ้นมาทันที เขาตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยว

“ฮ่าฮ่า! ผมจะต้องคิดอะไรอีก? นี่คือสิ่งที่คุณทำให้มันเกิดขึ้น คุณบีบบังคับผมจนผมต้องทำแบบนี้!” หวังเว่ยจินหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เขาชี้ปลายกระบอกปืนไปที่ทุกคนที่อยู่ข้างหน้าเขา “ทั้งหมดอย่าขยับ ถ้าใครกล้าขยับฉันจะยิง!”

“หวังเว่ยจินอย่าผลักตัวเองให้ไปสู่ทางตันและวางอาวุธลงเดี๋ยวนี้!” ผู้บัญชาการวัยกลางคนพูดอย่างสง่าผ่าเผย “คุณเป็นทหาร ในเมื่อคุณทำผิดคุณก็ต้องยอมรับผิดอย่างกล้าหาญ แล้วดูสิว่าตอนนี้คุณกำลังทำอะไร นอกจากจะไม่ยอมรับผิดแต่คุณยังจะทำความผิดเพิ่มขึ้นไปอีก คุณเป็นบ้าไปแล้วหรือ?!”

“ใช่! ผมบ้าไปแล้ว ฮ่าฮ่า~! มันไม่ใช่เพราะคุณหรอกเหรอ?” หวังเว่ยจินคำราม “ท่านผู้บัญชาการ ผมรู้ตัวดีว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ เป็นเพราะคุณต้องการควบคุมตัวผมไปตรวจสอบเรื่องของเจ้าหมีดำ แล้วผลมันจะเป็นอะไรไปได้นอกเสียจากผมต้องไปขึ้นศาลทหาร? และมันก็ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ผมต้องการอย่างแน่นอน!”

“แล้วผลลัพธ์ในตอนนี้คือสิ่งที่คุณต้องการงั้นเหรอ?” จี้เฟิงอดไม่ได้ที่จะส่ายหัวและถามอย่างประชดประชัน “เอาปืนมาขู่ผู้บัญชาการโดยใช้พวกเราเป็นตัวประกัน คุณคิดหรือว่าคุณจะวิ่งหนีออกจากค่ายทหารนี้ไปได้?”

“หุบปาก!” หวังเว่ยจินตะโกนอย่างเสียสติเขาดึงผู้บังคับการทางการเมืองที่อยู่ใกล้เขาที่สุดซึ่งมันทำให้เขาตกใจจนเขาอ่อน หวังเว่ยจินจ่อปลายกระบอกปืนไปที่ศีรษะของเขา “ถ้าฉันออกไปไม่ได้ เขาคนนี้ก็ต้องกลายเป็นศพ!”

ทุกคนเริ่มเป็นกังวล หมอและพยาบาลที่อยู่ตรงทางเดินที่เห็นเหตุการณ์นี้ต่างตกใจกลัวจากนั้นพวกเขาก็รีบกลับไปยังที่ปลอดภัยและพยายามสงบสติอารมณ์เพื่อโทรไปแจ้งเหตุฉุกเฉิน

“หวังเว่ยจิน ใจเย็นๆวางปืนลงก่อน ตอนนี้คุณยังมีทางออก ฉันสัญญาว่าคุณจะได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม แต่ถ้าหากคุณคิดที่จะหลบหนีมันจะไม่เหลือทางออกใดๆให้กับคุณอีก!” ผู้บัญชาการวัยกลางคนไร้ซึ่งความกลัวเขาก้าวไปข้างหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว “วางปืนลงเดี๋ยวนี้ ฉันไม่อยากฆ่าคุณด้วยมือของฉันเอง!”

“หยุด! ถ้าคุณยังก้าวเข้ามาอีกเพียงก้าวเดียวผมจะยิงเขาทันที!” หวังเว่ยจินตะโกนอย่างเกรี้ยวกราดพร้อมกับกดปืนไปที่ศีรษะของผู้บังคับการทางการเมืองแน่นขึ้น

“คิกคิก มันน่าสนใจจริงๆ ผมล่ะอยากรู้นักว่าคนอย่างคุณมาถึงจุดนี้ได้ยังไง!” เมื่อเห็นฉากตรงหน้าจี้เฟิงก็ส่ายหัวและอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ

“หุบปากไปซะไอ้เด็กเชี่ย!” เมื่อเห็นท่าทีเย้ยหยันของจี้เฟิง หวังเว่ยจินก็รู้สึกโกรธจนเส้นเลือดตรงขมับของเขาเต้นตุ้บๆ มันแทบจะทำให้เขากลายเป็นบ้า

“โอเคโอเค ผมจะยอมหุบปากก็ได้” จี้เฟิงยิ้มเล็กน้อยจากนั้นก็ชี้ไปที่ปืนพกที่อยู่ในมือของหวังเว่ยจิน “แต่ก่อนอื่นผมอยากจะบอกคุณว่าปืนในมือของคุณมันไม่ได้ปลดเซฟตี้และมันก็ไม่มีลูกกระสุนด้วย!”

“เพ้อเจ้อ!”

เมื่อได้ยินที่จี้เฟิงพูดหวังเว่ยจินก็ตกใจ เขาหันหน้าไปมองปืนที่อยู่ในมือของเขาทันทีเพื่อตรวจสอบโดยที่ไม่ทันได้สังเกตเลยว่าระยะห่างระหว่างเขากับจี้เฟิงในตอนนี้ค่อยๆลดลงจนเหลือเพียงแค่ 4 เมตร

“ฟึ่บ!”

ในขณะที่หวังเว่ยจินเสียสมาธิ จู่ๆร่างของจี้เฟิงก็พุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว และกว่าที่ทุกคนจะรู้ตัว จี้เฟิงก็ไปอยู่ตรงหน้าของหวังเว่ยจินแล้ว

“ปึ้ก!”

จี้เฟิงฟาดหมัดของเขาไปที่หน้าผากของหวังเว่ยจินอย่างรวดเร็ว โดยที่หวังเว่ยจินก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าจี้เฟิงได้เข้ามาถึงตัวเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ หวังเว่ยจินค่อยๆทรุดตัวลงและปืนพกก็ตกลงไปที่พื้นทันที

ในขณะนั้นเองทหารรักษาการณ์สองคนของผู้บัญชาการกองกำลัง ก็พุ่งเข้าไปดึงตัวผู้บังคับการทางการเมืองออกมาทันที ส่วนอีกคนหนึ่งก็ดึงเข็มขัดของเขาออกอย่างรวดเร็วและใช้มันมัดหวังเว่ยจินที่หมดสติอยู่บนพื้นและหยิบปืนขึ้นมาในเวลาเดียวกัน

“โง่ชะมัด!” จี้เฟิงถอนหายใจและส่ายหัว

“โง่เกิ๊น!” ตู้เส้าเฟิงเห็นด้วยอย่างยิ่ง “แม้แต่คนไม่เต็มบาทก็ต้องรู้ว่าพี่จี้โกหก แต่ไอ้หมอนี่มันก็ยังเชื่อ!”

หวังเว่ยจินที่เพิ่งตื่นขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือและเมื่อได้ยินสิ่งที่จี้เฟิงกับตู้เส้าเฟิงพูด เขาก็อึ้งและเป็นลมไปอีกครั้ง

“ท่านผู้บัญชาการ ตอนนี้ทุกอย่างก็น่าจะจบแล้ว ถ้าอย่างนั้นพวกเราสามารถออกจากที่นี่ได้เลยหรือเปล่าครับ” จี้เฟิงถาม

ผู้บัญชาการวัยกลางคนโบกมือและกล่าวว่า “ใช่  แต่เหตุการณ์นี้ก็ส่งผลกระทบกับพวกเธอด้วยเช่นกัน เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบจากทางเรา พวกเธอสามารถเลือกที่จะออกจากค่ายทหารก่อนเวลาได้ แต่ฉันอยากจะบอกว่าการฝึกทหารก็เป็นทางเลือกที่ไม่แย่ มันจะให้ประสบการณ์ที่ดีกับพวกเธออย่างแน่นอน อยู่ที่พวกเธอแล้วล่ะนะ ว่าจะเลือกทางไหน”

เมื่อได้ยินที่ผู้บัญชาการพูด พวกเขาต่างก็ผงะไปพร้อมๆกัน

หลังจากนั้นไม่นาน ตู้เส้าเฟิงก็พูดขึ้นว่า “ผมต้องการอยู่ที่นี่ต่อเพื่อฝึกทหารต่อไป!”

เขาจะไม่มีทางยอมพลาดโอกาสที่จะได้ฝึกการต่อสู้กับครูฝึกหูฟรีๆอย่างเด็ดขาด ในเมื่อหวังเว่ยจินไม่สามารถมาสร้างปัญหาอะไรได้อีกแล้ว เขาก็จะได้เป็นหัวหน้าทีมต่อไปโดยอัตโนมัติ

จ้าวไคพยักหน้าเช่นกัน “ผมก็ต้องการที่จะฝึกทหารต่อไปเหมือนกัน ผมอยากจะปรับปรุงและพัฒนาสมรรถภาพทางกายของผม การฝึกที่นี่ถือว่าเป็นโอกาสที่หาได้ยาก”

ฮั่นจงก็เลือกที่จะอยู่ต่อไปอย่างไรก็ตามพวกเขาต่างเลือกที่จะอยู่ในค่ายทหารเพื่อฝึกทหารต่อไป เพราะต่อให้พวกเขาออกไปในเวลานี้พวกเขาก็ไม่มีอะไรทำอยู่ดี

จี้เฟิงยิ้มและพูดว่า “ดูเหมือนว่าฉันจะเป็นคนเดียวที่เลือกที่จะออกไปสินะ ฮ่าๆ งั้นเอาเป็นว่าเราค่อยเจอกันหลังจากนี้อีก 1 เดือน!”

จากนั้นพวกเขาก็พูดคุยหยอกล้อกันและเดินกลับไปยังค่ายพร้อมกับครูฝึกหู

…จบบทที่ 127~❤️

จบบทที่ บทที่ 127 ออกจากค่ายทหาร!

คัดลอกลิงก์แล้ว