- หน้าแรก
- สกิลประเมินระดับพระเจ้า แค่อ่านใจก็กลายเป็นเศรษฐี
- บทที่ 4: เพื่อนสมัยเด็กจอมปลอม
บทที่ 4: เพื่อนสมัยเด็กจอมปลอม
บทที่ 4: เพื่อนสมัยเด็กจอมปลอม
บทที่ 4: เพื่อนสมัยเด็กจอมปลอม
"ซุ่ยซุ่ย ตื่นแล้วเหรอ มาชิมนี่สิ หมูสามชั้นน้ำแดงของโปรดลูก แม่ใส่ไข่นกกระทาลงไปด้วยนะ"
"จ้ะแม่!"
เมื่อได้ยินเสียงลูกสาวตอบรับ หลี่อวี้เหมยก็ทั้งประหลาดใจและดีใจ นางรีบกุลีกุจอจัดแจงที่นั่งและตักใส่ถ้วยเล็กมาเสิร์ฟให้ทันที
หมูสามชั้นน้ำแดงที่มีเนื้อแดงสลับชั้นไขมันกำลังดี ยังคงมีควันร้อนๆ ลอยกรุ่น ราดด้วยน้ำซอสสีเข้มข้นดูน่าทานเป็นพิเศษ
แม้แต่ไข่นกกระทาที่ใส่คู่กัน ผิวด้านนอกยังทอดจนพองกรอบเป็นผิวหนังเสือดูน่าอร่อย
"รีบชิมเร็วเข้า อร่อยไหมลูก?"
หลี่อวี้เหมยยื่นถ้วยเล็กให้ เหอซุ่ยซุ่ยที่น้ำลายสออยู่แล้ว ท้องเจ้ากรรมก็ร้องประท้วงขึ้นมาอย่างไม่รักดี
"ว้าว อร่อยมากจ้ะแม่"
ส่วนมันไม่เลี่ยน ส่วนเนื้อแดงก็ไม่เหนียว เคี่ยวจนเปื่อยแทบจะละลายในปาก
"ถ้าอร่อยก็กินเยอะๆ นะ ซุ่ยซุ่ย เมื่อกลางวันลูกกินอะไรไปหรือยัง?"
ได้ยินดังนั้น เธอก็ส่ายหน้า
"ตอนเที่ยงหนูออกไปข้างนอกมานิดหน่อย เลยยังไม่ได้กินอะไรจ้ะ"
พรึ่บ!
หลี่อวี้เหมยลุกขึ้นยืนทันที สีหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
"ได้ยังไงกันลูก! ลูกแม่ อยากกินอะไร เดี๋ยวแม่รีบออกไปซื้อให้เดี๋ยวนี้เลย"
เมื่อเห็นท่าทีร้อนรนของแม่ เหอซุ่ยซุ่ยก็รู้สึกอบอุ่นวาบในหัวใจ
ในชาติก่อน เธอเป็นเด็กกำพร้าที่เติบโตในสถานสงเคราะห์ ไม่เคยได้สัมผัสความรักจากครอบครัว
แม้ฐานะทางบ้านตระกูลเหอจะยากจน แต่พ่อกับแม่ก็ดีกับเธอมากจริงๆ
ไม่อย่างนั้นคงไม่เลี้ยงดูเธอจนน้ำหนักปาเข้าไปร้อยกิโลได้ขนาดนี้
"แม่จ๊ะ ไม่เป็นไรหรอก อากาศมันร้อน หนูไม่ค่อยเจริญอาหารเท่าไหร่"
ทันทีที่พูดจบ มือของแม่ก็ยื่นเข้ามา เธอเผลอเอนตัวหลบตามสัญชาตญาณ ทำให้หลี่อวี้เหมยชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความเก้อเขิน
"ซุ่ยซุ่ย เป็นลมแดดหรือเปล่า แม่แค่จะดูว่าตัวร้อนไหม... อย่าโกรธแม่เลยนะ!"
ดูเหมือนว่าเจ้าของร่างเดิมจะเป็นคนอารมณ์ร้าย พ่อกับแม่ถึงได้กล้าๆ กลัวๆ ที่จะเข้าใกล้เธอขนาดนี้
"เอาอย่างนี้ไหม เดี๋ยวแม่ไปทำเหลียงผีมาให้กิน"
"อากาศร้อนๆ แบบนี้ กินอะไรเย็นๆ รสชาติสดชื่นน่าจะกินง่ายกว่า"
พูดจบ นางก็ทำท่าจะลุกออกไป
"แม่ ไม่ต้องลำบากหรอก เดี๋ยวหนูไปที่ร้านกับแม่เอง"
พ่อกับแม่ตระกูลเหอเป็นคนขยันขันแข็งมาก
ตอนเช้าพวกเขาขายอาหารเช้า ส่วนตอนกลางวันก็ขายพวกเกี๊ยว ซาลาเปา แผ่นแป้งผัด ข้าวผัด เส้นหมี่ผัด และอื่นๆ
ยิ่งช่วงหน้าร้อนแบบนี้ ก็จะมีเมนูเหลียงผีและบะหมี่เย็นเพิ่มเข้ามาด้วย
"ซุ่ยซุ่ย ลูกจะไปจริงๆ เหรอ?"
หลี่อวี้เหมยแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง เมื่อก่อนซุ่ยซุ่ยอับอายที่พ่อแม่ขายอาหารเช้า แม้แต่งานประชุมผู้ปกครองก็ไม่ยอมให้ไปร่วม
เธอไม่เคยไปเหยียบที่ร้าน แถมยังรู้สึกรังเกียจพ่อแม่ตัวเองอยู่ลึกๆ
นางอดถอนหายใจไม่ได้ สิ่งที่คนอื่นไม่เห็นค่า กลับเป็นสิ่งที่เธอเฝ้าฝันหามาตลอด
"จริงสิจ๊ะแม่ หนูโตแล้วนะ"
"เมื่อก่อนหนูทำตัวไม่ดี ต่อไปนี้หนูจะเป็นลูกสาวที่ดีของพ่อกับแม่เอง"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ขอบตาของหลี่อวี้เหมยก็ร้อนผ่าว
นางยกมือขึ้นปิดปาก รู้สึกราวกับว่าความขมขื่นที่ผ่านมาได้แปรเปลี่ยนเป็นความหวานชื่นในที่สุด
"ดี... ดีแล้วลูก ลูกสาวแม่โตแล้วจริงๆ"
ละแวกที่พวกเขาอาศัยอยู่เป็นเขตชานเมืองที่เริ่มเจริญขึ้นในช่วงหลายปีมานี้ มีโรงงานผุดขึ้นมากมายในบริเวณใกล้เคียง
แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นหมู่บ้าน แต่ก็พลุกพล่านและจอแจไปด้วยผู้คน
หลี่อวี้เหมยมีความสุขจนล้นอก ชวนคุยไปพลางคอยสังเกตสีหน้าลูกสาวไปพลาง
นางกลัวว่าจะเผลอพูดอะไรผิดหูแล้วทำให้ลูกสาวโกรธขึ้นมาอีก
แม้เหอซุ่ยซุ่ยจะยังไม่ชินกับการปฏิบัติแบบนี้ แต่เธอก็พยายามตอบกลับอย่างนุ่มนวล
ร้านเล็กๆ ของครอบครัวตั้งอยู่ริมถนนตรงทางเข้าหมู่บ้าน แถวนี้เต็มไปด้วยร้านรวงต่างๆ เรียงรายราวกับย่านการค้า
ร้านอาหารเช้าขนาดไม่ใหญ่นัก ประมาณสามสิบตารางเมตร ภายในมีโต๊ะยาวและเก้าอี้จัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ
ร้านถูกดูแลรักษาความสะอาดเป็นอย่างดี
ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาอาหารเย็น จึงยังไม่มีลูกค้า
เมื่อเหอกวงหยวนเห็นเหอซุ่ยซุ่ยเดินเข้ามาพร้อมกับหลี่อวี้เหมย เขาก็มีท่าทีไม่อยากจะเชื่อสายตาเช่นกัน
"มองอะไรอยู่ได้ นั่นลูกสาวเรานะ รีบไปทำเหลียงผีให้ลูกชามหนึ่งเร็วเข้า ลูกยังไม่ได้กินมื้อเที่ยงเลย!"
พอได้ยินแบบนั้น เหอกวงหยวนก็เกิดอาการร้อนรนทันที
"นี่มันจะเย็นอยู่แล้ว ทำไมยังไม่ได้กินข้าวเที่ยงอีก?"
"ลูกรอเดี๋ยวนะ เดี๋ยวพ่อรีบไปทำเหลียงผีให้เดี๋ยวนี้แหละ"
เห็นได้ชัดว่าทั้งพ่อและแม่ต่างดีใจจนเนื้อเต้นที่เธอมาที่ร้าน
หลี่อวี้เหมยรีบเปิดแอร์ทันที ปกติถ้านั่งกันอยู่เองสองคนตายาย พวกเขาไม่เคยยอมเปิดใช้
นางเปิดกล่องหมูสามชั้นน้ำแดงให้ลูกสาวกินรองท้อง แล้วไปหยิบโค้กมาสองขวด
"แม่ ไม่ต้องเปิดนะ หนูไม่กิน"
คำพูดนั้นทำเอาคนเป็นแม่ชะงักงัน
"ซุ่ยซุ่ย ปกติลูกชอบกินโค้กที่สุดไม่ใช่เหรอ?"
เอ่อ เธอลืมไปเสียสนิท
"แม่จ๊ะ คือหนูจะลดความอ้วน ต่อไปนี้หนูจะไม่ดื่มน้ำอัดลมแล้ว จะดื่มแต่น้ำเปล่า"
เหอกวงหยวนเดินยกเหลียงผีชามยักษ์เข้ามาพอดี จึงรีบร่วมวงสนทนาทันที
"ลดความอ้วน? ลูกไม่อ้วนสักหน่อย อย่าเพ้อเจ้อน่า!"
เอ่อ... พ่อแม่คู่นี้ตามใจลูกจนหน้ามืดตามัวไปแล้วหรือเปล่าเนี่ย?
เหอซุ่ยซุ่ยถึงกับมีเส้นดำพาดผ่านหน้าผาก แต่ก็ยังพยายามอธิบายอย่างใจเย็น
"หนูอ้วนขนาดนี้แล้ว ถ้าไม่ลดน้ำหนัก เดี๋ยวจะเป็นเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง แถมอนาคตเสี่ยงเป็นโรคหัวใจหรือเส้นเลือดในสมองแตกได้นะจ๊ะ"
"รุนแรงขนาดนั้นเชียว?"
พ่อกับแม่ตระกูลเหอเริ่มตื่นตระหนก ความกังวลแปรเปลี่ยนเป็นความสงสารจับใจ
"โธ่ ลูกแม่ ช่างน่าสงสารจริงๆ..."
ไม่ใช่สิ เธอแค่จะลดน้ำหนัก มันเป็นเรื่องดีไม่ใช่เหรอ?
ครืด~
ประตูบานเลื่อนถูกเปิดออก ชายหนุ่มรูปร่างผอมสูงหน้าตาหล่อเหลาเดินเข้ามา
พอหลี่อวี้เหมยเห็นเขา รอยยิ้มก็ฉีกกว้างจนตาหยี
"ซิงโจวมาแล้วเหรอ! มาๆ นั่งก่อน วันนี้อยากกินอะไรเดี๋ยวป้าทำให้"
เมื่อเซี่ยซิงโจวเห็นเหอซุ่ยซุ่ยอยู่ที่นี่ เขาก็แปลกใจเล็กน้อยก่อนจะเดินตรงเข้ามา
"คุณป้าครับ ขอเหมือนเดิมครับ!"
"ได้จ้ะ ได้จ้ะ คุยกันไปก่อนนะ เดี๋ยวป้ารีบไปทำให้"
เธอยังคงก้มหน้าก้มตากินเหลียงผีต่อไป ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง
"ในที่สุดก็คิดได้แล้วสินะ?"
"วันหลังก็เพลาๆ อาการอารมณ์เสียไม่มีเหตุผลนั่นลงบ้าง"
"เธอควรจะขอบคุณอวี่เวยนะที่ช่วยให้เธอสอบเข้าไห่เฉิงมีเดียได้ อย่าลืมบุญคุณนี้ซะล่ะ"
อะไรกัน? มาถึงก็สั่งสอนกันฉอดๆ เลยเหรอ?
"เสิ่นอวี่เวยบอกนายแบบนั้นเหรอ?"
เซี่ยซิงโจวไม่ทันสังเกตน้ำเสียงที่เย็นชาของเธอ เขายังคงพูดต่อ
"ใช่ ถ้าอวี่เวยไม่รู้จักกับอาจารย์ตง เธอไม่มีทางสอบเข้าไห่เฉิงมีเดียได้หรอก"
"ฉันได้ยินจากเธอว่าที่บ้านเธอมีแจกันลายครามใบหนึ่ง ในเมื่อเธอชอบมัน เธอก็รีบเอาไปให้เธอสิ"
ที่แท้ก็มาเป็นหน้าม้านี่เอง?
"นายคิดว่าฉันควรยกของสิ่งนั้นให้เธอเหรอ?"
"แค่แจกันใบเดียวมันดูน้อยไปหน่อยนะ เอาเป็นว่าเธอซื้อของขวัญดีๆ ให้เธอเพิ่มอีกสักชิ้นสิ?"
จังหวะนั้น หลี่อวี้เหมยก็ยกแผ่นแป้งผัดใส่ไข่สองฟองมาเสิร์ฟพอดี
"ซิงโจว แผ่นแป้งผัดได้แล้วจ้ะ น้ำส้มสายชูอยู่ตรงนั้นนะ"
"ครับ ขอบคุณครับคุณป้า!"
หลี่อวี้เหมยไม่อยากรบกวนเด็กๆ จึงเลี่ยงออกไปนั่งข้างนอกกับเหอกวงหยวน
"ซุ่ยซุ่ย คิดไว้หรือยังว่าจะซื้ออะไรให้อวี่เวย?"
ซื้อของขวัญเหรอ? มอบฝ่ามือให้สักฉาดดีไหม?
"ยังไม่ได้คิด ในเมื่อนายห่วงเธอนัก ทำไมไม่ซื้อให้เธอเองล่ะ?"
คำพูดของเธอทำเอาเขาประหลาดใจ
"ซุ่ยซุ่ย เธอพูดบ้าอะไรเนี่ย?"
"เธอเป็นคนช่วยเธอ ถ้าฉันเป็นคนให้ของขวัญมันจะดูแปลกๆ ไหม?"
"ก็นั่นน่ะสิ เธอช่วยฉัน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนาย?"
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอตอกกลับเขา
เซี่ยซิงโจวรู้สึกเหมือนโดนหักหน้า
"เธอหมายความว่ายังไง? ที่ฉันพูดก็เพราะหวังดีกับเธอนะ เธอนี่มันไม่มีเหตุผลเอาซะเลย"
โมโหแล้วเหรอ? ความอดทนต่ำเตี้ยเรี่ยดินจริงๆ!
"ฮึ! ฉันไม่กินแล้ว เชิญเธอตามสบาย!"
พูดจบ เขาก็ทำท่าจะลุกออกไป
"เดี๋ยวพ่อน"
เมื่อได้ยินเสียงเรียก รอยยิ้มยโสก็กระตุกขึ้นที่มุมปากของเซี่ยซิงโจว แต่เขายังคงตีหน้าขรึมหันมามองเธอ
"มีอะไร?"
เหอซุ่ยซุ่ยยังคงนั่งนิ่ง วางตะเกียบลงแล้วกอดอกมองหน้าเขา
"จ่ายเงินค่าข้าวด้วย!"
"ห๊ะ?"